“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453394

“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5

"วัชระ" หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5

27 ธันวาคม 2563 – 16:06 น.

“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 หากกล้าสวนประธานชวนให้เตรียมไปป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2563 จากกรณีที่นายสาธิต  ประเสริฐศักดิ์ ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ได้รับหนังสือของนายจักรพันธ์ จันทรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ให้ความเห็นสรุปว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จก.(มหาชน) ได้ขอขยายเวลาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 จำนวน 133 วัน หลังจากขยายสัญญามาแล้ว 4 ครั้ง 1,864 วันจากสัญญาก่อสร้างเดิม 900 วัน รวม 2,764 วันก็ไม่แล้วเสร็จ ได้มาขอขยายเวลาก่อสร้างครั้งที่ 5 เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่ก่อประโยชน์แก่ทางราชการ และต่อมานายสาธิตได้แจ้งให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการหรือ CAMA และกลุ่มบริษัทผู้ควบคุมงาน หรือ ATTAไปหาเหตุผลที่ดีกว่าเดิมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาอนุมัติให้บริษัทซิโน-ไทยได้ขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้น 

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 กลุ่มบริษัทผู้ควบคุมงาน ATTAได้ประชุมและมีมติไม่เห็นชอบการขอขยายเวลาครั้งที่ 5 ของบริษัท ซิโน-ไทย พร้อมกับส่งหนังสือแจ้งถึงกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CAMA แล้ว สัญญาก่อสร้างเดิมมีระยะเวลา 900 วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จบริษัทซิโน-ไทยผู้รับจ้างต้องเสียค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท จากค่าก่อสร้าง 12,280 ล้านบาท การขยายเวลาครั้งที่ 1 จำนวน 378 วัน กลุ่มบริษัท CAMA เห็นชอบตามคณะกรรมการตรวจการจ้างฯชุดนายสรศักดิ์ เพียรเวช เป็นประธาน แต่กลุ่มบริษัทATTA กลับเห็นชอบให้ขยายเวลาเพียง 287 วันตามคณะกรรมการตรวจการจ้างฯชุดนายวีระพันธ์  มุขะสมบัติ เป็นประธาน การขยายเวลา 278 วันเป็นเหตุให้นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)ใช้คำสั่งม.44 ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ต่อมามีการขยายเวลาอีกเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 421 วัน และครั้งที่ 3 จำนวน 678 วัน ทั้งกลุ่มบริษัท CAMAและกลุ่มบริษัทATTA ต่างเห็นชอบเหมือนกัน ส่วนการขยายเวลาครั้งที่ 4 จำนวน 382 วัน กลุ่มบริษัทCAMAเห็นชอบ กลุ่มบริษัทATTAไม่เห็นชอบ จึงเป็นที่สังเกตว่าการใช้อำนาจตามม.44 ของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ที่โยกย้ายนายจเร  พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น เป็นเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองใช่หรือไม่ ในการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และกลุ่มบริษัท CAMA เห็นชอบให้ขยายเวลาก่อสร้างตามความต้องการของบริษัทซิโน-ไทยฯทุกครั้ง จึงมีคำถามว่ากลุ่มบริษัทCAMAที่สำนักงานเลขาธิการจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เป็นที่ปรึกษาของทางราชการหรือที่ปรึกษาบริษัทผู้รับเหมากันแน่ 

ขณะที่งบประมาณสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจ่ายให้ทั้ง 2 กลุ่มบริษัทคือ CAMA และATTAรวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 550 ล้าน จึงชัดเจนว่ายิ่งขยายเวลาไปเท่าใดก็จะต้องเสียเงินภาษีของประชาชนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการตรวจการจ้างฯจะมีการประชุมพิจารณาขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในวันจันทร์นี้ เวลา 09.00 น.และประชุมต่อเนื่อง 3 วันรวดจนหมดพ.ศ.2563 

นายวัชระ ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลของกลุ่มบริษัทที่ควบคุมงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่หรือ ATTA ประกอบด้วย บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด นายปิยวัชร ชัยเสรี ผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพินัส เลิศเลื่อมใส เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เทสโก้ จำกัด มีนายธรรมนูญ มงคล เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท สถาปนิกหนึ่งร้อยสิบ จำกัด นายมนต์ชัย คงประยูร มอบอำนาจให้นายพินัส เลิศเลื่อมใส เป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท ไทยเอนยิเนียริ่ง คอนซัลแตนทส์ จำกัด มีนายพงษ์ศักดิ์ เดชอุดม เป็นผู้มีอำนาจลงนาม ส่วนบริษัทที่ปรึกษาโครงการหรือ CAMA ประกอบด้วย บริษัท ซีอีแอล เอ็นจิเนียส์ จำกัด มีนายจาตุรันต์ ศิรพงศ์พันธุ์ เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เอทีที คอนซัลเตนท์ จำกัด มีนายวีระพล ทองอุไทยและนายวิรัช องค์ประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้นายอานนท์ กุลฤดีฤทธา เป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท สถาปนิก 49 จำกัด มีนายนิธิ สถาปิตานนท์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้นายประภากร วทานยกุลเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท มิตรเทคนิคคอนซัลแท้นท์ จำกัด มีนายหริส สูตะบุตรและนายสุรวัฒน์ คงสิริ เป็นผู้มีอำนาจลงนามซึ่งมอบอำนาจให้นายนิรุทธ เหมศาสตร์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามแทน 

“ประมวล” เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453388

“ประมวล”เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก”

"ประมวล"เห็นด้วยฉายาสภา "ปลวกจมปลัก"

27 ธันวาคม 2563 – 15:27 น.

“ประมวล”เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก” เพราะสส. คำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน แถมมีแต่ความแตกแยก ขี้ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ สืบทอดอำนาจ น่าเศร้าสภาไร้คนดีจนนักข่าวมีมติยกเลิกรางวัลนี้

เมื่อวันที่27 ธันวาคม 2563 นายประมวล เอมเปีย อดีตสส. ชลบุรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวเห็นด้วยกับมตินักข่าวสภาที่ตั้งฉายาให้สภาว่าปลวกจมปลัก มันสะท้อนว่า นักข่าวเขามองพฤติกรรมสส. อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นับแต่รัฐบาลพล. อ. ประยุทธ์ เข้าบริหารประเทศ ก็จะเห็นความพิกลพิการของระบบรัฐสภา มีการนับคะแนนแบบอภินิหารกฎหมายเพื่อให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้เป็นสส. เพียงเพื่อเอาเสียงไปเติมไม่ให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

“นับจากนั้นมา สส. แต่ละคนก็แสวงหาผลประโยชน์เพราะเสียงสส. ในสภามีความสำคัญ ทำให้สส. ไม่ได้ทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย แต่ทำหน้าที่เพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง”

นายประมวลกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส. รัฐบาลก็จะเฮโลกันยกมือ โดยไม่สนใจว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลอะไรมาอภิปรายนายกฯและรัฐมนตรี หลายประเด็นยังคาใจประชาชน แต่สภาก็ใช้เสียงข้างมากลากไป

“ผมมองว่าต้นเหตุสำคัญมาจากรัฐธรรมนูญเลยทำให้เราได้สส. ที่ไม่มีคุณภาพ เรามีระบบเลือกตั้งที่ประหลาด เรามีสว. 250 คนที่มาเป็นค้ำยันในการสืบทอดอำนาจ”

นายประมวลกล่าวและว่า น่าเสียดายที่สุดคือสภา500 คนไม่มีคนดีศรีสภาเลยแม้แต่คนเดียว แถมนักข่าวประจำสภายังประกาศยกเลิกรางวัลนี้ เพราะคงหมดหวังว่า จะยกรางวัลอันทรงคุณค่านี้ให้กับสส. คนไหน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า ‘กุ้งทะเล’ แปรรูปส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541629

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า'กุ้งทะเล'แปรรูปส่งออก

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า’กุ้งทะเล’แปรรูปส่งออก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.14 น.

28 ธันวาคม 2563 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบ ตั้งแต่การเลี้ยง กระทั่งการแปรรูปเพื่อส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย พร้อมยืนหยัดและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก  

ทั้งนี้นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งทะเล” ถือเป็นสินค้าสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าจากการส่งออกและนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยกรมประมงได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดกับกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลเพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ในปัจจุบันต่างหันมาใส่ใจต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารมากยิ่งขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตกุ้งทะเลในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งแหล่งวัตถุดิบ และแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก  โดยในระดับฟาร์มเลี้ยงได้ทำการตรวจฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ซึ่งพบว่าเกษตรกรได้ดูแลและบริหารจัดการฟาร์มตามหลักการต่าง ๆ ของ GAP อย่างเข้มงวด อาทิ ด้านสถานที่ การเลี้ยง การให้อาหารและปัจจัยการผลิต การจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงสุขอนามัยฟาร์ม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งในฟาร์มเลี้ยงและร้านค้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกรมประมงที่มีการควบคุมและเฝ้าระวังการใช้ยารวมทั้งสารเคมีในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตกุ้งทะเลจากมาตรฐาน GAP  มีคุณภาพ ถูกหลักสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกันยังได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งทะเลแช่แข็ง ซึ่งเป็นโรงงานที่กรมประมงเคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพร้อมแนะนำขั้นตอนการปฎิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตสินค้า ให้ปลอดภัยอย่างเข้มงวด และในครั้งนี้ทางกรมประมงได้เดินทางมาทานสอบการดำเนินการซ้ำอีกครั้ง 

โดยผลปรากฏว่าทางโรงงานฯ มีการดำเนินการตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด และได้เข้มงวดในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานของวัตถุดิบที่รับเข้ามาแปรรูป การขนส่ง การนำวัตถุเข้าโรงงาน ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพกุ้ง ความสด สะอาด  รวมถึงขั้นตอนในการควบคุมกระบวนการแปรรูป ให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อการส่งออก ตั้งแต่การรับสินค้าเข้าจนกระทั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจะส่งออกอีกทั้งยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางเคมีและจุลชีวะของโรงงานด้วย  นอกจากนี้ โรงงาน ยังได้เพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19) สำหรับการคัดกรองบุคลากรก่อนเข้า – ออกโรงงาน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมประมงและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้  

อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้ดำเนินการสุ่มตัวอย่างสินค้าสัตว์น้ำที่จะส่งออกจากโรงงานแปรรูปเพื่อทวนสอบระบบการควบคุมการผลิต และติดตามคุณภาพสินค้า โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้า ณ โรงงานผลิต เพื่อตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทางจุลินทรีย์ เคมี และกายภาพ และเมื่อสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานตามข้อกำหนดก็จะออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate) เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้ต่อไปและจากการตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า “ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย” มีความพร้อมและศักยภาพที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งต่อไป  ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต  ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

อสม. คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541589

อสม.คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคักนางสาวจิตติมา คงพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 พร้อมด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อสม. ลงพื้นที่ สำรวจตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการในเขต ต.คึกคัก ตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมในพื้นที่เขาหลักที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ พร้อมกับให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวไม่ให้ตื่นตระหนก และขอให้ดูแล จัดระบบความปลอดภัยในด้านสาธารณสุข สวมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือรักษาระยะห่าง รวมทั้งรักษาความสะอาดในสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด อย่างเคร่งครัดอีกทั้งยังทำความเข้าใจกับนโยบายของรัฐการห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ อสม.ของ ต.คึกคัก ได้มีการตรวจตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิแรงงานต่างด้าว ที่สวนสาธารณะชายหาดนางทอง โดยมีชาวเมียนมาที่ทำงานในพื้นที่ ต.คึกคัก มาตรวจเช็คร่างกายพร้อมรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดนี้

ด้านนายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคัก กล่าวว่า ต.คึกคัก ประกอบไปด้วย 7 หมู่บ้าน ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรได้ลงพื้นที่เพื่อทำการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั้ง 7 หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของตำบล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก กู้ภัยเขาหลัก ร่วมกันสำรวจแรงงานต่างด้าว ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปกว่า 80% แล้วตอนนี้

โดยนายจ้างเองหรือว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และสำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ก็ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงแรงงานต่างด้าว ห้ามจัดงานเลี้ยง มั่วสุม หรือกิจกรรมนั่งดื่มต่างๆ ห้ามจัดงานเลี้ยงโดยเด็ดขาดรวมถึงบุคคลต่างพื้นที่ที่จะเข้ามาในพื้นที่งดเว้นการเข้ามารวมถึงคนในพื้นที่ก็ขอให้งดเว้นการออกนอกพื้นที่โดยเด็ดขาด หากบุคคลใดต้องการออกนอกพื้นที่หรือต้องการไปพบแพทย์ก็ขอให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก่อน

‘บิ๊กป้อม’ นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง 5 เรื่องใหญ่เสนอ กนช. ไฟเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541590

