“กำนันตุ้ย” นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย (komchadluek.net)

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

13 ธันวาคม 2563 – 17:43 น.

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมชู 10นโยบาย10อำเภอ เตรียมพร้อมทำงานได้ทันทีหากได้รับเลือก ชี้แม้กระแสตอบรับดีมากแต่ยังไม่ประมาทต้องลุยทำงานหนักจนวันสุดท้าย

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2563 นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา ผู้สมัครนายก อบจ. ราชบุรี พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.อบจ.ดำเนินสะดวกทั้ง 3 เขต ลงพื้นที่ อ.ดำเนินสะดวก โดยได้ล่องเรือหาเสียงและพูดคุยรับฟังปัญหาจากชาวบ้านริมคลองดำเนินสะดวก โดยตลอดทั้งเส้นทางมีชาวบ้านเข้ามาทักทายและร่วมพูดคุยด้วยเป็นจำนวนมาก

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า การล่องเรือในพื้นที่ดำเนินสะดวก นอกจากมาหาเสียงแล้ว เรายังสำรวจปัญในของชาวบ้านในพื้นที่ริมคลองว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งคลองดำเนินสะดวกเป็นคลองที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง และยังเชื่อมไปยังคลองบางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรีด้วย ดังนั้นคลองดำเนินฯจึงถือเป็นคลองเส้นสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชนทั้ง 2 อำเภอ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างตลาดน้ำดำเนินฯ ซึ่งเราสามารถพัฒนาต่อแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ได้อีก และพื้นที่ส่วนใหญ่ของดำเนินฯและบางแพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีทั้งชาวสวนมะพร้าว กล้วยและองุ่น รวมถึงกุ้งก้ามกราม ที่ต้องใช้น้ำจากคลองแห่งนี้ ตนจึงนำทีมงานมาสำรวจปัญหาว่ามีอะไรบ้าง เช่น ปัญหาน้ำเสีย วัชพืชและขยะในลำคลอง

 “การลงพื้นที่เราไม่ได้มาหาเสียงทำคะแนนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ผมและทีมงานยังได้มาเก็บข้อมูลและรับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่ด้วย เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมทำงานหากว่าผมได้รับเลือกก็สามารถที่จะทำงานได้ทันที โดยผมไม่ได้เน้นการทำงานนั่งโต๊ะแล้สรับฟังรายงานจากคนอื่น แต่เราต้องลงไปรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ลงพื้นที่ครบทุกอำเภอในจังหวัดราชบุรีแล้ว แต่ละพื้นที่จะมีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ และปัญหาเรื่องปากท้อง ซึ่งตนนั้นก็มีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ตลาดชุมชน เพื่อเป็นที่พบประสำหรับผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้โดยตรงให้กับชาวบ้าน”นายวิซัฒน์ กล่าว

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

นายวิวัฒน์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้เราได้เน้นย้ำกับ 10 นโยบาย 10 อำเภอให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับทราบ เช่น การพัฒนาศูนย์กลางกีฬาจังหวัดราชบุรี ส่งเสริมกีฬาทุกประเภทในจังหวัด ส่งเสริมพัฒนาการศึกษาในจังหวัดสู้มาตรฐานสากล การบริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างมีมาตรฐานและทั่วถึง และศูนย์ประสานงานร่วมแก้ไขปัญหาประชาชน สนับสนุนอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว เรายังต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่รับทราบและเข้าใจในนโยบายของเรา

 เมื่อถามว่าขณะนี้จากผลสำรวจเบื้องต้นพบว่าคะแนนเสียงค่อนข้างทิ้งคู่แข่งอยู่มาก นายวิวัฒน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ถือว่ากระแสตอบรับของตนและทีมงานดีมาก แต่แม้ว่าจากผลสำรวจคะแนนเราจะนำ ตนยังไม่ประมาท เราจะยังแน่ใจว่าเราชนะไม่ได้จนกว่าจะถึงวันประกาศผล ขณะนี้ตนและทีมงาน รวมทั้งผู้สมัคร ส.อบจ.ในกลุ่มพัฒนาราชบุรีทุกคน ยังเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะขอคะแนนเสียงแล้ว เรายังรับฟังปัญหาเพื่อนำไปสู่การทำงานในอนาคตต่อไปด้วย ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำงานหนักร่วมกันมาตลอดจนทำให้กระแสตอบรับดีมาก

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

‘รมช.ประภัตร’ ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.25 น.

“รมช.ประภัตร”ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ เคลื่อนขบวนกว่า 30 คัน

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถบริจาคฟางอัดฟ่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด จ.ราชบุรี ว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบกับปัญหาความเดือดร้อน รวมไปถึงกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ และแกะ ในพื้นที่ภาคใต้ก็ประสบปัญหาความเดือดร้อน จากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงอาหารที่ใช้สำหรับการเลี้ยงสัตว์

อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้เห็นถึงน้ำใจของชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) พร้อมด้วยสมาชิก องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สมาชิกกว่า 5,000 ราย และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคฟางอัดฟ่อน รวมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อร่วมกันให้ความช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมจำนวน 30 คันรถ ซึ่งเป็นฟางอัดฟ่อน จำนวน 20,000 ฟ่อน โดยมอบให้กับกรมปศุสัตว์เพื่อทำการส่งมอบให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และเกี่ยวกับกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ (โคขุน กู้วิกฤต Covid-19) ให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้รับทราบ ซึ่งเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีตลาดรองรับที่แน่นอน มีการประกันราคา สำหรับการสนับสนุนเงินทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี ถือเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำและไม่ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน เพียงรวมเป็นกลุ่มและสมาชิก 7 คนขึ้นไป ยื่นจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกับเกษตรอำเภอ ดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อผ่านความเห็นชอบต่อไป ซึ่งจะสามารถเป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนอีก

จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ ให้แก่ผู้ร่วมบริจาค สิ่งของและฟางอัดฟ่อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้อีกด้วย

เกษตรฯเตรียมจัด ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564 (naewna.com)

เกษตรฯเตรียมจัด'เทศกาลโคนมแห่งชาติ'ประจำปี2564

เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

เกษตรฯเตรียมจัด”เทศกาลโคนมแห่งชาติ”ประจำปี2564 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ”ในหลวง รัชกาลที่ 9″ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เตรียมจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 8 – 17 มกราคม 2564 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564

“เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 จัดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ซึ่งกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็น “วันโคนมแห่งชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ในวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หรือฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบ เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังส่งเสริมการบริโภคนมเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค.จึงได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ที่จะให้มีการจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประจำทุกปี

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการโคนมและอุตสาหกรรมนมจะได้พบปะ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ความรู้ ทัศนคติ การเลี้ยง การผลิต ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน รวมทั้งเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศ นอกจากนี้ยัง เป็นศูนย์กลางการหาแนวทางในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการจัดประชุมระดับนานาชาติภายในงาน ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน การสัมมนาทางวิชาการ การประกวดโคนม รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายสินค้าปัจจัยการเลี้ยงโคนม และสินค้าอุปโภคบริโภคอีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฝากข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการกำหนดร่างกฎกระทรวง สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหลายแห่งต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อเงินฝากเงินหุ้นของสมาชิก กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์เดิมเพื่อให้ทันกับธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไปจนได้มาซึ่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.2562เป็นเหตุให้ต้องมีการออกกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.สหกรณ์ใหม่ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขให้กับสหกรณ์ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดคือการส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และรักษาประโยชน์สูงสุดของสมาชิกโดยยึดหลักธรรมาภิบาลและหลักการสหกรณ์ซึ่งนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 รวม 5 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย

โดยปรากฏว่ามีผู้บริหารสหกรณ์ มีความกังวลใจในร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 รวม 5 ฉบับ ในประเด็นข้อกังวลกรณีฝ่ายสหกรณ์จำนวนหนึ่งได้เสนอโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำหนดงวดชำระหนี้ของสมาชิก รายได้คงเหลือหลังจากหักหนี้ของสมาชิกในการดำรงชีวิต  นายวิศิษฐ์ได้ชี้แจงว่าในระหว่างการพิจารณา สคก. ได้เปิดโอกาสในการรับฟังความเห็นทั้งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และจากภาคสหกรณ์ที่มีผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและชุมนุมสหกรณ์ นักวิชาการอิสระเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ ภาคราชการต้องคำนึงถึงเป้าหมายสำคัญคือ การกำกับดูแลระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งทางการเงินและเกิดประโยชน์ที่แท้จริงกับมวลสมาชิก จึงอาจทำให้มีข้อกำหนดในบางเรื่องไม่สอดรับกับข้อเสนอของภาคสหกรณ์ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ วันที่ 30 พ.ย.2563 มีจำนวนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 563 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,318 แห่ง รวม 1,881 แห่ง พบว่า กรณีการกำหนดงวดชำระหนี้เงินกู้สามัญ ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเสร็จภายใน 150  เดือนตามร่างกฎกระทรวงนั้น มีสหกรณ์ร้อยละ 72.35 ที่อยู่ในเกณฑ์และในร้อยละ 72.35 ก็ยังพบว่ามีถึงร้อยละ 58.64 ที่ปัจจุบันให้ไม่เกิน 120 เดือน สำหรับสหกรณ์ที่กำหนดงวดเกินกว่า 150 เดือน ถึงมากกว่า 240 เดือน มีจำนวนร้อยละ 27.65 กลุ่มนี้ต้องปรับตัว กรมจึงได้กำหนดไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลให้เวลาสหกรณ์ในกลุ่มร้อยละ 27.65 ปรับตามตามเกณฑ์ภายในระยะเวลา 10 ปี

ส่วนข้อกังวลกรณีกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนที่กำหนดให้ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อไม่ให้เป็นระดมทุนจากประชาชนเป็นการทั่วไป หรือการให้เงินกู้หรือการให้สินเชื่อแก่สมาชิกที่กำหนดว่าการให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งการกำหนดให้สมาชิกที่มีการขอกู้ยืมเงินเกิน 1 ล้านบาท ต้องส่งข้อมูลเครดิตบุโรประกอบการพิจารณา ล้วนเป็นไปเพื่อไม่ให้สมาชิกมีภาระหนี้สินมากจนเกินไปและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนในข้อกังวลต่อข้อกำหนดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจำกัดการกระจุกตัวในการทำธุรกรรมกับลูกหนี้และเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง และเรื่องอื่นๆ ในร่างนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์และความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์และสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆในระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่งกรมทราบถึงข้อกังวลใจของขบวนการสหกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเปลี่ยนผ่าน โดย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ยืนยันว่าแนวทางในการกำหนดกฎกระทรวงได้ถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัดในเรื่องการเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ที่ให้ส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ในการปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ต่อไป…

ขุนเกษตรา

กรมวิชาการเกษตรเร่งถก อย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้ (naewna.com)

กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย.  แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้

กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบข้อมูลสินค้าทางการเกษตรตามที่ไทยแพนแถลงข่าว และมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของไทยแพนที่ระบุผลการสุ่มตรวจตัวอย่าง 509 ตัวอย่าง แบ่งเป็นการสุ่มจากห้างโมเดิร์นเทรด 6 แห่ง 201 ตัวอย่าง ลุ่มจากตลาด 10 แห่ง 308 ตัวอย่าง โดยมีทั้งตัวอย่างนำเข้าและตัวอย่างที่ผลิตในประเทศทั้งที่ได้รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกรมวิชาการเกษตรจะนำมาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ตรวจพบปัญหาดังกล่าวต่อไปรวมทั้งจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการบูรณาการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยปลอดภัยมากที่สุดสมกับการเป็นครัวของโลก

ทั้งนี้ จากที่ไทยแพนรายงานผลสุ่มตรวจสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร กรมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทันทีและรายงานผลเข้ามาเมื่อ 7 ธันวาคม 2563 ประกอบด้วย ตัวอย่างสินค้านำเข้าที่ตรวจพบสารตกค้าง โดยเฉพาะในองุ่นแดงนอกและพุทราจีน เป็นสินค้านำเข้าที่กำกับดูแลโดยด่านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในส่วนด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตรตรวจเฉพาะศัตรูพืชกักกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรจะหารือร่วมกับอย.กำกับดูแลสินค้านำเข้า พร้อมกับทบทวนการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าแนวชายแดนใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้พบปัญหาสารตกค้างในสินค้านำเข้าทุกชนิด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐานต่างๆ รวม 50 ตัวอย่าง ทั้งหมดเป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในห้าง Modern Trade ได้แก่มาตรฐาน Organic Thailand, Q GAP, Thai GAP, PGS, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตรจะตรวจสอบรหัสรับรองโดยละเอียดเพิ่มเติม หากเป็นรหัสรับรองที่ถูกต้องและพบว่าสินค้ามีสารตกค้างเกิน MRL กำหนด จะแจ้งไปยังหน่วยงานรับรองในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบแจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อแก้ไขปรับปรุง กรณีตรวจพบใช้สารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในประเทไทยแล้ว จะเพิกถอนการรับรอง และจะได้ประสาน Thai PAN เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับตรารับรองมาตรฐานอื่น เพื่อตรวจสอบแหล่งผลิตต่อไป ส่วนกรณีสินค้าที่ไม่ได้รับรองมาตรฐานในตลาดค้าส่งและค้าปลีก จะวางมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัยโดยจัดอบรมเพื่อสร้างการรับรู้และให้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อไป

“กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าต่อเนื่องในการนำเสนอสิ่งทดแทนวัตถุอันตรายที่ยกเลิกการขึ้นทะเบียนแล้ว โดยมีมาตรการทั้งระยะสั้น
ระยะกลางและระยะยาว การวิจัยพัฒนาสารชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชมาทดแทนสารเคมีเกษตรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแนะนำให้เกษตรกรใช้แล้ว 17 ชนิด โดยแนะนำให้ใช้แบบผสมผสานในระบบเกษตรปลอดภัย(GAP) และใช้กำจัดศัตรูพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากนั้น แนวทางขึ้นทะเบียนเพื่อให้มีสารชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชมาใช้กำจัดวัชพืช แมลงและโรคพืชเพิ่มมากขึ้นในอนาคตกรมจะจัดความสำคัญการขึ้นทะเบียนเป็นลำดับแรกและลดขั้นตอนความยุ่งยาก แต่ยังเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม และระยะยาวจะเร่งรัดงานวิจัยเพื่อให้มีการพัฒนาสารจำกัดศัตรูพืชที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช. (naewna.com)

ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช.

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง มีนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมผู้บริหารกระทรวงร่วมพิธี ที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง บริเวณอาคารประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในภารกิจหลักสำคัญของกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาชีพรายได้เลี้ยงครัวเรือน พร้อมส่งเสริมให้บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยใช้หลักคืน คง เพิ่ม และมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ยั่งยืน

สำหรับกิจกรรม “ปล่อยกุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง” ที่จัดขึ้นเป็นการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังได้รับผลกระทบอุทกภัยช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ กุ้งก้ามกรามมากถึง 1.5 ล้านตัว อีกทั้ง ยังปล่อยพันธุ์ปลา เช่น ปลากระแหปลาสร้อยขาว ปลากาดำ ปลาตะเพียนทอง ปลาสวาย 2 ล้านตัว และหอยขมอีกกว่า 300 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้ชุมชน เพื่อนำไปปล่อยบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองให้กลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการประกอบอาชีพด้านการประมงและเพิ่มพูนรายได้ให้ประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังสร้างความสามัคคีให้ชุมชน มีการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกจิตสำนึกใช้ทรัพยากรประมงที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีผลผลิตที่ยั่งยืนตลอดไป”นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองมีชาวประมง 241 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ทำประมงเป็นอาชีพหลัก 159 ราย และอาชีพรอง 82 ราย และจากสถิติการจับสัตว์น้ำ ระหว่าง พ.ศ. 2558 – 2562 มีรายงานจับสัตว์น้ำเฉลี่ย 343.88 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 14.27 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งก้ามกรามจัดเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุด

‘รมช.มนัญญา’ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.มนัญญา’ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (naewna.com)

'รมช.มนัญญา'ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่

‘รมช.มนัญญา’ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.18 น.

“รมช.มนัญญา”ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและฟังการกล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มจัดทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเป็นการสนับสนุนปีการท่องเที่ยว (Amazing Thailand) จากการที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่มีศูนย์วิจัยกระจายอยู่ในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆ และมีสถานที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีพื้นที่ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์ การอารักขาพืช การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร แปลงต้นแบบการผลิตพืชทฤษฎีใหม่ รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่มีสถานที่สวยงาม มีกิจกรรมด้านการเกษตรที่น่าสนใจ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องพัก สถานที่จอดรถ  ถนน  ห้องน้ำ  ห้องอาหาร  ศาลาชมวิว เป็นต้น จุดเด่นของศูนย์ฯ คือมีดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) ที่งดงาม ซึ่งจะบานในช่วงเดือนมกราคม และมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากกว่าศูนย์อื่นๆ ถึง 290,000 คน (จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2559-2563)

ทั้งนี้ กระแสการท่องเที่ยวของโลกในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร จึงเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่งของไทยที่ทั่วโลกให้ความสนใจ การเกษตรมีความเกี่ยวข้องและผูกพันกับวิถีความเป็นอยู่ของคนไทย นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับการเกษตรหลากหลายรูปแบบ ภูมิปัญญาและการพัฒนาด้านการเกษตรของไทย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้คนไทยได้รู้จักการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวเกษตรสีเขียว แหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ และยังสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชน เกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์วิจัยก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน  จากการมีรายได้จากการจ้างงานและการขายผลผลิตทางการเกษตร  เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรและชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมแปลงพันธุ์พืชในโครงการพระราชดำริ ของในหลวงรัชการที่ 9 ฟังการบรรยายการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งเพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก ชมแปลงปลูกองุ่นพันธุ์จากอาร์เมเนีย ชมต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ชมสวนมะคาเดเมีย และร่วมปลูกต้นพญาเสือโคร่ง (ดอกซากุระมืองไทย)​ ด้วย

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร จำนวน  22 แห่ง อยู่ในภาคเหนือ 10 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคใต้ 5 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง ดังนี้ 1.ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย 2.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) 3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ (ฝาง) 4.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน 5.ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) 6.ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) 7.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ 8.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) 9.ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย (ท่าชัย) 10.ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย (ภูเรือ)

11.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ (เขาค้อ) 12.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย 13.ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี 14.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี 15.ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร 16.ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี 17.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ (ยางในช่อง) 18.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต 19.ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ 20.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี 21.ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง และ 22.สถานีทดลองพืชสวนร่มเกล้า

แพทย์แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – แพทย์แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูหนาว (naewna.com)

แพทย์แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูหนาว

แพทย์แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูหนาว

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.03 น.

กรมการแพทย์โดย รพ.เมตตาฯ แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูลมหนาวมาเยือน โอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บช่วงหน้าหนาวเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่สุขภาพทั่วไป ในกลุ่มผู้มีอาการตาแห้ง เป็นอีกกลุ่มที่ไม่ควรมองข้ามแนะหากมีอาการตาแห้งผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ช่วงอากาศหนาวที่มาถึงนี้ นอกจากทำให้ผิวพรรณแห้งแตกเป็นขุยแล้ว ลมหนาวและแสงแดดที่ร้อนจัดยังทำให้เกิดปัญหากับดวงตา อาทิเช่น“ตาแห้ง” ได้  เพราะช่วงหน้าหนาวอากาศจะแห้งและเย็นมีผลให้น้ำที่หล่อเลี้ยงลูกตาตามธรรมชาติระเหยไปได้ง่ายกว่าปกติ ปัญหานี้อาจเกิดได้กับทุกคนโดยมีอาการและความรุนแรงของแต่ละคนแตกต่างกัน เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาระเหยอาจไม่แสดงอาการผิดปกติหรือเกิดอาการระคายเคืองตา เหมือนมีฝุ่นทรายเข้าตาทำให้เกิดมีอาการตาแดง แสบตา

โดยอาการอาจคล้ายโรคภูมิแพ้ขึ้นดวงตา กรณีตาแห้งรุนแรงที่สุดจะมีอาการอักเสบ เคืองตาอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว และสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดปัญหาตาแห้ง คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ กลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่กลางแจ้ง เจออากาศแห้งและลมแรง หรือใช้สายตามาก เช่นกลุ่มที่ทำงานต้องเพ่งนาน ๆ เช่น อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆในกลุ่มที่รับประทานยาบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้ตาแห้งง่ายกว่าปกติ เช่น ยาลดความดัน ยาแก้แพ้ ดังนั้น หากมีปัญหากับดวงตาหรือมีอาการผิดปกติควรพบจักษุแพทย์

นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหน้าหนาวอากาศแห้งและเย็นทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงลูกตาอยู่ตามธรรมชาติระเหยไปได้ง่ายกว่าปกติ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามอาจจะเจอปัญหานี้ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละคน ผู้ที่ตาแห้งอาจมีอาการแสบตา ปวดตา เคืองตา มีขี้ตาเป็นเมือก ตาพร่ามัว มองไม่ชัด สำหรับการดูแลดวงตาไม่ให้มีอาการตาแห้ง ทำได้ดังนี้ คือ 

1) หลีกเลี่ยงการออกแดด หรือโดนลม สวมแว่นกันแดดหรือหมวกทุกครั้งที่ออกแดด

2) หลีกเลี่ยงการใช้สายตา หรือการเพ่งนานๆ หากมีการใช้สายตา ควรพักสายตาเป็นระยะ ทุก 30 – 60 นาที 

3) ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายเพื่อทำให้ตาชุ่มฉ่ำ และเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำเวลาอยู่กลางแจ้ง 

4) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 

5) รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น ผัก ผลไม้ ปลา รวมถึงอาหารที่มีกรดไขมันจำเป็น กลุ่มโอเมก้า-3

6)ใช้น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการตาแห้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตา มีทั้งชนิดน้ำและเจล โดยส่วนใหญ่อาการตาแห้งไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อดวงตามากนัก แต่สร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยมากกว่า

ดังนั้น ประชาชนจึงควรที่จะรู้จักกับอาการตาแห้งเพื่อจะได้ไม่เกิดอาการวิตกกังวลจนเกินเหตุรวมถึงจะได้สามารถตั้งรับ รู้วิธีการรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถสังเกตอาการง่ายๆ คือ รู้สึกไม่สบายตา ระคายเคือง แสบตา ให้สงสัยว่าอาจเข้าข่ายอาการนี้ หากมีอาการที่รุนแรงแนะนำให้พบจักษุแพทย์

‘มาดาม มาร์โก้’ เปิดตัว ‘เค้กเจนัว’ สูตรหวานน้อยกับ 2 สูตร 3 รสชาติ 4 สไตล์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘มาดาม มาร์โก้’ เปิดตัว ‘เค้กเจนัว’ สูตรหวานน้อยกับ 2 สูตร 3 รสชาติ 4 สไตล์ (naewna.com)

‘มาดาม มาร์โก้’ เปิดตัว ‘เค้กเจนัว’ สูตรหวานน้อยกับ  2 สูตร 3 รสชาติ 4 สไตล์

‘มาดาม มาร์โก้’ เปิดตัว ‘เค้กเจนัว’ สูตรหวานน้อยกับ 2 สูตร 3 รสชาติ 4 สไตล์

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.17 น.

มาดาม มาร์โก้ขอเอาใจทุกท่าน ด้วย เค้กเจนัวสูตรหวานน้อยและสูตรออริจันัล ให้ทุกท่านได้เลือกเติมความหวานในแบบที่ใช่ พร้อมเสิร์ฟให้ทุกท่านได้ลิ้มลองความอร่อยใหม่กันถึง 3 รสชาติทั้ง รสกาแฟ รสวนิลา และรสช็อกโกแลต และพิเศษแบบทูโทน(กาแฟ+ช็อกโกแลต) แล้ววันนี้

นอกจากนี้ เค้กสูตรหวานน้อย มาดาม มาร์โก้ยังมี เค้กดับเบิ้ลช็อกโกแลตฟัดจ์ ช็อกโกแลตพรีเมี่ยมสุดเข้มข้น ทั้งหมดนี้สามารถเลือกซื้อได้ตั้งแต่ขนาด 6 นิ้วหรือ 1 ปอนด์ขึ้นไป พร้อมบริการส่งฟรีในกรุงเทพและปริมณฑล  สำหรับต่างจังหวัดบริการส่งเฉพาะเค้กเจนัวและคุกกี้ เมื่อซื้อครบ 500 บาทขึ้นไป

สนใจสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Line@: https://lin.ee/bNGoHj9 หรือโทร Call Center 0-2700-9210 , Inbox: http://m.me/madamemarco.co.thWeb: https://www.madamemarco.co.th

คุณแหน : 14 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุณแหน : 14 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

คุณแหน : 14 ธันวาคม 2563

คุณแหน : 14 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll เป็นที่ชื่นชมของผู้ไปชมงานแสดงดนตรีคลาสสิกออนไลน์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ภูมิ พรหมชาติ เล่นเปียโนได้ไพเราะน่าประทับใจมากสมกับเป็นศิลปินระดับอินเตอร์..งานนี้ต้องปรบมือรัวๆ ให้ผู้จัดคือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ฯ และสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา…

ll กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ยกลูกสาวคนโตสวยและเก่งศรินญา มหาดำรงค์กุล ให้ ไมเคิลเบลนีย์ เดวิดสัน บุตร ปีเตอร์-จามรี เบลนีย์ เดวิดสัน หลังเข้าเฝ้า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รับประทานน้ำสังข์ในพิธีสมรส เมื่อ 12 ธ.ค.เป็นสิริมงคลสูงสุดแก่คู่บ่าว-สาว พร้อมครอบครัว และจะมีงานฉลองสมรส26 ธ.ค. 11.30 น. ที่ห้องบอลรูม รร.สุโขทัยกรุงเทพฯ…

ll ปรบมือรัวๆ ให้ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่ได้รางวัล Thailand Corporate Excellence Awards ทั้งด้าน Marketing Excellence และ Financial Management Excellence โดยมี วัลยา
จิราธิวัฒน์ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี…

ll ในงานนำเสนอโครงการ Thailand Digital Transformation in 2023 ของหลักสูตร Digital Ceo# 3 ดีป้า มีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมวิภาษเกือบ 30 คน อาทิ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม, ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, อำพันธ์ ธุววิทย์, รณดลนุ่มนนท์, มรกต เธียรมนตรี, ดร.ลักขณาลีละยุทธโยธิน, ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์,สมัย ลี้สกุล, รศ.ดร.นฤมล กิมภากรณ์, ผศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, ดร.สุดารัตน์ พงศ์อัมพรไกวัล, ละเอียด โควาวิสารัช, เลิศรัตน์รตะนานุกูล, ณัฐพล วิมลเฉลา งานนี้แต่ละโครงการที่นำเสนอมีแนวคิดเด็ดๆ เลยได้รับการชื่นชมอย่างมาก…

ll อนุโมทนาบุญกับ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ที่ได้ไปบริจาคเงินสมทบทุนช่วยสร้าง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นผู้แทนรับมอบ…

ll ยินดีกับ นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ได้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สนง.ปลัดกระทรวงยุติธรรม…

ll การศึกษานิวซีแลนด์จัดประกวดคลิปวีดีโอ ชวนน้องๆ ม.1-ม.6 ออกแบบอนาคต ค้นพบตัวตนใหม่ โดยขยายเวลาถึง 27 ธ.ค.นี้ รายละเอียดที่ http://nzbuildyournewfuture2020.com/

ll วารินทร์ กลั่นกลิ่น รักษาการ ผอ.ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด และ จิรวัฒน์ เด่นแดนโดม ผู้บริหาร บจ.แดน-ไทยอีควิปเม้นท์ ร่วมมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จ.ร้อยเอ็ด…

ll สวด นพ.อนันต์ สุรบท ศาลา 10 วัดตรีทศเทพถึง 15 ธ.ค. ฌาปนกิจ 16 ธ.ค. 17.00 น. …ll

คุณแหน