Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเวทีประกวดสุภาพบุรุษสุดยิ่งใหญ่ มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล    ไทยแลนด์ 2026 (Mister International Thailand 2026) ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ทรงพลัง “The NEW Legendary”  สู่ตำนานบทใหม่ของเวที กับไฮไลท์ของการปะทะระหว่าง “ตัวพ่อ” ผู้ผ่านการประกวด MI Thailand ฟาดฟันกับ “ผู้กล้าหน้าใหม่” ใจถึง ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน ชิงรางวัลเงินสด และของรางวัลมูลค่ารวมนับล้านบาท รวมถึงโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย และเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวดเวทีระดับนานาชาติ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

นายอานนท์ จันทราช ประธานกองประกวด Mister International Thailand และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การประกวดในปีนี้ยังคงมุ่งยกระดับเวทีให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The NEW Legendary’ พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มาร่วมสร้างตำนานกันอย่างคับคั่ง นำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และทีมบุรีรัมย์ ในฐานะเจ้าภาพจัดกิจกรรมเก็บตัว

“ผู้เข้าประกวดจะได้รับประสบการณ์จากกิจกรรมของกองประกวด และผู้สนับสนุน ที่เตรียมไว้อย่างจัดเต็ม ก่อนที่จะเข้าสู่การประกวดรอบ Preliminary ที่ จ.บุรีรัมย์ และรอบชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม ณ MCC Hall The Mall Lifestore Bangkapi ซึ่งผู้ชนะตำแหน่ง Mister International Thailand 2026 จะได้รับรางวัลเงินสด มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อมของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนอีกมากมาย และโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการประกวด Mister International 2026 รวมถึงโอกาสสำคัญในการร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ” นายอานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ การประกวด Mister International Thailand 2026 กำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าประกวดหนุ่มหล่อสัญชาติไทย ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน  อายุระหว่าง 18 – 39 ปี ที่มีความมั่นใจ และความกล้าที่จะนำพลังของตัวเองมาต่อยอดสู่ความสำเร็จ โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ แฟนเพจ Mister International Thailand กรอกข้อมูล พร้อมแนบรูปถ่าย (หน้าตรง ครึ่งตัว เต็มตัว) และคลิปวิดีโอแนะนำตัวเอง (ความยาวไม่เกิน 30 วินาที) ส่งมาที่อีเมล info@mithailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569  

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร หรือติดตามข่าวสารได้ที่แฟนเพจ Mister International Thailand และ IG : mithailandbyactiff หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 083 309 4114 / 062 639 9794

#MIThailand2026

#MisterInternationalThailand

#TheNEWLegendary

#ProducedByActiff

#TeamBuriram

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่จัดโครงการ น้ำพระทัยพระราชทาน มอบไอศกรีมและน้ำมะพร้าวแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่มอบไอศกรีม จำนวน 13,000 แท่ง และน้ำมะพร้าว จำนวน 2,000 กระป๋อง ภายใต้โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน ให้แก่ผู้ต้องขัง โดยมีนายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม ให้การต้อนรับและร่วมดำเนินกิจกรรม

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อช่วยคลายร้อนให้แก่ผู้ต้องขังในช่วงที่อากาศร้อน โดยมุ่งสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการส่งต่อสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม

ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช กล่าวว่า การดำเนินโครงการน้ำพระทัยพระราชทานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความเอื้ออาทรและการแบ่งปันสู่สังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังให้ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากสังคมภายนอก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในอนาคต

ด้าน นายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงผู้ต้องขัง โดยกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกผ่อนคลาย และยังช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ต้องขังในการดำเนินชีวิตระหว่างอยู่ภายในเรือนจำ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศ แต่ยังสะท้อนถึงปณิธานของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการส่งมอบความปรารถนาดีให้เข้าถึงครอบคลุมทุกพื้นที่และยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ 'สถานีประชาชน' สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมยกระดับ “สถานีประชาชน” ปี 69-70 วาง 3 ยุทธศาสตร์หลัก พัฒนาเนื้อหาเข้มข้น 6 ด้าน “ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ  ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง” พร้อมขยายเครือข่าย สร้างการรับรู้ผู้ชม เปิดพื้นที่กลางแก้ปัญหาความเดือดร้อน ตั้งเป้า “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” เพิ่มการเข้าถึงผู้ชมทั่วประเทศ

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้วางแผนขับเคลื่อน “สถานีประชาชน” ในช่วงปี 2569–2570 โดยมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการสะท้อนปัญหาและหาทางออกให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด “ทุก(ข์)ปัญหา ทุกความเดือดร้อน เราพร้อมหาทางออก” พร้อมตั้งเป้าเป็น “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” โดยแผนดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาเนื้อหา 2.การขยายเครือข่าย และ 3.การสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้ชม เพื่อให้การสื่อสารประเด็นสาธารณะเข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นางกานดา กล่าวต่อว่า ในด้านการพัฒนาเนื้อหา จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โดยนำเสนอผ่านทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง On Air, Online และการลงพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ทีมข่าวสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ได้จัดกิจกรรมสัญจรออกอากาศรายการสดในพื้นที่ พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพูดคุยและหาแนวทางแก้ไข ในรูปแบบ “ตั้งโต๊ะรับเรื่อง” แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการค้นหา Case Study จากพื้นที่จริง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงภาครัฐ เอกชน และสื่อท้องถิ่น เพื่อร่วมกันคลี่คลายปัญหาให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค รวมการสร้าง Influencers จากผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการ และนักข่าว สู่เครือข่ายผู้สื่อสารรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง

“ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รายการสถานีประชาชน เป็นผู้ดูแล “ศูนย์ร้องทุกข์ ไทยพีบีเอส” และ “ศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส” จากข้อมูลสถิติของทั้ง 2 ส่วน สะท้อนให้เห็นว่า ยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาและต้องการที่พึ่งในการหาทางออก ซึ่ง “สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตอกย้ำว่ารายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง” นางกานดา กล่าว

ทั้งนี้ ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/People

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี

ภายในงานมีพิธีการสำคัญ อาทิ การกล่าวถวายพระพรชัยมงคล การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชา รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของผู้แทนภาครัฐ ก่อนเข้าสู่การเลี้ยงรับรองตามธรรมเนียม

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เชิญบุคคลสำคัญจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญดังกล่าว

– 006

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต 

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชน จัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน  “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมีประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน 

การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชน ว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ 

ในช่วงแรกของงาน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งนายวิโรจน์ยืนยันว่า ตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ 

จากนั้นนายวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับนายชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงาน ว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อ เพื่อไปทำงาน

ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ

“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ 
พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร

ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า “คนคือขุมทรัพย์ของเมือง”

เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง

การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย

นายชัยวัฒน์ ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” 

1. เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย

2. ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน

3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ

4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม. 

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ ตัวแทนภาคปชช.พื้นที่ร่วมเป็นคกก.ศึกษาความคุ้มค่า-รับฟังเสียงประชาชน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรอบคอบและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความผันผวนและสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบขนส่งทางทะเลในปัจจุบัน

สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ ขณะที่กรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องครบวงจร อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังมีการดึงหน่วยงานด้านความมั่นคงและกฎหมายเข้าร่วม อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 

รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์ และที่สำคัญคือ มีการเปิดโอกาสให้ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่โครงการจำนวนไม่เกิน 3 คน เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นกรรมการและเลขานุการ 

ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนาและผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ อีกทั้งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยให้เบิกจ่ายงบป

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว ลดเสี่ยงจากความขัดแย้ง หนุน ‘พลังงานสีเขียว’ เสริมความมั่นคงไทยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา วุฒิสภา จัดเวทีเสวนา “วุฒิสภา…ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ประธานวุฒิสภา กล่าวเปิดการเสวนา “วุฒิสภา… ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” ว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็นในด้านปริมาณหรือราคาน้ำมันในกระบวนการผลิตสินค้า การประกอบธุรกิจ การขนส่ง รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เราจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และประเด็นปัญหาให้ครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด เพื่อทำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งวันนี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผู้ค้าพลังงานในตลาดพลังงาน และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ด้านนายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วุฒิสภา กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่ในการติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศด้านวิกฤตพลังงานอย่างรอบด้านจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และความผันผวนต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นพื้นที่ของการรับฟังประเด็นปัญหาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมและตอบสนองคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกตามภารกิจของวุฒิสภา และการร่วมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 ของประเทศไทยในกรอบสหประชาชาติต่อไป

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าช่วงต้นสถานการณ์ที่เกิดความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านนั้น น้ำมันไม่ได้เกิดภาวะการขาดแคลนจริง แต่เป็นความกังวลด้านอุปทานและราคาที่ผันผวนมากกว่าทำให้น้ำมันเกิดความตึงตัวของตลาด เพราะสงครามกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลในตลาดและส่งผลให้ราคาพุ่งเร็ว อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไว้หลายด้านในหลักการสำคัญคือ 1.การรักษาปริมาณสำรองพลังงานให้เพียงพอโดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.กระจายแหล่งนำเข้าโดยจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ตลอดจนเพิ่มประเทศคู่ค้าอื่น เช่น มาเลเซีย แอฟริกา ฯลฯ 3.บริหารอุปสงค์โดยลดการใช้พลังงานด้วยการออกมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น Work from Home และลดการใช้ไฟ/น้ำมันในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 4.ใช้มาตรการควบคุม เช่น จำกัด/ระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว และใช้กลไกกองทุนน้ำมันหรือมาตรการด้านราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน 5.เพิ่มกำลังผลิตและเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นทดแทน เช่น เชื้อเพลิงในประเทศหรือพลังงานทางเลือกหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการปรับตัวการบริหารจัดการราคาค่าไฟฟ้าจากปัญหาสงครามสหรัฐ-อิหร่าน โดย กฟผ.ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.กฟผ.แบกรับต้นทุนเอง 2.ควบคุมการปรับค่า Ft และ 3.ปรับโครงสร้างพลังงาน โดยมุ่งเน้นประคองค่าไฟและรักษาเสถียรภาพไฟฟ้าเป็นหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแบกรับต้นทุนแทนประชาชนด้วยการชะลอขึ้นค่าไฟเพื่อลดแรงกระแทกค่าไฟตามราคาตลาดโลก การใช้กลไก “ค่า Ft” บริหารราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป การกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและใช้เชื้อเพลิงทางเลือก/แหล่งอื่นมากขึ้น การร่วมมือรัฐ เอกชนและประชาชนเพื่อรณรงค์ลดใช้ไฟช่วงวิกฤต และการปรับโครงสร้างระยะยาวโดยลดการพึ่งพา LNG เพราะราคาแกว่งสูงจากสงคราม โดยเพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน 

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปตท.มีโจทย์ใหญ่ 2 เรื่องในการรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ–อิหร่าน โดยโฟกัส 2 เรื่องหลักคือ ความมั่นคงพลังงาน และ การบริหารราคา โดยเรื่องการรักษาความมั่นคงพลังงานได้กระจายแหล่งจัดหา ไม่พึ่งพาน้ำมัน/ก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว เพิ่มสัดส่วนจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ แอฟริกา และการบริหารโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง เตรียมเส้นทางขนส่งสำรองจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ประสานผู้ค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าเพื่อให้ส่งมอบได้ต่อเนื่อง สำรองพลังงานและบริหารสต๊อกโดยบริหารคลังน้ำมันและก๊าซ (LNG/LPG) ให้เพียงพอรองรับความผันผวน ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อคงระดับสำรองประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นของเชื้อเพลิงใช้เชื้อเพลิงทดแทนหรือเชื้อเพลิงหลายชนิดในโรงไฟฟ้า/อุตสาหกรรม เพิ่มบทบาท LNG เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปตท.ยังเน้นการบริหารราคา เพื่อลดผลกระทบประชาชนและเศรษฐกิจ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก การเฉลี่ยต้นทุนโดยนำต้นทุนจากหลายแหล่งมาถัวเฉลี่ยทำให้ราคาขายในประเทศไม่เหวี่ยงตามตลาดทันที การใช้กลไกภาครัฐร่วมกันโดยประสานกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง/นโยบายรัฐเพื่อพยุงราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม ฯลฯ การบริหารซัพพลายให้เพียงพอโดยรักษาปริมาณสินค้าในระบบ ไม่ให้เกิดการขาดตลาดซึ่งจะดันราคาให้พุ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยปรับกระบวนการจัดหา–ขนส่ง–กลั่น ให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดเพื่อลดแรงกดดันราคา

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เน้นว่าความมั่นคงพลังงานไม่ใช่แค่มีพลังงานพอใช้ แต่ต้องมีอย่างต่อเนื่อง ราคาเหมาะสม และรับมือความไม่แน่นอนได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ควรเน้นความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมรับวิกฤต โดย 1.กระจายแหล่พลังงานไม่พึ่งพิงแหล่งเดียว เช่น น้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ต้องมีทั้งก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.ไทยต้องมีคลังสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงในระดับที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม ทั้งท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า ท่าเรือและระบบไฟฟ้าต้องมีความมั่นคง 4.บริหารด้านราคาและต้นทุนต้องมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป เช่น กองทุนน้ำมัน หรือมาตรการภาษี 5.เพิ่มพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม รวมถึงเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว 6.สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้มีทางเลือกในการจัดหาเมื่อเกิดวิกฤต

ทั้งนี้ช่วงบ่ายเวทีเสวนาได้มีการนำเสนอ “ข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคร่วมสะท้อนมุมมอง อาทิ นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเข้า-ออก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นผู้ดำเนินรายการ

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้อนุมัติตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพครบทั้ง 50 เขตแล้วครับ

1.เขตดุสิต นายศรราม ภูมิไชย
2.เขตพระนคร น.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์
3.เขตบางซื่อ นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
4.เขตพญาไท นายอนุชาญ กวางทอง
5.เขตราชเทวี น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
6.เขตปทุมวัน นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
7.เขตบางรัก นายธนากร ลิ้มวาทะรส
8.เขตสัมพันธวงศ์ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์
9.เขตป้อมปราบฯ น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
10.เขตยานนาวา นายสมเกียรติ ปัญญะธารา

11. เขตสาทร นายมนตรี เปรมบุญ
12. เขตบางคอแหลม ดร.สุดคนึง แก้วทอง
13. เขตคลองเตย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
14. เขตห้วยขวาง นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
15. เขตวัฒนา นายเมธวิน มีสุวรรณ
16. เขตดินแดง น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
17. เขตจตุจักร นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
18. เขตหลักสี่ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์
19. เขตดอนเมือง นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
20. เขตสายไหม นายกร สิงห์ธีร์

21. เขตบางเขน นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง
22. เขตลาดพร้าว นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด
25.เขตบึงกุ่ม ดร.อาคร ประมงค์
26.เขตคันนายาว น.ส.เกษนันท์ เรืองตาบ
27. เขตสะพานสูง นายอรรถวิทย์ เซะวิเศษ
28. เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
29.เขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
30.เขตบางนา นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ

31.เขตพระโขนง นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
32.เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
33.เขตลาดกระบัง นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
34.เขตมีนบุรี นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
35.เขตคลองสามวา นายมนูญ อินช่วย
36.เขตธนบุรี นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
37.เขตคลองสาน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร ปาลวงษ์
39.เขตบางกอกน้อย นายนภาพล จีระกุล
40.เขตตลิ่งชัน นางลักขณา ภักดีนฤนาถ

41.เขตภาษีเจริญ นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
42.เขตบางกอกใหญ่ นายวิรัช คงคาเขตร
43.เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
44.เขตราษฎร์บูรณะ นายไสว โชติกะสุภา
45.เขตทุ่งครุ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
46.เขตบางขุนเทียน น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
47.เขตบางบอน นายสมพร คงโครัด
48.เขตบางแค นายกวิน ชาตะวนิช
49.เขตหนองแขม ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
50. เขตทวีวัฒนา นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

ขอฝากคนทำงานทุกท่านไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ

#สกลธีภัททิยกุล
#ประชาธิปัตย์

– https://www.facebook.com/share/p/18f7ww4xB6/

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

ปชป. กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม สัปดาห์หน้ายื่น ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยเดิม เผยมีหลักฐานใหม่ ใบสั่งล้วงลูกประมูล

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคฯ ถึงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ขณะนี้คณะทำงานร่วมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน กำลังเร่งยกร่างคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ยื่นต่อประธานสภาฯ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าว เนื่องจากมีข้อกังขาในรายละเอียดของคำวินิจฉัยที่สวนทางกับข้อเท็จจริง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญที่เป็นความคืบหน้า คือการเตรียมยื่นขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำวินิจฉัยใหม่ โดยพรรคฯ ตรวจพบ หลักฐานรายละเอียดเพิ่มเติมที่มีน้ำหนักมาก คือหนังสือสั่งการของนายศักดิ์สยามในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ระบุให้หน่วยงานภายใต้สังกัดต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบก่อนในกรณีที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพรรคฯ เห็นว่าหนังสือสั่งการฉบับนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย และส่อให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่เคยนำมาพิจารณาให้เกิดความกระจ่างมาก่อน โดยกระบวนการยกร่างคำร้องคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์นี้ และพร้อมที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ทบทวนคำวินิจฉัยเดิมในต้นสัปดาห์หน้าทันที เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานความถูกต้องและโปร่งใสในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง