นักศึกษา‘มข.’ใช้‘AI’นับจำนวนคน ดูความหนาแน่น-ลดเสี่ยง‘เบียดกันตาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698957

นักศึกษา‘มข.’ใช้‘AI’นับจำนวนคน  ดูความหนาแน่น-ลดเสี่ยง‘เบียดกันตาย’

นักศึกษา‘มข.’ใช้‘AI’นับจำนวนคน ดูความหนาแน่น-ลดเสี่ยง‘เบียดกันตาย’

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในเดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนต่างเศร้าสลดกับโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนขวัญของโลก จากเหตุฝูงชนเบียดกันจนเสียชีวิตระหว่างการเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนในย่านอีแทวอนของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ การเข้าไปเบียดของผู้คนจำนวนมากโดยไม่มีการจำกัดจำนวนคนเข้างาน ในถนนความยาวเพียง 40 เมตร กว้าง 3.2 เมตร แถมมีความลาดชันผู้คนไม่สามารถทราบสถานการณ์ภายในงานว่าหนาแน่นเพียงใด

ไม่สามารถระบุคนในตำแหน่งในถนนแต่ละสายได้ เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดสถานการณ์การเบียดกันตาย หรือ Crowd Crush มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 157 ราย และบาดเจ็บจำนวนมากในวันที่ 29 ตุลาคม 2565 เวลา 22.15 น. (เวลาเกาหลีใต้) ซึ่งจากเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าว นายชนม์สวัสดิ์นาคนาม นักศึกษาโครงงานปัญญาประดิษฐ์วิทยาลัยคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จึงคิดค้นนวัตกรรม “AI นับจำนวนคนเข้างานนิทรรศการ” โดยเผยว่า AI สามารถวิเคราะห์ได้ซับซ้อนมากกว่าสมองหรือดวงตาของมนุษย์ที่จะมองเห็น และมีความแม่นยำ

เพิ่มความสะดวกสบาย ประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ เหตุการณ์ สถานที่ได้อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างโครงการของตนคือ การใช้ AI นับจำนวนคนเข้างานนิทรรศการ หรือสถานที่ที่มีคนหนาแน่น โดยโครงงานดังกล่าวสามารถระบุได้ว่าตรงไหนมีจำนวนคนหนาแน่น ซึ่งโดยปกติสายตามนุษย์จะสามารถประเมินจำนวนคนในบริเวณนั้นได้คร่าวๆ แต่อาจเกิดความล่าช้าและอาจเกิดความผิดพลาดสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นเพราะสามารถใช้ AI ระบุได้ว่าจุดนี้ คือคน นับได้ว่ามีกี่คนได้อย่างรวดเร็วมาก

“เพียงแค่เห็นผ่านกล้อง ประมวลผลด้วย AI โดยเราไม่ต้องนับเลย เช็คจำนวนคนเข้างาน มุ่งไปพื้นที่นั้นเลย ป้องกันการเกิดสถานการณ์การเบียดกันตาย หรือ Crowd Crush ดังโศกนาฏกรรมที่อีแทวอนประเทศเกาหลีใต้ เป็นข่าวดังทั่วโลก เราสามารถใช้นวัตกรรม AI นี้นับจำนวนคน ติดตามคนเดินในงาน เมื่อคนบริเวณนั้นมีจำนวนมากเกินไป ตั้งระบบส่งสัญญาณเตือนเป็นเสียง หรือแสดงเป็นแผนภาพสีบริเวณที่มีจำนวนคนหนาแน่น จะลดอัตราการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังที่เป็นข่าวได้และเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยด้วยการใช้ AI”นายชนม์สวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมต้นแบบโครงการ AI นับจำนวนคนเข้านิทรรศการได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1iS36ATOdNMpgQ8ERZ6UnZUECEMNnx6DL/view?ts=6361f0ef

‘วันผู้ย้ายถิ่นสากลประจำปี 2565’ แนะแก้ปัญหาขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698954

‘วันผู้ย้ายถิ่นสากลประจำปี 2565’ แนะแก้ปัญหาขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

‘วันผู้ย้ายถิ่นสากลประจำปี 2565’ แนะแก้ปัญหาขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) จัดงานวันผู้ย้ายถิ่นสากลประจำปี 2565 (International Migrant Day 2022) เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2565ที่ผ่านมา ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) โดย นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า
จากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากหลุดจากระบบการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายทั้งในเรื่องการเปลี่ยนย้ายนายจ้าง และการแก้ไขปัญหาของภาครัฐยังไม่เอื้อต่อแรงงานข้ามชาติ

โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเมียนมาซึ่งมีปัญหาทางการเมืองภายใน ทำให้ไม่เอื้อต่อการนำเข้า จึงเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยหากเทียบก่อนและหลังการระบาดของโควิด เฉพาะช่วงเดือนต.ค.2565พบแรงงานข้ามชาติหายไปจากระบบถึงประมาณ 160,000 คน จากแรงงานข้ามชาติที่ขออนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีมากถึง 1,876,945 คน จากจำนวนแรงงานข้ามชาติ 2,438,794 คน

ทั้งนี้ ขั้นตอนการยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานข้ามชาติทางระบบออนไลน์ ให้ดำเนินการภายใน 15 วัน จะต้องได้รับการอนุมัติขั้นตอนการขอเข้าใช้ระบบของนายจ้างและขั้นตอนการอนุมัติบัญชีรายชื่อถึงสองครั้งจากกรมการจัดหางานในส่วนกลางเท่านั้น ทำให้เกิดความล่าช้า และพบว่านายจ้างจำนวนมากต้องรอการอนุมัติการเข้าใช้ระบบเพื่อขอยื่นบัญชีรายชื่อถึง 5 วัน ระบบยุ่งยากสับสน ส่งผลให้ต้องใช้นายหน้า ที่ต้องเสียค่าดำเนินการตั้งแต่ 12,000-18,000 บาท ทั้งที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ควรจะเป็นจะอยู่ที่ประมาณสามพันกว่าบาท

“จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ามีแรงงานข้ามชาติมากกว่า 7 แสนคนที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางหรือหนังสือเดินทางหมดอายุ และตลอดช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเดินทางกลับไปจัดทำหนังสือเดินทางที่ประเทศต้นทางได้เนื่องจากปิดชายแดน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ” ตัวแทนเครือข่ายองค์กรประชากรข้ามชาติ ระบุ

นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันมาตรการจัดทำหนังสือเดินทางของประเทศต้นทางในประเทศไทย ทั้งโดยศูนย์ดำเนินการที่ตั้งขึ้นและสถานทูตประจำประเทศไทย ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันตามกรอบระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรี คือ ภายใน 13 ก.พ. 2566 ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงว่าแรงงานข้ามชาติมากกว่า 700,000 คนจะกลายเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมายเพราะไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลได้ทัน

ดังนั้น หากจะประเมินการจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพโยกย้ายของรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านพบว่าการดำเนินการของรัฐบาลไทยนั้นถอยหลังและสอบตกและนำไปสู่ 4 ปัญหาสำคัญ คือ 1.แรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายหลุดระบบ 2.พบแรงงานอพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น 3.รัฐบาลยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และ 4.มาตรการการจัดการยังส่งผลให้การคอร์รัปชั่นและเอื้อประโยชน์ต่อการแสวงหาประโยชน์ของระบบนายหน้าและเจ้าหน้าที่รัฐ

สำหรับข้อเสนอสำคัญสำหรับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพของรัฐบาลไทย 1.ต้องการให้มีการทบทวนแนวทางและระยะเวลาในการดำเนินการจดทะเบียนและขอต่อใบอนุญาตทำงานออกไปตามเงื่อนไขข้อจำกัด 2.จัดระบบการดำเนินการที่ง่ายเอื้อต่อการดำเนินการของนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ มีมาตรการดึงแรงงานข้ามชาติเข้าอยู่ระบบ ควบคู่ไปกับการป้องกันการหลุดจากระบบของแรงงานข้ามชาติ

เช่น มีมาตรการผ่อนผันให้กลุ่มแรงงานนำเข้า MoU โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพม่าที่ครบวาระการจ้างงานตามกฎหมายยังสามารถทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราวจนกว่าระบบการนำเข้าแรงงานข้ามชาติจะเอื้อต่อการดำเนินมากขึ้น 3.เร่งรัดการจัดระบบคัดกรองผู้ลี้ภัย ทำระบบรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและลงโทษอย่างจริงจังต่อเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์จากข้อจำกัดของนโยบาย และ 4.จัดทำยุทธศาสตร์การจัดการแรงงานข้ามชาติ และยุทธศาสตร์การจัดการผู้อพยพเพื่อการบริหารจัดการระยะยาว

นางแฉล้ม สุกใส ตัวแทนนายจ้างกิจการก่อสร้าง กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาคือในเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่ภาครัฐดำเนินการล่าช้า โดยล่าสุดมติ ครม.5 ก.ค. เปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงาน 4 สัญชาติ ที่มีสถานะไม่ถูกต้อง แต่การดำเนินการที่ล่าช้าทำให้แรงงานถูกจับกุมดำเนินคดี นอกจากนั้น เมื่อนำแรงงานไปขอขึ้นทะเบียนแล้ว แม้จะได้รับเอกสารติดตัวเป็นสำเนาใบขอขึ้นทะเบียน สำเนาใบเสร็จเป็นต้น แต่เอกสารเหล่านี้ใช้แสดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้