‘บิ๊กป้อม’นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง5เรื่องใหญ่เสนอกนช.ไฟเขียว

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองนายกประวิตรฯ นั่งหัวโต๊ะเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 เรื่องใหญ่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน แก้ปัญหาลุ่มน้ำท่าจีน สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน พร้อมไฟเขียว 19 โครงการ ของ กปภ. แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของเมืองพัทยา พัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง และเห็นชอบ 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้า พระยาตอนล่าง

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2563 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) อาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.เมื่อเร็วๆนี้ ว่า การประชุมได้ให้หน่วยงานร่วมพิจารณาให้ความเห็นต่อแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่นำเสนอให้ครอบคลุมในเชิงพื้นที่ มีเป้าหมายชัดเจน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน ทำให้สามารถพิจารณาจัดลำดับการทำงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะแผนงานที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน สำหรับการขับเคลื่อนงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้คณะทำงานทั้ง 6 ด้าน หากพบว่ามีปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้หน่วยงานร่วมกันพิจารณาและเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงเป้าหมายและตัวชี้วัดให้เหมาะสม เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาต่อไป

ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการเพื่อขับเคลื่อนแผนงานที่สำคัญ 5 เรื่อง ก่อนที่จะเสนอ กนช. เพื่อพิจารณา ประกอบด้วย 1.การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย กรอบแนวทางการดำเนินงานการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน และการพัฒนาน้ำอุปโภคบริโภคให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การดำเนินการจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย ตลอดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีนโดยกรมควบคุมมลพิษ การจัดทำคู่มือการเติมน้ำใต้ดิน โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้งยังเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายในการจัดทำแผนปฏิบัติการจำนวน 2,800 ตำบล และพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน เพื่อเสนอของบกลางปี 2564 เพิ่มเติม จำนวน 1,713 ตำบลด้วย

2.โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2564 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 19 โครงการ สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 3 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 โครงการ ภาคตะวันออก 1 โครงการ ภาคกลาง 2 โครงการ และภาคใต้ 4 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตน้ำเพิ่มขึ้นอีก 143,136 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 243,852 คน 3.แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 226.47 ตร.กม. มีประชาชนได้ประโยชน์ 144,520 ครัวเรือน แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะคือ ระยะเร่งด่วน (ปี 2565–2569) ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาใต้ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาเหนือ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่ถนนเทพประสิทธิ์และโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่คลองนาเกลือ ระยะกลาง (ปี 2570–2574) ได้แก่ ปรับปรุงคลองกระทิงลายห้วยมาบประชัน คลองนาเกลือ คลองมาบยายเลีย ห้วยร่วมหนองปรือ และคลองสาขาต่างๆ ให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ปรับปรุง/ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง เพื่อนำน้ำจากพื้นที่ชุมชนลงสู่คลอง และระยะยาว (ตั้งแต่ปี 2575) ได้แก่ ปรับปรุงห้วยใหญ่และห้วยสาขาให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ก่อสร้างฝายห้วยมาบประชัน และคลองมาบยายเลียเพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำมาบประชัน ก่อสร้างฝายห้วยใหญ่เพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำห้วยซากนอก

4.แผนหลักการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ สทนช. และกรมชลประทานเสนอ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตร และสร้างหลักประกันให้เกษตกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นสำคัญ ประกอบด้วย โครงการประตูระบายน้ำปิดปากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โครงการบรรเทาวิกฤติภัยแล้งลุ่มน้ำห้วยหลวงและลุ่มน้ำข้างเคียง โครงการผันน้ำ โขง เลยชี มูล และโครงการฝายปากชม

“ในส่วนเรื่องที่ 5 หลักการของแผนงานบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรมชลประทานเสนอ และให้เร่งปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และคลองชัยนาท-ป่าสัก 2 พร้อมจัดลำดับความสำคัญแผนงานและงบประมาณ รวมทั้งจัดที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยที่รุกล้ำเขตคลอง สำหรับ 9 แผนงานหลักดังกล่าว แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ กลุ่ม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำและคลองเดิม ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กลุ่ม 2 การบริหารจัดการพื้นที่ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำพื้นที่รับน้ำนอง และกลุ่ม 3 การสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ได้แก่ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และหากต้องการยกระดับเชิงป้องกันให้สูงขึ้น ก็อาจจะต้องศึกษาคลองระบายน้ำที่ควบคู่กับถนนนวงแหวนรอบที่ 3” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541593

