ซื้อแพงแลกปอด? เจาะเบื้องหลังดีล ‘ข้าวโพดสหรัฐ’

ซื้อแพงแลกปอด? เจาะเบื้องหลังดีล 'ข้าวโพดสหรัฐ'

ซื้อแพงแลกปอด? เจาะเบื้องหลังดีล ‘ข้าวโพดสหรัฐ’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.22 น.

ประเด็นร้อนกรณีเอกชนเตรียมนำเข้า “ข้าวโพด GMO” 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ ที่ทำเอาเกษตรกรผวาว่าจะโดนทุบราคา ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ต้องออกมาย้ำชัดว่า นี่เป็นเพียง “ทางเลือกสำรอง” เพื่ออุ้มห่วงโซ่อาหารสัตว์ไม่ให้ชะงัก ซึ่งหากวิเคราะห์โครงสร้างซัพพลายเชนอย่างละเอียด ดีลข้ามโลกนี้ไม่ใช่การเอาเปรียบ แต่คือ “ราคาที่ต้องจ่าย” เมื่อธุรกิจไทยถูกบีบด้วยวิกฤตวัตถุดิบและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน

คำถามสำคัญคือ เหตุใดไทยถึงต้องดิ้นรนข้ามทวีปไปหาข้าวโพดอเมริกา ทั้งที่เพื่อนบ้านก็ปลูกกันมหาศาล? วันนี้แนวหน้าออนไลน์จะพาทุกคนไปเจาะลึกสมการตัวเลขและกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคำตอบของเบื้องหลังดีลนี้ว่าทำไมเราถึงต้องยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อแลกกับความอยู่รอดของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และอากาศที่สะอาดขึ้น

ปลูกทั้งประเทศ ก็ยังไม่พอกิน

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะการเลี้ยงหมูและไก่ มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการส่งออก นำเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล แต่ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนเรื้อรังคือ “วัตถุดิบต้นน้ำ” อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ประเทศไทยผลิตได้ไม่ทันความต้องการมาเป็นเวลานาน

อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ทิศทางข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โครงสร้างความต้องการและกำลังการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยในปัจจุบัน เผชิญภาวะขาดดุลอย่างหนัก โดยมีตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงดังนี้:

  • ความต้องการใช้ (Demand): อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดสูงถึงประมาณ 8.3 – 9.0 ล้านตันต่อปี
  • กำลังการผลิตในประเทศ (Supply): เกษตรกรไทยทั่วประเทศมีศักยภาพในการผลิตได้เต็มที่เพียง 4.8 – 5.0 ล้านตันต่อปี เท่านั้น

ตัวเลขนี้บ่งบอกว่า ในทุกๆ ปี ประเทศไทยจะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ราวๆ 3.5 – 4.0 ล้านตัน ซึ่งเป็น “รูรั่ว” ขนาดใหญ่ ภาคเอกชนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาวัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว รำข้าว หรือมันเส้น รวมถึงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้มีอาหารเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์

กติกา “ห้ามเผาป่า” ทำพิษ เมื่อซัพพลายเพื่อนบ้านหายวับไปกับตา

ย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รูรั่วการขาดแคลนวัตถุดิบนี้ถูกอุดด้วยการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center) ระบุชัดเจนว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากกลุ่มประเทศ CLM (กัมพูชา ลาว เมียนมา) เกือบ 100% โดยเฉพาะ “เมียนมา” ประเทศเดียวที่ครองสัดส่วนนำเข้าสูงถึง 93% หรือเฉลี่ย 1.4 – 1.5 ล้านตันต่อปี

