เปิดฉายารัฐสภา ปี 63 สภาผู้แทนฯ :ปลวกจมปลัก- “ชวน” ครูใหญ่ไม้เรียวหัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453352

เปิดฉายารัฐสภา ปี 63 สภาผู้แทนฯ :ปลวกจมปลัก- “ชวน” ครูใหญ่ไม้เรียวหัก

เปิดฉายารัฐสภา ปี 63  สภาผู้แทนฯ :ปลวกจมปลัก- "ชวน" ครูใหญ่ไม้เรียวหัก

27 ธันวาคม 2563 – 09:43 น.

เปิดฉายารัฐสภาปี 63 สภาผู้แทนราษฎร:ปลวกจมปลัก -“ชวน” ครูใหญ่ไม้เรียวหัก,ดาวเด่นแห่งปี:สุทิน คลังแสง ส่วน ดาวดับแห่งปี : วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ด้านคู่กัดแห่งปี: ‘สิระ เจนจาคะ “และ’ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” วาทะแห่งปี : “มันคือแป้ง”

ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อสรุปดังนี้
 
1.สภาผู้แทนราษฎร : ปลวกจมปลัก

>>ปลวกเป็นสัตว์ที่มีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด สำหรับสภาผู้แทนราษฎรแล้วมีส.ส.ที่ทำงานดุจปลวกที่ทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยการใช้สภาเป็นเครื่องมือเพื่อชิงอำนาจและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ยิ่งนานวันก็จมปลักกลับการทำงานแบบเดิม ไม่ใช้สภาเพื่อประโยชน์ในการระดมสมองและแก้ปัญหาให้กับประชาชน หนำซ้ำตลอดปีมานี้การประชุมสภาฯล่มกลางคันหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าส.ส.ชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมสภาฯทั้งที่เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ ส.ส.ในฐานะคนทำงานจึงเปรียบเป็นปลวกที่จมปลักไม่พัฒนาและจะยิ่งกัดกินหลักการของประชาธิปไตยให้พุกร่อนเข้าไปทุกที  
 
2.วุฒิสภา : สภาปรสิต>>ในทางวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายถึง ‘ปรสิต’ ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายในจนเจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิต เมื่อกลับมามองในมิติทางการเมืองแล้วจะพบว่าวุฒิสภาชุดนี้ก็มีสภาพไม่ต่างปรสิตที่อาศัยอยู่ในรัฐสภา นอกจากไม่มีผลงานที่เห็นด้วยตาเปล่าเหมือนปรสิตแล้วยังนำมาซึ่งพิษภัยแก่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะการพยายามใช้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างเพื่อชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาพิจารณาก่อนรับหลักการไปจนถึงการลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ฉายา ‘ปรสิต’ จึงเหมาะกับวุฒิสภาชุดนี้ 

เปิดฉายารัฐสภา ปี 63  สภาผู้แทนฯ :ปลวกจมปลัก- "ชวน" ครูใหญ่ไม้เรียวหัก

                                                   ครูใหญ่ไม้เรียวหัก

 3. ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร: ครูใหญ่ไม้เรียวหัก
 
ทุกครั้งที่ ‘ชวน หลีกภัย’ ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมสภาไม่เคยถูกกังขาถึงความเป็นกลางแม้แต่ครั้งเดียว และตลอดปีที่ผ่านมาก็ยังยึดแนวทางดังกล่าวไว้ได้อย่างมั่นคง นอกเหนือไปจากการพยายามควบคุมการประชุมสภาแล้ว ประธานสภายังสวมบท ‘ครูใหญ่’ ที่ถือไม้เรียวคอยกวดขันวินัยของส.ส.ที่หย่อนยานอีกด้วย เช่น การตักเตือนส.ส.ให้สวมหน้ากากในห้องประชุมสภา เพื่อคุมการระบาดของโควิด 19 หรือการขอความร่วมมือส.ส.ให้ความสำคัญกับการประชุมสภา เป็นต้น

แต่ปรากฎว่าส.ส.การ์ดตกทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการละเลยการสวมหน้ากากอนามัยหรือแม้แต่อเรื่องเล็กๆอย่างขอความร่วมมือส.ส.งดนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทานในห้องประชุมก็ไม่เป็นผล

และที่ร้ายแรงที่สุด คือ เหตุการณ์สภาล่ม ซึ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ประธานสภาจะยึดมั่นหลักการแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจสร้างเปลี่ยนแปลงได้เพราะส.ส.ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ เหมือนกับครูใหญ่ที่มีไม้เรียวและต่อให้ฟาดแรงจนไม้เรียวหักคามือ ส.ส.ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด
 
4. ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา: “หัวตอ รอออเดอร์”

>>ถ้าเทียบบารมีทางการเมืองระหว่างเมื่อครั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับประธานวุฒิสภา ถือว่านับตั้งแต่มาเป็นประมุขสภาสูงบารมีของ ‘พรเพชร’ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำด้วยทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา พบว่าไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เป็นที่เรียบร้อยได้เมื่อเทียบกับ ‘ชวน หลีกภัย’ หลายครั้งที่รับมือกับความเขี้ยวทางการเมืองของส.ส.ฝ่ายค้านไม่ไหว ทำให้การประชุมเกิดความปั่นป่วนเป็นระยะ กลายเป็นหัวหลักหัวตอที่สมาชิกรัฐสภาไม่ค่อยให้ความยำเกรง ไม่เพียงเท่านี้ การทำหน้าที่ของประธานวุฒิสภายังไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพราะหลายเรื่องในวุฒิสภากลับปล่อยให้ส.ว.เป็นผู้ชี้นำประธานวุฒิสภาแทน ภาพรวมแบบนี้ทำให้ประธานวุฒิสภาเสมือนหัวหลักหัวตอที่ไม่มีใครสนใจแต่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งทำงานเท่านั้น
 
5. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร : สุทิน คลังแสง?

>>ก่อนอื่นต้องบอกว่าฉายาของผู้นำฝ่ายค้านฯที่ปรากฎออกมานั้นเป็นฉายาที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใด เนื่องจากต่างเห็นตรงกันว่าบทบาทการเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯนั้น ‘สมพงษ์’ ไม่ได้โดดเด่นสมกับตำแหน่งเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเป็น ‘สุทิน คลังแสง’ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น หลายต่อหลายครั้งเป็นตัวแทนของฝ่ายค้านไปร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลจนทำให้ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายในสภาอย่างสมน้ำสมเนื้อและสามารถชี้นำสภาในที่ประชุมได้ ผิดกับผู้นำฝ่ายค้านฯตัวจริงที่ยังไม่ทำงานเชิงรุกมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้อดไม่ได้ว่า ‘สุทิน คลังแสง’ คือ ผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ใช่ ‘สมพงษ์ อมรวิวัฒน์’
 
6.ดาวเด่นแห่งปี : สุทิน คลังแสง

>>ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2563 ตลอดทั้งปี ‘สุทิน คลังแสง’ ในฐานtประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ได้อย่างท็อปฟอร์ม หลายครั้งที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องสำคัญและส.ส.ฝ่ายค้านจำนวนไม่น้อยที่อภิปรายนอกประเด็นไปไกลและใช้แต่วาทะศิลป์ในการโจมตี แต่ทุกอย่างก็กลับเข้ารูปเข้ารอยเมื่อ ‘สุทิน’ ได้ขึ้นอภิปรายสรุปประเด็น การอภิปรายสรุปของประธานวิปฝ่ายค้านไม่ใช่แค่การอภิปรายสรุปเพื่อให้จบตามหน้าที่เท่านั้น เพรายังหยิบจับประเด็นสำคัญบางเรืองที่ส.ส.ฝ่ายค้านอาจไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงแต่ยังไม่มีความชัดเจน มาขยายความเพื่อให้สภาได้ข้อเท็จจริงเพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งดาวสภาประจำปี 2563  จึงตกเป็นของ ‘สุทิน คลังแสง’ ไปอย่างเอกฉันท์
 
7.ดาวดับแห่งปี : วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

>>การตัดสินตำแหน่งดาวดับแห่งปีในครั้งนี้ถือว่ามีความลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีข้อเสนอควรให้ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ สมควรได้รับตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน ภายหลังมงคลกิตติ์แสดงจุดยืนทางการเมืองที่กลับไปกลับมา นึกอยากจะร่วมรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุน แต่วันใดไม่อยากสนับสนุนก็ประกาศขอเป็นฝ่ายค้านอิสระ ซึ่งอาจบอกว่าเป็นส.ส.ไร้จุดยืนก็คงไม่ผิดนัก แต่ถึงที่สุดแล้วสื่อมวลชนรัฐสภามีความเห็นว่าควรให้ตำแหน่งดาวดับเพียงคนเดียว และตำแหน่งนั้นเป็นของ ‘วิสาร เตชะธีราวัฒน์’ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ใช้มีดปลอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางกาเมือง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพราะเป็นการชี้นำให้ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นส.ส.หลายสมัยและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อนที่สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อหวังผลทางการเมือง จึงหวังว่าตำแหน่งดาวดับที่สื่อมวลชนมอบให้จะทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก 

 

เปิดฉายารัฐสภา ปี 63  สภาผู้แทนฯ :ปลวกจมปลัก- "ชวน" ครูใหญ่ไม้เรียวหัก


                                                        คู่กัดแห่งปี

8.คู่กัดแห่งปี : ‘สิระ เจนจาคะ’ และ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’

>>เกือบได้เห็นการวางมวยกลางสภา ภายหลังปฐมบทแห่งความเดือดมาจากกรณีที่ ‘มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเพราะไม่สามารถควบคุมความสงบได้ ต่อมา ‘สิระ เจนจาคะ’ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวตอบโต้ว่า “การออกมาเรียกร้องเช่นนี้ต้องการผลประโยชน์อะไรหรือไม่ หรือเงินหมด เพราะบริจาคเงินเดือนส.ส.ให้ในสถานการณ์โควิดไปแล้ว ซึ่งหากเงินหมดจริงติดต่อผมได้” เรื่องไม่ได้จบแค่นั้นเพราะ ‘มงคลลกิตติ์’ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กระบุว่า “เจอสิระที่ไหนจะเอาให้ฟันร่วงหมดปาก” และในที่สุดทั้งสองคนก็ได้เจอหน้ากันจริง โดยเป็นเหตุการณ์ระหว่างที่ ‘มงคลกิตติ์’ กำลังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบริเวณรัฐสภา และได้พบกับ ‘สิระ’ ทำให้เดินเข้าไปจับแขนสิระแต่สิระสะบัดออก ปรากฎว่า ‘มงคลกิตติ์’ พยายามเดินตามแต่สิระเดินหนี ที่สุดแล้วต้องถึงมือ ‘ชวน หลีกภัย’ ที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ปรามทั้งสองฝ่ายว่าต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของสภาด้วย  
 
9.เหตุการณ์แห่งปี : การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

>>รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุด โดยเฉพาะการต้องมีเสียงส.ว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นผลให้การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือนก.ย.ไม่สามารถลงมติได้ แต่กลับต้องมาตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ และเมื่อกลับมาประชุมรัฐสภาอีกครั้งในเดือนพ.ย. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนนำโดยกลุ่มไอลอว์ได้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนครั้งแรก การประชุมรัฐสภาเวลานั้นไม่ได้เข้มข้นเฉพาะในสภาเท่านั้น แต่นอกสภาก็เดือดไม่แพ้กัน ภายหลังกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา และเกิดการปะทะกันเป็นระยะ อีกด้านหนึ่งตำรวจใช้น้ำผสมสารเคมีควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร จนกระทั่งที่สุดแล้วเหตุการณ์นอกสภาสงบลงพร้อมด้วยการลงมติของรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป ด้วยเหตุนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงเป็นเหตุการณ์แห่งปีไปอย่างไม่ต้องสงสัย  
 
10.วาทะแห่งปี : “มันคือแป้ง”

>>”สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2กิโลกรัม มันคือแป้ง” เป็นการชี้แจงของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 27 ก.พ. เวลานั้นร.อ.ธรรมนัส ถูกกังขาถึงความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนนำมาสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าการดำรงตำแหน่งของตนเองถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส กลับเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯน้อยที่สุดเพียง 269 เสียง โดยที่ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงคะแนนไว้วางใจตัวเอง จากเหตุการณ์นี้เองทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลลดลงและสื่อต่างประเทศก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการจับกุมร.อ.ธรรมนัสในอดีตด้วย
 
11.คนดีศรีสภา : ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร

>>เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฎว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะมีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวต่อไป

“แรมโบ้” สวน “พิชาย” ควรลาออกจากอาจารย์ ไม่สมควรสอนหนังสืออย่ากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีนายกฯเป็นเท็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453328

“แรมโบ้”สวน”พิชาย”ควรลาออกจากอาจารย์ ไม่สมควรสอนหนังสืออย่ากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีนายกฯเป็นเท็จ

"แรมโบ้"สวน"พิชาย"ควรลาออกจากอาจารย์ ไม่สมควรสอนหนังสืออย่ากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีนายกฯเป็นเท็จ

26 ธันวาคม 2563 – 19:18 น.

“แรมโบ้”สวน”พิชาย”ควรลาออกจากอาจารย์ ไม่สมควรสอนหนังสืออย่ากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีนายกฯเป็นเท็จ นิสัยไม่ต่างกับนักการเมืองฝ่ายค้านบางคน ยืนยัน “นายกฯ” มาถูกต้อง ไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่จำเป็นต้องลาออกจาก

26 ธ.ค.63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) โพสต์ข้อความ แนะนำนายกรัฐมนตรีมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ประชาชนชาวไทย ด้วยการลาออก นายสุภรณ์กล่าวว่า นายพิชาย กระทำตัวไม่เหมาะสมที่จะมาพูดจาไม่ให้เกียรตินายกฯ โดยย้ำว่านายกฯเข้ามา ตามกระบวนการ และไม่ได้ทำผิดอะไร เหตุใดคนที่เป็นถึงนักวิชาการ เป็นอาจารย์ ถึงไม่เข้าใจในเรื่องเช่นนี้ทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้าใจยากเลย เพราะนายกฯมาตามรัฐธรรมนูญ มาจากประชาชน นายพิชาย อย่าทำตัวแกล้งโง่ 

ส่วนที่บอกว่าที่ผ่านมานายกฯมีการกระทำหลายครั้งที่ไม่เคารพกฎหมาย เช่น การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ การกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ถามกลับว่ามีหลักฐานหรือไม่ ซึ่งหาก นายพิชาย มีหลักฐานก็ให้ส่งมาทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเอื้อประโชน์พวกพ้อง เพราะนายกฯย้ำเสมอมีหลักฐานให้นำมา อีกทั้งเรื่องการถวายสัตย์ เรื่องนี้ได้จบไปแล้ว

นายสุภรณ์ยังระบุว่า เสียดายความเป็นอาจารย์ของนายพิชายเพราะเป็นถึงนักวิชาการแต่มีทัศนคติที่แย่มาก วางตัวไม่เหมาะสม แบบนี้จะเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือให้กับนิสิต นักศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนี้นายพิชายก็ควรทบทวนตัวเอง หากเป็นคนก้าวร้าวพูดจาดูหมิ่นดูแคลนและใส่ร้ายป้ายสีผู้นำประเทศเช่นนี้สมควรหรือไม่ ตนเองคิดว่าคนที่ควรลาออกน่าจะเป็นนายพิชายมากกว่า ที่มีนิสัยปากเสียปากเน่าไม่ควรเป็นอาจารย์เลยสักนิด 

ความคิดที่เป็นปรปักษ์และมีอคติวางตัวไม่เหมาะสมกับความเป็นครูบาอาจารย์  ตนก็อดที่จะสงสารบรรดาน้องๆนิสิตนักศึกษาที่ได้รับการสั่งสอนอบรมจากนายพิชายไม่ได้ น้องๆจะเป็นอนาคตที่สำคัญของชาติได้อย่างไร ถ้าคนที่สอนยังมีมันสมองและแนวคิดที่มองโลกในแง่ร้ายและโกหกมดเท็จใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเช่นนี้ ตนว่าของขวัญปีใหม่ ที่ควรจะให้ลูกศิษย์ลูกหา คือนายพิชาย ควรลาออกจากความเป็นครูอาจารย์มากกว่า ที่จะให้นายกฯลาออก หรือแน่จริงลงมาเล่นการเมืองเลยดีกว่าไหม อย่าทำตัวอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ลงมาดูข้อเท็จจริง จ้องแต่จะใช้วาทะวาจาสามหามกล่าวหาโจมตีนายกฯตลอดมา นายพิชายชอบทำตัวมีนิสัยสันดานเลวๆยิ่งกว่านักการเมืองฝ่ายค้านบางคนเสียอีก “ นายสุภรณ์ กล่าว

“นภาพร” ชี้ โควิดรอบ 2 คือโบว์ดำแห่งปีของ “ประยุทธ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453326

“นภาพร” ชี้ โควิดรอบ 2 คือโบว์ดำแห่งปีของ”ประยุทธ์”

"นภาพร" ชี้ โควิดรอบ 2 คือโบว์ดำแห่งปีของ"ประยุทธ์"

26 ธันวาคม 2563 – 18:28 น.

“นภาพร” ชี้ โควิดรอบ 2 คือโบว์ดำแห่งปีของ ประยุทธ์ เหตุหละหลวมทั้งที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมตลอด

น.ส.นภาพร  เพชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงการกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อโควิดรอบ 2 ในหลายจังหวัด จนสร้างความหวาดวิตกให้กับประชาชนทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ว่าเกิดจากความหละหลวมและการ์ดตกของรัฐบาลที่ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวนำเชื้อโควิด-19 เล็ดลอดผ่านชายแดนเข้ามาได้ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการขนแรงงานเถื่อนข้ามชาติในครั้งนี้

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาหลายฝ่ายได้เตือนรัฐบาลให้เฝ้าระวังบริเวณชายแดนให้ดี นับตั้งแต่มีโควิดกลับมาระบาดอีกครั้งในพม่า แต่ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา จะมัวหลงใหลภูมิใจกับเสียงชื่นชมเรื่องไทยมีตัวเลขโควิดเป็นศูนย์ จึงไม่กระตืนรือล้นเท่าที่ควรในการหามาตรการป้องกันแรงงานต่างด้าว แม้ตัวเองจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมการแพร่ระบาด แต่เราก็ไม่เคยได้ยินว่าผู้รับผิดชอบบริเวณชายแดนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะออกมาพูดหรือแอ๊คชั่นอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวบ้าง

“จนกระทั่งมีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อที่สมุทรสาคร จึงให้โฆษกกองทัพออกมาชี้แจงว่า ที่แรงงานต่างด้าวบางส่วนเล็ดลอดเข้ามาได้ เป็นเพราะชายแดนมีแนวยาว เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับคนไทยเป็นอย่างมากกับเหตุผลดังกล่าว เพราะตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถสั่งทหารทั้งประเทศให้มาตรึงชายแดนได้ เหมือนกับตอนรัฐประหารที่สามารถเรียกทหารทุกหน่วยมายึดอำนาจในกรุงเทพได้ แต่ครั้งนี้รัฐบาลกลับตายใจทำการ์ดตกเสียเอง จนโควิดกลับมาระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้” น.ส.นภาพรกล่าว

น.ส.นภาพร กล่าวด้วยว่าผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในครั้งนี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่เคยติดตามผล กับผู้นำกองทัพที่รับผิดชอบเรื่องการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน ไม่ใช่มาโยนความผิดให้เฉพาะแรงงานเถื่อน และที่สำคัญ เรื่องนี้ต้องถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะที่ผ่านมาได้อ้างเรื่องโควิดเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงมาโดยตลอด โดยสั่งให้ประชาชนห้ามการ์ดตกอย่างเด็ดขาด แต่ในเมื่อรัฐบาลทำการ์ดตกเสียเอง ท่านก็ไม่ควรอ้างเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกต่อไป

Health News : รัฐเทนเนสซี ศูนย์กลางโควิด-19 ใหม่ในสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541379

Health News : รัฐเทนเนสซี ศูนย์กลางโควิด-19 ใหม่ในสหรัฐ

Health News : รัฐเทนเนสซี ศูนย์กลางโควิด-19 ใหม่ในสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.10 น.

รัฐเทนเนสซี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐ ที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 16 ของประเทศ กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดล่าสุดของไวรัสโควิด-19 ไปแล้ว หลังพบ
ผู้ป่วยใหม่เฉลี่ย 128 คนต่อประชากรทุก 100,000 คน ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา สูงที่สุดในสหรัฐ รองลงมาคือรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ พบผู้ป่วยใหม่เฉลี่ย 111 คนต่อประชากรทุก 100,000 คน ทำให้นายบิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี เรียกร้องประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย และให้มีการรวมตัวฉลองเทศกาลคริสต์มาสเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่า การที่ชาวอเมริกันเดินทางและรวมกลุ่มกันช่วงวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้า ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วครั้งล่าสุด เฉพาะวันอังคารตามเวลาสหรัฐเพียงวันเดียวมีผู้ป่วยใหม่กว่า 194,600 คน

Science Update : ญี่ปุ่นเลิกใช้รถน้ำมันเบนซิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541378

Science Update : ญี่ปุ่นเลิกใช้รถน้ำมันเบนซิน

Science Update : ญี่ปุ่นเลิกใช้รถน้ำมันเบนซิน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.00 น.

รัฐบาลญี่ปุ่น กำหนดเป้าหมาย เลิกใช้รถยนต์พลังเบนซินในอีก 15 ปีข้างหน้า ตามแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือ 0 และส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียวในอนาคต โดยญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์ขยายพลังงานสีเขียวไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์และไฮโดรเจน ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิบัติการของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อเดือนตุลาคม ว่า จะหยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างสิ้นเชิงในกลางศตวรรษนี้ หวังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และทำให้ญี่ปุ่นก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะเสนอการลดภาษี และสนับสนุนทางการเงินต่อบริษัทต่างๆโดยกำหนดเป้าหมายงบประมาณ 90 ล้านล้านเยน หรือราว 26 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านทางการลงทุนสีเขียว อีกทั้งรัฐบาลจะลงทุนอีก 2 ล้านล้านเยน สนับสนุนบริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียว แผนการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงจากการขายรถยนต์พลังเบนซินในปัจจุบัน ให้เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงรถไฮบริด และรถเซลล์เชื้อเพลิง

Good news : ยิ้มกันวันอาทิตย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541354

Goodnews : ยิ้มกันวันอาทิตย์

Goodnews : ยิ้มกันวันอาทิตย์

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.00 น.