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์นี้ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2564 กันแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา หนักหนาสาหัสเอาการอยู่สำหรับ
พี่น้องเกษตรกรทั้งจากภาวะราคาสินค้าตกต่ำในสินค้าบางประเภทและผลกระทบจากสถานการณ์โควิด แม้หลายฝ่ายต่างร่วมมือช่วยเหลือกันจนสามารถฝ่าฟันมาได้ด้วยดีและคาดหวังว่าจะเริ่มต้นใหม่ในปีหน้าแต่ไอ้โควิด 19 ก็กลับมาเยือนเราอีกแล้วและไม่รู้ว่าจะควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะรอบนี้ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และกระจายไปในหลายจังหวัดสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือสัตว์น้ำจำพวก กุ้งหอย ปู ปลา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่าสินค้าเหล่านี้มาจากแหล่งที่เป็นต้นตอของการระบาด จึงเกิดความตื่นตระหนก แต่ทางกรมประมงก็ออกมายืนยันแล้วว่า สามารถบริโภคสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะกรมประมงได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภคอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพียงแต่ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง…ช่วยกันป้องกัน การ์ดอย่าตกแล้วเราจะผ่านไปด้วยกันครับ

ส่วนในปี 2564 ที่จะถึงไม่กี่วันนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จะมีอะไรมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรบ้างนั้น วันก่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวขณะเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในปี 2564 นี้ จะปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด รวมไปถึงการยกระดับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer พัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้ง เครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Providers: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลายทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ วางระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด มีการประกันภัยพืชผล ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค…ก็มาดูกันว่าปีหน้าพี่น้องเกษตรกรจะได้ของขวัญตามที่ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวไว้ได้มากน้อยกันแค่ไหน

ขุนเกษตรา

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541592

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กรมประมงจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใดโดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่มีปอดแต่ใช้เหงือกในการหายใจ และยังมีความแตกต่างของผิวเซลล์ ซึ่งปลามีโครงสร้างไม่เหมือนคนทั้งหมด ทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เข้าสู่เซลล์ของสัตว์น้ำเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน (อ้างอิงข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำจึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที และหากความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาที่เชื้อถูกทำลายจะสั้นลง (อ้างอิงข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิตโดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ พร้อมติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือในช่วงเวลาเข้า-ออก ณ ท่าเทียบเรือประมงทุกแห่ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูป เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541594

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร  นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีรับสั่งว่า “งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง อย่าได้หยุด ให้ทำต่อไปชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มาช่วยกันให้มากขึ้น ช่วยให้ถึงประชาชน” คือ จุดเริ่มต้นของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะเกษตรศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ไม้ดอกไทย ในกลุ่มปทุมมาและกระเจียว ที่มีการนำสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นจากทั่วประเทศมาผสมกัน จนได้ลูกผสมที่ดีที่สุด สวยงาม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นไม้ตัดดอกเศรษฐกิจส่งออกที่สำคัญไปสู่ตลาดต่างประเทศ ในชื่อ สยามทิวลิป

สำหรับเส้นทางก่อนจะมาเป็นพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ณ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องผ่านการวิจัย ทดลองขยายพันธุ์ โดยได้ ทำการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกพื้นเมืองของไทยที่ดูแล้วมีศักยภาพนำมาเจียระไน จนได้พันธุ์ที่สวยงาม ซึ่งจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องของทีม
นักวิชาการ นำมาซึ่งความสำเร็จของการนำดอกปทุมมาผสมกับกระเจียว จนได้ลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ สะดุดตาสีสดใส อยู่ได้นานกว่าเดิมถึง 3 เท่า ได้ขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ในชุด Royal Thai เช่น พันธุ์ Thai Garnet ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ ในงานประกวดพืชสวนโลกปี 2009 พันธุ์ Great King พันธุ์ Great Reign เป็นต้น ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันเป็นไม้ดอกที่ส่งออกลำดับที่ 2 รองจากกล้วยไม้