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนนำเข้าจากเพื่อนบ้านในปริมาณมหาศาล คือการได้รับ สิทธิพิเศษทางภาษี 0% ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ (จากปกติที่มีกำแพงภาษีนอกโควตาสูงถึง 20-73%) ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้กระทบฤดูเก็บเกี่ยวของเกษตรกรไทย ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาถูกและขนส่งผ่านชายแดนได้สะดวก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญระดับโครงสร้างเกิดขึ้นจาก “วิกฤตฝุ่น PM 2.5” เมื่อสังคมตระหนักว่า ฝุ่นควันที่ปกคลุมภาคเหนือของไทย ส่วนหนึ่งมาจาก “การเผาซากทางการเกษตรข้ามพรมแดน” นำมาสู่มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รัฐบาลและกลุ่มทุนไทยได้กำหนดกติกา “ไม่รับซื้อข้าวโพดที่มีการเผาแปลงปลูก” (Zero Burn) เพื่อตัดวงจรการสร้างมลพิษ

ผลกระทบที่ตามมาคือ ข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านที่เคยไหลเข้าไทยหลักล้านตัน ไม่สามารถผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมข้อนี้ได้ เนื่องจากระบบเกษตรกรรมของต้นทางยังขาดกลไกตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่จะยืนยันว่าไม่มีการเผาป่า ปริมาณวัตถุดิบราคาถูกจึงหายไปจากระบบอย่างฉับพลัน โรงงานอาหารสัตว์จึงตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกมปั่นราคา “พ่อค้าคนกลาง” วิกฤตซ้อนวิกฤตที่บีบให้ต้องนำเข้า

นอกเหนือจากปัญหากำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอและกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่ตัดขาดซัพพลายจากเพื่อนบ้านแล้ว อีกหนึ่ง “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่บีบให้กลุ่มทุนอาหารสัตว์ต้องหันไปพึ่งพาข้าวโพดจากสหรัฐฯ คือการเผชิญกับ “การปั่นราคาและกักตุนสินค้า” จากพ่อค้าคนกลางในประเทศ

ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมการค้าภายใน (คน.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังพบหลักฐานแชตไลน์หลุดของกลุ่มพ่อค้าคนกลางที่มีการนัดแนะให้ “ชะลอการขายและกักตุนข้าวโพด” เพื่อโก่งราคาในช่วงที่ตลาดกำลังขาดแคลน โดยใช้ข้ออ้างเรื่องต้นทุนน้ำมันและปุ๋ยที่สูงขึ้น รวมถึงฉวยจังหวะที่ข้าวโพดนำเข้าจากทั้งเพื่อนบ้านและสหรัฐฯ ยังเดินทางมาไม่ถึง

พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงานพุ่งทะยานจาก 9.80 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 10.80 บาทต่อกิโลกรัมในชั่วข้ามคืน ทว่าโรงงานกลับไม่มีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่สายพานการผลิต

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่าพฤติกรรมนี้คือการ “ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต” ซึ่งผลกรรมไม่ได้ตกอยู่ที่โรงงานอาหารสัตว์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะถูกส่งต่อไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ที่แพงขึ้น

ด้วยสถานการณ์ที่ถูกบีบทุกทิศทางเช่นนี้ การที่ภาคเอกชนต้องเร่งทำ MOU นำเข้าข้าวโพด GMO จากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนปรนโควตาการนำเข้าภายใต้กรอบ AFTA และ WTO ชั่วคราว จึงไม่ใช่การทำลายกลไกราคาของเกษตรกรไทย แต่เป็นอาวุธสำคัญในการ “ทลายการผูกขาด” และดัดหลังกลุ่มพ่อค้าคนกลาง เพื่อเติมสภาพคล่องให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องถูกจับเป็นตัวประกัน

ต้นทุนอากาศบริสุทธิ์ ทำไมต้องเป็น “ข้าวโพด GMO สหรัฐฯ”?

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุถึงสาเหตุสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า “การที่เอกชนไทยไปเซ็น MOU ที่สหรัฐฯ เนื่องจากกิจการอาหารสัตว์มีความกังวลว่าห่วงโซ่การผลิตจะได้รับผลกระทบจากปริมาณวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ การเซ็น MOU 1 ล้านตันนี้จึงถือเป็น ‘อีกหนึ่งทางเลือก’ โดยไม่ใช่สัญญาซื้อขายขาด แต่มีข้อกำหนดว่าหากเกิดการขาดแคลนจริงถึงจะมีการนำเข้า ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO)”

การที่เอกชนต้องเลือกสหรัฐฯ เป็น “ทางเลือกสำรอง” แม้จะมีราคาสูงกว่าเมื่อรวมค่าระวางเรือข้ามมหาสมุทร เป็นเพราะสหรัฐฯ มีจุดแข็งที่ตอบโจทย์กติกาใหม่ของไทยได้ครบถ้วน นั่นคือ:

1.         ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ระบบเกษตรกรรมของสหรัฐฯ มีมาตรฐานการเพาะปลูกที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ถึงแหล่งที่มา ทำให้ผู้ซื้อชาวไทยมั่นใจได้ว่า ข้าวโพดทุกล็อตไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่าหรือการเผาทำลายซากพืช ซึ่งตอบโจทย์มาตรการ Zero Burn ของไทยอย่างแท้จริง

2.         ประสิทธิภาพของ GMO: ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้ต้านทานแมลงและทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช ทำให้ได้ผลผลิตสูงและสม่ำเสมอ ซึ่งต้องย้ำว่า ข้าวโพดเหล่านี้ถูกนำเข้ามาเพื่อเป็น “อาหารสัตว์” (Feed) ไม่ใช่นำมาเป็นอาหารมนุษย์โดยตรง (Food) การใช้งานในอุตสาหกรรมปศุสัตว์จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในระดับสากล

การที่ภาคธุรกิจยอมจ่ายค่าขนส่งที่แพงขึ้น เพื่อซื้อข้าวโพดจากสหรัฐฯ จึงสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “Green Premium” หรือการยอมจ่ายส่วนต่างราคาเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากเราต้องการอากาศที่สะอาดขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในประเทศ

กลไก “3 ต่อ 1″ และประกันราคา กันชนปกป้องเกษตรกรไทย

กระทรวงพาณิชย์จึงได้วาง “มาตรการปกป้อง” กลไกราคาในประเทศไว้อย่างรัดกุม โดยมีเงื่อนไขหลัก 2 ประการ ได้แก่:

1.         สัดส่วน 3 ต่อ 1: โรงงานอาหารสัตว์จะสามารถนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศได้ 1 ส่วน ก็ต่อเมื่อได้ทำการรับซื้อข้าวโพดที่ผลิตในประเทศไทยไปแล้ว 3 ส่วน กฎเหล็กข้อนี้รับประกันว่า ข้าวโพดทั้ง 5 ล้านตันที่เกษตรกรไทยผลิตได้ จะต้องถูกกว้านซื้อจนหมดตลาดก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

2.         การกำหนดราคาขั้นต่ำ: มีการควบคุมราคาเพดานขั้นต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวโพดนำเข้ามากดราคาข้าวโพดในประเทศ จนเกษตรกรไทยได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ การเซ็น MOU จำนวน 1 ล้านตันของภาคเอกชน เป็นเพียงการ “จองสิทธิ์สำรอง” ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) หมายความว่า หากวัตถุดิบในประเทศเพียงพอ หรือหาวัตถุดิบทดแทนได้ สัญญาตรงนี้ก็อาจไม่มีการนำเข้ามาเต็มจำนวน เป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงเพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์หยุดชะงักเท่านั้น

เมื่อความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความอยู่รอด

กรณีศึกษาการนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ 1 ล้านตัน สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ “ต้นทุนสิ่งแวดล้อม” กลายเป็นเงื่อนไขชี้ชะตาธุรกิจ การยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อวัตถุดิบที่โปร่งใสและไร้ฝุ่นควัน คือการปรับตัวที่จำเป็นเพื่อพยุงห่วงโซ่อาหารสัตว์ ไม่ให้ต้นทุนลามไปถึงกระเป๋าผู้บริโภคในรูปของราคาเนื้อสัตว์ที่พุ่งสูง

ท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายจึงตกไปอยู่ที่ภาครัฐในการใช้กลไกโควตา 3 ต่อ 1 เป็นเครื่องมือรักษาสมดุล ทั้งการประคองอุตสาหกรรมปศุสัตว์ การปกป้องรายได้เกษตรกรในประเทศ และการคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทย ซึ่งสมดุลนี้จะเกิดขึ้นและสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและโปร่งใสเท่านั้น

_____________________________________________________________________________________

แหล่งข้อมูลจาก : https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Corn-CIS3477-FB-28-03-2024.aspx

เกินยอมรับได้! นิกร จี้ยกเครื่องความปลอดภัยทางราง

เกินยอมรับได้! นิกร จี้ยกเครื่องความปลอดภัยทางราง

เกินยอมรับได้! นิกร จี้ยกเครื่องความปลอดภัยทางราง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

20 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 20 พ.ค. 69 ผมได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถขนส่งทางรางในเขตเมือง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก-ดินแดง เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ

อุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “เกินกว่าจะยอมรับได้” และต้องเร่งแก้ไขในเชิงระบบโดยเร็วครับ จากข้อมูลของกรรมาธิการการคมนาคม เมื่อสภาชุดที่ 25 ซึ่งมีท่านโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานกมธ. และผมเป็นรองประธาน ได้ศึกษาย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2558-2562) ทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนเฉลี่ยเพียง 45 รายต่อปี และแทบไม่เคยเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเลย สะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่แยกอโศก-ดินแดงนี้ เกิดจากระบบที่หละหลวมและไม่เป็นระบบอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา ทางการรถไฟฯ เคยเสนอมาตรการความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ปี 2563 ทั้งเรื่องการกวดขันเจ้าหน้าที่ การตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดพนักงานขับรถ รวมถึงการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ GPS ติดตามขบวนรถ ซึ่งสภาฯ เองก็เคยมีมติส่งข้อสังเกตเหล่านี้ให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จภายใน 1-2 ปี แต่จนถึงปัจจุบันปี 2569 มาตรการเหล่านี้ก็ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จนทำให้เกิดความผิดพลาดในที่สุด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ “เรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ” เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นความผิดพลาดของระบบขนส่งของรัฐโดยแท้ และผู้สูญเสียส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเป็นกำลังหลักของครอบครัว ตัวเลขการเยียวยาเบื้องต้นรวมแล้วประมาณ 2.9 ล้านกว่าบาทนั้น ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ผมอยากยกอุทาหรณ์เมื่อปี 2547 กรณี “น้องหุย” นักศึกษาที่ตกจากรถเมล์เสียชีวิตเนื่องจากประตูอัตโนมัติเปิดออกขณะรถวิ่ง ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในตอนนั้น ผมได้แนะนำให้ครอบครัวฟ้องร้อง ขสมก. เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ จนกระทั่งปี 2555 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ร่วมกันชดใช้เยียวยาเป็นเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท

ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องนำกรณีนี้มาปรับเกณฑ์การเยียวยาผู้เสียหายเสียใหม่ให้เหมาะสมและเป็นธรรม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกสภาฯ จะร่วมกันอภิปรายเพื่อหาแนวทางยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางรางในเขตเมืองร่วมกัน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้กับพี่น้องประชาชนอีกครับ

[????] รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่ครับ https://youtu.be/jFVN7KZdqLo

#นิกรจำนง #ความปลอดภัยทางราง #คมนาคม #เยียวยาผู้เสียหาย #สภาผู้แทนราษฎร

บิ๊กเกรียง เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปีจังหวัดชายแดนใต้ ลั่นสันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ

บิ๊กเกรียง เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปีจังหวัดชายแดนใต้ ลั่นสันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ

บิ๊กเกรียง เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปีจังหวัดชายแดนใต้ ลั่นสันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

บิ๊กเกรียง เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปีจังหวัดชายแดนใต้ แนะเปลี่ยนผลระดมกึ๋น เป็นยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ ลั่นสันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์  รองประธานวุฒิสภา คนที่1 เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า  ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เป็นเพียงวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่คือเรื่องราวของชีวิต ความหวัง และบทเรียนราคาแพงที่ประชาชนในพื้นที่และทุกภาคส่วนต้องเผชิญร่วมกัน การเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนมองความเจ็บปวดในอดีต แต่มีเป้าหมายสำคัญในการถอดรหัสเพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน ผ่านวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
1.การบูรณาองค์ความรู้ โดยการหลอมรวมความมั่นคงด้านการทหารเข้ากับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากสันติสุขจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประชาชนยังมีความยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่พูดคุย เพื่อเปลี่ยนเสียงของความขัดแย้งและความหวาดระแวงให้เป็นความไว้วางใจ 3.การส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีเข็มทิศที่แม่นยำในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกำหนดอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้

รองประธานวุฒิสภา คนที่1 กล่าวต่อว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่เอกสารสรุปผลการประชุมเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือ “จุดเปลี่ยน” ที่จับต้องได้ นั่นคือ “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อเปลี่ยนผลการระดมสมองให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” เป็นนโยบายที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาและเจตนารมณ์ของนโยบายอย่างถ่องแท้ เพื่อให้การขับเคลื่อนแก้ปัญหามีเอกภาพและบังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และเราเป็นจุดเริ่มต้นของวันนั้น ขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่ายทุกสถาบัน ที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขร่วมกัน” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

ศุภจี เผย พาณิชย์ บุกมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้านิติบุคคล

ศุภจี เผย พาณิชย์ บุกมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้านิติบุคคล

ศุภจี เผย พาณิชย์ บุกมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้านิติบุคคล

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

ศุภจี เผย พาณิชย์ บุกมาตรการเชิงรุก สกัดบัญชีม้านิติบุคคล พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ป้องกันแอบอ้างใช้นอมินี เผยตรวจสอบรายชื่อย้อนหลัง 98,000 รายชื่อ พบจดทะเบียนบริษัททำบัญชีม้าลดลงจากปีที่แล้ว เหลือเพียง 10 ราย

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด ‘ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน’ ในวันเดียวกันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ว่า  กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามุ่งในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล  ระหว่างหน่วยงานรัฐกว่า 320 แห่งเพื่อลดภาระการใช้เอกสารกระดาษและประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 7,100 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 69 ทุกหน่วยรัฐมาขอข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับนิติบุคคล จะไม่ส่งมอบข้อมูลโดยกระดาษอย่างเด็ดขาด เพื่อบังคับให้ทุกหน่วยงานมาเชื่อมข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการเชิงรุกในการสกัดกั้นบัญชีม้า และการใช้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายนอมินีผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลระดับชาติ เมื่อบัญชีม้าจากบุคคลธรรมดา เริ่มระบาดเป็นนิติบุคคลบัญชีม้า หากมายื่นจดทะเบียนจะถูกปิดกั้นโดยทันที  ทั้งนี้ได้มีการร่วมตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยเชื่อมโยงข้อมูลตรวจสอบว่าผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  มีประมาณ 13.4 ล้านคนมาขอจดทะเบียนนิติบุคคลหรือไม่ เพื่อป้องกันการถูกหลอกหรือการแอบอ้างใช้ชื่อผู้มีรายได้น้อยมาเป็นนอมินี   เป็นการเชื่อมข้อมูลภาษีและประวัติอาชญากรรม  รวมถึงมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับกรมสรรพากรเพื่อดูประวัติการเสียภาษี และเชื่อมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า  โดยกระทรวงพาณิย์ได้นำรายชื่อบัญชีม้าดำประมาณ 98,000 รายชื่อ มาตรวจสอบย้อนหลังในฐานข้อมูลนิติบุคคล 980,000 ราย   ผลจากการใช้มาตรการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – วันที่ 31 มี.ค.2568 พบว่าการจดทะเบียนบริษัทเพื่อนำไปทำบัญชีม้าลดลงจากปีที่แล้วที่มี 578 ราย เหลือเพียง 10 รายเท่านั้น

นางศุภจี กล่าวอีกว่า โดยประเภทข้อมูลที่เชื่อมโยง  ข้อมูลพื้นฐาน 8 รายการ เช่น รายชื่อผู้ถือหุ้น, หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือบริคณห์สนธิ และงบการเงิน ซึ่งปกติประชาชนต้องสั่งพิมพ์และเซ็นรับรองเพื่อนำไปยื่นตามหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาล, สถานีตำรวจ, กรมที่ดิน หรือกรมสรรพากร ประโยชน์ที่ได้รับ คือ ความรวดเร็วและแม่นยำ ข้อมูลจะเป็นรูปแบบเรียลไทม์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด ลดปัญหาความไม่โปร่งใส   

ปฏิรูประบบราชการไทย! รัดเกล้า ดัน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ขจัดต้นตอคอร์รัปชัน

ปฏิรูประบบราชการไทย! รัดเกล้า ดัน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ขจัดต้นตอคอร์รัปชัน

ปฏิรูประบบราชการไทย! รัดเกล้า ดัน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ขจัดต้นตอคอร์รัปชัน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการไทย เพื่อลดการพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็น “พื้นที่สีเทาของการคอร์รัปชัน”

นางรัดเกล้า ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญปัญหาการขออนุญาตที่ล่าช้า โดยข้อมูลจาก TDRI ปี 2566 พบว่าประมาณ 70% ของผู้ประกอบการมองว่ากระบวนการอนุญาตของรัฐใช้เวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การขออนุญาตก่อสร้างในไทยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 101 วัน เทียบกับเพียง 22 วันในสิงคโปร์

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมี 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Super License, Auto-Approve และ Fast Track ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า เสนอว่า การใช้ระบบ Auto-Approve ต้องดำเนินควบคู่กับเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้นำ “AI Triage System” ของเกาหลีใต้มาใช้คัดกรองคำขออนุญาตตามระดับความเสี่ยง และนำระบบ “X-Road” ของเอสโตเนียมาเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐแบบเรียลไทม์ เพื่อลดภาระการยื่นเอกสารซ้ำซ้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำโมเดล “Happiness Meter” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มาใช้ประเมินความพึงพอใจของประชาชนหลังรับบริการแบบเรียลไทม์ พร้อมย้ำแนวคิด “Satisfaction Mirror” ของ OECD ที่ชี้ว่าความพึงพอใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อมโยงกัน และควรถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบการปฏิรูประบบราชการ

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูประบบราชการ แต่คือการฟื้นศรัทธาของประชาชน และนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐไทย” นางรัดเกล้า กล่าว

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย ชี้ มีมาตรการปกป้องราคา-กรอบนำเข้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ย้ำ ไม่ได้สั่งเข้ามาเพิ่ม

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  กล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรกลุ่ม ชาวไร่ข้าวโพดแสดงความกังวลและร้องเรียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีมีการเตรียมนำเข้าข้าวโพดGMO จากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ล้านตัน ว่า เรื่องข้าวโพดไม่มีข้อกังวล เพราะสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลพบว่ามีความต้องการใช้ 20 กว่าล้านตัน แต่เฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งกำลังการผลิตมีเพียง 5 ล้านตัน ฉะนั้นขาดจากการผลิตในประเทศอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งต้องมีการใช้วัสดุทดแทน อาทิ ปลายข้าว รำข้าว และมันเส้นจาก รวมถึงนำเข้าจากประเทศอาเซียนและเพื่อนบ้าน ซึ่งมีกติกาที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันไม่สามารถนำเข้าจากทางกัมพูชาได้ และการนำเข้าจากพม่าก็ลดน้อยลงด้วย เพราะเราควบคุมเรื่องการเผา รวมถึงเราประมาณ 1.5 ล้านตัน และอีกส่วนหนึ่งนำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก(WTO)  1 ล้านตัน และกรณีที่มีการเซ็นสัญญาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือเอกชนของไทย เนื่องจากกิจการอาหารสัตว์มีความกังวลว่า ห่วงโซ่ในการทำอาหารสัตว์จะได้รับผลกระทบ เพราะมีปริมาณไม่เพียงพอ ฉะนั้นเขาจึงไปเซ็นเอ็มโอยู 1 ล้านตัน ซึ่งไม่ใช่สัญญาซื้อขาย และการเซ็นเอ็มโอยู โดยไม่ใช่สัญญาซื้อขาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และมีข้อกำหนดว่าถ้าหากมีการขาดแคลนถึงจะต้องมีการนำเข้า ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เป็นการ นำเข้าเพิ่มขึ้นแต่อยู่ในกรอบของWTO  ฉะนั้นไม่ต้องกังวลตรงนั้น 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า การนำเข้าเรามีมาตรการปกป้องเกษตรกรอยู่แล้วว่าจะต้องซื้อในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าได้ และมีการกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 พร้อมยกตัวอย่างว่าหากผลิตในประเทศได้ 5 ล้านตัน ถึงจะนำเข้าได้ประมาณ 1.5  ล้านตัน รวมถึงมีการควบคุมเรื่องของราคาขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบในเรื่องของราคา ย้ำว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการสั่งเข้ามาเพิ่ม

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย  นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีมงาน “รวมใจภักดิ์ รักษ์ชาวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยภายในงานได้นำนิทรรศการด้านข้าวมาจัดแสดง  อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ นิทรรศการการบริหารจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก นิทรรศการ รากฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีต่อยอดอนาคตชาวนาไทย และนิทรรศการอื่นๆอีกมากมาย ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ที่มาร่วมจัดแสดงภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม “แปลงนาสาธิตอัจฉริยะ” จาก 3 ภาคเอกชน เพื่อการเกษตรแห่งอนาคต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยอย่างครบวงจร เพื่อร่วมยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

'กรมที่ดิน' เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย 'นำสุข คลายทุกข์' ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

‘กรมที่ดิน’ เดินหน้ามอบโฉนดทั่วไทย ‘นำสุข คลายทุกข์’ ตั้งเป้าออกโฉนดปี 2569 กว่า 86,000 แปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของชีวิต ต้นทุนในการประกอบอาชีพ และมรดกสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน จึงเดินหน้าเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิการถือครองให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนเป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกิจกรรมสำคัญครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้รับโฉนดที่ดินรวมกว่า 223 แปลง โดยย้ำว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังรอเอกสารสิทธิ์ และในแต่ละปีได้ตั้งเป้ามอบโฉนดที่ดินกว่า 86,000 แปลงทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในกรรมสิทธิ์ที่มั่นคงตามกฎหมาย

ด้าน นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมที่ดินตั้งเป้าดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 86,000 แปลง แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการเดินสำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป้าหมาย 16,000 แปลง และโครงการเดินสำรวจทั่วไปในพื้นที่อื่นทั่วประเทศอีก 70,000 แปลง

สำหรับพื้นที่ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วันนี้มีการมอบโฉนดที่ดินให้ประชาชนจำนวน 221 แปลง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ “บอกดิน” ที่ประชาชนแจ้งข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2564-2565 มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินและดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์จนแล้วเสร็จ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเอกสารสิทธิ์ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาอาชีพ และการต่อยอดภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น “ความจริง” เพราะทุกผืนดินที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

“กรมที่ดิน… มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุข คลายทุกข์ ให้ประชาชน”

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/N8WZTgBKSHc

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

รมช.เกษตรฯ ยัน ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด สั่งกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ ปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด พร้อมสั่งการกรมประมง จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ยันไม่มีแนวคิดเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาชนรายงานพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ จ.ตราด ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ ทั้งที่เคยพบและมีรายงานว่าพบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล ที่คาดว่าจะมีการแพร่ระบาด อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีการรายงานสถานการณ์ถึงการตรวจพบในทุกวัน เพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ของความรุนแรงการแพร่ระบาดของปลาชนิดดังกล่าว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดพบว่า การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด ที่ต้องของบประมาณและยังไม่จำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ ครม. ในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ 

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ประกอบด้วยการ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาด และกำจัดออกจากระบบนิเวศ พร้อมสั่งการให้ กรมประมงวางแผน การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะร่วมกันกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมที่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ที่เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ผ่านมาการยางประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำด้วยการนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเกษตรกรที่ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในสวนผลไม้แล้วพบว่า สามารถเพิ่มคุณภาพให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นว่าหลังจากที่มีการพบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากที่เคยมีการรายงาน จะเป็นโอกาสให้การปลาชนิดดังกล่าวกระจายตัวและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่กรมประมงการกระจายตัวของปลาหมอคางดำ ยังอยู่ในวงจำกัด ขณะนีัยังไม่พบแนวโน้มที่ปลาดังกล่าวจะกระจายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ 

อย่างไรก็ตามในส่วนประเด็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อปลาหมอคางดำ เพื่อปรับภาพลักษณ์ของปลาดังกล่าวให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำว่า ไม่มีแนวคิดดังกล่าว และมองว่าไม่เกิดประโยชน์ พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญเพียงการจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เท่านั้น

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026  ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

CURIOOkids โรงเรียนเสริมทักษะแห่งอนาคตด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอายุ 1.5–12 ปี มาตรฐานสากล ร่วมนำเสนอแนวคิด “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ภายในงาน Alpha Skills Summit 2026 ผ่าน Interactive Experience และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และสื่อสารอย่างมั่นใจ สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่เชื่อว่า เด็กยุค Alpha ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการจดจำในห้องเรียนแต่ควรได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต” 

 พร้อมกันนี้ CURIOOkids ยังเผยกลยุทธ์การเติบโตในฐานะผู้นำตลาดการศึกษาทางเลือก เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยแผนการขยายสาขาจาก 12 แห่งในปัจจุบัน สู่ 17 แห่งภายในสิ้นปี และตั้งเป้าเติบโตกว่า 200% สู่ 37 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ปกครองยุคใหม่ ที่มองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่คือการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น 

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของเด็กยุคใหม่ CURIOOkids จึงนำเสนอ ‘โมเดลการศึกษา Future Skills’ ที่มุ่งพัฒนาทักษะซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่าน 4 กลุ่มการเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ ภาษาและการสื่อสาร (Communication), การคิดเชิงธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation) รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ (Creative Design) เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้พร้อมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการใช้ชีวิตในโลกอนาคตอย่างมั่นใจ 

 ความสำเร็จในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการเป็น “ผู้ร่วมออกแบบเส้นทางการเรียนรู้” ให้กับเด็กและครอบครัว โดย CURIOOkids ทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดในฐานะเพื่อนคู่คิดผู้ปกครอง เพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน สร้างความไว้วางใจ และทำให้ CURIOOkids ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันเสริมทักษะ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างยั่งยืน 

CURIOOkids พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบ “Project-Based Learning” และ “Inquiry Approach” ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกการตั้งคำถาม คิดอย่างเป็นระบบ ลงมือแก้ปัญหา และกล้าแสดงออก ผ่านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุก ทันสมัย และเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว CURIOOkids จึงมุ่งมั่นพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่าง Future Ready พร้อมทั้งด้านความรู้ (Knowledge), ทักษะทางสังคม (Soft Skills) และทักษะชีวิต (Life Skills) เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัว คิดสร้างสรรค์ และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

เพราะ CURIOOkids เชื่อว่า อนาคตของเด็ก ไม่ได้วัดจากการจำได้มากแค่ไหน แต่คือความสามารถในการคิด สื่อสาร สร้างสรรค์ และเติบโตอย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

สำหรับผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ ของ CURIOOkids พร้อมรับข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้แล้ววันนี้ ที่สาขาใกล้บ้านท่าน โทร: 066 125 0921 , https://www.facebook.com/CuriookidsThailand/ , www.curiookids.in.th และ  Line OA: @curiookids