เทศกาลคริสต์มาสในปีนี้ อาจเปลี่ยนไปจากที่เราเคยพบเห็น ภาพการประดับไฟสวยงามอาจยังมีอยู่ แต่บรรยากาศการเฉลิมฉลองอาจไม่เหมือนเดิม ไม่มีอีกแล้วกับการที่ผู้คนร่วมชุมนุมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุข แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็ยังไม่สามารถนั่งรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาได้ เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลกนั่นเอง

ก่อนล็อกดาวน์ : หนุ่มๆ ในชุดซานตาคลอส นั่งจับกลุ่มพูดคุยด้านนอกร้านอาหารในย่านทราสเทอเวเร กรุงโรม ในวันคริสต์มาสอีฟหนึ่งวันก่อนที่รัฐบาลอิตาลีจะประกาศบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัส

แค่เจอหน้า : คริสทีน เรย์โนลด์ พาบุตรชายและบุตรสาวตัวน้อยไปเยี่ยมคุณยายของหลานๆ ในวันคริสต์มาสอีฟ ที่บ้านพักคนชราในย่านวัลเลย์ คอทเทจ รัฐนิวยอร์กของสหรัฐ โดยต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันไม่ให้คุณยายติดเชื้อโควิด-19ทำให้หลานๆ ไม่สามารถเข้าไปกอดคุณยายและพูดคุยแบบใกล้ชิดได้เหมือนเคย

สวดห่างๆ : คริสตศาสนิกชนนั่งสวมมนต์ด้านนอกจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน ซึ่งปกติ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก จะเป็นองค์ประธานประกอบพิธีมิสซาวันคริสต์มาส แต่ในปีนี้ มีคริสตศาสนิกชนเพียงบางส่วนได้เข้าร่วมพิธี ตามมาตรการป้องกันผู้คนรวมกลุ่มกันจำนวนมาก

ซานตาสโนว์โกลบ : ซานตาคลอสก็ต้องปรับตัว จากที่เคยนั่งบนเก้าอี้ให้เด็กๆ มานั่งตักทักทายและขอพร ก็ต้องย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในสโนว์โกลบ ลูกบอลพลาสติกใสป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส ระหว่างเข้าร่วมขบวนพาเหรด ในเมืองกาลิเซีย ประเทศสเปน

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง กับการระบาดระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541381

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง  กับการระบาดระลอกใหม่

คุยกัน7วันหน : การระบาดระลอกสอง กับการระบาดระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

หลายคนสงสัยอะไรคือการระบาดระลอกใหม่ ทำไมไม่เรียกว่า ระบาดระลอกสอง ต่างกันอย่างไร เพราะอะไรจึงเรียกว่าการระบาดระลอกใหม่

เว็บไซต์บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ หรือ บีบีซี เคยลงบทความในเดือนมิถุนายนตั้งหัวเรื่องว่า “ไวรัสโคโรนา : อะไรคือการระบาดระลอกสองและการระบาดที่ว่ากำลังจะมาถึงหรือไม่” เป็นช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักรเตือนคณะรัฐมนตรีให้เตรียมรับมือกับการระบาดระลอกสองหลังจากมีมติให้ผ่อนคลายมาตรการจำกัดไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม บีบีซีอ้างถึงไข้หวัดสเปนเมื่อศตวรรษก่อนว่า การระบาดระลอกสองร้ายแรงกว่าระลอกแรก

เมื่อพูดถึงคำว่า “ระลอก” ให้นึกถึงคลื่นในทะเล ยอดผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นแล้วลดลงในแต่ละรอบเรียกได้ว่าเป็นการระบาดในแต่ละระลอก แต่ไม่มีคำจำกัดความในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ดร.ไมเคิล ทิลเดสลีย์ มหาวิทยาลัยวอริค อธิบายกับบีบีซีในเวลานั้นว่า ไม่มีการให้คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเฉพาะเจาะจงว่า ระลอกการระบาดหมายถึงอะไร เป็นเพียงการจำกัดความตามอำเภอใจเท่านั้น บางคนเรียกจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นว่าเป็นการระบาดระลอกสองแต่หลายครั้งเป็นการระบาดระลอกแรกที่ยังไม่นิ่ง ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐ การจะสรุปว่า การระบาดระลอกใดๆสิ้นสุดแล้ว เชื้อไวรัสจะต้องถูกควบคุมได้และยอดผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การระบาดระลอกสองจะเริ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรณีของนิวซีแลนด์ที่พบผู้ป่วยคนแรกในรอบ 24 วัน หรือกรุงปักกิ่ง ของจีน ที่เกิดการระบาดหลังปลอดไวรัส 50 วัน จึงไม่เข้าเกณฑ์นี้

ส่วนของไทย กรณีพบการระบาดคลัสเตอร์ใหญ่ที่จังหวัดสมุทรสงครามและสมุทรสาคร โฆษก ศบค. ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ในการแถลงข่าววันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอกว่า“จากการหารือกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การระบาดครั้งนี้ ไม่ใช่การระบาดระลอกสอง แต่เป็นการระบาดระลอกใหม่”

ทำเอาทุกคนงงเป็นไก่ตาแตก ว่าตกลงแล้ว มันต่างกันยังไง

หากจะพิจารณาแล้ว การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในขณะนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ระบาดแล้วและยังระบาดอยู่ ที่เด่นๆ ก็ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

กลุ่มที่ 2 ระบาดแล้วคุมได้แล้ว และยังไม่ระบาดใหม่ เช่น จีน ไต้หวัน รวมทั้งอิตาลี สเปนและยุโรป หลายประเทศที่เคยระบาดหนักมาแล้ว

กลุ่มที่ 3 ระบาดแล้วคุมได้แล้ว และมีการระบาดระลอกใหม่แล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิสราเอล แม้จะยังไม่ชัด แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเท่าหรือมากกว่าเก่า ซึ่งหากวัดจากคำแถลงของ โฆษก ศบค.เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็นับได้ว่าประเทศไทยเข้าสู่กลุ่มที่สามแล้ว

ความรุนแรงของการระบาดจะขึ้นกับว่า เราจะเปิดเมืองและเปิดประเทศอย่างไร เร็วและระมัดระวังแค่ไหน และมีเงื่อนไขอย่างไร และเข้มงวดกับเงื่อนไขแค่ไหน ขีดความสามารถในการสอบสวนหาคนติดเชื้อและผู้สัมผัสโรค เพื่อนำไปรักษา แยกโรคและกักตัว จะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ประชาชนยังมั่นคงในความร่วมมือกันที่จะป้องกัน การระบาดแบบที่เราทำได้ดีมาตลอด 4-5 เดือน ได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการอาจมีการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด เหมือนที่เกิดขึ้นในอังกฤษตอนนี้ และเริ่มลุกลามพบในหลายประเทศแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในขณะนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้ป่วยเป็นโควิด-19 จะมีกี่สายพันธุ์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ระยะฟักตัว ซึ่งจะเป็น2 ถึง 7 วัน อาจพบได้ถึง 14 วัน และอาจจะเป็นไปได้น้อยมาก ถึง 21 วัน

ในทางปฏิบัติผู้ที่พ้นระยะการกักกันโรค 14 วัน มักจะแนะนำให้ไปกักกันที่บ้านต่ออีก 14 วัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันการกระจายโรค และให้ป้องกันตัวเองจากโรคอย่างเข้มงวด ทั้งสวมหน้ากาก ล้างมือและรักษาระยะห่าง

หากมองอีกมุมหนึ่งไม่ว่า จะเป็นการระบาดระลอกสองหรือไม่ หรือตอนนี้ เป็นการระบาดระลอกใหม่หรือเปล่า อาจไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปแล้ว

เพราะสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ทุกคนควรเฝ้าระวังสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อหยุดความเสี่ยงในการติดเชื้อนั่นเอง

สายกินห้ามพลาด! ร้านอาหารจีน ระดับตำนาน ‘ฮั่วเซ่งฮง’ สุดยอดความอร่อย แบบจีนแท้ๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541431

สายกินห้ามพลาด! ร้านอาหารจีน ระดับตำนาน ‘ฮั่วเซ่งฮง’ สุดยอดความอร่อย แบบจีนแท้ๆ

สายกินห้ามพลาด! ร้านอาหารจีน ระดับตำนาน ‘ฮั่วเซ่งฮง’ สุดยอดความอร่อย แบบจีนแท้ๆ

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.00 น.

หากพูดถึงอาหารจีนในเมืองไทย หลายคนคงนึกถึงเยาวราชที่เป็นย่านร้านอาหารจีนตลอดเส้นถนนเยาวราช  อย่าง “ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง” เป็นร้านอาหารจีนกวางตุ้งผสมแต้จิ๋ว ที่สร้างชื่อเสียงเรื่องความอร่อยในอาหารจีนมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ  ซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2516 มี  “หูฉลาม” เป็นเมนูขึ้นชื่อ

สำหรับ ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง เป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมหลายวัยเป็นอย่างดี มีมากกว่า 200 เมนู ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ติ่มซำ หูฉลาม กระเพาะปลา เป๋าฮื้อ ขาห่าน หม้อไฟต้มยำ ปัจจุบันภัตตาคารมี 21 สาขา  แต่วันนี้เราจะขออาสาพาไปชิมอาหารจีนที่ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ซึ่งเป็นสาขาน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ประมาณ 1 เดือน แต่เรื่องของคุณภาพและวัตถุดิบต้องบอกเลยว่า สด ใหม่จากเตาทุกเมนู โดยแต่ละเมนูที่นำมาเสิร์ฟนั้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ

ไม่ว่าจะเป็นเมนู “ชุดสุกี้ทะเล” ที่มีกุ้ง หอย กั้ง ปลา ปลาหมึกสดๆ จัดใส่จาน เสริมพร้อมน้ำซุปต้มยำสูตรเด็ดของทางร้าน   เป็ดปักกิ่ง เสิร์ฟพร้อมกับแป้ง เหนียว นุ่ม ส่วนหนังเป็ด แล่ชิ้นใหญ่ แต่คงไว้ซึ่งความกรอบบาง ทานพร้อมน้ำราดเป็ด แตงกวา ต้นหอม และพริกชี้ฟ้าแดง ม้วนเป็นโรลบางนอกกรอบในกลมกล่อมกำลังดี 

เนื้อเป็ดผัดพริกไทยดำ เป็นเนื้อเป็ดที่ทำจากเป็ดปักกิ่ง  , เป็ดทอดกระเทียม เป็นการเอาเนื้อเป็ดในส่วนที่เหลือจากหนังเป็ดปักกิ่งมาทำเท่านั้น , ปลาเงินทอดไข่เค็มปาปริก้า  ทางร้านจะเสริฟ ปลาเงินทอดเขย่าผงปาปริก้า เหมาะเป็นอาหารทานเล่นที่เด็กๆชอบ นอกจากนี้ยังมีเมนูเนื้อปูผัดผงกะหรี่ราดข้าว  , จัดเต็มปูผัดข้าว , ข้าวไข่ข้นหน้ากะเพราปูกั้ง , ข้าวผัดกาน่าฉ่ายกากหมู , หมี่ขาวผัดผักกระเฉดกุ้ง , หมี่ฮกเกี้ยนผัดซีอิ๊วสุพรีม , โกยซีหมี่ไก่เส้นเห็ดหอม ฯลฯ 

แต่ทีเด็ดของสาขานี้นอกจากเมนูที่กล่าวมาแล้ว ต้องห้ามพลาด เมนู “อุดงต้มยำทะเลเดือด” ที่เสิร์ฟแบบหม้อไฟ  เป็นน้ำซุปต้มยำที่มีความเผ็ด เปรี้ยว เค็ม ครบรสด้วยเครื่องเทศ หอมเครื่องแกง ที่ต้องบอกเลยว่า ถ้าใครได้ทานเมนูนี้จะต้องสั่งเบิ้ลทุกคน

เรามาชิมในส่วนของหวานกันบ้าง ซึ่งที่ร้านก็มีเมนูของหวานมากมาย แต่เราขอชิมเมนู “บัวลอยงาดำน้ำขิง” เมื่อทานบัวลอยพร้อมน้ำของ จะมีความเผ็ดของน้ำขิง กับความหวานของเม็ดบัวลอย นับเป็นความอร่อยที่ลงตัวมาก 

ต่อมา “บัวลอยรวมไส้นมสด” ที่มีทั้งความหอมของกลิ่นนมสด และหวาน มันของบัวลอยแต่ไม่หวานจนเกินไป  นับว่าเป็นเมนูอีกทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบทานหวาน

“บัวลอยรวมไส้นมถั่วเหลืองาดำ” นับว่าเป็นเมนูของหวานที่ฉีกกฎของบัวลอยไปเลย  เพราะไม่จำเป็นต้องทานกับน้ำบัวลอยอย่างเดียว แต่เราสามารถทานได้กับนมถั่วเหลือที่มากด้วยคุณประโยชน์ได้เช่นกัน

แต่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ “สาคูเมล่อนแคนตาลูป” และ “เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัด” ที่มีรสชาติอร่อยหวาน หอมกำลังดี เมื่อทานคู่กับแคนตาลูปเย็นๆ รสชาติเข้ากันกำลังดี

สำหรับ ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง ปัจจุบันมีทั้งหมด 21 สาขา ได้แก่ ศาลายา , สุขุมวิท  , ราชพฤกษ์  , เซ็นทรัลพระราม 2 ,เซ็นทรัลพระราม 3 , เซ็นทรัลพระราม 9  ,  เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ  ,  เซ็นทรัลเวิลด์  , เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์  , เซ็นทรัลเวสเกต  , เซ็นทรัลปิ่นเกล้า  ,  MBK  , สยามสแควร์วัน  , เมกาบางนา  , เดอะมอลล์ บางกะปิ  , เดอะมอลล์ บางแค  , พาราไดซ์ ปาร์ค  , พารากอน  , เยาวราช , เจริญกรุง  และเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541357

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’  ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘AR SMART HERITAGE’ ภูมินวัตกรรมเรียนรู้โบราณสถาน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ARพระที่นั่งวิหารสมเด็จ

จากการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการข้อมูลความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมสู่ประชาชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วยมีการนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างความน่าสนใจ ในชื่อ AR SMARTHERITAGE ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดที่กรมศิลปากรโดย นายประทีป เพ็งตะโก ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณสันติ เล็กสุขุม ร่วมกันพัฒนาการเรียนรู้ที่สามารถพาผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ชมโบราณสถานสำคัญของไทยในรูปแบบ ๓ มิติ อันเป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าของ ศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม ผู้ริเริ่มนวัตกรรมการสื่อสารให้เข้าถึงงานสถาปัตยกรรมด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาตลอด ซึ่งก่อนหน้านั้นได้การเสนอภาพสันนิษฐานภูมิทัศน์ของโบราณสถานสำคัญมาแล้ว สำหรับการสร้าง AR (Augmented Reality) ครั้งนี้ก็คือการนำเทคโนโลยีมาผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้ระบบซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น เว็บแคมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุเสมือนที่ว่านั้นอาจจะเป็นภาพ วีดีโอ เสียง ข้อมูลต่างๆ ที่ประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ทุกคนสามารถชมได้โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ ในวันเปิด ARSMART HERITAGE เพื่อการเรียนรู้ ณ วัดราชบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๓นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ชวนไปร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ผู้สนใจชมโบราณสถานนั้นจะสามารถเห็นรูปแบบสันนิษฐานซ้อนทับลงบนโบราณสถานจริง โดยผ่านเทคโนโลยี AR ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการเห็นถึงความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก ปัจจุบันสามารถชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจำนวน ๑๑ แห่ง รวมถึงวัดราชบูรณะ และตามโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย๑๐ แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ๙ แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ๖ แห่ง ซึ่งทุกคนสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากป้ายหน้าโบราณสถานแต่ละแห่ง และเปิดแอพฯเพื่อซ้อนภาพกับสถานที่จริงได้ทันที   

หน้าจอ AR SMART HERITAGE

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้พัฒนาระบบของการนำชมโบราณสถานที่เป็นเข้าถึงได้ยากและไม่เปิดให้เข้าชม เพื่อการอนุรักษ์ให้ไม่ถูกทำลายนั้นถือเป็น Unseen Heritage โดยนำระบบ VirtualReality มาพัฒนาผ่านกล้อง VR จำนวน ๒ แห่ง คือกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุโมงค์วัดศรีชุม ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับรู้เสมือนได้เดินเข้าไปชมภายในได้จริง ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของการเรียนรู้ที่นำไปใช้ชมโบราณสถานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายซึ่งเป็นส่งเสริมเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แหล่งโบราณสถานมีความสำคัญและกระตุ้นให้ความสนใจใคร่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องมากขึ้นซึ่งทุกคนสามารถเข้าแอพพลิเคชั่น AR SMARTHERITAGE ที่นำเทคโนโลยี AR (AugmentedReality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรมทุกเวลา แม้จะไม่ได้ไปยังสถานที่จริงก็สามารถชมได้เสมือนจริง นับเป็นก้าวใหม่ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมไทยในอดีตของโบราณสถานในยุคสมัยต่างๆ ทั้งๆ ที่ปัจจุบันจะเหลือเพียงแค่ฐานราก ที่มีแต่เศษอิฐร่องรอยสถาปัตยกรรมและชิ้นงานด้านศิลปกรรมบางส่วน แต่โลกดิจิทัลก็สามารถนำภาพของความรุ่งเรืองแห่งยุคสมัยในอดีตกลับมาให้เห็นมากกว่าหุ่นจำลองหรือภาพร่างภูมิสถาปัตยกรรม แม้ว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานจากสิ่งที่เหลืออยู่น้อยก็เป็นการจุดประกายการเรียนรู้และค้นคว้าต่อไปในสาระของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่เป็นต้นทุนทางมรดกวัฒนธรรมของแผ่นดินประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุมAR วัดพระศรีสรรเพชญ์

AR วัดพระศรีสรรเพชญ์ภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพสันนิษฐานจากโบราณสถานภาพ AR SMART HERITAGE

ภาพ AR SMART HERITAGEพิธีเปิด AR SMART HERITAGE

พิธีเปิด AR SMART HERITAGEป้ายโบราณสถานที่สำคัญ

ป้ายโบราณสถานที่สำคัญป้าย AR SMART HERITAGE

ป้าย AR SMART HERITAGEถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมถ่ายคิวอาร์โค้ดเพื่อชมการชมด้วยระบบ VRการชมด้วยระบบ VRการชมจากโทรศัพท์มือถือการชมจากโทรศัพท์มือถือ

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541348

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ พระนามของพระมหากษัตริย์แห่งยุคกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักในพระนามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อย่างไรก็ดี ในภายหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยทรงระบุว่า พระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรจะเป็น สมเด็จพระเอกาทศรถ คือพระนามพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทรงใช้สืบต่อกันมา รวมถึงพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย ดังที่ปรากฏพระราชโองการตั้งเจ้านครศรีธรรมราช (อ้างอิงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_5171)  

วันที่ 28 ธันวาคม คือวันที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวันสำคัญแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม2310 และในปี 2563 ก็นับเป็นปีที่ 253 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และเป็นวันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระมหาราชพระองค์นี้ 

Mr.Flower จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ พระราชวังกรุงธนบุรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่าพระราชวังเดิม  

ตามปกติแล้วการจะเข้าไปในเขตพระราชวังกรุงธนบุรี จะต้องอนุญาตกองทัพเรือล่วงหน้าเป็นระยะเวลาอย่างน้อย1-2 สัปดาห์ เพราะเป็นสถานที่ราชการ และเป็นที่ทำงานของกองทัพเรือ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เมื่อถึงช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมของทุกปี กองทัพเรืออนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเข้าชมเขตพระราชวังเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายคณะหรือรายบุคคล โดยปีนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 28 ธันวาคม 2563 โดยผู้รับผิดชอบการเข้าชมคือมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานภายใน และกองบัญชาการกองทัพเรือ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น.  

โบราณสถานสำคัญในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีที่ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันคือ ท้องพระโรง พระที่นั่งขวาง ภายในพระราชวังเดิมมีโบราณสถานที่สำคัญมากมาย ได้แก่ท้องพระโรง, พระที่นั่งขวาง, ตำหนักเก๋งคู่, พระตำหนักเก๋งของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, อาคารเรือนเขียว, ศาลศีรษะปลาวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ (สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมป้อมนี้ชื่อว่าป้อมวิไชยเยนทร์) และซุ้มประตูทางเข้าเขตพระราชวังเดิม 

พระราชวังกรุงธนบุรีคือพระราชวังหลวงในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้พระราชวังเดิมยังเป็นสถานที่สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เนื่องจากเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยในพระราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ประสูติและที่ประทับของเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์ 

พระราชวังเดิมแห่งนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือแห่งแรกของสยามประเทศด้วย 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเที่ยวชมภายในเขตพระราชวังเดิม แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านยังไม่สามารถไปได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2563Mr.Flower ขอเรียนให้ทราบว่าช่วงเวลาประมาณกลางเดือนมกราคม 2564 คณะของเราจะจัดทริปท่องเที่ยววัดสำคัญ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯและวัดสำคัญในคลองบางกอกใหญ่ และจะพาคุณเข้าไปชมพระราชวังเดิมด้วย หากสนใจร่วมทริปกับเรา โปรดติดต่อ091-7233615

พระราชวังกรุงธนบุรีพระราชวังกรุงธนบุรี