ทั้งนี้ นอกจากตัดดอกขายแล้วหัวพันธุ์ดอกยังเป็นที่ต้องการในกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งหลักๆ ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อนำไปปลูกต่อเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังได้นำพันธุ์ไม้จากต่างประเทศมาปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เช่น แกลดิโอลัส และว่าน 4 ทิศ จนกระทั่งสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ จากการพัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกที่หลากหลาย พร้อมขยายผลสู่กลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจนำไม้ดอกไปเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ พะเยา นครนายก ฉะเชิงเทรา ยะลา และนราธิวาส ซึ่งจากผลการดำเนินงานกลุ่มไม้ดอก ปี 2563 สร้างรายได้รวมถึง 18,590,214 บาท

ด้วยเป้าหมายสูงสุดของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน โดยหวังให้ราษฎรมีอาชีพพึ่งพาตนเองได้จึงมีแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีใจรักในการปลูกดอกไม้มาอบรม ถ่ายทอดความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สามารถส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541588

แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านข้าวแกงป้าไพซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย 18 ถนนทะเลหลวง ย่านชุมชนวชิรา ในเขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงราคาถูกที่สุดในเมืองสงขลา ขายแกงถุงละ 10 บาท มากว่า 20 ปี และจำหน่ายข้าวราดแกงในราคาเพียง 20-25 บาท โดยในวันนี้ได้เปิดบริการกินข้าวแกงฟรีทั้งร้าน สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กนักเรียน นักศึกษาผู้มีรายได้น้อย และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดรอบใหม่ ให้ผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่ลำบากได้กินข้าวแกงฟรี

โดยกิจกรรมนี้จัดโดยศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 รอบใหม่ โดยเริ่มเปิดบริการข้าวแกงฟรีที่ร้านข้าวแกงป้าไพแห่งนี้เป็นอาทิตย์แรกตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงต่อเนื่องทุกวันอาทิตย์จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์โควิด-19

สำหรับบรรยากาศในวันแรกมีประชาชนชาวเมืองสงขลามาต่อแถวกินข้าวแกงฟรีกันตั้งแต่เช้า และมีการป้องกันโควิด-19 อย่างรัดกุมทั้งวัดอุณหภูมิร่างกาย ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง

นางอทิตยา มีเอี่ยม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นการร่วมกันของศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 เพื่อที่ช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากโดยเฉพาะช่วงนี้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งจึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจซึ่งหลายคนยังคงลำบากยิ่งมาเจอโควิดรอบสองก็ยิ่งเดือดร้อนไปอีก

‘รมช.มนัญญา’ เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541542

'รมช.มนัญญา'เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

‘รมช.มนัญญา’เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

“รมช.มนัญญา”เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี ประกวดกระบือพันธุ์ดีชิงถ้วยพระราชทาน”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนาการเลี้ยงควายไทยมรดกโลก

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 ณ สนามประกวดสัตว์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ว่าการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างแรงจูงใจให้กลุ่มเกษตรกรเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สายพันธุ์ พัฒนาการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์ สร้างฝูงแม่พันธุ์กระบือไทยที่มีอัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี ส่งเสริมสนับสนุนเพิ่มปริมาณกระบือและประสิทธิภาพในการผลิต ปกป้องพันธุ์กระบือเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบืออย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จังหวัดอุทัยธานีเห็นถึงความสำคัญในอาชีพเกษตรกรรม ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของชาวอุทัยธานี โดยเฉพาะอาชีพด้านปศุสัตว์ ซึ่งการจัดงาน “เทศกาลควายไทย” ครั้งที่ 9 จะสามารถกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตื่นตัวในการปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาอาหาร การเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงกระบือ ปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์กระบือสายพันธุ์ดี เพื่อรักษาความเป็น “อัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี” ให้เป็นที่รู้จักแก่เกษตรกร นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานีและประเทศไทยด้วย

ภายในงาน “เทศกาลควายไทย ครั้งที่ 9” ยังมีการประกวดกระบือพันธุ์ดี ทั้งกระบือทั่วไป กระบือเผือก และกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง  ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ยังมีการประกวดเขาวัว เขาควาย ประกวดไก่แสมดำ ไก่เหลือง หางขาว ไก่หลากสี และไก่ตั้ง-ไก่ต่อ การประกวดแข่งขันการปรุงอาหารจากไก่แสมดำ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนิทรรศการด้านปศุสัตว์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการกระบือพันธุ์ดี และพืชอาหารสัตว์ต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีด้านการจัดการเลี้ยง การคัดเลือก พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ยกระดับคุณภาพการผลิตเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกร