3หน่วยงานหนุนหมู่บ้านผลิตสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699222

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมลงนาม ว่าทางกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยในปี 2566 มีเป้าหมายครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด 878 หมู่บ้าน วงเงิน 5 ล้านบาท มุ่งหวังที่จะบูรณาการด้านการเกษตรในระดับหมู่บ้านผ่านคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนทางการเกษตร ลดการพึ่งพาจากภาครัฐ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566-2570 ตลอดจนปฏิรูประบบการบริหารราชการของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ เริ่มดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่สามารถวิเคราะห์ศักยภาพและโอกาส วางแผนการผลิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาด มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เพื่อจัดทำแผนธุรกิจเกษตรรายสินค้าในการเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ตลอดจนเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็น การทำเกษตรที่ได้มาตรฐานเพื่อยกระดับการผลิตของตนเอง และเพื่อมีฐานข้อมูลกิจกรรมการทำการเกษตรที่มีความเป็นปัจจุบันทุกเวลา ใช้ประกอบการวิเคราะห์ ประมวลผล ประกอบการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย บริหารจัดการ และการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ นำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิตในภาคการเกษตรในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง โดยการดำเนินการมีการสร้างกลไกการบริหารงานและการมีส่วนร่วมตั้งแต่ในระดับพื้นที่และส่วนกลาง ในการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคการเกษตรให้บรรลุเป้าหมาย

เอาจริง! ‘มนัญญา’จ่อตั้งคกก.เฉพาะกิจ ลุยตปราบ’ทุเรียนสวมสิทธิ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699162

เอาจริง! 'มนัญญา'จ่อตั้งคกก.เฉพาะกิจ ลุยตปราบ'ทุเรียนสวมสิทธิ์'

เอาจริง! ‘มนัญญา’จ่อตั้งคกก.เฉพาะกิจ ลุยตปราบ’ทุเรียนสวมสิทธิ์’

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.23 น.

“มนัญญา”ประกาศจุดยืน”ทุเรียนไทยต้องเป็นทุเรียนคุณภาพ” เตรียมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ลุยตรวจสอบปราบปราม”ทุเรียนสวมสิทธิ์” ย้ำทุกภาคส่วนร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนส่งออก

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา “ทุเรียนไทย ทุเรียนคุณภาพ (Premium Thai Durian)” โดยมีผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมและผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย สมาคมพืชสวน สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทยจีน สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย สภาหอการค้าไทย ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เข้าร่วม ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ กรุงเทพฯ เข้าประชุมสัมมนา

โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การบริหารการส่งออกทุเรียนตลอด Supply Chain ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน จึงจะส่งผลต่อความสามารถในการส่งออก เป็น “ทุเรียนไทย ทุเรียนคุณภาพ (Premium Thai Durian)” ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ คุณภาพผักและผลไม้ไทย เพื่อกำกับดูแลการนำเข้า – ส่งออกผักและผลไม้ไทย ให้มีคุณภาพมาตรฐาน (Thai Premium Fruits and Vegetable) เป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจสอบคุณภาพสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช ตามเงื่อนไขการนำเข้า – ส่งออก รวมถึงกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ และข้อกำหนดต่างๆ โดยมี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งคณะทำงานฯ มีหน้าที่และอำนาจ สั่งพักใช้ เพิกถอน ใบรับรอง หรือระงับ ยกเลิกหนังสือแสดงการขึ้นทะเบียน เมื่อตรวจพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ กฎ ของกรมวิชาการเกษตร หรือระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจอีกหนึ่งชุด ซึ่งจะประกอบไปด้วย ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ เข้าไปเป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเป็นคณะกรรมการฯ ในชุดนี้ด้วย โดยจะแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ออกระเบียบ ประกาศ ให้การรับรองการผลิตผักและผลไม้ เพื่อให้ผักและผลไม้มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจสอบคุณภาพสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช ตามเงื่อนไขการนำเข้า – ส่งออก ซึ่งการให้การรับรองดังกล่าว เป็นกรณีทั้งผู้ผลิตมีความประสงค์ยื่นคำขอรับการรับรองและการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องยื่นคำขอการรับรอง หากผู้ได้รับการรับรองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด จะถูกลงโทษเป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบและประกาศ ตั้งแต่ การตักเตือน การพักใช้ การเพิกถอน หรือการสั่งระงับ หรือยกเลิก แล้วแต่กรณี โดยล่าสุด กรมวิชาการเกษตร ได้ประสานกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เตรียมประกาศให้เรื่อง “หลักปฏิบัติในการตรวจ และรับผลทุเรียนของโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (ล้ง)” เป็นมาตรฐานบังคับตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 ปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแล้ว โดยจะประกาศใช้ในเดือน มีนาคม 2566 และมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2566 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการกำหนดให้ล้งต้องรับซื้อทุเรียนที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนในจังหวัดต่างๆ เกษตรกร ล้ง ผู้ประกอบการ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จะเห็นได้จากการสวมสิทธิ์และทุเรียนอ่อนลดลงอย่างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเข้มข้นและลงพื้นที่ตรวจจับอย่างจริงจัง หากพบจะทำลายทันที และมั่นใจว่าผลผลิตปีหน้าดีขึ้น หากเรายังเน้นคุณภาพทุเรียน เพราะจากการลงพื้นที่พบปะกับชาวสวนทุเรียน พบว่า หลายรายมีความกระตือรือร้น ให้ความสนใจในการปลูกทุเรียนคุณภาพ และตระหนักถึงความสำคัญในการรักษา GAP ไม่ให้มีใครมาสวมสิทธิ์ทุเรียนของตน สำหรับอนาคตทุเรียนไทยภายหลังเวียดนามเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดในจีน ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญว่าทุเรียนของไทยต้องเป็นทุเรียนคุณภาพเท่านั้น

ซึ่งนอกจากการส่งออกทุเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญแล้ว ยังมีผลไม้อื่น ๆ อีกมาก ที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งเหมือนทุเรียน ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ พยายามผลักดันทุเรียนคุณภาพ เพื่อเป้าหมายการเป็นอันดับ 1 ของโลก และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลกในคุณภาพของผลไม้ชนิดอื่นๆ ของไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำในการเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมยกระดับมาตรฐานโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียนสดเพื่อส่งออกเป็นทุเรียนคุณภาพได้มาตรฐาน ไม่เป็นทุเรียนอ่อนมาจากสวนของเกษตรกรในประเทศไทย และต้องตรวจติดตามแหล่งที่มาได้ รวมทั้งการตรวจและรับรองสุขอนามัยพืชของทุเรียนสด จะต้องเป็นตามข้อตกลงพิธีสารการส่งออกผลไม้ไทย – จีน และเพื่อให้นโยบายการส่งออกทุเรียนคุณภาพไปจีนมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ทูตเกษตรไทยในจีนทั้ง 3 หน่วยงาน (ฝ่ายเกษตร ประจำกรุงปักกิ่ง ฝ่ายเกษตร ณ นครเซี่ยงไฮ้ และฝ่ายเกษตร ณ นครกวางโจว) ติดตามสถานการณ์นำเข้า ณ ประเทศจีน และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกทุเรียนไทยด้วย

– 006

รมว.กษ.ดันพัฒนาระบบโลจิสติส์ รถไฟไทย-ลาว-จีน เพิ่มศักยภาพด่านตรวจเบ็ดเสร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699141

รมว.กษ.ดันพัฒนาระบบโลจิสติส์ รถไฟไทย-ลาว-จีน เพิ่มศักยภาพด่านตรวจเบ็ดเสร็จ

รมว.กษ.ดันพัฒนาระบบโลจิสติส์ รถไฟไทย-ลาว-จีน เพิ่มศักยภาพด่านตรวจเบ็ดเสร็จ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.48 น.

รมว.เกษตรฯผลักดันพัฒนาระบบโลจิสติส์ รถไฟไทย-ลาว-จีน เพิ่มศักยภาพด่านตรวจเบ็ดเสร็จ ย่นระยะเวลา ขยายการส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ MR. LIU JINXIN ประธานสถาบันวิจัยคุนหมิง China Kunming South Asia & Southeast Asia International Logistics Research Institute (SSILR) นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และคณะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบ เพื่อหารือในประเด็นระบบการบริหารจุดตรวจปล่อย CIQ (Customs Immigration Quarantine) และการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยผ่านลาวไปยังประเทศจีน ด้วยระบบขนส่งทางรถไฟ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานด้านโลจิสติส์ร่วมกัน โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115)

โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร ที่มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เกษตรของภูมิภาคอาเซียน” ซึ่งตลอดระเวลาเวลาที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในประเด็นการค้าและการเปิดตลาดการค้าสินค้าเกษตรกับจีนอย่างมาก เนื่องจากเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจในการต่อรองสูง จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งระบบโลจิสติกส์เป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งสินค้าเกษตร จึงมอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานการทำงานทุกระดับเพื่อขยายความร่วมมือและเร่งผลักดันขยายมูลค่าและปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรฯ ไทยไปจีน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนและยินดีในความร่วมมือกับจีนในการเดินหน้าร่วมกันผลักดันการนำเข้า – ส่งออก สินค้าเกษตรต่อไปในอนาคต

ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำการประชุมหารือกันในวันนี้ร่วมกับคณะผู้ให้บริการโลจิสติกส์จีน ได้มีความเห็นพ้องต้องกันในการเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟ และการทำระบบการจองขบวนรถไฟจากจีน เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าให้มากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้ถูกว่าการขนส่งทางรถ  การพัฒนาระบบการบริหารจุดตรวจปล่อย CIQ (Customs Immigration Quarantine) จีน – ลาว โดยมีความเห็นร่วมกันว่าควรใช้โมเดลด่านตรวจพืชที่ประสบความสำเร็จ เช่น ด่านตรวจพืชลาดกระบัง เพื่อให้เป็นด่านตรวจที่เบ็ดเสร็จเกิดความรวดเร็ว และ 3) บริษัทจากประเทศจีนมีความสนใจต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรกว่า 1 แสนตัน โดยเฉพาะปลาแช่แข็ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมด้านการประมง จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายการส่งออกสินค้าประมงของไทยไปตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่โดยเส้นทางรถไฟลาว – จีน ถือเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศด้วยระบบโลจิสติกส์ ในการขนส่งสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากไทยไปสู่จีน ที่จะขยายไปยังเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป ที่ถือเป็นเส้นทางโอกาสแห่งอนาคต โดยจะบูรณาการทำงานเชิงรุกร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนต่อไปด้วย

– 006

‘ประภัตร’เปิดศูนย์กระจายสินค้าเกษตร‘ศรีสำราญ’ เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าทางราง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699109

‘ประภัตร’เปิดศูนย์กระจายสินค้าเกษตร‘ศรีสำราญ’ เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าทางราง

‘ประภัตร’เปิดศูนย์กระจายสินค้าเกษตร‘ศรีสำราญ’ เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าทางราง

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.18 น.

‘ประภัตร’เปิดศูนย์กระจายสินค้าเกษตร‘ศรีสำราญ’ เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าทางราง

19 ธันวาคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด “ศูนย์รวมและกระจายการขนส่งสินค้าเกษตรทางราง ศรีสำราญ” พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท ไทยเรล โลจิสติกส์ จำกัด และการรถไฟแห่งประเทศไทย ณ ที่หยุดรถศรีสำราญ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 

นายประภัตร กล่าวว่า การเปิดศูนย์ฯ ดังกล่าวเพื่อเพิ่มช่องทางการขนส่งสินค้าผ่านระบบรางให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ประหยัดระยะเวลา และเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาและยกระดับการขนส่งทางราง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรแปรรูปที่ประสบปัญหาในการจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงสภาวะน้ำมันมีการปรับราคาสูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา และเห็นว่า จ.สุพรรณบุรี เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดมีความต้องการสูง ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงานกุ้งก้ามกราม โคเนื้อ และแพะ และประกอบกับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถรองรับปริมาณสินค้าจำนวนมากได้ ที่มีความพร้อมที่จะเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงการกระจายสินค้าไปทั่วทุกภาคของประเทศ และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ผ่านระบบการขนส่งทางราง ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุน ย่นระยะเวลาการขนส่ง และมีความปลอดภัยต่อสินค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรกร โดยร่วมมือกับหน่วยงานราชการในพื้นที่และผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งสินค้า เข้ามาพัฒนาพื้นที่บริเวณที่หยุดรถศรีสำราญ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม “ศูนย์รวมและกระจายการขนส่งสินค้าเกษตรทางราง ศรีสำราญ” จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวม กักกันตรวจเชื้อ คัดแยก และบรรจุกล่องสินค้าเกษตรจากทุกภูมิภาคของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนที่จะทำการขนส่งด้วยระบบรางรวมถึงการขนส่งต่อเนื่องด้วยรูปแบบอื่น ๆ ไปยังปลายทางทั้งในและต่างประเทศต่อไปด้วย

อว. นำมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล แด่ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699391

อว. นำมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล แด่ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

อว. นำมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล แด่ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.51 น.

20 ธันวาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ได้นำคณะผู้บริหาร อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ข้าราชการ พนักงาน นิสิตนักศึกษา บัณฑิต คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลและอธิษฐานจิตแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยทำการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ มีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน และทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมกว่า 200 แห่ง และมีผู้เข้าร่วมพิธีมากกว่า 20,000 คน  

ทั้งนี้ ศูนย์กลางการจัดพิธีอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ โดย รมว.อว.ได้นำคณะผู้บริหารและนักศึกษาร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล ก่อนเริ่มพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ โดยก่อนหน้านี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จแทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรให้แก่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยราชภัฎมาแล้ว 3 ภูมิภาค เป็นเวลารวมกว่า 37 วัน และในวันที่ 20 – 27 ธ.ค. เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรของเขตภาคเหนือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์

โดย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ได้เป็นผู้แทนทุกคนกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งในด้านการอุดมศึกษาและด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 38 แห่ง โดยได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ ทรงเป็นนักวิชาการและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพสกนิกรชาวไทย โดยพระองค์ได้ได้ส่งเสริมด้านวิชาการและการวิจัย เช่น สนับสนุนการติดตั้งโทรมาตร เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ สามารถนำข้อมูลมาบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดี ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย พระบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราช ตลอดจนพระบรมเดชานุภาพ แห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดดลบันดาลอภิบาลและประทานพรให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน และขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป” 

จากนั้นได้มีการสวดมนต์เพื่อถวายพระพรชัยมงคล ทั้งบทสวดไตรสรณคมน์ บทสวดโพชฌังคปริตร และบทสวดถวายพระพร ทั้งนี้ มีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของ อว. เข้าร่วมกิจกรรมถวายพระพร เช่นที่ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จัดขึ้นที่อาคารพระจอมเกล้าฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่หอประชุมจุฬาฯ ม.เชียงใหม่ จัดขึ้นที่ศาลาธรรม มรภ.ศรีษะเกษ จัดขึ้นที่หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มรภ.ลำปาง จัดขึ้นที่หอประชุมโอฬารรัตน์ มทร.กรุงเทพ จัดขึ้นที่ห้องโถงอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มทร.สุวรรณภูมิ จัดขึ้นที่หอประชุมพระพิรุณ ม.สยาม จัดขึ้นที่หอประชุม ม.สยาม วิทยาลัยทองสุข จัดขึ้นที่อาคารทองสุข วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย จัดขึ้นที่ห้องประชุมพงษ์ศักดิ์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดขึ้นที่อุทยานนวัตกรรม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสำนักงาน เป็นต้น

-(016)

ครั้งแรก! FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋ ส่งเมนูอาหารแพลนต์เบส สู่ 17 สาขาทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699388

ครั้งแรก! FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋ ส่งเมนูอาหารแพลนต์เบส สู่ 17 สาขาทั่วไทย

ครั้งแรก! FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋ ส่งเมนูอาหารแพลนต์เบส สู่ 17 สาขาทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

ครั้งแรก! FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋ ส่งเมนูอาหารแพลนต์เบส สู่ 17 สาขาทั่วไทย สัมผัสความอร่อยได้แล้ววันนี้ถึง 31 มีนาคม 2566

แบรนด์ “เฟิร์สไพรด์” (FIRST PRIDE)ภายใต้ บริษัท ไทสัน ฟู้ดส์ หนึ่งในบริษัทอาหารใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐอเมริกา และยังเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช (Plant-based meat)ผนึกกำลังร้านอาหารชื่อดังของคนรักสุขภาพอย่าง โอ้กะจู๋ แห่งบริษัทปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด เปิดดีลร่วมทุนกับ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ภายใต้ “OR” หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน)สร้างปรากฏการณ์สนั่นวงการอาหารแพลนต์เบสอีกครั้ง ที่มาพร้อมความตั้งใจที่จะเสริฟอาหารคุณภาพดีเพื่อสุขภาพ ทั้งจากผักออร์แกนิคและอาหารแพลนต์เบสจากพืชกับหลากหลายเมนูสุดอร่อยเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นลิ้มลองความอร่อยส่งตรงจากครัวโอ้กะจู๋ ได้แล้ววันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2566 ทั้ง17 สาขาทั่วประเทศ

นาย ยีออง เช็ง (Lee, Yeong Sheng) รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า “ด้วยความมุ่งหมายของไทสัน ฟู้ดส์ ที่เราต้องการสร้างอาหารที่ให้คุณค่าแก่ลูกค้าที่เป็นคนสำคัญของเรามากกว่าแค่เป็นอาหารทั่วไป ดังนั้นสินค้าทุกอย่างของ FIRST PRIDE เราคิดและผลิตอย่างพิถีพิถันให้เป็นอาหารที่สร้างประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างสูงสุด ทั้งความสุข ความอร่อยและคุณค่าทางอาหารกับการร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง2แบรนด์ “FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋” นอกจากจะตอบโจทย์การเข้าถึงลูกค้าได้สะดวก และง่ายยิ่งขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์ Plant-based ที่เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค อีกทั้งกับผักออแกนิคที่สดใหม่ คุณภาพดีจากทางโอ้กะจู๋ กลายเป็นเมนูใหม่ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพให้ลูกค้าเมนูสุขภาพดีส่งตรงจากครัว โอ้กะจู๋ ทั้ง 17 สาขาแล้ว ทางเราเองยังได้ขยายฐานลูกค้าเข้าไปในกลุ่มลูกค้า โอ้กะจู๋ ซึ่ง โอ้กะจู๋เองก็ยังได้เพิ่มลูกค้าที่เป็น Vegetarian มากขึ้นด้วย ผสานเป็นมื้ออาหารของครอบครัว (Family Meal) ที่ได้มีโอกาสใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในมื้ออาหารของร้านโอ้กะจู๋ เช่นเดียวกับความตั้งใจของเฟิร์สไพรด์ที่ได้ขยายเจาะกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันเพื่อความยั่งยืน และเติบโตทางธุรกิจไปได้พร้อมๆกันทั้งสองแบรนด์ครับ”

โดยครั้งนี้ “FIRST PRIDE X โอ้กะจู๋”ยังสร้างสีสันผ่านเรื่องราวของ T-Rex นักล่าเนื้ออันดับ1 ผู้หลงใหลติดใจในรสชาติเกินต้านของอาหารแพลนต์เบสจากเฟิร์สไพรด์ อดใจไม่ไหวต้องขอลุยสวนผักของโอ้กะจู๋กับปฏิบัติการสุดคิวท์ ปล้นความอร่อย ที่จะมาสร้างสีสันชวนให้ทุกคนไปลิ้มลองเมนูใหม่ๆจากอาหารแพลนต์เบส อาทิ สลัดซีซาร์ไก่ทอดแพลนต์เบส ที่ให้คุณเลือกได้ทั้งไก่ทอดรสดั้งเดิมจากพืช หรือ ไก่ทอดเผ็ดซี้ดจากพืช ที่เป็นสินค้าของ FIRST PRIDE ที่กลายเป็นเมนู side dishให้เลือก ให้ลิ้มลองได้แล้ววันนี้ที่ร้านโอ้กะจู๋ ทั้ง17 สาขาทั่วประเทศ

First Pride ยังมุ่งมั่นและสร้างสรรเมนูคุณภาพใหม่ๆจากผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส เพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคในทุกกลุ่มจากการ Collaborate กับร้านอาหารชื่อดังต่างๆอย่างต่อเนื่อง ท่านสามารถติดตามข่าวสารและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากFIRST PRIDE ได้ทางเว็บไซต์ https://www.firstpridethailand.com/

K-Engineering WiL for WIN…วิศวลาดกระบังจับมือ14บริษัทชั้นนำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699383

K-Engineering WiL for WIN…วิศวลาดกระบังจับมือ14บริษัทชั้นนำ

K-Engineering WiL for WIN…วิศวลาดกระบังจับมือ14บริษัทชั้นนำ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.26 น.

จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงต้องมีปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อสร้างบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการของภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ใช้บัณฑิต เมื่อเรียนจบแล้วต้องสามารถทำงานได้จริง

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี รักษาการอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า สจล. มีนโยบายการศึกษาแบบเรียนรู้ทฤษฎีและปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและจะมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาตามนโยบาย Global Learning และ Global Citizen ที่ให้ทุกคณะและวิทยาลัย มุ่งผลิตบัณฑิตเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บัณฑิตและเสริมความเป็นผู้ประกอบการ K-Engineering WiLเป็นหนึ่งในการ disrupt ทางการศึกษาและมุ่งสู่ความเป็น Global andpractical engineer อย่างแท้จริงตามนโยบายมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “K-Engineering Work-integrated Learning” หรือ “K-Engineering WiL” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล เป็นการเรียนไปพร้อมกับการทำงาน โดยสถานประกอบการจะใช้ทรัพยากรบุคคลภายในซึ่งได้ผ่านการรับรอง มาเป็นผู้ให้ความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติกับนักเรียนโดยตรง อาจารย์มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำกับและวัดผลร่วมกับสถานประกอบการและนักศึกษาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนรวมถึงสวัสดิการต่างๆ จากทางบริษัท เป็นเวลา 2.0 – 2.5 ปีแล้วแต่หลักสูตร เป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่ให้นักศึกษามีโอกาสประยุกต์ใช้ความรู้ และทักษะวิชาชีพ ได้รู้จักชีวิตการทำงานที่แท้จริงก่อนสำเร็จการศึกษา