“ตำรวจบางคนไม่รับฟัง หรือไม่มีความเข้าใจในเรื่องเอกสารหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ เขาไม่รู้ว่าเอกสารแต่ละประเภทคืออะไร ต้องดูอย่างไร จะขอดูเพียงพาสปอร์ตตัวจริงเท่านั้น เมื่อไม่มีพาสปอร์ตมาแสดงก็ถูกจับเข้าไปนอนในคุก สุดท้ายต้องให้เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานมายืนยันให้จึงถูกปล่อยตัวออกมา ถือว่าเป็นการติดคุกฟรีข้อเสนอแนะของเราคือ ภาครัฐควรปรับปรุงการทำงาน กระทรวงแรงงานกับตำรวจต้องทำความเข้าใจร่วมกัน อยากให้สื่อสาร และประสานงานกันให้เข้าใจตรงนี้มากขึ้น” นางแฉล้ม ระบุ

Thandar Myo อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) กล่าวว่า ในตอนช่วงสถานการณ์ตอนโควิดระบาด ตนได้ทำงานเป็น อสต.ของศุภนิมิต บางครั้งก็มีแรงงานข้ามชาติบางคนในชุมชนที่ลงไปทำงานไม่สบาย ก็มาขอความช่วยเหลือให้ช่วยพาไปโรงพยาบาล เพราะเขาสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ คุยกับหมอกับพยาบาลไม่รู้เรื่อง เมื่อลงไปช่วยก็สังเกตเห็นว่าที่โรงพยาบาลไม่มีล่ามเลย จึงคิดว่าหากโรงพยาบาลมี อสต.มาช่วยในการสื่อสารก็จะลดอุปสรรคปัญหาไปได้เยอะ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็จะไม่เหนื่อยมาก

“ข้อเสนอในเรื่องสถานะของ อสต.เอง ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ จึงอยากให้มีการอบรมที่ได้มาตรฐานจากหน่วยงานรัฐ และมีใบรับรองให้ เพื่อจะสามารถใช้อ้างอิงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานข้ามชาติในชุมชนได้ และอยากให้มีการสนับสนุนค่าตอบแทนให้กับ อสต. ที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้บ้าง ซึ่งทำงานเป็นทั้งล่ามและเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติ รวมถึงช่วยเฝ้าระวังเรื่องโรคระบาดในชุมชนแรงงาน อยากขอให้หน่วยงานรัฐของไทยช่วยผลักดันให้เป็นจริงในอนาคตได้หรือไม่” Thandar Myo กล่าว

สำหรับวันผู้ย้ายถิ่นสากล หรือ International Migrant Day ตรงกับวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2533 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว (CWM) และหลังจากนั้น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ได้จัดงานวันผู้ย้ายถิ่นสากลขึ้น เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของหลักการเรื่องการย้ายถิ่นฐานอย่างมีมนุษยธรรมและเป็นระเบียบจะเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ย้ายถิ่นเองและสังคมโดยรวม

‘9 to Zero’กลยุทธ์‘ม.มหิดล’ เดินหน้า‘ขยะฝังกลบเป็นศูนย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698955

‘9 to Zero’กลยุทธ์‘ม.มหิดล’  เดินหน้า‘ขยะฝังกลบเป็นศูนย์’

‘9 to Zero’กลยุทธ์‘ม.มหิดล’ เดินหน้า‘ขยะฝังกลบเป็นศูนย์’

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลยึดถือนับตั้งแต่ได้มีการประกาศนโยบายมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศกว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จนทำให้มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่สามารถบรรลุเป้าหมาย “Single-use Plastic” หรือลดเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้ 100% ในฐานะมหาวิทยาลัยต้นแบบระดับประเทศ คือ “การไม่หยุดที่จะตั้งคำถาม”

โดยไม่เพียงการรณรงค์ No Bag หรืองดแจกถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดลยังได้ขอความร่วมมือให้ทางร้านค้าถามผู้ซื้อถึงความจำเป็นในการใช้หลอด ช้อน ส้อมพลาสติกก่อนส่งให้พร้อมอาหารทุกครั้ง เพื่อลดปริมาณขยะภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ที่มีจำนวนมากถึงปริมาณ 5,000 กิโลกรัมต่อวันได้อย่างเห็นผล

นอกจากนี้ ยังได้รณรงค์ให้มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ และคุ้มค่าถึงแม้จะเป็นเพียงเศษอาหาร ก็ไม่ได้ทิ้งเปล่าให้เน่าเสีย ยังสามารถนำมาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ใน “ถังหมักรักษ์โลก” (Green Cone) เพื่อทำเป็นปุ๋ยใช้บำรุงพืชพันธุ์ต่างๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยมหิดลให้เขียวสดงดงามต่อไปได้อีกด้วย โดยแนวคิดเรื่องการใช้ “ถังหมักรักษ์โลก” ในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลรับนโยบายมาต่อยอดขับเคลื่อนให้นักศึกษาได้รู้จักการจัดการกับเศษอาหารได้อย่างเหมาะสมนอกเหนือจากการแยกทิ้งขยะให้ถูกถัง โดยใช้หอพักนักศึกษาเป็นโมเดลหลัก โดย “ถังหมักรักษ์โลก” มีลักษณะเป็นรูปโคนที่มีผนัง 2 ชั้น โดยได้รับการออกแบบให้สามารถกักเก็บความร้อน ช่วยให้อากาศเกิดการหมุนเวียน และช่วยในการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

วิธีใช้โดยการฝังก้นถังลงดิน เพื่อให้ดินดักจับกลิ่นและไม่ให้เกิดแมลงวัน โดยเป็นการหมักในภาวะที่มีออกซิเจน ซึ่งใช้“สารเร่ง พด.6” เติมลงถังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหมักที่แทบไม่ส่งกลิ่นเหม็นออกมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย “9 to Zero” ที่ว่าด้วยการทำให้ “ขยะสู่แหล่งฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero waste to landfill)” ของทั่วโลกจากหลักการทั้งหมด 9 ประการที่มุ่งหมายให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 หรือในอีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ อุปสรรคปัญหาในการกำจัดขยะที่ไม่สามารถฝังกลบได้ส่วนใหญ่เกิดจากขยะประเภทถุงร้อนปนเปื้อนที่ยากต่อการนำมาทำความสะอาดเพื่อนำกลับไปใช้ซ้ำ อีกทั้งยังสิ้นเปลืองน้ำที่จะต้องใช้ในการทำความสะอาด ซึ่งจะต้องนำไปผ่านการบำบัดต่อไปอีกด้วยโดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และ Roadmapการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 และตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDG 12 Responsible Consumption and Production (ผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ) แห่งองค์การสหประชาชาติ

ชาวหมู่บ้านเครือข่ายคชานุรักษ์ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ร่วมลงนามถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698994

ชาวหมู่บ้านเครือข่ายคชานุรักษ์ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ร่วมลงนามถวายพระพร

ชาวหมู่บ้านเครือข่ายคชานุรักษ์ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ร่วมลงนามถวายพระพร

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.38 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นวันที่ 3 ตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนที้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าถวายพร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ ม.ร.ว.ชฎาทิพย์ ชยางกูร, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี, นายอานันท์ ปัญญาระชุน อดีตนายกรัฐมนตรี, นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย, นายคิมซัง คอร์จิ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอณาจักรภูฏาน ประจำประเทศไทย,

ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตลาว นำแจกันดอกไม้ของประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาทูลเกล้าถวาย, นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรปราการ, ปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัทดับเบิลเอ, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครปฐม, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์, โรงพยาบาลซีเมคลิฟวิ่ง, สมาคมสรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ, นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย, โรงเรียนนายร้อยตำรวจ, ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี, สมาคมไทย-เยอรมัน

นายสุวัจน์ ลิปตวัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมคณะกรรมการสภาฯ, นายพินิจ จารุสมบัติ พร้อมคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง, สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, โรงพยาบาลในเครือบางประกอกและปิยะเวท, ตำรวจภูธร ภาค 3, ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) จำกัด (มหาชน), สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, จิตรอาสาจราจร, นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดภูเก็ต, กุลบุตร กุลธิดา สภากาชาดไทย, มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา พร้อมด้วยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ, คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร, อธิบดีกรมโยธาและผังเมือง, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7, กองพลทหารราบที่ 9, โทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นต้น

ด้าน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย เปิดเผยภายหลังการลงนามถวายพระพร ว่า เมื่อทราบข่าวการประชวรของพระองค์ภา จึงอยากเดินทางมาถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงและทุกพระองค์ในราชวงศ์ ซึ่งพระองค์ภาท่านทรงทำกิจกรรมหลายอย่างให้กับประชาชน รอบรู้ในด้านการบ้านการเมือง การทหาร ให้ความสนใจต่อทุกข์สุขของประชาชนทั่วทั้งประเทศ พระองค์ท่านทรงเป็นตัวแทนของในหลวง รวมทั้งในส่วนพระองค์ท่านเอง ที่มักจะมีพระราชกรณียกิจปลดความทุกข์ และนำความสุขมาให้กับประชาชนทั่วทุกหมู่เหล่า เมื่อท่านประชวร จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากจะร่วมถวายพระพร และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก ดลบันดาลให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็วมีพระพลานามัยสมบูณ์แข็งแรง

เมื่อเวลา 15.00 น.ชาวหมู่บ้านเครือข่ายคชานุรักษ์ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, สระแก้ว รวม 51 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านใน โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้เดินทางมาร่วมทูลเกล้าฯถวายแจกันดอกไม้พร้อมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากอาการพระประชวรในเร็ววัน ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

นายตระกูล สว่างอารมย์ ผู้แทนหมู่บ้านคชานุรักษ์และหมู่บ้านขยายผล 51 หมู่บ้าน กล่าวภายหลังลงนามถวายพระพร ว่า พอทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ช้าวบ้านหมู่บ้านคชานุรักษ์ ทุกคนตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกในช่วงนั้น แต่ก็ได้รวมตัวกันจัดพิธีสวดมนต์เพื่อถวายพระพรให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการประชวร และในวันนี้จึงได้นัดสมาชิกทั้ง 51 หมู่บ้าน เดินทางมาลงนามถวายพระพร เพื่อให้พระองค์ท่านทรงหายจากอาการพระประชวรในเร็ววัน เพื่อเป็นมิ่งขวัญของชาวหมู่บ้านคชานุรักษ์ และปวงชนชาวไทยสืบไป

“พวกเราทุกคนรู้สึกน้อมสำนึกในพระกรุณาพระองค์ภาฯที่ผ่านมาพระองค์ท่านได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปพระราชทานความรู้ให้แก่สมาชิกหมู่บ้านคชานุรักษ์เกี่ยวกับเรื่องคนกับช้างป่าให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล อย่างไม่ถือพระองค์ ประทับนั่งกับพื้นรับฟังสภาพปัญหาของชาวบ้าน เพราะโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการแก้ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการทุกหน่วยงานมาช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยมีพระองค์ท่านคอยพระราชทานคำแนะนำ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี ของการดำเนินงานหมู่บ้านคชานุรักษ์ ปัญหาระหว่างคนและช้างป่าได้หมดไปเพราะพระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าเราต้องเรียนรู้พฤติกรรมช้างและปรับเปลี่ยนเวลาในการออกไปเก็บเกี่ยวพืชผลรวมถึงการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืช อันเป็นการช่วยเหลือทั้งคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ดังนั้น พวกเราชาวหมู่บ้านคชานุรักษ์ทุกคนขอกราบสำนึกและถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน” นายตระกูล กล่าว

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ เวลา 08.00 – 16.00 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ

– 006

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล’เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698939

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล'เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์'

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล’เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์’

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.36 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในโอกาสวันชาติของรัฐกาตาร์ 

18 ธันวาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคลไปยังเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในโอกาสวันชาติของรัฐกาตาร์ ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ความว่า 

เชค ตะมีม บิน ฮะมัด อัษษานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ กรุงโดฮา ในโอกาสวันชาติของรัฐกาตาร์ หม่อมฉันขอถวายพระพรชัยมงคลเพื่อฝ่าพระบาท  ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญ ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวกาตาร์ ประสบความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป 

ประเทศไทยและรัฐกาตาร์มีสัมพันธไมตรีที่ดีงามต่อกัน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความเข้าใจอันดีและความเคารพยกย่องซึ่งกันและกัน หม่อมฉันเชื่ออย่างแน่แท้ว่า ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจร่วมกัน ประเทศของเราทั้งสองจะสร้างเสริมความร่วมมืออันใกล้ชิดในทุก ๆ ด้านให้เพิ่มพูน และกระชับมั่นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของทั้งสองฝ่ายในภายภาคหน้า  

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘สถานทูตและกงสุลใหญ่’ไทย-ต่างประเทศ สวดมนต์ถวายพระพร’พระองค์ภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/698923

'สถานทูตและกงสุลใหญ่'ไทย-ต่างประเทศ สวดมนต์ถวายพระพร'พระองค์ภาฯ'

‘สถานทูตและกงสุลใหญ่’ไทย-ต่างประเทศ สวดมนต์ถวายพระพร’พระองค์ภาฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.16 น.

สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทย ในต่างประเทศ ร่วมกับ ชุมชนไทย สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา ถวายพระพร “สมเด็จฯเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” 

18 ธันวาคม 2565 สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ไทย ในต่างประเทศ ร่วมกับชุมชนไทย จัดพิธีสวดมนต์และเจริญจิตตภาวนา ถวายพระพร แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ดังนี้ 

สถานเอกอัครราชทูตไทย  ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ และ เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนาถวายพระพร ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา โดยข้าราชการสำนักงานทีมประเทศไทย และชุมชนไทยในกรุงแคนเบอร์ราเข้าร่วม โดยมีพระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโรเป็นประธานคณะสงฆ์

พร้อมลงนามถวายพระพร หน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ว

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก นางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก พร้อมด้วยข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ทีมประเทศไทย ณ กรุงปราก และชุมชนไทยในสาธารณรัฐเช็ก ได้ร่วมกันทำวัตรเช้า สวดมนต์ และเจริญจิตตภาวนา ณ วัดธรรมกิตติวงศ์ กรุงปราก ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร โดยมีพระมหาสันติ ธัมมทัสสีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ 

สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครชิคาโก รัฐอิลลินอย สหรัฐอเมริกา  จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา ณ วัดธัมมาราม นครชิคาโก ทั้งนี้ วัดธัมมารามฯ กำหนดจะเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพร ต่อเนื่องกับการสวดมนต์ทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวันเป็นต้นไป

สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครซิดนีย์  ประเทศออสเตรเลียข้าราชการทีมประเทศไทย และชุมชนไทยในนครซิดนีย์ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยคณะสงฆ์จากวัดพุทธรังษี แสตนมอร์ ร่วมกับวัดพุทธรังษี แอนนันเดล ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ณ วัดพุทธรังษี แอนนันเดล

สถานเอกอัครราชทูตไทย  ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ร่วมกับ พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี นิมนต์พระสงฆ์นานาชาติเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายพระพร แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา.012

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/more/pr-news/40023193

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

SUNDAY, DECEMBER 18, 2022

GE Technology will transform end-of-life plastic waste into Honeywell Recycled Polymer Feedstock (RPF) which can be used to create new plastics using Honeywell’s UpCycle Process Technology 

Honeywell announced that GE Technology will license Honeywell’s UpCycle Process Technology at their planned advanced recycling facility in South Korea.

The plant will be able to convert mixed waste plastics into Honeywell Recycled Polymer Feedstock (RPF), which will then be used to create new plastics, and help enable the development of a circular economy for plastics.

Production is anticipated to begin in 2025 and is projected to be the first commercialized waste plastics recycling facility to use Honeywell’s UpCycle Process Technology in Korea.

The planned advanced recycling plant is expected to have the capacity to transform 30,000 metric tons of mixed waste plastics into Honeywell RPF per year.

“Honeywell’s UpCycle Process Technology not only allows us to reduce waste by expanding the types of plastics that can be recycled but also displaces the need for fossil fuels in the creation of virgin plastics,” said Woo-Hyun Shim, vice president, GE Technology.

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

“Enabling a circular economy for plastics in Korea is now possible through our licensure with Honeywell and their UpCycle Process Technology.”

Honeywell’s UpCycle Process Technology is a ready-now technology that utilizes molecular conversion, pyrolysis, and contaminants management technology to convert waste plastic to Honeywell RPF, which is then used to create new plastics.

The UpCycle Process Technology expands the types of plastics that can be recycled to include waste plastic that would otherwise go unrecycled, including coloured, flexible, multilayered packaging, and polystyrene.

When used in conjunction with other chemical and mechanical recycling processes – along with improvements to collection and sorting – Honeywell’s UpCycle Process Technology has the potential to help recycle nearly 90 % of waste plastics. This would represent a considerable increase in the number of waste plastics that can be turned into polymer feedstock

“GE Technology is the first company in Korea to license Honeywell’s UpCycle Process Technology, which will build upon GE Technology’s existing capability in waste collection and mechanical recycling,” said Barry Glickman, vice president and general manager, Honeywell Sustainable Technology Solutions.

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

“Honeywell’s technology can play a key role in driving a circular plastics economy to tackle the global challenge of plastic waste.”
Today’s announcement expands the UpCycle Process Technology footprint, building on Honeywell’s recent announcements in the U.S., Spain, Turkey, China, and Egypt.

Honeywell’s UpCycle Process Technology was created within Honeywell’s Sustainable Technology Solutions (STS) business, which is part of Honeywell UOP.

This latest breakthrough technology builds upon Honeywell’s focus to deliver high-impact, environmentally sustainable solutions for customers and society.

Honeywell committed to achieving carbon neutrality in its operations and facilities by 2035. This commitment builds on the company’s track record of sharply reducing the greenhouse gas intensity of its operations and facilities as well as its decades-long history of innovation to help its customers meet their environmental and social goals.

Approximately 60 % of Honeywell’s new product introduction research and development investment is directed toward products that improve environmental and social outcomes for customers.
About GE Technology 

GE Technology to use advanced recycling technology at new facility in S Korea

GE Technology is a leading waste management company in South Korea with the vision of Plastic Circularity, carbon reduction and Hydrogen Economy. With broad experience operating Material Recovery Facilities for years, GE Technology has been establishing strong value chains and offering full-service waste management and recycling optimization solutions.

South Korean Culture Ministry recommends must-see spots

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/travel/40023196

South Korean Culture Ministry recommends must-see spots

South Korean Culture Ministry recommends must-see spots

SUNDAY, DECEMBER 18, 2022

The Ministry of Culture, Sports and Tourism and Korea Tourism Organization have unveiled the 100 Must-visit Tourist Spots in Korea list for the years 2023 to 2024.

The list is updated every two years, with the aim to introduce and promote Korea tourism to both Koreans and foreigners.

The latest list includes a total of 61 cultural attractions and 39 natural attractions.

By region, 24 destinations are located in the greater Seoul area, 10 in Gangwon Province, 13 in Chungcheong provinces, 17 in Jeolla provinces, 28 in Gyeongsang Province and six in Jeju island.

A total of 14 spots have been selected six consecutive times since the list was launched in 2013.

Newly chosen destinations include the five Joseon palaces in Seoul, Jeju Olle-gil Trail, Jeonju Hanok Village and Gyeongju Bulguksa Temple and Seokguram Grotto, destinations that are already well known.

The 33 new additions on the list are evenly scattered out across the country, including Seoul Forest, Changwon Yeojwacheon Stream, Chuncheon Samaksan Moutain Lake Cable Car, Iksan Archaeological Site in Wanggung-ri and Tongyeong Dpirang Garden.

The 100 tourist spots in Korea were chosen from 235 destinations through a three-step screening process.

Mobile carriers, navigation apps and social media were used to gather big data while academics, journalists and travel writers took part in the final screening.

The Culture Ministry said it has placed several of the chosen locations in “Travel Hunter K,” a series of Zepeto’s metaverse platform content, for a virtual experience of the destinations.

Next year’s Korea Travel Expo, hosted by the Culture Ministry, will have a hall dedicated solely to introducing the 100 Must-visit Tourist Spots in Korea. The ministry will also support the production of promotional videos of each location for marketing purposes.

South Korean Culture Ministry recommends must-see spots

“Next year, we will promote both the K-culture popular destinations and the beautiful natural landscapes of the country so that global travellers can think of Korea as a place to go to and experience.” an official at the Culture Ministry’s national tourism policy bureau said.

Pamphlets containing information on the must-visit sites can be obtained at tourist information centres around the country and at information booths in airports and KTX stations.

HiKR Ground, a popular venue for travellers near Gwanghwamun Station operated by the KTO, will also have pamphlets for distribution.

English, Chinese and Japanese versions of the pamphlet will be available as early as mid-January, according to the KTO’s marketing team.

The Korean version is now available online through the Visitkorea website.

The Korea Herald

Asia News Network

Messi’s hometown hopes to witness Argentina’s third World Cup championship

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/sport/40023206

Messi's hometown hopes to witness Argentina's third World Cup championship

Messi’s hometown hopes to witness Argentina’s third World Cup championship

SUNDAY, DECEMBER 18, 2022

Residents of Rosario, Lionel Messi’s hometown and Argentina’s third largest city, have expressed their hope to witness the country’s third FIFA World Cup championship with Messi’s superb performance.

Rosario, located 300 kilometres northwest of Buenos Aires, Argentina’s capital, is the shipping centre for northeastern Argentina. Messi’s childhood home is on the Lavalleja (525), a small street in Rosario.

The two-story building where Messi and his family once lived has become a famous tourist spot now. The large portrait on the wall of the house was painted after Messi had become famous.

The elementary school, No.66 General Las Heras, is the school Messi attended till around age 12.

In 2005, Messi paid a visit to his alma mater, which greatly inspired the students at that time.

“As Messi’s ambitiousness and bravery are what we value the most, our students are always pursuing excellence no matter it comes to sports or study,” said Anastasia, headmistress of the elementary school.

Now, the streets of Rosario are adorned with various World Cup elements, and one of the most striking is Messi’s jersey. Local people are expecting Argentina to win the third World Cup under the leadership of Messi.

“We need a new leader after Diego Maradona to lead Argentina to win another World Cup title. We’ve been craving for such glory to come one more time,” said Manolier, a university student in Rosario.

“It’s going to be a tough final, but I believe Messi and Argentina will win it,” said Marcelo, a local resident.

Argentina will play France in the World Cup final at the Lusail Stadium on Sunday night, as both sides aim to win the trophy for the third time.

Reuters

Proud Morocco want to build African legacy after World Cup run

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/sport/40023191

Proud Morocco want to build African legacy after World Cup run

Proud Morocco want to build African legacy after World Cup run

SUNDAY, DECEMBER 18, 2022

Croatia ended their World Cup campaign with the pride of claiming third place in a 2-1 win against Morocco, which marked the end of a journey but also promised a bright future, coach Zlatko Dalic said on Saturday.

Croatia, runners-up in 2018, prevailed with goals by Josko Gvardiol and Mislav Orsic to end their World Cup on a high as Luka Modric possibly bid farewell to the soccer extravaganza.

Croatia beat Brazil in the quarter-finals, but for Dalic, Saturday’s bronze medal game was the highlight of their tournament.

“In any case, the last match we played. If you remember, I had said if we had lost, it would have been a disaster,” said Dalic, who paid tribute to former Serbia midfielder Sinisa Mihajlovic after his death on Friday.

“It was a difficult, great match. I want to extend my congratulations to Morocco, they put up a great fight until the last minute, despite the fatigue.

“They can be proud, they remind me of us four years ago. We’re among the best teams in the world.”

Croatia can now look forward to the future with confidence.

“It’s the end of a cycle for us, the end of a journey. Tonight’s match and the win is the moment of the tournament for us,” said Dalic.

“Yes, this is the last World Cup for some of my players today due to their age. But we have young players in the team and it is great for Croatia,” he added, referring to a man of the match Josko Gvardiol, but also Lovro Majer and Borna Sosa.

“We have many of the players on the bench, too.”

Dalic, however, is still counting on his old guard for the Nations League and the Euro 2024 qualifiers.

“We would not have been that far without our older players. We have a great future, and Croatia has nothing to fear. Is it the end of an era for a generation? Well, we still have the Nations League and the Euro qualifiers. All I know is that Croatia has a bright future.”

Proud Morocco want to build African legacy after World Cup run

Meanwhile, despite losing Morocco broke new ground for Africa by finishing in the final four. Head coach Walid Regragui promised that his players will still go home to a hero’s welcome

“We wanted to please our fans. We’re still happy, we’re among the four best teams in the world,” Regragui said.

“We provided everyone with a good show, we never gave up. Congratulations to Croatia, they deserve their third place.”

By the 67th minute, Morocco had made all five of their substitutions. With starting centre-back duo, Romain Saiss and Nayef Aguerd, nursing injuries on the bench, Jawad El Yamiq became their fourth centre-back to bid the tournament goodbye when he came off.

“Physically it was difficult, our players got tired, it was intense,” Morocco coach Walid Regragui said.

Morocco will leave Qatar proud and happy after becoming the first African or Arabic team to reach the last four at a World Cup but they should strive for more in the future, coach Walid Regragui said on Saturday.

Regragui lauded his young squad saying they did everything he asked of them in the tournament, having beaten elite teams including Belgium, Portugal and Spain on their way to the semi-finals.

“We wanted to bring joy to our fans but we’re still happy, we’re among the four best teams in the world,” Regragui told reporters.

“We provided everyone with a good show, we never gave up. Congratulations to Croatia, they deserve their third place. We are a young team that is still learning.”

Regragui said that his side, who had the best defensive record in Qatar before losing 2-0 to France on Wednesday, felt the physical toll of an intense tournament after playing their seventh match.

“Sure, I am a little disappointed by this second consecutive defeat, but we did everything that we could,” Regragui said.

“Physically it was difficult, our players got tired, it was very intense. We wanted to make the fans more proud than they already were, that’s it.”

Morocco’s campaign in Qatar gave African football a huge morale boost after none of the five African sides made it out of the group phase in Russia in 2018.

“I think we showed our strength, we showed that African football is prepared to face the top teams in the world with efficiency and playing at the highest level,” Regragui told a news conference.

“We probably will only realise what we accomplished in Qatar after four years, in the next World Cup. The pressure will also be greater, there will be expectations around us. It’s natural.

“We made a great achievement but we want to do it again. It will not be easy but that’s the objective.”

Regragui said he hoped their performance in Qatar would leave a lasting legacy for African football.

“Through experience, you get stronger and I hope we learn and grow and build in our children in Africa a football DNA that lasts,” he said.

“We have now allowed children to dream, dream of being footballers and going to the World Cup. That is priceless. As for the impact on our country, we have set the bar high.

“I’m sure that in 15 years an African team will win the World Cup.”