ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ออนทัวร์ เบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ระหว่าง 25 เมษา – 7 พฤษภา  ถึงตัวอยู่ไกล แต่ภารกิจแจกลอตเตอรี่หน้าเรือนจำคลองเปรม ยังดำเนินต่อไป

19 เมษา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 130 คู่ 26 เมษา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 150 คู่ 3 พฤษภา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 140 คู่ 10 พฤษภา ตั้งเป้าแจก 200 คู่ แต่จะเตรียมเผื่อไว้ 250 คู่

แจกเพื่อขอบคุณพี่น้องที่ไปเยี่ยม ท่านนายกฯในดวงใจ “ดร.ทักษิณ ชินวัตร” “คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง” แต่ถ้ายังไม่ได้ออก 11 พฤษภาฯ นี้ คนแจกลอตเตอรี่ อาจจะเจ๊งก่อนนะครับ”

เช็กที่นี่!! สำนักข่าวกรองฯ อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เช็กที่นี่!! สำนักข่าวกรองฯ อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เช็กที่นี่!! สำนักข่าวกรองฯ อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

เช็กที่นี่!! สำนักข่าวกรองฯ อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 เพจสำนักข่าวกรองแห่งชาติ : National Intelligence Agency โพสต์ข้อความ Update สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางประจำวันมีเนื้อหาดังนี้

อิหร่านยื่นข้อเสนอ 14 ข้อต่อสหรัฐฯ เพื่อยุติการสู้รบอย่างถาวร สนข.Tasnim ของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านส่งข้อเสนอ 14 ข้อผ่านปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางเมื่อ 28 เม.ย. 69 เพื่อตอบโต้ข้อเสนอ 9 ข้อของฝ่ายสหรัฐฯ โดยมีรายละเอียด เช่น กำหนดกรอบเวลา 30 วันเพื่อเจรจายุติสงครามแทนการหยุดยิง 2 เดือน การให้สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การจัดตั้งกลไกการบริหารใหม่สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านอยู่ระหว่างรอการตอบรับจากฝั่งสหรัฐฯ (Tasnim, Xinhua)

ปธน.สหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอของอิหร่าน นาย Donald Trump ปธน.โพสต์ Truth Social ในวันนี้ (3 พ.ค. 69) ว่า จะพิจารณาข้อเสนอที่อิหร่านส่งมาให้สหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ แต่ไม่ระบุว่าจะยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากอิหร่านยังไม่ได้ชดใช้ต่อสิ่งที่ทำต่อมนุษยชาติและโลกในช่วง 47 ปีที่ผ่านมาอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง ปธน.Trump ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนที่รัฐฟลอริดาว่า ยังไม่พึงพอใจต่อข้อเสนอของอิหร่าน พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านมีท่าทีที่ไม่เหมาะสม (New York Times, CNBC)

สหรัฐฯ เตรียมเร่งรัดการขายยุทโธปกรณ์ให้แก่พันธมิตรในภูมิภาค ตอ.กลาง นาย Marco Rubio รมว.กต.สหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางในการเร่งรัดกระบวนการขายยุทโธปกรณ์มูลค่าประมาณ 280,000 ล้านบาทให้แก่อิสราเอลและพันธมิตรในภูมิภาค ตอ.กลาง โดยหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาโดยอ้างเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากต้องการเร่งฟื้นฟูศักยภาพการป้องกันทางอากาศให้แก่กลุ่มพันธมิตรที่เผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาค ตอ.กลางส่งผลกระทบต่อคลังอาวุธและแผนการส่งมอบยุทโธปกรณ์ให้แก่ชาติพันธมิตรในยุโรป ทำให้สหรัฐฯ ต้องแจ้งเตือนชาติพันธมิตรถึงความล่าช้าในการจัดส่งยุทโธปกรณ์ อีกทั้งปัญหาคลังอาวุธที่ลดลง ทำให้สหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านความพร้อมทางยุทธศาสตร์ในการป้องปรามหรือรับมือกับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับจีนในอนาคต (Financial Times)

