ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

ปรบมือรัวๆ! แอลลี่ คว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดนตรีระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

10 พฤษภาคม 2569 สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและแฟนคลับอย่างมาก สำหรับ “แอลลี่-อชิรญา นิติพน” ลูกสาวคนเก่งของ พ่ออ่ำ อัมรินทร์ และ แม่จอย อัจฉริยา ที่ล่าสุดคว้าความสำเร็จครั้งสำคัญในชีวิต หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พร้อมเกียรตินิยม จากสาขา Music Business ของ Berklee College of Music สถาบันดนตรีชื่อดังระดับโลก ณ เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

       งานนี้ แอลลี่ได้ควงคุณแม่และสมาชิกในครอบครัวบินลัดฟ้าไปร่วมแสดงความยินดีถึงสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้มและโมเมนต์แห่งความประทับใจ โดยเจ้าตัวมาในลุคบัณฑิตสาวสุดสดใส ออร่าความสำเร็จเปล่งประกายจนแฟนๆ ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีอย่างล้นหลามผ่านโซเชียลมีเดีย

ขอบคุณภาพจาก : @allynitibhon

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่รายละเอียดและภาพบรรยากาศการหารือทวิภาคีเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียและราชอาณาจักรไทย ดังนี้

“เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสองฝ่าย ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศรัสเซียและไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศได้มีการติดต่อกันโดยตรง โดยให้ความสำคัญกับโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น เทศกาลคณิตศาสตร์ที่จัดขึ้นประจำปีโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้หารือกันคือการส่งเสริมให้นักศึกษาจากประเทศไทยได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซียผ่านโครงการของทุนรัฐบาลรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความตั้งใจในการผลักดันการเรียนการสอนภาษารัสเซียและภาษาไทยให้มากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งสองประเทศ 

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาการศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางมนุษยธรรมนั้นจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัสเซียและไทยให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป”

ทุนรัฐบาลรัสเซีย
เรียนภาษารัสเซีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในบางครั้ง อาจมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น เอ๊ะ เราขึ้นมาข้างบนทำไมนะ” “แว่นตาวางไว้ตรงไหนหาไม่เจอ” “ก่อนออกจากบ้าน ปิดไฟหรือยัง อาการหลงลืมแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เหตุอาจมาจากความเครียด ไม่มีสมาธิ หรือมีเรื่องรบกวนจิตใจในช่วงนั้น แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคสมองเสื่อม

เมื่อไรที่เราเริ่มลืมกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ ทำงานในหน้าที่บกพร่อง ลืมในเรื่องที่ตั้งใจจะจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่าภาวะการรู้คิดบกพร่อง รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญชโรจน์ หัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว

ในประเทศไทย มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมไม่ต่ำกว่า 800,000 คน และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดย รศ.พญ.โสฬพัทธ์ เผยว่า โรคสมองเสื่อมมีหลายระยะและมีหลายสาเหตุ บางโรคสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และบางโรคเช่นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่อาจชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลงได้ ซึ่งการชะลอภาวะสมองเสื่อมจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว

และนี่คือที่มาและความจำเป็นของการก่อตั้งศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะโรคสมองเสื่อมบางชนิดไม่สามารถหยุดได้ สิ่งที่เราทำได้คือสร้างความสุขให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมและชะลออาการ การอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือกับครอบครัวให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และมีความสุขในทุกระยะของการเกิดสมองเสื่อม อยู่ได้ เข้าใจ ปรับตัว เราเน้นเรื่องนวัตกรรมที่สามารถช่วยได้ เอาความรู้ในตำรา การปฏิบัติสากลมาปรับเข้าใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยและฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดผลลัพธ์จริง

ศูนย์ฝึกสมองตั้งอยู่ที่ชั้น อาคารสธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดำเนินการและให้บริการในลักษณะ Day Care มีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 9.00 – 14.30 น. เช้ามี กิจกรรม และบ่ายมี กิจกรรม สัปดาห์หนึ่งมีทั้งหมด 15 กิจกรรม

ร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้สูงอายุ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวเสียงเพลงทำให้อารมณ์ดี และผู้สูงอายุได้ฝึกสมองร่วมกัน ที่สำคัญ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรสามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์กลับมาร่วมคลาสกับคนอื่นด้วยกันได้โดยการร้องเพลงฝึกสมอง

นอกจากการร้องเพลง ที่ศูนย์ฯ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง เช่น บอร์ดเกม โยคะ ศิลปะและงานฝีมือโดยบุคลากรผู้ฝึกสอนมีทั้งของโรงพยาบาลและบุคคลภายนอก เช่น โยคะได้วิทยากรผู้สอนจาก Absolute Yoga  กิจกรรมร้องเพลงเป็นครูจากภายนอกมานำกิจกรรม

แต่ละกิจกรรมปรับให้เข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ถึงจะเป็นกิจกรรมกลุ่มก็ตาม แต่ระดับเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนก็ชอบทำกิจกรรม ชอบพบเจอผู้คน สำหรับบางคนไม่ชอบเจอใคร เราก็จะแนะนำว่าถ้าที่บ้านมีความพร้อมก็สามารถทำได้ หรือจะให้ผู้ดูแลมาเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อไปทำต่อที่บ้านก็ได้ บางท่านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลก็จะแนะนำว่าแถวบ้านมีศูนย์ไหนบ้าง มีกิจกรรมไหนที่ออกกำลังกายคล้ายกันและต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า ไม่เพียงกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ที่ศูนย์ฯยังจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและกิจกรรมฝึกทักษะสมองให้กับผู้สนใจทั่วไปด้วย

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า ศูนย์ฝึกสมองเป็นเหมือนกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้นการศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นเพื่อชะลอโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยนวัตกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมในศูนย์มี 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ 1.นวัตกรรมที่เกิดจากกิจกรรมกลุ่ม เช่น ดนตรีบำบัด การยืดเส้นยืดสาย กิจกรรมงานฝีมือ เป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้เข้ากับบริบทของผู้ป่วยสมองเสื่อม และปรับเรื่องการใช้สมองในแต่ละกิจกรรม , 2.นวัตกรรมที่ทำร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (AIMET) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น เกมคอมพิวเตอร์ที่ปรับให้เข้ากับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในแต่ละระยะและการกระตุ้นให้เข้ากับสมองแต่ละส่วนให้มากขึ้น การฝึกสมาธิโดยการใช้คลื่นสมอง และ Exergame คือเล่นเกมโดยใช้ท่าทางเพื่อให้ร่างกายและสมองได้มีปฏิสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯ ยังมีเครื่องมือในการช่วยตรวจที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่ในระยะใด แต่ละระยะ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เครื่องมือนี้เป็นแบบทดสอบสมองที่พัฒนาขึ้นตามหลักสากล แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ คาดว่าในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกรูปแบบความรุนแรงมีราว 1,000,000 คน

โรคสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมลง ทำให้เกิดปัญหาในการคิด การจดจำ และการใช้ภาษา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รศ. พญ.โสฬพัทธ์ อธิบาย

โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคพาร์กินสันก็ทำให้สมองเสื่อมได้ น้ำในโพรงสมองก็ทำให้สมองเสื่อม หรือเส้นเลือดตีบก็ทำให้สมองเสื่อมได้ แต่ส่วนมากแล้ว 80 % ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมาจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)

โรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดสมองตีบรักษาได้ดีขึ้นได้ โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย เพียงแต่อาจจะชะลอ ดำเนินโรคให้ช้าลงได้

โรคอัลไซเมอร์มาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันและไขมันในเลือดสูง

คนแต่ละคนอ่อนไหวต่อสาเหตุเดียวกันไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัลไซเมอร์ แต่บางคนเป็นเบาหวานก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีหลายองค์ประกอบ เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ ของผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้วจึงเป็นได้

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปโรคสมองเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ สมองเสื่อมระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการลืมอย่างชัดเจนจนคนทั่วไปเริ่มสังเกตได้ หน้าที่ความรับผิดชอบที่ยาก เริ่มปฏิบัติบกพร่อง เช่น เมื่อก่อนสามารถจัดการทำภาษีได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถจัดการได้ , สมองเสื่อมระยะกลาง ผู้ป่วยลืมหน้าที่การใช้ชีวิตประจำวันและมีผลกระทบในการดำเนินชีวิต และจะต้องให้คนรอบข้างมาเตือนการทำกิจวัตรตามปกติ เช่น กินข้าว อาบน้ำ และสมองเสื่อมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำคนใกล้ชิด ลูกหลานไม่ได้ งงว่าอยู่ที่ไหน บางวันสับสนว่าไม่ใช่บ้านของตัวเอง บางคนก็ลืมแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำว่าทำอย่างไร ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

ก่อนจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีอาการ Mild Cognitive Impairment หรือภาวะการรู้คิดบกพร่อง

เป็นช่วงที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อมแต่เริ่มมีสัญญาณบางอย่าง เช่น ลืมมากขึ้นกว่าเดิม บริหารจัดการหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้ กลุ่มนี้จะมีความมีความเสี่ยงสูงเป็น 10 เท่ากว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม” รศ. ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุควรดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อม รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม คือ ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้อ้วน มีโรคประจำตัวทางเส้นเลือด โรคประจำตัวเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และไขมัน ชีวิตประจำวันไม่ใช้สมอง นอนไม่หลับ และเครียด

การป้องกันโรคสมองเสื่อมก็เหมือนกับการป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจ คือ ต้องดูแลเรื่องอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ เราต้องออกกำลังให้สมองด้วย ต้องมีการคิด ใช้สมองในทางที่เรามีความสุข ไม่ใช่นอนดูซีรีส์ เล่นไลน์อย่างเดียว การเดิน 7,000 – 9,000 ก้าวต่อวัน การเจอคน มีปฏิสัมพันธ์กัน ที่สำคัญที่สุดคือการไม่เครียด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะป้องกันตัวเองจากโรคสมองเสื่อมได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนคือ พันธุกรรม เพราะเราไม่รู้ว่าข้างในเรามีความเสี่ยงในพันธุกรรมแค่ไหน แต่สิ่งที่เราทำได้คือดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” ผู้สูงอายุมีการหลงลืมอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถสังเกตว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมได้จากการลืมในสิ่งที่ควรจำได้ หรือเตือนผู้สูงอายุหลายครั้งแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้สูงอายุเคยทำอะไรเองได้ เช่น เคยใช้มือถือเครื่องเดียวกันได้ แต่กลับมาใช้ไม่ได้ ไม่อยากออกนอกบ้าน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม นิสัยเริ่มเปลี่ยนจากใจดีก็หงุดหงิดก้าวร้าว เกรี้ยวกราด เมื่อพาผู้สูงอายุมาตรวจก็อาจจะเจอโรคทางอารมณ์ก็ได้ แต่ก็มากกว่าครึ่งที่เป็นโรคสมองเสื่อม ในโรคทางอารมณ์มีความเป็นสมองเสื่อมปนอยู่ ดังนั้นพาผู้สูงอายุมาตรวจจะดีกว่า หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก็ไม่ต้องกังวลเยอะกับคำว่าเสื่อม การปรับตัวอยู่ให้ได้และไม่เครียดเป็นสิ่งสำคัญกว่าความตื่นตระหนก รับรู้แล้วพยายามปรับพฤติกรรม เช่น ให้นอนได้ดีขึ้น พาไปออกกำลังกาย ปรับปรุงอาหาร และกินโปรตีน เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วและควรต้องทำให้มากกว่าเดิม

“ขณะนี้มียาฉีดเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์แล้ว และจะเข้ามาประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีราคาแพงและไม่ใช่ว่าจะหายขาด การยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเยอะ เฝ้าระวังโรค เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมสมองให้ตื่นตัว และทำอารมณ์ให้สดใสเป็นสิ่งที่จับต้องได้เพื่อชะลออาการสมองเสื่อม” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์กล่าวปิดท้าย

การดูแลรักษาสุขภาพกายและจิตใจช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้รวมทั้งโรคสมองเสื่อม แต่ถ้าเป็นโรคสมองเสื่อมแล้วก็ควรปรับร่างกายและจิตใจ ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอีกทางเลือกที่จะชะลออาการและอยู่กับโรคสมองเสื่อมได้อย่างเป็นสุขต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกสมองให้บริการกับประชาชนทั่วไปตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป โดยต้องทำบัตรเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจุฬาฯ และให้แพทย์ตรวจก่อนว่ามีความสามารถของสมองอยู่ในระดับใด หลังจากนั้นจะสามารถร่วมกิจกรรมได้ในแต่ละวัน ทางศูนย์ฯ รับผู้มาใช้บริการได้ประมาณ 40 – 50 คนต่อวัน และมีค่าบริการการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งละ 250 บาท ร่วมกิจกรรมทั้งวัน 500 บาท

ติดตามข้อมูลและกิจกรรมของศูนย์ฝึกสมองได้ที่ https://www.facebook.com/cognitivefitnesscenter

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรุ่งนี้พ่อใหญ่แม้วออกจากเรือนจำ จะมีผู้คนไปต้อนรับจำนวนมาก และ อาจ เดินทางไปส่งที่บ้านจันทร์ส่อง หล้าเป็นขบวนใหญ่ แม้ไม่ถึงกับเรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน ที่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่ย่อมส่งผลสะเทือนต่อนักการเมืองบางพวกที่ตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือศาลและเหนือกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

จะทำให้คุณค่า การถูกจำคุก สูงส่ง ยิ่งกว่า การตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของระบอบการเมืองใหม่มากมายนัก คอยดูกันไปก็แล้วกัน”

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ศาล รธน.มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือ กำหนด 5 ประเด็น ส่งศาลกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดชอบด้วย รธน.หรือไม่ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ได้ร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ กกต.จัดทำบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้งได้ อันทำให้การเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาเมื่อ 18 มีนาคม 2569 โดยกำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 แล้ว

เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลจึงมีหมายคำสั่งเรียกให้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดทั้งสิ้น 5 ประเด็น เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สภาพการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด และวิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่นหรือสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรหัสดังกล่าว การโต้แย้งคัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก่อนที่สื่อมวลชนจะนำเสนอ รวมทั้งให้จัดส่งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ศาลทั้งหมดด้วย

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เห็นว่าคำถามดังกล่าวอาจจะเป็นการตั้งประเด็นไต่สวนที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคำร้อง เพราะหัวใจของปัญหาอยู่ที่การมีอยู่ของบาร์โค้ดนั้นทำให้การเลือกตั้งนั้นลับหรือไม่ลับเท่านั้น แต่ก็มิอาจก้าวล่วงดุลยพินิจของศาลได้ แต่อย่างไรเสียองค์กรฯจะเร่งทำความเห็นพร้อมรวมรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และขอให้สอบพยานอื่นเพิ่ม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามที่ศาลกำหนดตามมาตรา 27 วรรคสาม ของ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรม นูญ 2561 เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรงและศักดิ์สิทธิ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มิให้ผู้ใดมาใช้อำนาจและเล่ห์เหลี่ยมนอกกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป 

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส. ชี้เรื่องเก่า 15 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ยันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมืองต่อ ลั่นหากข้องใจอีก พร้อมชี้แจง ไม่ต้องไปฟ้องผ่านสื่อ

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 จากกรณีที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีตสส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีคนส่งเอกสารการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตัวเอง 3 คน มาเป็นผู้ช่วยสส. ของหมอคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดกฏหมายอะไร แค่แสดงนิสัยน่ารังเกียจแค่นั้นเอง” จากนั้นได้มีการเผยแพร่เอกสาร นายวรงค์ เดชกิจวิกรม แต่งตั้ง 5 คน คือ นางเฉลิมศรี จันทร์หิรัญ นางวัชรา จำเนียรสุขสกุล นายสรชัย เดชกิจวิกรม นายศรีศักร เดชกิจวิกรม และนางอุไรวรรณ เดชกิจวิกรม โดยลงนามสำเนาถูกต้องโดย นายกานต์ รัตกสิกร นิติกรปฎิบัติการ

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชี้แจงคุณหมออ๋อง

ปรากฏว่ามีความพยายาม ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไปขุดเรื่องในอดีต เกี่ยวกับการตั้งผู้ช่วยส.ส. ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นส.ส.เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผ่านมาน่าจะไม่น้อยกว่า 15 ปีมาแล้วว่า ผมตั้งผู้ช่วย 5คน และเป็นคนนามสกุลเดียวกัน 3 คน

ผมยินดีอธิบายนะครับว่า

1.ผมไม่เคยตำหนิใคร ที่จะตั้งพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย เพราะผมถือว่า เป็นการตั้งเพื่อการประสานงานส่วนตัวของส.ส. (ไม่ใช่รัฐมนตรี ที่เป็นงานส่วนรวม และมีผลประโยชน์) และสมัยนั้นก็ไม่มีระเบียบห้าม

2.การที่ผมตั้งพี่น้องผม ร่วมกับคนอื่น มาเป็นผู้ช่วย เพราะเขาสามารถช่วยงานผมได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้ผมเสียหาย และผมก็ไม่ได้เอาตำแหน่งไปขาย เพื่อหาผลประโยชน์

3.ผมเข้าใจว่าคุณหมออ๋องและสื่อบางท่าน เอาเรื่องผม มาเผยแพร่ ว่าผมตั้งผู้ช่วย5คน โดยมี3คนเป็นพี่น้องผม จึงเป็นของเก่า ผ่านมาไม่น้อยกว่า15ปีมาแล้ว และผมก็ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ซึ่งปัจจุบันนี้ ผมได้ตั้งผู้ช่วยผมเพียง 3คน จากที่ให้มา8 คน ตามที่ผมประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจน

4.ผมยังยืนยันที่ อยากปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์นักการเมือง ที่มากเกินความจำเป็น ทั้งยกเลิกบำนาญส.ส./ส.ว. ลดผู้ช่วยจาก8 คนเหลือ3คน ยกเลิกการศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อประสิทธิภาพ และสร้างสำนึกที่ดีของนักการเมือง

5.ผมยังมีความเชื่อว่า การจัดการทุจริตคอรัปชั่นของประเทศ ต้องเริ่มจากการจัดการที่สภา ทำสภาให้น่าเชื่อถือ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมทุกอย่างของอำนาจ ถ้าจัดการที่นี่ได้ ส่วนราชการต่างๆก็จะง่ายขึ้น
ถ้ามีอะไรข้องใจ ผมยินดีชี้แจงให้ทราบครับ ไม่ต้องผ่านสื่อหลายขั้นตอน สร้างความสับสนเปล่าๆ เพราะผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ” 

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

10 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ถึงคุณหมออ๋องอีกครั้ง

ถ้าคุณหมออ๋องพอมีเวลา น่าจะช่วยไปตรวจสอบ

1.พรรคการเมืองบางพรรค เอาโควต้าผู้ช่วยส.ส. ที่มีมากถึง8คน ไปตั้งเพื่อใช้งานพรรค ไปตั้งผู้สมัครที่สอบตก ให้มีรายได้ เข้าข่ายการทุจริตหรือไม่ เพราะเจตนาเขาให้มาเป็นผู้ช่วยส.ส.

2.มีกระแสข่าวว่า ส.ส.บางคน เอาตำแหน่งผู้ช่วยที่มากถึง8คน ไปหารายได้เข้าตัว จริงไหม ช่วยตรวจสอบน่าจะดีนะครับ

3.ส.ส.บางคนลาออกไปเอง เพื่อไปลงสมัคร ผู้บริหารท้องถิ่น สมควรให้ประชาชนเลี้ยงดูด้วยเงินบำนาญเป็นหมื่น ตลอดชีวิตหรือไม่ ถ้ายังให้ประชาชนเลี้ยงดู จะไปดูแลประชาชนในท้องถิ่นอย่างไร

คุณหมออ๋องช่วยตรวจสอบ หาคำตอบก็ดีนะครับ

#ยกเลิกบำนาญสสสว
#ลดผู้ช่วยจาก8เหลือ3

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน พร้อมรับฟังรายงานการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายรัฐบาลจากผู้ว่าฯ ภูเก็ต ตลอดเส้นทาง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นภารกิจกำชับ และติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะพื้นที่ จ.ภูเก็ต นายอนุทิน พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ขึ้นรถบัสปรับอากาศ Smile Bus เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดยไม่มีขบวนรถติดตามใด ๆ

การเดินทางโดยรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในลักษณะ Carpool เป็นการรณรงค์การใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดการใช้พลังงาน ซึ่งรถบัส 1 คันสามารถใช้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก และยังช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้การสัญจรเดินทางไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ เป็นไปโดยสะดวก ทางเดียวกันไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายกฯ นั่งบนรถบัสคันดังกล่าว ได้ให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มานั่งที่นั่งข้างนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้บรรยายและรายงานถึงบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางที่รถบัสผ่าน เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาเพื่อที่จะรับฟังสภาพปัญหา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที และยั่งยืนต่อไป

สำหรับรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในขณะนี้เปิดให้บริการ หมวด 1 จำนวน 3 เส้นทางในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต สายที่ 1 จากสะพานหินไปเซ็นทรัลภูเก็ต สายที่ 2 จากท่าเรืออ่าวฉลองมาห้างสินค้าซุปเปอร์ชีป และสายที่ 3 จากท่าเรือรัษฎาไปสวนน้ำอันดามันดา ราคา 15 บาทตลอดสาย โดยสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ พระภิกษุสงฆ์ และผู้พิการ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘ ศก.ประเทศกำลังทรุดติดหล่ม ลามขวางปชช.ลืมตาอ้าปาก หลังเดินเกมเตรียมยื่นศาลฯตีความพรก.กู้เงิน4แสนล้านขัด รธน. ยันหนุนสุดลิ่มเดินหน้า ’คนละครึ่งพลัส‘ ด่วนจี๋ กระตุ้นกำลังซื้อจาก ’รากหญ้า‘ เป็นฟันเฟืองส่งต่อ ‘เอสเอ็มอี’

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน400,000ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินออกเป็น200,000ล้านบาท นำมาดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบบเร่งด่วน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส(คนละครึ่งพลัสรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)ว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ สว. และสัมผัสธุรกิจด้านพาณิชย์ โดยเฉพาะในระดับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Micro SME ขณะนี้การค้าขายไม่ดี ประชาชนในระดับรากหญ้าไม่มีเงิน กำลังซื้อขาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง จะทำให้ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลนำงบฯในส่วน200,000ล้านบาทมาทำโครงการคนละครึ่งพลัส ในระยะเวลา4เดือน จะตอบโจทย์ ตนสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งทำเร็วก็จะยิ่งดี เพราะในระยะยาวจะทำให้ลื่นไหลขึ้น ระบบฟันเฟืองเศรษฐกิจจะดีขึ้น หมุนเวียนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปถึง60เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐบาลออกให้ และอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้2รอบ คือ200,000ล้านบาท จากรัฐบาลที่ออกให้คิดเป็น60เปอร์เซ็นต์ และ160,000แสนล้านของประชาชน ที่คิดเป็น40เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น3.6แสนล้าน กระตุ้น2รอบ ก็กลายเป็นรายได้700,000ล้านบาท 

“เราจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีในระดับไมโครไปได้เป็นตัวกลางให้เดินไปได้ ถ้าตัวกลางไปได้ตัวบนก็ไปได้ มันจะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้โซ่เฟืองมันติดขัด ถ้ารัฐบาลมาช่วยสนับสนุนคนละครึ่งพลัสเพื่ออุ้มช่วยให้กับรากหญ้า จะทำให้กำลังซื้อ และการผลิตของเอสเอ็มอีระดับไมโครดีขึ้น ส่งต่อเป็นฟันเฟืองไปยังเอสเอ็มอีขนาดย่อมและขนาดกลาง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ระยะยาวจะดีด้วยตัวมันเอง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความชัดเจนขึ้น จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาดั่งเดิม และอาจดีกว่าเดิม” นายวิวรรธน์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพรก.กู้เงินฯ จำนวน4แสนล้านบาท จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา172 หรือไม่ รวมถึงการปล่อยข่าวมีการสอดไส้กาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ และระเบียบเศรษฐกิจภาคใต้(SEC) นายวิวรรธน์ กล่าวว่า เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง แต่พรก.กู้เงินที่รัฐบาลกำลังจะออก ถึงแม้จีดีพีจะไม่ติดลบก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าสงครามเที่ยวนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจแย่ ประเทศไทยเราการเติบโตเราต่ำมาตลอดหลายปี ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน การหากินของรากหญ้าฝืดเคืองลงจริงๆ ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มันจมดิ่งลงไปแล้วค่อยมาออกมาตรการฉุกเฉิน จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ส่วนที่มีการปล่อยข่าวมากระทบโครงการแลนด์บริดจ์ หรือSEC นั้น มันเป็นเรื่องของหลายรัฐบาลมาแล้ว มีการพูดคุย หาข้อมูลจากหลายๆฝ่าย พิจารณาข้อดีข้อเสียต่างๆ มันยังมีอีกหลายขั้นตอน ขณะเดียวมันเป็นแนวคิดในการหานักลงทุน จะต้องมีข้อเสนอแนะ ข้อต่อรองต่างๆ ยังต้องมีการหารือกันอีกหลายยก โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องทำก่อน

“คนเราจะติดหล่ม ถ้าปล่อยให้ติดหล่มหนักขึ้นไปแล้วค่อยมาช่วย มันก็ใช้แรงมากกว่าปกติ ถ้าติดหล่มแล้วรีบทำเหตุการณ์ให้ดีขึ้นมา เศรษฐกิจจะไปได้เร็วกว่า ขณะนี้มันฝืดเคืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการหิวโหย เกิดการลักขโมย แล้วมาเป็นภาวะฉุกเฉิน ผมอยากให้นักการเมืองช่วยกันมองว่า บางครั้งตัวบทกฎหมายมันมีเขียนไว้ แต่มันต้องใช้ระบบรัฐศาสตร์มองภาพใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตอนนี้มันติดหล่มจริงๆ” นายวิวรรธน์ กล่าว

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

10 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.00 น.ที่หาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มารับฟังเรื่องที่ได้รับร้องเรียนว่าประชาชนที่ทำมาหากินในหาดบางเทา ถูกอันธพาลรังแก และการให้เช่าพื้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คนให้เช่าพื้นที่เอาพื้นที่สาธารณะมาให้ประชาชนเช่าทำเป็นสถานประกอบการต่างๆ และทราบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็ไม่ได้รับอนุญาติ ทุกขั้นตอนผิดกฎหมายหมด ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย คนที่ไม่มีสิทธิในพื้นที่แล้วไปหลอกมาให้คนทั่วไปทำสัญญาเช่า ก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและแพ่ง และการรังแกประชาชนที่อ่อนแอกว่าก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน หากพิสูจน์ได้ว่าประชาชนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกหลอกลวงเช่าด้วยเจตนาสุจริต รัฐบาลก็ต้องหาหนทางให้เขาทำมาหากินต่อไป เพราะมีการจ้างงานมาก มีการลงทุนไปแล้วมาก แต่ต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง จะเร่งหาหนทางแล้วนำโมเดลที่หาดบางเทา ดูว่าเจ้าของสถานที่คือกรมป่าไม้ จะสามารถยกพื้นที่ให้ท้องถิ่น แล้วให้ประชาชนเข้ามาทำมาหากินได้หรือไม่ หากทำได้ก็จะทำ แต่ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องไม่ครอบครองพื้นที่ คนทั่วไปเข้าถึงได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมอบหมายให้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่เป็นคนในพื้นที่ดูแลงานในภาคใต้ ก็จะให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และผู้ว่าฯ ภูเก็ต ก็มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา

เมื่อถามว่า วันที่ 11 พ.ค.ร้านค้าในพื้นที่จะเปิดทำการได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ยัง เพราะมันมาจากสิ่งที่ผิดกฎหมาย เราต้องทำให้ถูกต้องเร็วที่สุด เราจะใช้เวลาให้เร็วที่สุด ตรงไหนสามารถผ่อนผันได้ก็จะเร่งผ่อนผัน หากมีผู้ฝ่าฝืนก็จะถูกจับ แล้วเสียโอกาสไปเปล่าๆ ถ้าบอกว่าไม่รู้เรื่องถูกหลอกมา ถ้ายังฝ่าฝืนจะแสดงว่าไม่ถูกหลอกแล้ว จะโดนเป็นผู้ร่วมกระทำผิดไปด้วยจ ะปิดโอกาสที่รัฐบาลหาทางช่วยเหลืออยู่ พวกตนทำงานเร็วอยู่แล้วอย่ากังวล ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน เมื่อถามว่า การให้กรมป่าไม้ไปหาทางออกจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูว่าที่ตรงนั้นสามารถให้ประชาชนเข้ามาทำมาหากินได้หรือไม่แล้วต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่ดาบสองคม หากเป็นที่ที่ไม่มีแผนพัฒนามากมายแล้วไม่เป็นสิ่งกีดขวางทำลายธรรมชาติ เราต้องหาหนทาง ถ้าเราไม่นึกถึงประชาชนบอกว่าผิดกฎหมาย จบแยกย้ายไปหางานอื่นทำ แบบนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวชาวต่างชาติครอบครองสิทธิ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องอยู่ใต้กฎหมาย ชาวต่างชาติครอบครองสิทธิ ครอบครองอย่างไร ครอบครองสิทธิในฐานะผู้เช่าหรือเจ้าของที่ หากเป็นเจ้าของที่กฎหมายให้หรือไม่ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมายเราไปทำอะไรเขาไม่ได้ อย่าเพิ่งไปมองว่าเป็นคนไทยหรือต่างชาติ แต่ถ้าเป็นเจ้าของที่แล้วมีพฤติกรรมแสดงท่าทีวางมาด ปิดกั้นการทำมาหากินของคนไทย รังแกคนไทย พยายามตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล นักเลง มาเฟีย ต่างๆ โดนแน่นอน ของโปรดตนอยู่แล้ว และไม่ต้องกำชับอะไร ผู้ว่าฯ รู้ดีว่าหากนิ่งนอนใจเรื่องพวกนี้จะได้ไปอยู่ใกล้ๆ ตน และคนที่รังแกคนอ่อนแอกว่าหากมีอิทธิพลจริงต้องมาตีหัวตน วันนี้ตนมากับผู้ว่าฯ ปืนไม่มีสักกระบอก หายไปไหนหมด

– 006