พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบหรูควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนที่ทันสมัยและหลากหลาย โดยรีสอร์ทมุ่งผสานการบริการระดับพรีเมียมเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศภายในท้องถิ่น

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเล รีสอร์ทมีโครงการเพาะเลี้ยงและปล่อย “ปลาฉลามกบ” ซึ่งช่วยฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล โดยการเพาะเลี้ยงและปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลผ่านนิทรรศการ “หญ้าทะเล” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของหญ้าทะเลต่อระบบนิเวศใต้น้ำ รวมถึงกิจกรรม “Marine Walk” ที่เปิดโอกาสให้แขกได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่งของหาดพันวาอย่างใกล้ชิดในช่วงน้ำลง

นอกเหนือจากการอนุรักษ์ทะเล รีสอร์ทยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินนโยบายลดขยะอาหารอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถคัดแยกและนำขยะกว่า 46,000 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านศูนย์คัดแยกของรีสอร์ท อีกทั้งยังยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในห้องพักทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนมาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ที่ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ เรเนสซองส์ (Renaissance) สมัยคริสตวรรษที่ 14-17 หรือสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งไม่มีเครื่องพิมพ์เอกสารหรือเครื่องถ่ายเอกสารเหมือนในปัจจุบัน มีชายคนหนึ่งนามว่า ลอเรนโซ (Lorenzo) เขาเป็น พนักงานคัดลอกเอกสารหรือ “อาลักษณ์” ผู้ต่ำต้อยที่ทำงานอยู่ในห้องสมุดเก่าๆ ของกรุงวาติกัน

                   ลอเรนโซไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอำนาจ และไม่มีชื่อเสียงเหมือนจิตรกรเอกอย่างไมเคิลแองเจโล แต่เขามี “ดวงตาที่มองเห็นความดี” ทุกวันที่เขาเดินผ่านตลาดหรือจัตุรัสเมือง แทนที่จะบันทึกเพียงตัวเลขภาษีหรือโองการจากทางการ เขากลับใช้เวลาว่างจดบันทึกเรื่องราวเล็กๆ ที่คนมองข้ามลงในสมุดส่วนตัวที่ชื่อว่า “Il Diario della Gioia” (บันทึกแห่งความยินดี)

                   ในบันทึกของเขาไม่ได้เขียนถึงความสำเร็จของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงความยินดีต่อผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย)เช่น:

“วันนี้ข้าเห็นช่างปั้นดินเผาแบ่งปันน้ำดื่มให้คนพเนจร ข้ายินดีเหลือเกินที่หัวใจของเขางดงามยิ่งกว่าแจกันที่เขาปั้น”
“ขอร่วมอนุโมทนาในบุญของท่านหญิงผู้บริจาคผ้าไหมเพื่อทำเครื่องนุ่งห่มให้เด็กกำพร้า ความเมตตาของนางช่างเปล่งประกายกว่าอัญมณีบนคอ”

                   ลอเรนโซไม่ได้ทำความดีเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่เขารู้สึก “อิ่มเอม” และ “ยินดี” ประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้กระทำเอง เขารู้สึกว่าโลกนี้ช่างโชคดีที่มีคนดีๆ อยู่รอบตัว

                   วันเวลาผ่านไป ลอเรนโซเสียชีวิตลง สมุดบันทึกส่วนตัวของเขาถูกทิ้งไว้ในซอกชั้นหนังสือ จนกระทั่งเมีผู้ใหญ่ระดับสูงคนหนึ่งมาพบเข้า เมื่อได้อ่านถ้อยคำที่ลอเรนโซบรรจงเขียนด้วยลายมืออันวิจิตรและเต็มไปด้วยพลังแห่งการชื่นชมความดีของผู้อื่น เขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตา

                   ผู้ใหญ่ท่านนั้นสั่งให้คัดลอกบันทึกนี้และแจกจ่ายไปทั่วอิตาลี เรื่องราวความดีเล็กๆ ที่ลอเรนโซบันทึกไว้อย่างจริงใจ กลายเป็นตำนานของแผ่นดิน และเป็นกระจกสะท้อนให้ชาวเมืองเห็นว่า “การมองเห็นความดีของผู้อื่นและการร่วมยินดีนั้น เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การให้ทานด้วยทรัพย์”

                   ผู้คนเริ่มหยุดริษยากัน เปลี่ยนจากการ  “จับผิด”  มาเป็นการ “จับดี” และร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของเพื่อนบ้านตามแบบอย่างในบันทึกของอาลักษณ์ ชื่อของลอเรนโซจึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษสงคราม แต่ในฐานะ “ผู้รักษาแสงสว่างแห่งความดี” ผ่านการอนุโมทนาบุญนั่นเองครับ

                   เรียบเรียงจากเอกสารอิตาลี เรื่อง “บันทึกของอาลักษณ์” “Il Diario dell’Ammanuense” (The Scribe’s Diary) ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

CINDY CHAO ร่วมเปล่งประกายในค่ำคืนแห่งศิลปะ ณ Bangkok Kunsthalle

CINDY CHAO ร่วมเปล่งประกายในค่ำคืนแห่งศิลปะ ณ Bangkok Kunsthalle

CINDY CHAO ร่วมเปล่งประกายในค่ำคืนแห่งศิลปะ ณ Bangkok Kunsthalle

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

A Night in the Healing Forest งานกาลาดินเนอร์ระดมทุนซึ่งจัดขึ้นโดย มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Kunsthalle และ Khao Yai Art Forest สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาศิลปะทั้งในระดับนานาชาติและท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบนิเวศทางความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน และเพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์นี้ Cindy Chao (ซินดี้ เชา) ศิลปินจิวเวลรี่และผู้ก่อตั้งแบรนด์ CINDY CHAO The Art Jewel ได้ร่วมมอบอาร์ตจิวเวลสองชิ้นเข้าสู่การประมูล โดยได้รับความสนใจอย่างล้นหลามและเกิดการแข่งขันการประมูลอย่างคึกคักผลงานทั้งสองชิ้นสามารถทำยอดรวมได้ถึง 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินก่อนการขายเกือบสามเท่า

นอกเหนือจากการเป็นเวทีจัดแสดงผลงานอันโดดเด่น งานกาลาครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการศิลปะและโปรแกรมการศึกษาในท้องถิ่น โดยรายได้จากการประมูลจะถูกนำไปสนับสนุนโครงการศิลปินพำนัก นิทรรศการ และโอกาสทางการเรียนรู้ เพื่อให้ทั้งศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินที่มีชื่อเสียงสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแล การทดลอง และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

Cindy Chao กล่าวถึงบทบาทของตนเองว่า “ในฐานะศิลปิน ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ให้การสนับสนุน กำลังใจจากนักสะสมและชุมชนศิลปะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางและการเติบโตของศิลปิน เราไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานเพียงลำพัง แต่เติบโตผ่านความไว้วางใจ การสนับสนุน และแรงเกื้อหนุนที่สัมพันธ์กัน”

การเข้าร่วมครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเธอในการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินและพัฒนาการศึกษาด้านศิลปะทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ผลงานทั้งสองชิ้นที่นำเสนอในการประมูล ได้แก่ผลงานล่าสุดประจำปี 2026 ของ CINDY CHAO ได้แก่ Maple Earrings และ Foliage Earrings จาก White Label Collection โดยผลงานเหล่านี้ถ่ายทอดวัฏจักรของธรรมชาติออกมาในรูปแบบของเครื่องประดับเชิงประติมากรรม โดดเด่นด้วยเพชรที่ประดับบนไทเทเนียมและรายละเอียดทองคำ 18K ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาชั่วขณะของธรรมชาติและคงไว้เป็นผลงานศิลปะเหนือกาลเวลา ขณะที่ Maple Earrings ยังได้รับเลือกให้ปรากฏบนหน้าปกแคตตาล็อกการประมูล และต่อมาได้กลายเป็นผลงานไฮไลต์ที่ทำราคาสูงสุดของการประมูลครั้งนี้

นอกจากนั้น Cindy Chao ยังย้ำถึงความเชื่อที่เธอยึดมั่นมาอย่างยาวนานว่า ศิลปะสามารถก้าวข้ามขอบเขตของศาสตร์และพรมแดน การสนับสนุนโครงการนี้จึงช่วยขยายพลังของพันธกิจร่วมในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนศิลปิน และทำให้ศิลปะยังคงเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนรุ่นต่อไป

CINDY CHAO The Art Jewel โดย Cindy Chao เป็นแบรนด์จิวเวลรี่ระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านผลงานศิลปะ “เชิงสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และธรรมชาติ” อันเป็นเอกลักษณ์ และได้รับความนิยมจากนักสะสมทั่วโลก ผลงาน Black Label Masterpieces อันเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านศิลปะและเทคนิคผสานอัญมณีหายากเข้ากับการออกแบบที่ล้ำสมัย แบรนด์ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานศิลปะระดับนานาชาติ เช่น Biennale des Antiquaires, TEFAF และ Masterpiece London และสร้างสถิติในเวทีการประมูลระดับโลก อีกทั้ง ยังเป็นแบรนด์จิวเวลรี่เอเชียเพียงรายเดียวที่มีผลงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Smithsonian National Museum of Natural History, Musée des Arts Décoratifs, Victoria and Albert Museum ซึ่งตอกย้ำสถานะของแบรนด์ในฐานะ “จิวเวลระดับพิพิธภัณฑ์”

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

อากาศร้อนจัด เสี่ยง ‘ฮีทสโตรก’ ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงที่อุณหภูมิสูงหรือสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในภูมิอากาศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat-related illness) สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หนึ่งในภาวะที่มีความรุนแรงที่สุดคือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคลมแดด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

นพ. วีระพล บ่อหิรัญรัตน์ อายุรแพทย์เวชบำบัดวิกฤต  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย (core body temperature) สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะสำคัญหลายระบบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ฮีทสโตรก (Heatstroke) คืออะไร

เป็นภาวะที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว (thermoregulatory failure) ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน สภาพอากาศที่มีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ภาวะขาดน้ำเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อหรือการไหลเวียนเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

อาการของฮีทสโตรกที่ควรสังเกต

มักเริ่มจากอาการของความเครียดจากความร้อน (heat stress) ก่อน และอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการที่พบได้ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ ไม่มีเหงื่อออกแม้อยู่ในสภาพอากาศร้อน กระหายน้ำอย่างมาก ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วหรือหอบ ผิวหนังแดงหรือร้อน กระสับกระส่าย สับสน หรือซึมลง ในบางกรณี หากภาวะรุนแรงขึ้น อาจเกิด อาการชัก หมดสติ และภาวะหัวใจหยุดเต้นเนื่องจากฮีทสโตรกสามารถดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้สัญญาณเตือนและได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยภาวะฮีทสโตรก

หากพบผู้ที่มีอาการสงสัยภาวะฮีทสโตรก ควรดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมทั้งรีบนำส่งโรงพยาบาล แนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ เคลื่อนย้ายผู้มีอาการไปยังบริเวณที่ร่มหรือมีอากาศถ่ายเท ให้ผู้ป่วยนอนราบ และยกขาเล็กน้อยเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด คลายเสื้อผ้าให้หลวมเพื่อลดการกักเก็บความร้อน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ และศีรษะ ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี อาจให้จิบน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและให้การดูแลตามความเหมาะสม

กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่ร้อน ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ในทางคลินิก แพทย์มักพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกับอาการทางร่างกายและสภาพแวดล้อม เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

แนวทางการป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าภาวะฮีทสโตรกจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง แต่ในหลายกรณีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีอุณหภูมิสูง หากจำเป็นต้องทำกิจกรรม ควรเลือกช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานใช้แรงหรือออกกำลังกาย อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามความเหมาะสมของกิจกรรม หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มกระตุ้น อาจเพิ่มการขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้นเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่น สามารถช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้นป้องกันร่างกายจากแสงแดด การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด สามารถช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง

พม. ดึงเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปร่วมประชุม 2 ภูมิภาค ยกระดับการคุ้มครองทางสังคม ช่วยคนไทยในต่างแดน

พม. ดึงเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปร่วมประชุม 2 ภูมิภาค ยกระดับการคุ้มครองทางสังคม ช่วยคนไทยในต่างแดน

พม. ดึงเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปร่วมประชุม 2 ภูมิภาค ยกระดับการคุ้มครองทางสังคม ช่วยคนไทยในต่างแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดฉากร่วมประชุม 2 ภูมิภาค ยกระดับการคุ้มครองทางสังคม ช่วยคนไทยในต่างแดน

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคไทย – ยุโรป พ.ศ. 2569 ท้าทาย เปลี่ยนแปลง ก้าวตามแสงแห่งฝัน (Challenges & Changes Beyond Borders) โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นางจุฑาทิพย์ ตาฬุมาศสวัสดิ์ ซีเบน ประธานเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป พร้อมคณะกรรมการและผู้แทนเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จังหวัดนนทบุรี

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้บูรณาการการทำงานและยกระดับบทบาทภารกิจการพัฒนาสังคมไทยในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันได้พัฒนานวัตกรรมในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและการทำงานร่วมกันในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการรายกรณี (Case Management – CM) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้เครือข่ายหญิงไทยร่วมเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในต่างประเทศ และจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ผ่านทางกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม

ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพสตรี , การส่งเสริมความเสมอภาค ความเท่าเทียมระหว่างเพศ, การคุ้มครองพิทักษ์สิทธิสตรี, การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสตรีที่อยู่ในต่างประเทศ รวมไปถึงครอบครัว

ปัจจุบันมีเครือข่ายหญิงไทยในต่างประเทศ จำนวน 78 เครือข่าย จาก 25 ประเทศ โดยได้ริเริ่มความร่วมมือกับเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป ตั้งแต่ปี 2555 และพัฒนาความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ชีวิตของสตรีและครอบครัวร่วมกับผู้แทนเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป, การสร้างความเข้าใจในการเตรียมความพร้อมในการย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ, การเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปีของเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป, การเสริมสร้างศักยภาพอาสาสมัครในการให้คำปรึกษาแก่หญิงไทยในครอบครัวหลากหลายวัฒนธรรม และการรู้เท่าทันเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงในชีวิตคู่ของคนไทยในยุโรป

“การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคไทย – ยุโรป พ.ศ. 2569 ท้าทาย เปลี่ยนแปลง ก้าวตามแสงแห่งฝัน (Challenges & Changes Beyond Borders) ครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของหญิงไทยในต่างแดน เป็นการสะท้อนศักยภาพ โอกาส และ ความท้าทายจากบริบทที่หลากหลาย และเสริมหญิงไทยและเครือข่าย ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปขยายผลและสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งยังร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนและข้อเสนอเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเพื่อคนไทยในต่างประเทศของเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปอย่างเข้มแข็ง”

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีกิจกรรมสำคัญ อาทิ กิจกรรมการส่งมอบชุด องค์ความรู้ “คู่มือบันได 5 ขั้น สานฝันในต่างแดน 2” , การเสวนาบทบาทหญิงไทยในต่างแดน สิทธิและสวัสดิการในต่างแดน , กิจกรรม Connection Café : วงพูดคุยเชิงสร้างสรรค์, การยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบคุ้มครองและสนับสนุนคนไทยในต่างประเทศของเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป , นิทรรศการภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล , มูลนิธิพิทักษ์สตรี (Alliance Anti-Trafic : AAT) , กรมการจัดหางาน , เครือข่ายหญิงไทยในยุโรป (TWNE) และโครงการ Help Thai  และนิทรรศการกระทรวง พม. นอกจากนี้ มีการศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 และศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี

คุณแหน : 9 เมษายน 2569

คุณแหน : 9 เมษายน 2569

คุณแหน : 9 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค.2569 โดยจะทรงเป็นหนึ่งในพระราชวงศ์ต่างประเทศที่จะทรงร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ วันที่ 30 เม.ย. …

●● สิริพงษ์ อรุณไพโรจน์ หนีร้อนปรอทแตกไปเยือนปารีส ฝรั่งเศส โปรแกรมแน่นเอี๊ยด ถ่ายรูปสวยๆ ส่วนแฟชั่นของคุณป๋อนั้นแน่นอนต้องจัดเต็ม ช็อปปิ้งของที่มีคุณค่าทางใจ รวมทั้งดอกไม้สวยสะพรั่งส่งให้เพื่อนที่เมืองไทยได้สดชื่นตาม…●● กองทัพเรือและมูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดอินทารามวรวิหาร 17 เม.ย. 13.00 น. โดย พระวชิรวิมล เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. เป็นประธานฝ่ายฆราวาส เพื่อนำรายได้สมทบโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธรูป 32 พระองค์ในพระอุโบสถหลังเก่าและโครงการศูนย์เรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 292 ปี สอบถาม มูลนิธิฯ น.อ.ชัยนาวี 081-9343783…

●● ดร.สุวิทย์-คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี อิ่มเอมใจกับกุศลที่หลานรัก “พัศ” หนุ่มน้อยวัย 14 ปี บวชเณรศึกษาพระธรรมวินัยช่วงปิดเทอมนาน 3 สัปดาห์…

●● เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตคู่ ได้ฤกษ์ดีวันขึ้นปีใหม่ไทย 13 เม.ย. ภัทริน บุราวาศ บุตร พ.ต.อ.พลวัต-ภาวิไล บุราวาศ กับเจ้าสาว ศศิอาภาฬ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย-พรเทพ อ่วมแย้ม ทำบุญเลี้ยงพระเพลในโอกาสงานมงคลสมรส ณ พระตำหนักสมเด็จวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) ส่วนงานฉลองสมรสเรียนเชิญญาติมิตรวันที่ 17 พ.ค. 12.00 น. ที่รร.ควีนส์แลนด์ ไดมอนด์โดม ชั้น 22…

●● ดูแลพี่ๆ น้องๆ ที่จะกลับบ้านภาคอีสานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดินทางไป-กลับด้วยความปลอดภัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ เชิญชวน “พักรถ.. พักผ่อน.. ก่อนกลับบ้าน” ระหว่าง 10-15 เม.ย.ที่สถานีวิจัยลำตะคอง ปากช่อง…

●● เทรนด์ของสาวๆ รุ่นลูก แต่คนสวย พัชรินทร์ บูรณสมภพ ไม่ตกรถไฟขบวนนี้ อวดรูปถ่ายคู่ดอกบัวกำใหญ่ สวยสู้แดดสู้ลมสบายมาก…

●● ศรัทธาญาติโยมหลั่งไหลกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุกลางน้ำ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายมาจากรัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองประเทศอินเดียในสมัยนั้น อันเป็นส่วนที่ค้นพบที่สถูปปิปราห์วา รัฐอุตตรประเทศ พระราชทานให้ไว้ ณ วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร เกาะเกร็ด นนทบุรี 2-15 เม.ย. เวลา 09.00-20.00 น. …

●● ปูชนียบุคคลแห่งวงการเงินและสังคม ชนะ รุ่งแสง ผู้คนหลั่งไหลไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมที่ ศาลา 4 วัดธาตุทอง 7-11 เม.ย.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 16 เม.ย.17.00 น.. รจน์-ปรวรรณ-รัฐฐา รุ่งแสง บุตร-ธิดาเจ้าภาพจึงต้องขยายพื้นที่ต้อนรับไปถึงศาลา 5-6 เพื่อให้แขกมีที่จอดรถเพราะวัดธาตุทองให้จัดงานสงกรานต์ 6-15 เม.ย. จึงขอแนะนำให้นำรถไปจอดที่ห้างเกตเวย์ เอกมัย ตรงข้ามวัดหรือนั่ง BTS ไปลงสถานีเอกมัย จะสะดวกที่สุด…

‘2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY’ ปีที่ 9 เชิดชูผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด

'2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY' ปีที่ 9 เชิดชูผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด

‘2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY’ ปีที่ 9 เชิดชูผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.10 น.

บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ร่วมกับ อินฟลูเอ็นเชียลแบรนด์ ประเทศสิงคโปร์  จัดงาน “2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เพื่อสร้างเวทีเกียรติยศระดับเอเชียในการประกาศและมอบรางวัลให้แก่แบรนด์และผู้นำองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจ พร้อมสร้างความเชื่อมั่น และอิทธิพลเชิงบวกต่อผู้บริโภคในหลากหลายอุตสาหกรรม

งานดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องในฐานะหนึ่งในเวทีสำคัญของภูมิภาค ที่ทำหน้าที่ยกย่ององค์กรและผู้บริหารที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานการสร้างแบรนด์ในเอเชีย โดยจัดขึ้น ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจ และผู้นำองค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานในครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่านในค่ำคืนนี้ ทั้งในส่วนของผู้บริหารองค์กรและแบรนด์ที่ได้รับการยกย่อง ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความสำเร็จที่น่าชื่นชม

ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงการร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้ได้รับรางวัลได้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น และช่วยส่งเสริมให้เราได้เห็นผู้บริหารและแบรนด์ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นในอนาคต”

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาด้านการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชิดชูองค์กรและผู้นำธุรกิจที่สามารถสร้างความแตกต่าง พร้อมขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์กรที่สามารถสร้าง “ความไว้วางใจ” และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

ภายในงานมีการมอบรางวัลให้แก่แบรนด์ชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรม ในสาขา Top Influential Brand หรือแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุด รวมกว่า 13 แบรนด์ ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในด้านความแข็งแกร่งของแบรนด์และผลการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังมีการประกาศ       5 รางวัล Outstanding Brands หรือแบรนด์ที่โดดเด่นประจำปี ตลอดจนการมอบรางวัล Top CEO ให้แก่ 4 ซีอีโอชั้นนำของประเทศไทยและเอเชีย ซึ่งเป็นผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

รางวัลทั้งหมดในปีนี้มาจากผลการวิจัยผู้บริโภคจำนวนกว่า 1,000 ตัวอย่าง ครอบคลุมกลุ่ม Gen X, Gen Y และ Gen Z อายุระหว่าง 16 – 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อหลักของตลาด โดยการวิจัยมุ่งสะท้อนมุมมองของผู้บริโภคในด้านการรับรู้แบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสินค้าและบริการ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อมั่น ในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

มร.จอร์จ โรดิกัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟลูเอ็นเชียล แบรนด์ ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า     แบรนด์ที่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้บริโภคในทุกเจเนอเรชัน ควบคู่ไปกับการสร้างความน่าเชื่อถือและอิทธิพลเชิงบวกต่อสังคม การจัดงานในครั้งนี้จึงมุ่งยกย่ององค์กรและผู้นำที่สามารถยกระดับแบรนด์สู่ความเป็นเลิศ และเป็นต้นแบบของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค

สำหรับแบรนด์และผู้นำที่ได้รับรางวัลในปีนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

• รางวัลแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุด (Top Influential Brand) ได้แก่ กรุงเทพประกันชีวิต, กู๊ดเมท, คอตโต้, คาเฟ่ อเมซอน, ไทยประกันชีวิต, ปตท., ฟันโอ, มิสเตอร์ โดนัท, เมืองไทยประกันชีวิต, โลตัส, สามแม่ครัว, อานตี้ แอนส์ และ Prime

• รางวัลแบรนด์ที่โดดเด่นประจำปี (Outstanding Brands) ได้แก่ โก โฮลเซลล์, บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM), เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, และเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต

• รางวัลสุดยอดผู้นำ ซีอีโอแห่งปี (Top CEO) ได้แก่ ดร.จันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด (ลามิน่า ฟิล์ม), คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), คุณเบญจมาศ อภินันท์รุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีซีเอส กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด, และคุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

การจัดงานในปีนี้นับเป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญอีกครั้งของ “ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY” ในฐานะเวทีเกียรติยศระดับภูมิภาค ที่ไม่เพียงเชิดชูความสำเร็จของแบรนด์และผู้นำองค์กรเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจ การเสริมสร้างความเชื่อมั่น และการยกระดับแบรนด์ในเอเชียสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

ปากกาลดน้ำหนัก ทางเลือกคุมหิวยุคใหม่ ลดได้จริงแค่ไหน

ปากกาลดน้ำหนัก ทางเลือกคุมหิวยุคใหม่ ลดได้จริงแค่ไหน

ปากกาลดน้ำหนัก ทางเลือกคุมหิวยุคใหม่ ลดได้จริงแค่ไหน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

 

ปากกาลดน้ำหนัก นวัตกรรมคุมหิวยุคใหม่ ช่วยลดได้จริงแค่ไหนและเหมาะกับใคร

ปากกาลดน้ำหนัก เป็นตัวช่วยยอดนิยมสำหรับคนที่คุมหิวเองยาก เพราะช่วยให้อิ่มนาน กินน้อยลง และลดการกินจุกจิกได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ควรเข้าใจว่าปากกาลดน้ำหนัก ไม่ใช่ทางลัด ผลลัพธ์จะดีที่สุดเมื่อมีแผนและการติดตามที่เหมาะสม ในทางการแพทย์ ปากกาลดน้ำหนัก หรือที่เรียกว่าปากกาลดความอ้วน มักใช้ตัวยา เช่น ยาฉีดลิรากลูไทด์ หรือ ยาฉีดเซมากลูไทด์ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายปากกาคุมหิว ช่วยส่งสัญญาณความอิ่มและชะลอการย่อย จึงควรใช้ภายใต้การดูแลแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและใช้ได้อย่างมั่นใจ

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ทำงานอย่างไร ช่วยคุมหิวได้จริงไหม

ปากกาลดน้ำหนัก คือ ยาลดน้ำหนักในรูปแบบเข็มฉีดยาที่มีลักษณะคล้ายปากกา ภายในบรรจุตัวยา ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และกินน้อยลง นอกจากนี้ปากกาลดน้ำหนักยังมีตัวยายังช่วยชะลอการย่อยอาหาร ส่งผลให้ลดความหิวระหว่างวัน จึงช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรใช้ปากกาลดน้ำหนักร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน

ปากกาลดน้ำหนักทำให้อิ่มนานได้อย่างไร

ปากกาลดน้ำหนักทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอิ่มและการควบคุมความหิวของร่างกาย จึงช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น โดยจะทำหน้าที่ ดังนี้

  • ส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมอง : ตัวยาของยาฉีดลดความอ้วนจะออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และลดพฤติกรรมการกินจุกจิก
  • ชะลอการย่อยอาหาร : ยาช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนานกว่าปกติ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด : กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลสูง และลดการหลั่งกลูคากอน ช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ ลดอาการหิวบ่อยหรืออยากของหวาน
  • ช่วยควบคุมปริมาณแคลอรี่ : เมื่อหิวน้อยลงและอิ่มนานขึ้น จึงทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ส่งผลให้ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปากกาลดน้ำหนักลดได้กี่กิโลกรัม และต้องใช้เวลานานแค่ไหน

โดยทั่วไป ปากกาลดน้ำหนัก (มักถูกเรียกว่า ปากกาลดความอ้วน) ใช้ร่วมกับการคุมอาหารและการออกกำลังกายจะเห็นผลชัดกว่า ในข้อมูลการศึกษาทางคลินิกของยาฉีดลิรากลูไทด์ พบว่าน้ำหนักอาจลดลงได้ เฉลี่ย 8% และยาฉีดเซมากลูไทด์ สามารถลดน้ำหนักได้ เฉลี่ย 16% เมื่อใช้ต่อเนื่องตามแผนแพทย์ ขณะที่ช่วงแรก ๆ หลายคนเริ่มรู้สึกคุมหิวได้ดีขึ้นจากผลแบบปากกาคุมหิว และทำให้การกินลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ระยะเวลาเห็นผลมักเริ่มตั้งแต่ 2 เดือนแรก ในบางรายอาจเห็นทั้งน้ำหนักและรอบเอวเปลี่ยน (มีรายงานว่ารอบเอวลดลงได้หลายเซนติเมตรในช่วงต้น) แต่ผลลัพธ์จริงของปากกาลดน้ำหนักจะแตกต่างตาม BMI เดิม พฤติกรรมการกิน การนอน และความสม่ำเสมอในการติดตามอาการกับแพทย์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นของปากกาลดน้ำหนัก มีอะไรบ้าง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของ ปากกาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะกลุ่ม ยาฉีดลิรากลูไทด์ มักเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แน่นท้อง ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก ซึ่งมักเกิดช่วงเริ่มใช้หรือช่วงปรับขนาดยา และหลายคนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์

แม้ปากกาลดความอ้วน จะไม่ได้ออกฤทธิ์กดสมองแบบยาลดน้ำหนักอีกประเภท แต่ก็ยังควรระวังในผู้ที่มีข้อห้าม/ความเสี่ยง เช่น ประวัติภาวะตับอ่อนอักเสบ โรคมะเร็งไทรอยด์บางชนิด หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และควรหยุดใช้ ปากกาลดน้ำหนัก แล้วพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติชัดเจน

ปากกาลดน้ำหนัก ราคาเท่าไหร่? ซื้อที่ไหนถึงปลอดภัย

ปากกาลดน้ำหนัก มีราคาต่างกันตามชนิดยา ขนาดโดส จำนวนปากกา และบริการประกอบ (ตรวจเลือด/ติดตามอาการ/โภชนาการ) ดังนั้น ราคาต่อเดือน อาจแตกต่างกันได้พอสมควร โดยเฉพาะโปรแกรมที่รวมการประเมินสุขภาพก่อนเริ่มใช้ปากกาคุมหิว และการนัดติดตามผล แนะนำให้ซื้อปากกาลดความอ้วนผ่านโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีใบอนุญาต และมีแพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสม ไม่ควรซื้อปากกาลดน้ำหนักจากแหล่งที่ตรวจสอบไม่ได้ เพราะเสี่ยงยาปลอม การเก็บรักษาไม่ถูกต้อง และการใช้โดสผิด ซึ่งทำให้ผลข้างเคียงสูงขึ้นและควบคุมน้ำหนักได้ไม่ยั่งยืน

ใช้ปากกาลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย ปรึกษาหมอออนไลน์ผ่าน SkinX

การใช้ ปากกาลดน้ำหนัก ควรเริ่มจากปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะเป็นแนวทางรักษาที่ต้องประเมินความเหมาะสมรายบุคคล ทั้ง BMI โรคร่วม ยาที่ใช้อยู่ และความเสี่ยงของผลข้างเคียง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับปากกาลดความอ้วน และกลุ่มยาอย่างยาฉีดลิรากลูไทด์ ซึ่งจัดเป็นปากกาคุมหิวที่ต้องปรับขนาดยาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

สำหรับคนที่ต้องการความสะดวก สามารถปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่านแอป SkinX ซึ่งเป็นแอปพบแพทย์ผิวหนังออนไลน์ที่ใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android โดยแนวคิดคือ อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาหมอได้ พร้อมรูปแบบ ปรึกษาก่อน จ่ายทีหลัง ช่วยให้ตัดสินใจได้มั่นใจขึ้น อีกทั้งมีจุดเด่นเรื่อง รู้ค่าบริการก่อนเข้าปรึกษา ช่วยคุมงบไม่ให้บานปลาย และหลังจบการปรึกษาจะได้รับสรุปผลและแนวทางดูแลทันที

ปากกาลดน้ำหนัก ตัวช่วยคุมหิวที่ต้องใช้ให้ถูกทาง เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ปากกาลดน้ำหนัก ช่วยคุมความอยากอาหาร อิ่มนาน และสนับสนุนการลดน้ำหนักได้ดีขึ้นเมื่อใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม แต่ควรใช้ปากกาลดน้ำหนักภายใต้การดูแลแพทย์ เริ่มต้นปรึกษาออนไลน์ผ่าน SkinX เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนใช้ปากกาลดน้ำหนัก และวางแผนดูแลสุขภาพอย่างมั่นใจ

แม้ SkinX จะเด่นเรื่องปรึกษาปัญหาผิว แต่ในมุมการดูแลสุขภาพภาพรวม ผู้ใช้ที่สนใจ ปากกาลดน้ำหนัก ก็สามารถเริ่มจากการคุยกับแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม วางแผนคุมอาหารและการใช้ยาได้อย่างมั่นใจ โดยในระบบยังมีช่องทางให้ขอคำแนะนำด้านการใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์จากแพทย์และเภสัชกรได้ด้วย

แอปพลิเคชัน ปรึกษาปัญหาและดูแลผิวโดยแพทย์ผิวหนังผู้ชำนาญการ

 ครบ จบ เคลียร์ใน 15 นาที!

  • FB : SkinX พบแพทย์ผิวหนังออนไลน์
  • IG : skinx.thailand
  • Line : @skinx.official
  • TikTok : skinxthailand
  • X : @skinxthailand
  • Tel : 02 038 5505
  • E-mail : service@skinx.app

ปรากฏการณ์สาดความมันส์ทะลุปรอทใจกลางกรุงเทพมหานครต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569

ปรากฏการณ์สาดความมันส์ทะลุปรอทใจกลางกรุงเทพมหานครต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569

ปรากฏการณ์สาดความมันส์ทะลุปรอทใจกลางกรุงเทพมหานครต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสามย่านมิตรทาวน์ และ สีลมเอจ จัดใหญ่ปรากฏการณ์สาดความมันส์ทะลุปรอทใจกลางกรุงเทพมหานคร! ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 เมื่อ เปิดพิกัดสาดความสนุกระดับ Talk of the Town! ตอบโจทย์ทุก Gen ชู 2 concept เร่งดีกรีสุดพีคให้สงกรานต์นี้ไม่มีอ่อม!

SAMYAN MITRTOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026 เปิดสถานีสาดความสนุก 13 – 15 เม.ย. 69 ตั้งแต่ 14.00 – 19.00 น. ในคอนเซ็ปต์ “เปียกให้สุด สนุกให้ฉ่ำ” ท้าให้ลองความสนุกสุดเหวี่ยงแบบโนแอล ผนึกทัพพาร์ตเนอร์ดังทั้งอาหารและไอเท็มรับซัมเมอร์ พร้อมจุดเติมน้ำสะอาดโดย Dos Life และไฮไลต์เด็ดอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 100 เมตร

Free Concert จากทัพศิลปินดังตลอด 3 วันเต็ม : เวทีคอนเสิร์ตสุดมันส์! ที่ขน 12 ศิลปิน ระดับ ท็อป นำทีมโดย PiXXiE, PERSES, PROXIE, TILLY BIRDS, ALALA และศิลปิน ที่กำลังมาแรงกว่า 40 ชีวิต พร้อมโชว์จาก DJ YP ที่จะมาสาดเพลย์ลิสต์สุดมันส์

สีลมเอจ สงกรานต์มันส์สุด…หัวมุมถนนสีลม 12 – 14 เม.ย. 69 เวลา 13.00 – 20.00 น. งานนี้ไม่ได้มีดีแค่เล่นน้ำ แต่รวมทุกเอเนอร์จี้ของความสนุกไว้แบบจัดเต็ม ด้วยเพลย์ลิสท์จาก DJ ชื่อดัง อาทิ DJ YP, DJ GREEN, DJ JAYDAI และ แก๊ง DJ จาก SILOM ซอย 2 และ 13 เม.ย. 69 เวลา 16.00 – 17.00 น. พบกับ Mini Concert จากตัวมัมสายเอนเตอร์เทน “ฮาย อาภาพร นครสวรรค์” ที่พร้อมพาทั้งถนนลุกเป็นไฟ 

 และจัดเต็มจุดเติมน้ำสะอาดฟรี โดย Dos Life ให้สงกรานต์นี้เล่นน้ำสะอาด ปลอดภัย อย่างไร้กังวล เปิดบริการ 11.00 – 20.00 น. ตลอด 3 วัน, Dry Station โซนเป่าแห้ง และ ห้องอาบน้ำ (Communal Shower) ที่เปิดบริการยาวตั้งแต่ 06.00 – 21.00 น. เล่นน้ำเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวไปเที่ยวต่อได้เลย พร้อมคเสิร์ฟความอร่อยด้วยร้านอาหารสตรีทฟู้ดฝั่งถนนพระราม 4 และ ร้านอาหารภายในศูนย์ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

สงกรานต์สีลม เจอกัน สีลมเอจ 12 – 14 เม.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 น. เดินทางสะดวกสบายด้วย BTS ศาลาแดง (ทางออก 5) หรือ MRT สีลม (ทางออก 2)

และ SAMYAN MITRTOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026 13 – 15 เม.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 19.00 น. MRT สถานีสามย่าน (ทางออก 2) สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK: SAMYAN MITRTOWN และ SILOM EDGE

สงกรานต์นี้ “แบรนด์ซุปไก่สกัด” สานต่อโครงการ ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’

สงกรานต์นี้ “แบรนด์ซุปไก่สกัด”  สานต่อโครงการ ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’

สงกรานต์นี้ “แบรนด์ซุปไก่สกัด” สานต่อโครงการ ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“แบรนด์ซุปไก่สกัด” โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ “กองบังคับการตำรวจทางหลวง” “กองบังคับการตำรวจจราจร” และ “ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่” เดินหน้าสานต่อโครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุที่เกิดจากความอ่อนล้าระหว่างขับขี่ทางไกล พร้อมมอบแบรนด์ซุปไก่สกัดจำนวน 45,000 ขวด ผ่านจุดพักรถและจุดบริการประชาชนบนเส้นทางสายหลักทั่วประเทศ เสริมความพร้อมก่อนออกเดินทาง และร่วมสร้างความปลอดภัยให้คนไทย พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) Jiffy (จิฟฟี่) บิ๊กซี มินิ (mini BigC) จัดโปรโมชันพิเศษเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้สะดวกและคุ้มค่า ตอกย้ำความตั้งใจในการเป็นตัวช่วยเตรียมความพร้อมให้คนไทยเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

จตุรพร ธนาพรสังสุทธิ์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า กล่าวว่า “ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แบรนด์ซุปไก่สกัดเดินหน้าทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ขับขี่ ภายใต้โครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’ ที่มุ่งเน้นลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถทางไกลในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตรายของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ระบุยอดสะสมเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีนั้นสูงถึง 2,055 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลยังคงอยู่ในระดับที่สูง โดยมีความอ่อนล้าในการขับขี่ระยะไกลเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ซุปไก่สกัดจึงมุ่งมั่นสานต่อโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 1.8 ล้านขวด เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุ สร้างความตระหนักรู้เรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัย และส่งเสริมความพร้อมของร่างกายก่อนออกเดินทาง สะท้อนค่านิยมองค์กรเรื่อง ‘การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม’ (Giving Back to Society) ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยบนท้องถนน

สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 แบรนด์ซุปไก่สกัดได้ร่วมมือกับ ‘กองบังคับการตำรวจทางหลวง’ ‘กองบังคับการตำรวจจราจร’ และ ‘ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่’ เดินหน้าสานต่อโครงการฯ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมทางร่างกายก่อนการเดินทาง และไม่ฝืนขับทางไกลเมื่อรู้สึกอ่อนล้า พร้อมมอบแบรนด์ซุปไก่สกัดที่มีคุณประโยชน์จากคาร์โนซีนและวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสมองและระบบประสาท จำนวน 45,000 ขวด ให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ต้องขับขี่ทางไกลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ผ่านจุดบริการประชาชนบนเส้นทางสายหลักทั่วประเทศ แบ่งเป็นจุดบริการประชาชนบนทางหลวงสายหลัก 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 5 (เชียงใหม่) จุดที่ 2 สถานีตำรวจทางหลวง 6 กองกำกับการ 1 (ชัยนาท-สิงห์บุรี) จุดที่ 3 สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 8 อ่อนนุช ลาดกระบัง (จุดพักรถมอเตอร์เวย์บางปะกงฉะเชิงเทรา-ชลบุรี) และจุดที่ 4 สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 (เพชรบุรี) สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 (สมุทรสงคราม) และจุดกองบังคับการตำรวจจราจร 2 จุด ได้แก่ สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็กจตุจักร และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. จุดพักข้างทางขาออก ทางด่วนเฉลิมมหานคร (สุขุมวิท ซอย 64 แยก 8)  พระโขนง-บางนา นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ตามสถานที่ท่องเที่ยว อาทิ สวนสัตว์เชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ แบรนด์ยังผนึกกำลังพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) Jiffy (จิฟฟี่), บิ๊กซี มินิ (mini BigC) จัดโปรโมชันพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถแวะซื้อในราคาที่คุ้มค่า และเตรียมความพร้อมก่อนขับขี่ทางไกลได้ตลอดเส้นทาง โดยร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น จัดโปรโมชันซุปไก่สกัดขนาด 70 มล. (ยกเว้นสูตรสมุนไพร / แบรนด์โกลด์) ลดอย่างแรง 2 ขวด ราคา 97 บาท (จากปกติ 120 บาท) ระหว่างวันที่ 16-22 เมษายน พร้อมโปรโมชันต่อเนื่องสำหรับซุปไก่สกัดขนาด 70 มล. (ยกเว้นสูตรสมุนไพร / แบรนด์โกลด์) 2 ขวด ราคา 103 บาท (จากปกติ 120 บาท) ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 23 เมษายน ขณะเดียวกัน Jiffy จัดโปรโมชันซุปไก่สกัด 70 มล. 2 ขวด ราคา 110 บาท (จากปกติ 120 บาท) และเมื่อเติมน้ำมันครบ 500 บาท แลกซื้อท้ายใบเสร็จเหลือ 2 ขวด ราคา 100 บาท ระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน สำหรับบิ๊กซี มินิ จัดโปรโมชันสำหรับ ซุปไก่สกัดขนาด 70 มล. ซื้อ 2 ขวด ในราคา 97 บาท (จากปกติ 120 บาท) ระหว่างวันที่ 9–15 เมษายน ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการขยายช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศสามารถเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางช่วงสงกรานต์ได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ายิ่งขึ้น”

พลตำรวจตรี พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า “จากรายงานสรุปตัวเลขภาพรวมการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ช่วงระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคม พบว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีปริมาณรถยนต์เข้า–ออกกรุงเทพมหานคร บนทางหลวงสายหลัก 11 เส้นทาง รวมกว่า 6.8 ล้านคัน สะท้อนถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวของประชาชนที่หนาแน่นทั่วประเทศ ในปีนี้ ตำรวจทางหลวงจึงได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น โดยเพิ่มจุดบริการประชาชนและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเฝ้าระวังและคุมเข้มจุดเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยตลอดเส้นทาง พร้อมรณรงค์ให้ผู้ขับขี่หยุดพักเมื่อเดินทางไกล และหลีกเลี่ยงการฝืนขับเมื่อมีอาการอ่อนล้า เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้แนวคิด ‘ขับไกลอย่างมั่นใจ เดินทางปลอดภัยทุกเส้นทาง’ โดยได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ซุปไก่สกัด ภายใต้โครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’ เพื่อร่วมสร้างการตระหนักรู้เรื่องอาการเหนื่อยล้าระหว่างขับรถ และส่งเสริมความพร้อมของร่างกายก่อนออกเดินทาง ทั้งนี้ ตำรวจทางหลวงขอย้ำเจตนารมณ์ในการ ‘เคียงข้างทุกการเดินทางปลอดภัยของคนไทย’ และพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1193”

พลตำรวจตรี ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า “ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตำรวจจราจรได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างครอบคลุม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเส้นทางสายหลักที่เชื่อมต่อจังหวัดโดยรอบ เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมคุมเข้มพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุ บริหารจัดการสัญญาณไฟจราจร และจัดเส้นทางเบี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในช่วงการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครหลังวันหยุดยาว เพื่อให้การสัญจรเป็นไปอย่างคล่องตัว ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน เรายังคงเดินหน้าสนับสนุนการรณรงค์โครงการ ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญของการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ฝืนขับเมื่อร่างกายอ่อนล้า และรักษาความตื่นตัวตลอดเส้นทาง เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนเริ่มต้นที่ตัวผู้ขับ ทั้งนี้ ตำรวจจราจรได้ผนึกความร่วมมือกับแบรนด์ซุปไก่สกัด ลงพื้นที่ตามจุดพักรถและสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัด ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมความพร้อมก่อนออกเดินทางแก่ผู้ขับขี่ ตอกย้ำแนวคิด ‘ความปลอดภัยเริ่มที่ตัวผู้ขับ’ มุ่งลดความเสี่ยงบนท้องถนน และสร้างบรรยากาศการเดินทางที่ปลอดภัยและอุ่นใจสำหรับประชาชนทุกคนตลอดช่วงเทศกาลนี้”

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแนะนำและเชิญชวนให้ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวดาวน์โหลด
แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแบบ One Stop Service ทางออนไลน์ ที่สามารถให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและรับบริการต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ได้แล้วทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทาง App Store และ Google Play หรือสแกน QR Code จากสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