รัฐสภาอิหร่านจะพิจารณาร่างกฎหมายควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นาย Ali Nikzad รองประธานสภาอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านเตรียมร่างกฎหมายควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกำหนดให้เรือทุกลำต้องขออนุญาตจากอิหร่านเพื่อเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ยกเว้นเรือของอิสราเอลจะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเด็ดขาด ขณะที่เรือของประเทศที่เป็นศัตรูกับอิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเรือเช่นกันเว้นแต่จะชดเชยความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสงคราม พร้อมยืนยันว่า อิหร่านจะไม่สละสิทธิ์เหนือของแคบฮอร์มุซ และการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวจะไม่กลับมาเหมือนก่อนเกิดสงคราม (Anadolu Agency, CNN)

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียน ถึง ม.3 แก้ปัญหานมค้างสต๊อก

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

ก.เกษตรฯเตรียมชง ครม. ขยายเพดานโควต้านมโรงเรียนดื่มได้ถึง ม. 3ดันแก้ปัญหา นมทั้งระบบ

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯจะเร่งพิจารณาการจัดสรรโควต้านมโรงเรียนอย่างเป็นธรรม และตรวจสอบสต็อกนมในระบบ ผลักดันออกสู่ตลอดหลังค้างท่อช่วงปิดเทอม เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรโคนมอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ปัญหาการจัดสรรโควต้านมโรงเรียน ยังคงเป็นประเด็นที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีข้อห่วงใยในเรื่องของความเป็นธรรม รวมไปถึงสต็อกนมที่คงค้างในระบบยังมีจำนวนค่อนข้างมาก โดยปัญหาเหล่านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ส่งเสียงสะท้อนมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่องโดย กระทรวงเกษตรฯ ได้รับข้อเสนอดังกล่าวและจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ว่าภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเห็นผลว่า มีความคืบหน้า และจะดำเนินการแก้ปัญหาได้อย่างไร  เบื้องต้น มีแนวทางที่จะขยายเพดานของการส่งเสริมการบริโภคนมโรงเรียน ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเอกสาร คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ในเร็วๆนี้

ด้านนาย อำนวย ทงก๊ก ประธานกรรมการ สหกรณ์โคนมวังนํ้าเย็น จำกัด กล่าวว่า กรณีที่จะมีการขยายเวลาการดื่มนมและอายุผู้ดื่มนม อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณของภาครัฐในภายหลัง ส่วนการแก้ไขปัญหาสต๊อกนมกล่องที่ผลิตในช่วงปิดเทอมและตกค้างอยู่เกือบ 200 ล้านกล่อง เห็นด้วยในการผลักดันออกมาจำหน่ายในราคาไม่เกิน 7 บาท 89 สตางค์/กล่อง ส่วนการพิจารณาจัดสรรโควตานมโรงเรียน สิ่งที่อยากให้เน้น คือการพิจารณาจัดสรรให้กับกลุ่มบริษัทที่มีความรับผิดชอบดูแลมาตรฐานการส่งผลิตและการส่งนม เพื่อแก้ปัญหาน้ำนมขาดคุณภาพในระยะยาว 

ขณะที่นายกล้าหาร แก้วจีน อดีตประธานกรรมการ สหกรณ์โคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรี ระบุว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด การจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้เป็นธรรม และการพิจารณาขยายระยะเวลาทั้งการกำหนดอายุเด็กและวันดื่มนม เป็นเรื่องที่ดี หากทำได้จะทำให้มีช่องทางในการระบายน้ำนมดิบ เพื่อใช้ผลิตนมโรงเรียนได้มากขึ้เพราะปัจจุบันเกษตรกรยังคงประสบปัญหา ต้นทุนการผลิตนมกล่องที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : หอบหืดกับการใช้ยาพ่น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

โรคหอบหืด เป็นภาวะที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เมื่อหายใจเอาสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการเข้าไป หลอดลมจะตอบสนองด้วยการอักเสบ บวม และหดตัวตีบแคบลง พร้อมกับสร้างเสมหะออกมาอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการไอ หายใจไม่สะดวก ทำให้มีเสียงวี้ดแหลมออกมาเวลาหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้มักแสดงให้เห็นชัดเจนในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ช่วงดึก และช่วงเช้ามืด หรือเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรคหอบหืดพบได้ในคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กทารกจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มที่มักเริ่มต้นแสดงอาการอย่างชัดเจนคือกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมักมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมหรือโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย 
อย่างไรก็ตาม โรคหอบหืดสามารถเริ่มมีอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยมักมีปัจจัยกระตุ้นจากการทำงาน มลภาวะ หรือการติดเชื้อรุนแรง การสังเกตและจดจำว่าอะไรคือตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ขนสัตว์ หรือแม้แต่สภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด 

แนวทางการดูแลรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบัน เน้นควบคุมโรคเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งหัวใจสำคัญการรักษาคือใช้ยาพ่นสองชนิดควบคู่กัน ชนิดแรกคือยาควบคุมโรคที่ต้องพ่นเป็นประจำทุกวัน เพื่อลดการอักเสบสะสมในหลอดลม แม้ในวันที่ไม่มีอาการ ก็ห้ามละเลยการใช้ยา 

ส่วนชนิดที่สองคือยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉิน ที่ต้องพกติดตัวไว้เพื่อใช้ขยายหลอดลมทันทีเมื่อมีอาการโรคกำเริบ

ผู้ป่วยต้องเข้าใจบทบาทของยาบรรเทาอาการ หรือยาพ่นฉุกเฉินอย่างถ่องแท้ ยานี้มีหน้าที่ออกฤทธิ์เร็วเพื่อขยายหลอดลมให้ลมผ่านเข้าออกได้ทันท่วงที ดังนั้นการพกยาพ่นติดตัวไว้เสมอ จึงเปรียบเสมือนการพกอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ต้องหยิบใช้ได้ง่ายในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปทำงาน ออกกำลังกาย หรือเดินทางไกล เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเผชิญกับสิ่งกระตุ้นรุนแรงเมื่อใด การมีชื่อยาและวิธีใช้ที่ชัดเจนจะช่วยได้มาก หากเกิดกรณีฉุกเฉินจนไม่สามารถพ่นยาได้ด้วยตนเอง เพราะผู้อื่นจะสามารถช่วยพ่นให้ได้

ยาพ่นหอบหืดในปัจจุบันถูกออกแบบให้หลากหลาย ให้เหมาะสมกับแรงสูดและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละคน 

ประเภทแรกคือ ยาพ่นละอองฝอย ที่มีลักษณะเป็นหลอดโลหะในปลอกพลาสติก ยาชนิดนี้ เวลากดใช้จะพ่นยาออกมาเป็นละออง หัวใจสำคัญ คือ ต้องสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ พร้อม ๆ กับจังหวะที่กดพ่นยา 
แต่หากผู้ป่วยกะจังหวะกดพ่นยาได้ยาก เช่น ในเด็กหรือผู้สูงอายุ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ควบคู่กับกระบอกช่วยพ่นยา เพื่อให้ยาเข้าสู่ปอดได้ดีขึ้น 

ประเภทต่อมาคือ ยาพ่นชนิดผงแห้ง ซึ่งมักมาในรูปแบบตลับกลม หรือหลอด ก่อนใช้ต้องบิดเพื่อเตรียมยา ยาชนิดนี้ไม่มีแรงดันละอองออกมาเอง แต่ต้องใช้แรงสูดของผู้ป่วยเป็นตัวนำยาเข้าสู่ปอด ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสูดลมหายใจเข้าทางปากให้เร็ว แรง และลึกเพื่อให้ประสิทธิผลสูงสุด 

ข้อดีของยาแบบนี้ คือไม่ต้องกะจังหวะการกดและการสูดให้สัมพันธ์กันเหมือนแบบแรก แต่ต้องมีแรงสูดที่ดี 

ส่วนยาประเภทสุดท้ายคือ เครื่องพ่นละอองยา ที่เปลี่ยนยาน้ำให้กลายเป็นไอหมอกผ่านหน้ากาก มักใช้ในสถานพยาบาล หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถสูดยาด้วยวิธีปกติ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และการฝึกใช้ให้ชำนาญตามคำแนะนำของเภสัชกร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคนิคการพ่นยาที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่ายาลงไปถึงหลอดลม ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบตนเองเบื้องต้นคือ ในขณะที่พ่นยาชนิดละออง (MDI) ไม่ควรเห็นละอองยาฟุ้งกระจายออกมาจากปาก หรือไม่ควรรู้สึกว่ายาจับตัวเป็นก้อนหนาที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม มิฉะนั้น ก็แสดงว่าจังหวะการกดและการสูดหายใจไม่สัมพันธ์กัน และก่อนพ่นยาทุกครั้งต้องผ่อนลมหายใจออกให้สุด และเมื่อสูดจังหวะยาเข้าไปแล้ว ต้องกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวหลอดลมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากพ่นแล้วหายใจออกทันที ยาส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาพร้อมลมหายใจโดยไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่ที่สำคัญที่สุด หลังจากพ่นยาแล้ว ผู้ป่วยควรบ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วนน้ำทิ้งทุกครั้ง เพื่อกำจัดคราบยาที่ตกค้างในช่องปาก ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการเสียงแหบและลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในลำคอ 

ถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ยาพ่น หรือไม่มั่นใจว่าใช้ยาถูกต้องหรือไม่ควรไปปรึกษาเภสัชกรโดยด่วน

นอกจากการใช้ยาถูกต้องแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบชัดเจน และต้องเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลที่ดี จะทำให้ผู้ป่วยที่พะวงเรื่องการหายใจ ให้กลับกลายเป็นผู้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยในทุกช่วงวัยของชีวิต

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติการขึ้นทะเบียนยา ราวิดาสเวียร์ (ravidasvir) ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยยาตัวดังกล่าวมีการศึกษาและวิจัยในคน (Clinical Trial) ที่ดำเนินการในประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย ราวิดาสเวียร์ ได้รับอนุมัติให้ใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่งคือ โซฟอสบุเวียร์ (sofosbuvir) ในรูปแบบยารับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์

ผลการศึกษาพบว่า การใช้ราวิดาสเวียร์ร่วมกับโซฟอสบุเวียร์ ซึ่งเป็นยากลุ่ม direct-acting antivirals (DAAs) ทั้งสองชนิด มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษายาก และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับเอชไอวี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สาม ต่อจากมาเลเซียและอียิปต์ที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไปในปี พ.ศ.2564

พญ. กราซิเอลา ดิอัป ผู้จัดการโครงการไวรัสตับอักเสบซีขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) กล่าวว่า “การอนุมัติฯครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยในประเทศไทย และช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี การขึ้นทะเบียนยานี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเข้าถึงการรักษาได้ นอกจากนั้นยังเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหายา และช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาอีกด้วย”

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก คาดว่าในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังประมาณ 350,000 คน ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อประมาณ 50 ล้านคน โดยในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 240,000 คน ส่วนใหญ่จากภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ

เดือนมิถุนายน พ.ศ.2568 องค์กร DNDi บริษัท Pharco Pharmaceuticals และองค์การเภสัชกรรม (GPO) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสนับสนุนการนำราวิดาสเวียร์เข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

รศ. เภสัชกร สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า“การที่ราวิดาสเวียร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอชื่นชมองค์การเภสัชกรรมสำหรับบทบาทผู้นำและความมุ่งมั่นในการขยายการเข้าถึงยาราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่มีส่วนในการพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนคณะนักวิจัย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาและวิจัยในคน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในครั้งนี้”

ทั้งนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาการและกฎระเบียบฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้

ยาราวิดาสเวียร์ เป็นผลอันเนื่องมาจากการทำงานร่วมกันของสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรมยาในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เพื่อพัฒนาทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้

ความร่วมมือนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นช่วงเวลาที่ราคายาในกลุ่ม direct-acting antivirals รุ่นแรกมีราคาสูงมาก เมื่อยามีราคาแพง ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง รวมถึงประเทศไทยก็จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย

การพัฒนายานำโดยบริษัท Pharco Pharmaceuticals ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย กระทรวงสาธารณสุขของไทย และ องค์กร DNDi โดยมีการทำงานร่วมกันกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย/HIV-NAT สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลนครพิงค์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่สำหรับการศึกษาและวิจัยในคน

นพ. เชอรีน เฮลมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Pharco Pharmaceuticals กล่าวว่า “ราวิดาสเวียร์เป็นส่วนสำคัญของความพยายามในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีในระดับโลก ถ้าเราไม่มอง เราก็จะไม่เห็น เราขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ ที่ทำงานโดยยึดมั่นว่าจะไม่ทิ้งผู้ป่วยคนใดไว้ข้างหลัง และหวังว่ายาตัวนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้กับผู้ป่วย และทำให้เราก้าวสู่โลกที่ปลอดจากไวรัสตับอักเสบซี”

การรักษาด้วยยากลุ่ม direct-acting antivirals สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาด และช่วยหยุดการแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการในระยะแรก จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองเชิงรุกและขยายการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประเทศไทยได้ทำการคัดกรองประชาชนแล้วกว่า 1.83 ล้านคน และมีแผนขยายการคัดกรองให้ครอบคลุม 42 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2573

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า “การขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี องค์การเภสัชกรรม มุ่งมั่นขยายการเข้าถึงยาที่มีราคาที่เหมาะสมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ยาตัวใหม่นี้จะช่วยเสริมทางเลือกในการรักษา และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีของประเทศไทย”

องค์กร DNDi และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในอีกหลายประเทศในทวีปละตินอเมริกา

การพัฒนายาราวิดาสเวียร์ได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน Médecins Sans Frontières International – Transformational Investment Capacity (MSF‑TIC); UK International Development สหราชอาณาจักร;กระทรวงสาธารณสุข ประเทศมาเลเซีย; องค์กร FIND, the global alliance for diagnostics (ได้รับการสนับสนุนจาก Unitaid);
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิ Starr International ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; Fondation ARPE ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; บริษัท Pharmaniaga Berhad ประเทศมาเลเซีย; และ Swiss Agency for Development and Cooperation (SDC) รวมถึงบุคคลและองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ประสงค์ออกนาม

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน        40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา 

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่“ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน” อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้น การทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้นๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ” กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์น้ำมะพร้าวแท้ 100% “COCOLOVE” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานกิตติมศักดิ์, ดร.ณราทิพย์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร, คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) ให้กับ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 ล่าสุด “COCOLOVE” สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health ชวนดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% COCOLOVE เพื่อสุขภาพที่ดี ร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดโดยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ระดมทุน 100 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก นำโดย หมีเนย Butterbear ขวัญใจมหาชน และเหล่าคนบันเทิงใจกุศลที่มาสร้างสีสันภายในงาน พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ! ร็อกเกอร์สายวิ่ง “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ขึ้นโชว์คอนเสิร์ตบอดี้สแลมแบบจัดเต็ม

บูธแบรนด์ “COCOLOVE” บรรยากาศคึกคักไปกับหนุ่มสาวทีม COCOLOVE Z Friends ที่ส่งเสียงเชียร์มอบรอยยิ้มสดใสให้กับเหล่านักวิ่ง พร้อมทั้งเชิญชวนให้มาดื่ม COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100% เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะหลังจากที่เสียเหงื่อจากการออกกำลัง ควรดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อเติมความชุ่มชื่น ลดความอ่อนล้า และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ไว เพราะน้ำมะพร้าวแท้อุดมด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียมและเกลือแร่ธรรมชาติ ชดเชยการเสียเหงื่อได้ดี

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมว่า “คณะผู้บริหารโคโคเลิฟได้รับคำแนะนำจากคุณพรรณพิไล ใบหยก ให้รู้จักศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และได้ร่วมการกุศลบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนปรับปรุงหน่วยตรวจและติดตามผลการรักษาออร์โธปิดิคส์ และทางนพ.กีรติ ได้เชิญชวนเข้าร่วมงานวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาลด้วย ทางโคโคเลิฟจึงร่วมสนับสนุนเงินจำนวน 4 แสนบาท พร้อมน้ำมะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟกว่า 5,000 ขวด แจกให้กับนักวิ่ง เพราะเราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ของความสดชื่นและสุขภาพที่ดีจริงๆ”

คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางคณะผู้บริหารเรามองว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่เป็นการส่งต่อสุขภาพ ไปยังผู้คนอีกจำนวนมาก ผ่านการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้ 13 โรงพยาบาล โคโคเลิฟในฐานะแบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพจึงรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเรามากที่สุด ทั้งการดูแลตัวเองและการดูแลสังคมไปพร้อมกัน เราอยากเห็นคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น”

ด้าน คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร เผยถึงประโยชน์ของ COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ที่สอดคล้องกับกิจกรรมว่า “น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ให้ความสดชื่น เติมพลัง และมีคุณสมบัติช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดี โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย เรามองว่าเป็น natural hydration ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่อยากดูแลตัวเองแบบไม่ต้องปรุงแต่ง วันนี้เราเห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองสุขภาพ เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการวิ่ง การออกกำลังกาย และการเลือกอาหารเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย โคโคเลิฟ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้ คือดีจริง ดื่มง่าย และเข้ากับชีวิตประจำวัน หัวใจของเรา คือ ความจริงใจ เราเลือกใช้น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อให้ผู้บริโภคได้สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด”

#หมอออร์โธฯชวนก้าวเพื่อ13โรงพยาบาล #COCOLOVE  #LoveyourselfDrinkforyourhealth

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ที่ 3 จากซ้าย) และ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงศ์สกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อม (ซ้ายสุด) ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดี ย้อนหลัง จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ , ธีระ สุวรรณกุล อดีต สมาชิกวุฒิสภา พลโทศุภฤกษ์ ชัยชนะ และกฤตชัย พยอมแย้ม ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องอาหาร ไชน่าพาเลซ

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’  นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สยามพารากอน ร่วมกับ Joyman Gallery และ M Contemporary เปิดประสบการณ์ทางศิลปะครั้งพิเศษในนิทรรศการ “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” ที่ชวนทุกคนออกเดินทางสำรวจความหมายของตัวตนและโลกที่เราอาศัยอยู่ พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ เมือง และความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ผ่าน 2 นิทรรศการเดี่ยวจากศิลปินร่วมสมัย ที่ตีความโลกในแบบของตนเองอย่างมีเอกลักษณ์  เปิดให้ชม “เรื่องเล่านับล้าน” ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ระหว่างวันที่ 1 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ Art Jewel พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย บนชั้น 5 สยามพารากอน

ภายใต้นิทรรศการครั้งนี้ได้รวม 2 นิทรรศการน่าสนใจเข้าไว้ด้วยกัน คือ “Millions of CATS and ONE CAT: แมวล้านตัวกับแมวหนึ่งตัว” นิทรรศการเดี่ยวของ เนียม มะวรคนอง ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพ ระบบ และตัวตน ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเกินขีดจำกัดของการรับรู้ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ผ่านภาพแมวจำนวนมหาศาลที่ปรากฏในผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคบนผ้าใบกว่า 27 ชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะของการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่ความแตกต่างค่อย ๆ เลือนหาย และความเหมือนถูกขยายจนกลายเป็นมาตรฐานของสังคม นิทรรศการนี้ไม่ได้ให้คำตอบ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อการมองเห็น การรับรู้ และความหมายของการมีอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วย “ความมากมาย” และ “ความเหมือน” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 “BENEATH THE HORIZON LINE” นิทรรศการเดี่ยวของ Zillustation (การุญ เจียมวิริยะเสถียร) ซึ่งชวนผู้ชมชะลอจังหวะและค้นพบความงดงามของเมืองในมิติที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน ผ่านผลงานศิลปะที่นำเสนอ “เมือง” ในฐานะพื้นที่มีชีวิต ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การพบพาน และความทรงจำ ผลงานชุดนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายขาวดำอันละเอียดอ่อนจากปากกาหมึกดำ ถ่ายทอดเป็นแผนที่เชิงศิลปะที่ผสานระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการด้วยกลิ่นอายของป๊อปอาร์ตและการอ้างอิงวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างมีชั้นเชิง จนเกิดเป็นโลกที่ดูเหนือจริง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนวิถีชีวิตและความงดงามที่ซ่อนอยู่ในมหานคร

ทั้งนี้ ทั้งสองนิทรรศการใน “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หยุดมองโลกอีกครั้ง ท่ามกลางเรื่องเล่ามากมายรอบตัว พร้อมเชิญชวนให้คนรักศิลปะมาร่วมออกเดินทางสำรวจ “เรื่องเล่านับล้าน” และค้นพบความหมายของการมีอยู่ในโลกยุคปัจจุบันภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

  • ภาพพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ นับเป็นภาพที่ตราตึงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกร แล้วผู้พบเห็น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพระราชไมตรีที่ลึกซึ้งระหว่างพระราชวงศ์ไทยกับพระราชวงศ์ยุโรป
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงรัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ (Fringe Tiara deศิราภรณ์องค์ประวัติศาสตร์ พระราชมรดกจาก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งประวัติศาสตร์ระบุว่าศิราภรณ์องค์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับของรัสเซีย คือ Kokoshnik จุดเด่นของศิราภรณ์องค์นี้คือสามารถแปลรูปเป็นสร้อยได้ สวนฉลองพระองค์ราตรียาวไหล่เดียวแบบสากล ตัวฉลองพระองค์ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ลายขนนก ประดับด้วยดิ้นเงิน เป็นผลงานของ Meshmuseum แบรนด์ไทยแท้ ส่วนฉลองพระองค์อื่น ๆ ก็รังสรรค์จากผ้าไทยทั้งหมดเช่นกัน เช่นผ้าไหมยกดอกลำพูน โดยวสินผ้าทอไท
  • TasteAtlas เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลอาหารท้องถิ่นและเครื่องดื่มจากทั่วทุกมุมโลกยกย่องชาไทยว่ายอดเยี่ยมติดอันดับเก้าของโลก โดยการจัด best non-alcoholic beverage types in the world โดยเครื่องดื่มอะไรแอลกอฮอล์อันดับหนึ่ง คือลูลาดา ของโคลอมเบีย อันดับสองคืออากาวาส เฟรสกาส ของเม็กซิโก อันดับสามคือลาสซี่มะม่วง จากอินเดีย และสี่คือมสาลาจาย จากอินเดียเช่นกัน ตามมามาด้วยชามาเกรบีมิ้นท์ จากแอฟริกา อันดับหกคือมีธี ลาสซี่ จากอินเดียอีกเช่นกัน อันดับเจ็ดคิวบาโน่คาเฟ่ จากคิวบา อันดับแปด เอสเพรสโซ่ เฟรดโด จากกรีซ อันดับเก้าชาไทยเย็น ของไทย อันดับม10 โฮจิฉะ จากญี่ปุ่น
  • รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บ่นแต่ยังไม่สิ้นหวังหลังจากพยายามผลักดันแก้ปัญหาแรงงานอิสระในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ยังขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้แรงงานจำนวนมากสูญเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย ทั้งนี้ รัดเกล้าพยามจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ได้ แต่ความหวังยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องผลักดันต่อไป 

Victor Lee