“K-Engineering Work-integrated Learning” เป็นการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานในสถานประกอบการ (Work-integrated Learning หรือ WiL)  เพื่อยกระดับคุณภาพศักยภาพนักศึกษาของสถาบันฯให้มีความรู้ความสามารถ รวมถึงทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการทำงาน เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น ที่สำคัญคือ core skill ด้านการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

 ในการนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาคีภาคอุตสาหกรรม (Industrial Consortium) ในเบื้องต้น 14 บริษัทชั้นนำของประเทศที่ประสงค์เข้าร่วม ได้แก่

1) บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด 2) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)3) บริษัท ไทยคูณสตีล จำกัด 4) บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด 5) บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)6) บริษัท วนชัย พาเนล อินดัสทรี่ส์ จำกัด 7) บริษัท วนชัย เอ็นเนอร์ยี่ อินดัสทรี่ส์ จำกัด 8) บริษัท วนชัย เคมีคอล อินดสัทรี่ส์ จำกัด 9) บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) 10) บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด 11) บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด 12) บริษัท โอนเนอร์ ฟู้ดส์ แมชชีนเนอรี่ จำกัด 13) บริษัท ควอลิตี้ เกจ แอนด์ ทูล จำกัด และ 14) บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด

นักศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการนี้ จะได้เรียนพร้อมกับทำงานจริงกับบริษัท ได้รับทราบและแก้ปัญหาจริงจากหน้างานเพื่อนำมาสะสมความรู้และพัฒนาทักษะ ลักษณะการเรียนการสอนของ K-Engineering WiLจะผสมผสานรูปแบบต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้ทำงานจริงเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี การเรียนรู้และกิจกรรมในทุกรูปแบบที่กล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีผลลัพธ์การเรียนรู้ตรงตามที่หลักสูตรได้ออกแบบร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไว้

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล กล่าวทิ้งท้ายว่า K-Engineering WiLเป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการผลิตบัณฑิต ให้เป็นบัณฑิตที่มีสมรรถนะและศักยภาพสูง สามารถนำความรู้พื้นฐานและเทคโนโลยีไปปฏิบัติงานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยหลักสูตรนำร่องจะประกอบไปด้วย หลักสูตรวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ หลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมการผลิตวิชาชีพ

การประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติ ‘Power of No’ – เฉลิมฉลองผู้ชนะต่อสู้-ต้านการดื่มแล้วขับในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699308

การประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติ 'Power of No' –  เฉลิมฉลองผู้ชนะต่อสู้-ต้านการดื่มแล้วขับในประเทศไทย

การประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติ ‘Power of No’ – เฉลิมฉลองผู้ชนะต่อสู้-ต้านการดื่มแล้วขับในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.10 น.

การประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติ “Power of No” –  นวัตกรรมเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ผู้ชนะในการต่อสู้กับต้านการดื่มแล้วขับในประเทศไทย

พันธมิตรจากหลายภาคส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่องค์กรชุมชนธุรกิจสมาคมและรัฐบาลรวม 28 องค์กร ใช้พลังจากความร่วมมือร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาการดื่มแล้วขับของเยาวชน

20 ธันวาคม 2565 กรุงเทพ – เยาวชนหลายร้อยคนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมส่งภาพถ่ายเข้าประกวดระดับนานาชาติภายใต้หัวข้อ “เพื่อนไม่ปล่อยให้เพื่อนเมาแล้วขับ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ต่อต้านการดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับ “Power of No” วันนี้พันธมิตรจากหลายภาคส่วน 28 องค์กรรวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ความคิดสร้างสรรค์พลังและความมุ่งมั่นของเยาวชนที่จะกล่าวคำว่า “ไม่” เพื่อปฏิเสธการดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับ

มูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) และ Bangkok Motorbike Festival ร่วมกับสมาคมยานยนต์แห่งเวียดนาม (AAV) ร่วมกันมอบความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดจากการดื่มแล้วขับ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนกลุ่มสุราและไวน์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APISWA) และองค์กรเพื่อการสร้างสรรค์Orèsพร้อมการสนับสนุนของสถาบันฝึกอบรมและวิจัยแห่งสหประชาชาติ (UNITAR) สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ABC) สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC)

เรากำลังสูญเสียคนรุ่นใหม่ในอัตราที่สูงจนน่าตกใจ

ปัจจุบันการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเยาวชนอายุต่ำกว่า 30 ปีทั่วโลก[1]ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อุบัติเหตุทางถนนคร่าชีวิตผู้คนวันละ 2,000 คนและมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับสองของโลกในประเทศไทยการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของผู้ชาย 34% และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของผู้หญิง 15% มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์[2]ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือเยาวชนในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังและมีอนาคตที่สดใสและกำลังเริ่มต้นสร้างอนาคตของตน[3] 

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันรัฐบาลภาคประชาสังคมและภาคเอกชนล้วนต้องมีบทบาทในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บเหล่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 ขององค์การสหประชาชาติ โดยมีเป้าหมายในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลกลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573

การส่งเสริมให้เยาวชนปกป้องเพื่อนฝูงและตนเอง

โครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะ “Power of No”เป็นความพยายามระดับภูมิภาคที่มุ่งสร้างความตระหนักเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการดื่มแอลกอลฮอล์แล้วขับในหมู่เยาวชนในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้ (อายุ 18-30 ปี) โครงการนี้จะเน้นย้ำกลุ่มเยาวชนว่าการดื่มแอลกอลฮอล์แล้วขับเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ ช่วยให้พวกเขามีข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้นและช่วยชีวิตผู้คนได้ในท้ายที่สุด ความคิดริเริ่มด้านสื่อสังคมที่ล้ำหน้าเข้าถึงเยาวชนที่สามารถดื่มแอลกอฮอล์อย่างถูกกฎหมายแล้วมากกว่า 30 ล้านคนนับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปี 2565 ในประเทศไทยโดยได้เข้าถึงเยาวชนระดับภูมิภาคในประเทศกัมพูชาลาวมาเลเซียฟิลิปปินส์ไทยและเวียดนาม 

โครงการนี้ได้เปิดตัวการประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติในช่วงต้นฤดูหนาวนี้ในหัวข้อ “เพื่อนไม่ปล่อยให้เพื่อนเมาแล้วขับ”กลยุทธ์ในโซเชียลมีเดียที่ตรงเป้าหมายและการตลาดที่ใช้ผู้ทรงอิทธิพลทางออนไลน์ช่วยให้การประกวดเข้าถึงเยาวชนมากกว่า7 ล้านคนมีการกดถูกใจให้ความคิดเห็นและแบ่งปันมากกว่า 450,000 ครั้งภายในสองเดือนบนโซเชียลมีเดีย Facebook, Instagram, Tik Tok และPartiPostการประกวดมีคำถามว่า: คุณรู้จักเพื่อนที่มักจะเมาแล้วขับรถกลับบ้านไหม? แสดงวิธีการที่ดีที่สุดของคุณเพื่อยับยั้งไม่ให้พวกเขาขับรถและรับรางวัลสุดเจ๋ง ผู้เข้าประกวดส่งภาพถ่ายเพื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์ในการเพื่อหยุดไม่ให้เพื่อนเมาแล้วขับ

ผู้เข้าประกวดได้รับการสนับสนุนให้แบ่งปันภาพถ่ายจากเพจ Facebook ของโครงการภาพถ่ายที่มีจำนวนผู้กดถูกใจความคิดเห็นและการแบ่งปันแบบออร์แกนิกมากที่สุดจะได้รับรางวัล “ภาพยอดนิยม” โดยมีของรางวัลคือโทรศัพท์มือถือiPhone 13 รุ่นใหม่ภาพถ่ายจะพิจารณาโดยคณะกรรมการตัดสินซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนระดับนานาชาติและผู้สนับสนุนซึ่งเป็นผู้มอบรางวัลได้แก่Apple Watch Series 7รุ่นใหม่ลำโพงไร้สายAmazon Echo Dotและบัตรกำนัลสำหรับแอพ rideshare แต่ละประเทศที่เข้าร่วมโครงการจะมีรางวัล 6 รางวัลผู้ชนะเลิศรวมทั้งหมด 30 คน

การให้คะแนนผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะมีคุณชัชฎาจันทรางศุผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนและคุณฐาณัชชาเลาหะกุลทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคุณชัชฎาเป็นประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์และเป็นนักสื่อสารมืออาชีพที่ทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ยานยนต์การค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์และล่าสุดอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เธอเป็นผู้นำด้านการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) และการจัดทำโครงการเพื่อความยั่งยืนของมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 อีกด้วยคุณฐาณัชชาเป็นกรรมการบริหารของสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยนอกจากนั้นเธอเป็นผู้บริหารระดับสูงด้านความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยมากว่า 11 ปี เธอมีประสบการณ์โชกโชนในการทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐและที่ไม่ใช่ภาครัฐ ในภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มการค้าปลีกเทคโนโลยีการเกษตรและยานยนต์ในประเทศไทยคณะกรรมการตัดสินประกอบด้วยกรรมการจากต่างประเทศได้แก่ฝรั่งเศสสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สิงคโปร์กัมพูชาลาวฟิลิปปินส์มาเลเซีย และเวียดนาม เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ดังต่อไปนี้

รางวัลภาพยอดนิยมของประเทศไทยเป็นของคุณมุสตาฟาเมิรท (Mustafa Merth) ซึ่งบอกว่าพวกเขาจะส่งเพื่อนที่เมาขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้านเพื่อไม่ให้เมาแล้วขับโพสต์ของพวกเขาได้รับการกดถูกใจมากกว่า 100 ครั้งพวกเขาจึงได้รับรางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือ Apple iPhone 13 รุ่นใหม่ภาพชนะเลิศส่งโดยคุณบุศราชัยชนะ (ButsaraChaichana) ที่ห้ามเพื่อนที่เมาแล้วพยายามจะขับรถโดยมอบหมอนนุ่มแสนสบายให้แทนภาพที่ได้รับรางวัลอื่น ๆที่แสดงวิธีการหยุดเพื่อนไม่ให้เมาแล้วขับได้แก่: พกพวงกุญแจเตือนให้หลีกเลี่ยงการดื่มแล้วขับพาเพื่อนกลับบ้านและจัดที่นอนแสนสบายให้เพื่อนขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน!

เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยชีวิต

การประกวดภาพถ่ายประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้เยาวชนเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของแอลกอฮอล์ในร่างกาย ข้อบังคับตามกฎหมายและเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มแล้วขับการเข้าร่วมการแข่งขันกระตุ้นให้เยาวชนได้ใช้การคิดเชิงวิพากย์เกี่ยวกับการกระทำของตนเองและความสัมพันธ์กับการดื่มแล้วขับ ช่วยให้เกิดการรับรู้ระดับจิตใต้สำนึกด้วยการส่งข้อความเพื่อย้ำเตือนและได้รับแรงจูงใจให้ส่งต่อการรับรู้ให้เพื่อน ๆ ทราบ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากและการมีส่วนร่วมในระดับสูงโครงการช่วยเน้นย้ำว่าเยาวชนต่างเปิดใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบและเปลี่ยนพฤติกรรมดื่มแล้วขับของตน

โครงการ “Power of No” แสดงให้เห็นความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวของพันธมิตร 28 องค์กรซึ่งประกอบด้วยองค์กรพหุภาคีประชาคมขององค์กรไม่แสวงหากำไรภาคเอกชนรัฐบาลและภาคประชาสังคมความร่วมมือนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบของการริเริ่มบริการสาธารณะในอนาคตด้วยการสร้างแรงจูงใจระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน เป็นการสร้างความมั่นใจว่าโครงการได้รับการปรับให้เหมาะสมกับชุมชนและบริบทของท้องถิ่น

คุณนาเฮืองฮวงประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่ง AA Vietnam กล่าวว่า “การเรียนรู้เรื่องราวความเสี่ยงจากการดื่มแล้วขับเป็นประเด็นหนึ่งส่วนอีกประเด็นคือการดำเนินการเพื่อก้าวต่อไปและมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวเรียกร้องความสนใจเกี่ยวกับอันตรายของการดื่มแอลกอฮอล์อย่างขาดความรับผิดชอบ” “เรามีความภูมิใจที่เยาวชนในชุมชนของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แสดงความคิดเห็นของพวกเขาในประเด็นสำคัญนี้”

คุณจอห์นโอคีฟฟ์ประธานฝ่ายการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิคและทั่วโลกแห่ง Diageo และประธานคนปัจจุบันแห่ง APISWA กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับ AA Vietnam และพันธมิตรทั้งหมดของเราต่อไป เพื่อส่งข้อความเกี่ยวกับเรื่องการดื่มอย่างรับผิดชอบแก่เยาวชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างถูกกฎหมาย”  “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการช่วยให้เยาวชนตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” 

จิณณ์ เวลเนส เปิดตัว AI นวัตกรรมตรวจวิเคราะห์สุขภาพ คัดกรองปัญหาสุขภาพที่อาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699169

จิณณ์ เวลเนส เปิดตัว AI นวัตกรรมตรวจวิเคราะห์สุขภาพ  คัดกรองปัญหาสุขภาพที่อาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต

จิณณ์ เวลเนส เปิดตัว AI นวัตกรรมตรวจวิเคราะห์สุขภาพ คัดกรองปัญหาสุขภาพที่อาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์จิณณ์ เวลเนส โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ชวนคนไทยหันมาดูแลสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพที่ส่งเสริม Health Transformation พลิกโฉมเปลี่ยนแปลงสุขภาพด้วยการดูแลแบบการป้องกันที่จะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพดีขึ้นและแข็งแรงขึ้น โดยแนะการป้องกัน ตามหลัก 4P (Predictive, Preventive, Personalized และ Participatory) เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี AI นวัตกรรมตรวจวิเคราะห์สุขภาพเพื่อการคัดกรองปัญหาสุขภาพที่อาจก่อให้เกิดโรคในอนาคต ซึ่งพัฒนาโดย แพทย์หญิงกอบกาญจน์ชุณหสวัสดิกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ผู้อำนวยการศูนย์จิณณ์ เวลเนส เซ็นเตอร์ พร้อมนวัตกรรมการดูแลสุขภาพแนวใหม่เพื่อต่อยอดการรักษาที่ตรงจุด

พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์จิณณ์ เวลเนส เซ็นเตอร์ (Jin Wellness Center) โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง กล่าวว่า เวลเนส หรือ เวลบีอิ้ง เป็นเรื่องของการส่งเสริมป้องกันก่อนจะเกิดโรค หรือชะลอความเสื่อมของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นก่อนวัย (Preventive Medicine) ที่ จิณณ์ เวลเนส เซ็นเตอร์ ใช้หลักการ 4 P (Predictive, Preventive,Personalized และ Participatory) ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจจากภายในสู่ภายนอก เป็นการนำศาสตร์ธรรมชาติบำบัดมาผสมผสานกับแพทย์ทางเลือก ควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทันสมัย เพื่อออกแบบโปรแกรมและกิจกรรมสำหรับการป้องกัน และชะลอความเสื่อมจากโรคภัยแบบเฉพาะบุคคล (PersonalizedMedicine) ด้วยเทคโนโลยีการตรวจหาความเสี่ยงและความผิดปกติภายในร่างกายในระดับเซลล์ร่างกายอย่างละเอียด ทำให้การบำบัดรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดและรวดเร็วมีโปรแกรม AI ซึ่งเป็น PreventionPrograms ใช้ประสบการณ์จากการทำงานทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันมากว่า20 ปี ในการเก็บอัลกอรึทึ่มหลายหมื่นเคสมาวิเคราะห์ เพื่อแนะนำและออกแบบโปรแกรมการดูแลสุขภาพตามลำดับความจำเป็นก่อนหลังเฉพาะบุคคล

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพในเชิงป้องกัน ยังควรสร้างความเข้าใจในการปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อที่จะช่วยเสริมสร้างให้การดูแลสุขภาพเป็นไปตามเป้าหมายและสัมฤทธิผล ซึ่งการที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้นั้นสิ่งที่จะกระตุ้นและเป็นพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้คน
หันมาส่งเสริมและป้องกันสุขภาพมี3 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือความต้องการมีชีวิตยืนยาวอย่างปลอดภัยโรค ซึ่งเห็นได้ชัดจากสถานการณ์โควิดที่ทุกคนหันมาดูแลตัวองมากขึ้น สนใจและดูแลสุขภาพมากขึ้น ปัจจัยที่สอง คือความต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ Non-Communicable Diseases (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งมีค่ารักษาที่สูงมาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคเหล่านี้น้อยกว่าค่ารักษาถึง 10 เท่า และปัจจัยสุดท้าย คือความกังวลในชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงขึ้น หลายคนกังวลเรื่องการเตรียมตัวเพื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพหลังเกษียณอายุ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน สิ่งเหล่านี้เป็นความกังวลที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนหันมาดูแลและใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น

ศูนย์จิณณ์ เวลเนส โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง เป็นศูนย์สุขภาพที่ดูแลครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น Intellectual,Emotional, Spiritual, Physical,Financial, Social และ Environmentalโดยให้คำปรึกษา วางแผนและดูแลคนไข้ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ ด้วยการนำศาสตร์ธรรมชาติบำบัดควบคู่นวัตกรรมการแพทย์แผนปัจจุบันผสมผสานกับแพทย์ทางเลือกด้วยการสร้างสรรค์โปรแกรมดูแลและส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันจากโรคภัยต่างๆ โดยมีทีมสหวิชาชีพที่เป็นแพทย์ Wellness Specialist ร่วมให้คำปรึกษา วางแผนและดูแลคนไข้แบบ Patient Centric หรือคนไข้เป็นศูนย์กลาง เพราะมีทีมแพทย์แขนงต่างๆ เข้ามาช่วยดูแลแบบไร้รอยต่อรวมทั้ง แพทย์ทางเลือก (Homeopathist)และนักบำบัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชำนาญการด้านการฝังเข็ม การนวดบำบัด กิจกรรมศิลปะบำบัด (Art Therapy) และดนตรีบำบัด (Music Therapy) และ จิณณ์เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin WellbeingCounty) ที่พร้อมจะดูแลคนไข้เพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่องได้ ในระยะยาวอีกด้วย

‘โรคเกาต์’ รักษาหายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699171

‘โรคเกาต์’ รักษาหายได้

‘โรคเกาต์’ รักษาหายได้

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคเกาต์นั้นมักพบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิงและมักจะพบมากในวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคเกาต์คือกรดยูริกในเลือดที่สูงกว่าระดับปกติเป็นเวลานาน จนกระทั่งมีการตกผลึกเป็นผลึกเกลือยูเรต และสะสมในอวัยวะต่างๆในร่างกาย จนทำให้เกิดอาการและอาการแสดงตามอวัยวะต่างๆ ที่มีการสะสมของผลึกเกลือยูเรต เช่น หากมีการสะสมที่ข้อ ก็จะเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน ถ้าสะสมที่ผิวหนังก็เกิดเป็นก้อนผลึกเกลือยูเรต ซึ่งในผู้ป่วยบางรายก้อนนี้จะแตกออกจนเห็นของเหลวคล้ายยาสีฟันออกมาจากก้อน เป็นต้น ดังนั้น ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงจึงเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะเกิดโรคเกาต์ในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยหรือคนทั่วๆ ไปที่ตรวจสุขภาพประจำปีและพบว่าตนเองมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงต้องเป็นโรคเกาต์

อาการแสดงของโรคเกาต์มักเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันรุนแรง โดยลักษณะข้ออักเสบที่เกิดจากโรคเกาต์นั้นมักเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน และมักพบบ่อยที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเข่า หรือข้อเท้า เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยสังเกตว่าบริเวณดังกล่าว แดง บวมและร้อน เมื่อกดหรือสัมผัสบริเวณข้อดังกล่าวจะเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงมาก จนทำให้ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ และการเกิดข้ออักเสบมักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์ก็จะทำการเจาะข้อที่เกิดการอักเสบเพื่อตรวจน้ำไขข้อเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานและถูกต้อง คือ การตรวจพบผลึกเกลือยูเรตในน้ำไขข้อ นั่นเอง

เนื่องจากที่มาของกรดยูริกในร่างกายนั้น พบมากในเนื้อสัตว์ทุกประเภท (ไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ปีก) เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ดังนั้น เพื่อให้ควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกายและการรักษาในโรคเกาต์ด้วยยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ป่วยจำเป็นที่ต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ทุกประเภท (โดยไม่จำเป็นที่ต้องงดทานสัตว์ปีกเพียงอย่างเดียว) รวมทั้ง งดเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น หากเกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันผู้ป่วยควรงดการใช้ข้อ งดนวด แต่ให้ใช้การประคบด้วยน้ำแข็งและไปพบแพทย์

ในผู้ป่วยที่เกิดข้ออักเสบดังกล่าวมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี หรือมีก้อนผลึกเกลือยูเรตที่ผิวหนัง จำเป็นที่ต้องได้รับยาลดระดับกรดยูริกในเลือด(เช่น ยาอัลโลพูลินอล เป็นต้น) และยาป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ (เช่น ยาคอลจิซีน เป็นต้น) ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแพทย์จะปรับเพิ่มยา จนระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะเดียวกัน ก็ติดตามผลข้างเคียงของยาในระยะเริ่มแรก (โดยเฉพาะผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง) และเมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตัวและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ร่วมกับทานยาอย่างสม่ำเสมอ จนระดับกรดยูริกในเลือดได้ตามเป้าหมายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่เกิดข้ออักเสบชนิดเฉียบพลันอีกต่อไป รวมทั้งก้อนสะสมของผลึกเกลือยูเรตก็จะนิ่มลงและหายไปในที่สุด

ดังนั้น หากประชาชนหรือผู้ป่วยมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเกาต์ ก็จะสามารถป้องกันและดูแลตนเองและหากระดับกรดยูริกในเลือดได้ตามเป้าหมายจากการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเอง รวมทั้งการรับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะไม่เป็นข้ออักเสบ จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน “โรคเกาต์” นั้น จัดเป็นโรคที่รักษาหายได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ปฐพงศ์ โตวิวัฒน์

สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย