รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693819

รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

รพ.kdms หนุนกิจกรรมเดินวิ่งการกุศล ‘Taro Run’ วิ่งฟื้น..คืนทะเล รายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.24 น.

โรงพยาบาลฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms  ข้อดีมีสุข เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อแห่งแรกในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวิ่ง Taro Run#Save the Sea1 วิ่งคืน….ฟื้นทะเล นำรายได้ทั้งหมดในงานโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์เพื่อช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส ณ คุ้งบางกระเจ้า เมื่อวันก่อนโดยมีสองดารานักแสดงชายยอดฮิต “ ฟิล์ม” ธนภัทร กาวิละ และ”แจม “รชตะ หัมพานนท์ จากละครดังเรื่อง “คุณชาย” เข้าร่วมกิจกรรม ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจกันอย่างมากมาย

บรรยากาศภายในงานนอกจากมีการเดินวิ่งของผู้ที่ให้ความสนใจและแฟนคลับของสองดารานักแสดงแล้วยังมีการออกบูธกิจกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms พบกับนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มาให้บริการยืดกล้ามเนื้อให้กับนักวิ่ง รวมถึง มีบริการรับปรึกษาปัญหาด้านกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการมอบของที่ระลึกถุงผ้าและส่วนลด Voucher ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในบูธด้วย

นายโฆษิต ลำภาษี รักษาการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms กล่าวถึง  การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อต้องการนำรายได้ที่ได้จากในงานวิ่ง  Taro Run ไปมอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์   สำหรับเด็กขาดโอกาสในด้านการศึกษาและส่วนหนึ่งนำไปดูแลสิ่งแวดล้อมทางทะเล  ผ่านการรับมอบโดย  คุณโมนา ศิวรังสรรค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ซึ่งทางโรงพยาบาลฯเล็งเห็นว่าการออกกำลังกาย เดิน วิ่ง เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ทำการรักษาในเรื่องของ กระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ   เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน  ได้แก่ เข่าและสะโพก  มือและข้อมือเท้าและข้อเท้า  กระดูกสันหลัง  หัวไหล่ รวมไปถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยแพทย์ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์แพทย์เฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อระดับต้นของประเทศ ร่วมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด( Robotic Surgery) หรือการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้วยการส่องกล้อง Endoscope แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว มั่นใจได้ว่านักกีฬาทุกท่านรวมถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อจะได้รับการรักษาเป็นอย่างดี

โปรแกรมการรักษา หรือ Protocol ของทางโรงพยาบาลฯมุ่งเน้นในเรื่องของ “คุณภาพชีวิตของคนไข้” และ “การสร้างความเป็นไปได้ในทุกการเคลื่อนไหว” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อร่วมกับทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อให้ผลการรักษาตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการรักษาดีที่สุด อันนี้คือแนวทางการรักษาตั้งแต่เปิดโรงพยาบาลมาตั้งแต่ต้น

ท้ายนี้สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือวัยทำงานที่มีพฤติกรรมนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆจนปวดคอบ่าไหล่ เป็น ออฟฟิตซินโดรม หรือผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเสื่อม สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่โรงพยาบาลฯ โดยค่าปรึกษาแพทย์เริ่มต้นที่ 800-1500บาทขึ้นไป ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลฯไม่ได้เน้นการรักษา กระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้นเรามุ่งเน้นรักษาจากวัตถุประสงค์ของคนไข้เป็นหลัก ถ้าคนไข้ไม่อยากผ่าตัด เราก็มีโปรแกรมทำกายภาพบำบัดและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาอาการปวดและสร้างความแข็งแรงให้กับคนไข้ ถ้าอาการที่เป็นไม่ดีขึ้นถึงจะกลับมาดูในเรื่องของทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยา หรือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

ด้าน “ ฟิล์ม” ธนภัทร กาวิละ และ”แจม “รชตะ หัมพานนท์ สองดารานักแสดงจากละครดังเรื่อง “คุณชาย”ที่ได้มาเข้าร่วมทำกิจกรรมเดินวิ่งทาโร่รันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า”    รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญกับกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms  ผู้สนับสนุนในงานวิ่ง Taro Run นำรายได้มอบให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์เพื่อเด็กที่ขาดโอกาส ในด้านการศึกษา และรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติทางทะเล ปกติเราสองคนออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว    ปัจจุบันจะเห็นว่ามีผู้ให้ความสนใจมาออกกำลังกายกันมากขึ้นเรียกว่าเป็นแฟชั่นเลยก็ว่าได้” 

“แจม” รัชตะ หัมพานนท์ กล่าวเสริมว่า “ส่วนตัวผมออกกำลังกายเป็นประจำ ถ้ามีเวลาน้อยก็ประมาณ15 นาที โดยก่อนการออกกำลังกายควรมีการวอร์มร่างกายยืดกล้ามเนื้อเสียก่อนเพื่อป้องกัน อาการบาดเจ็บเรื้อรัง เช่นเราอาจบิดกล้ามเนื้อผิดพลาด ทำให้เราบาดเจ็บหัวเข่า หัวไหล่ เอว โดยที่เราไม่รู้ตัว วิธีดูแลกล้ามเนื้อเพื่อใฟ้ฟื้นกลับมาคือหาเวลาพัก ยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ” ส่วน “ฟิล์ม” ธรภัทร   กาวิละ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องการแบ่งเวลาออกกำลังกายผมว่าแล้วแต่เวลาสะดวกของแต่ละคน อีกอย่างคนส่วนใหญ่ชอบมีข้ออ้างสำหรับตัวเองในเรื่องของการออกกำลังกาย เช่น มักพูดคำว่าเดี๋ยวก่อน ไม่มีเวลา คนเรามีเวลา24 ชั่วโมงเท่ากัน คนที่ไม่ออกคือคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพเท่านั้นเอง คุณอาจทำงานมาทั้งชีวิตแล้วก็ต้องนำเงินมารักษาตัวเองอยู่ดี เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิตเหมือนกันครับ”

สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะ กระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms ข้อดีมีสุข ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบด่วนรามอินทรา  -เอกมัย ซอยสุคนธสวัสดิ์  27 เบอร์โทรศัพท์ 02-080-8999 หรือติดต่อผ่านทางไลน์ line@kdmshospital หรือ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website:https://kdmshospital.com/

-(016)

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693817

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ ‘Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง’ เชื่อมต่อทุกการรักษา

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.11 น.

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” เชื่อมต่อทุกการรักษากับโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เปิดรับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบเพิ่มจำนวน 150 ราย เข้าถึงการเปลี่ยนลิ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจ “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” เชื่อมต่อทุกการรักษาเปลี่ยนลิ้นหัวใจสู่ผู้ป่วยทั่วประเทศ กับโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูงให้กับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบ ซึ่งจะเปิดรับสมัครผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโครงการเพิ่มอีกจำนวน 150 ราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยมี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน

พร้อมเปิดเวทีเสวนาให้ความรู้ “นวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ และโครงการ TAVR สัญจรเพื่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยผ่านโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ” จากทีมแพทย์ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย นพ.ดํารงค์ สุกิจปัญญาโรจน์, พญ.ธัญรัตน์ อร่ามเสรีวงศ์, นพ.อนุรักษ์ เจียมอนุกูลกิจ, นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์, นพ.พิเชษฐ์ เลิศปันณะพงษ์ และ พว.เนตรนภิส ศรีรัตนา พร้อมด้วยกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ และกิจกรรมระดมทุนจำหน่ายเสื้อการกุศล Happy Heart Connect เพื่อโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ที่ได้พระเอกหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ มาร่วมแคมเปญ พร้อมด้วย“คนเก่งหัวใจแกร่ง” ผู้ป่วยที่เคยผ่านการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติก มาร่วมแชร์ประสบการณ์การฟื้นฟูดูแลสุขภาพหัวใจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง โดยงานจัดขึ้น ณ CRA HALL ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์สุขภาพที่ดี เพื่อสังคมไทยภายใต้หลักการทำงาน “ทุกชีวิตของคนไข้คือหัวใจของเรา” สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นที่พึ่งทางสุขภาพให้กับชนชั้นกลางจนถึงผู้ยากไร้ให้ได้รับการรักษาอย่างดีเยี่ยม และให้ประชาชนคนไทยในทุกถิ่นฐานมีสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต

ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศที่พร้อมให้บริการดูแลด้านการตรวจรักษาในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดแก่ผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมบริการสุขภาพสู่สถานพยาบาลเครือข่ายในภูมิภาคต่าง ๆ โดยได้จัดทำโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อมอบโอกาสทางการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจด้อยโอกาสจากทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตที่ปกติสุข และมีหัวใจที่แข็งแรงอีกครั้ง”โรคหัวใจและหลอดเลือด จัดเป็นภัยอันดับต้น ๆ ของคนไทย และยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่อาจมีภาวะอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ทำให้คนไทยมีสถิติการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึงปีละ 70,000 ราย (ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค)

ทั้งนี้ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง เป็นความผิดปกติของลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ สาเหตุหลักเกิดจากการเกาะตัวของหินปูนแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจากไข้รูห์มาติก และบางส่วนเกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจที่เป็นไปตามวัย จึงมักพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป จึงเป็นภัยเงียบสำหรับผู้สูงวัยที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ และเนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาโดยการให้ยาประคองอาการไปได้ จึงต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดรักษามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัด หรือการทำหัตถการ TAVR :Trans catheter Aortic Valve Replacement เป็นการซ่อมแซมลิ้นหัวใจอันเก่าที่ใช้การไม่ได้ จึงเป็นทางเลือกการรักษาตามมาตรฐานในระดับสากล และเป็นเป้าหมายสำคัญของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในการเพิ่มศักยภาพด้านการรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง แต่ด้วยการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าลิ้นหัวใจ 1 ลิ้น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

นพ.ดํารงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวว่า “ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ริเริ่มจัดทำ “โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน” ด้วยเล็งเห็นว่ากลุ่มผู้ป่วยลิ้นหัวใจตีบซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการรักษา อีกทั้งการรักษามีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าลิ้นหัวใจ 1 ลิ้น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงที่จำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจทั่วประเทศ ทุกสิทธิการรักษาได้เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยได้เริ่มโครงการในปี 2563 จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมให้ผู้ป่วยไปแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 121 ลิ้น

ในโอกาสครบรอบ 13 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์นี้ ทางศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสให้ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเพิ่มอีก จำนวน 150 รายควบคู่กับการดำเนินโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน หรือ TAVR สัญจร เชื่อมต่อสถานพยาบาล สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง โดยนำองค์ความรู้ด้านการรักษาโรคลิ้นหัวใจจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ไปเผยแพร่สู่โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นสูงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม”

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้านเพื่อให้บริการผู้ป่วยในทุกสิทธิการรักษาแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษา รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงบุคลากรสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมปฏิบัติงาน โดยมีศักยภาพในการทำหัตถการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในกลุ่มการรักษาทางห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด การผ่าตัดหัวใจแบบเปิดหน้าอก รวมถึงเทคโนโลยีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกที่สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและพิการในกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก เนื่องจากผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการทำหัตถการได้เร็ว ระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นลง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น

โครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน ของศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดรับผู้ป่วยที่มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลวจากโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบหรือผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ให้เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเข้าถึงการรักษา สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโดยมีหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประกอบด้วย 1. เป็นคนไทยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรง 2. อายุ 70 ปี ขึ้นไป หรือกรณีอายุ 65-70 ปี และมีโรคร่วมที่เสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์พิจารณา) 3. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกสูง 4. ผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกมาก่อน และ 5. กรณีผู้ป่วยมีโรคมะเร็งร่วมด้วย ต้องไม่อยู่ในภาวะโรคมะเร็งระยะลุกลาม

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตามข้อบ่งชี้จะได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกผ่านสายสวน 1 ลิ้น = 1 ล้านบาท โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเบิกจ่ายการทำหัตถการตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย สามารถสมัครด้วยตนเองหรือให้สถานพยาบาลส่งต่อเพื่อเข้าถึงการรักษาได้ที่ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สายด่วนโรคหัวใจ โทร 064 205 3970 นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการ TAVR สัญจร เพื่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยผ่านโรงพยาบาลเครือข่ายทั่วประเทศ โดยเป็นโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ โดยศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะนำทีมแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องรวมถึงนำลิ้นหัวใจเทียมไปร่วมทำหัตถการฯ ให้กับผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลนั้น ๆ โดยมีทีมแพทย์ของโรงพยาบาลที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเรียนรู้ตลอดกระบวนการ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดให้สามารถทำหัตถการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวนได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยจากทั่วทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ภายในงาน “Happy Heart Connect เชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรง” ยังมีพระเอกหนุ่มสุดฮอต มาริโอ้ เมาเร่อ มาร่วมทอล์กส่งต่อพลังบวกสร้างพลังใจให้กับผู้ป่วย และ ดีเจอ๋อง เขมรัชต์ ร่วมดำเนินรายการ พร้อมด้วย “คนเก่งหัวใจแกร่ง” ผู้ป่วยที่เคยผ่านการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกมาร่วมแชร์ประสบการณ์การฟื้นฟูดูแลสุขภาพหัวใจให้กลับมาแข็งแรง พร้อมทั้งหนุ่มมาริโอ้ ยังได้ร่วมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจคนไทยให้แข็งแรงด้วยการชวนกันลุกขึ้นมาออกกำลังและยังร่วมเป็นสะพานบุญเชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ เพราะทุกลิ้นมีความหมายต่อหัวใจผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจด้อยโอกาสทั่วประเทศ ในกิจกรรมระดมทุนโดยบริจาค 500 บาท รับเสื้อการกุศล Happy Heart Connect ออกแบบลวดลายโดยคุณเพียว โลกุตรา ศิลปินนักวาดภาพประกอบ เพื่อมอบให้กับผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมทำบุญเพื่อโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกเทียมผ่านสายสวน ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นที่ระลึก และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าด้วย ร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เลขที่บัญชี 942-300099-2 และสามารถแจ้งความประสงค์ในการขอรับเสื้อการกุศล Happy Heart Connect ได้ทาง LINEmyShop @Bhadrafoundation ร่วมเชื่อมต่อทุกหัวใจแห่งการให้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดให้กับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอ-ออร์ติกตีบรุนแรงทั่วประเทศที่จำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจแต่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าถึงการรักษาได้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

-(016)

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693810

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

‘ลำพูน’ ชูแนวทางสร้าง ‘กติกาชุมชน’ เข้มแข็ง ดึงองค์กรท้องถิ่น-ชุมชนร่วมพัฒนาเด็ก ‘คุณภาพดี’

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.00 น.

“ตามแนวทางการพัฒนาเด็กของ “วอลดอร์ฟ” (นักมนุษย์ปรัชญา) เชื่อว่า การพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนหนึ่งได้จะต้องผ่าน 3 ช่วงชีวิตสำคัญคือ 0-7 ปี 7-14 ปี และ 14-17 ปี ซึ่งเป็นการสร้างทั้งมนุษย์ที่ดีและมีข้อปรับปรุง

แต่สิ่งที่เราเห็นในวันนี้คือ มนุษย์อายุ 3-6 ปี ติดมือถือ แม้เราทำงานเพื่อพัฒนาเด็ก แต่ความเป็นจริงเราก็ต้อง “ซ่อมเด็ก” ไปด้วย  เพราะถ้าเราไม่แก้ไขเรื่องนี้ก็จะเกิดปัญหาสังคมที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต”

ครูบุญส่ง กล่าวถึงปัญหาการพัฒนาเด็กเล็กและชี้ให้เห็นว่า เด็กปฐมวัย 3-6 ปี เป็นวัยทองของการเรียนรู้ แต่ปัจจุบันเด็กเล็กกำลังเผชิญกับปัญหาติดมือถือ เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปทำงานต่างถิ่นหรือโรงงาน ทำให้เด็กต้องอยู่ในภาระการดูแลของผู้สูงวัยและให้มือถือกับเด็กเล่น จึงกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายเติบโตไม่สมวัย และทักษะการเรียนรู้ถดถอย       

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านสุขภาวะในทุกมิติ ทางชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5 ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน จึงเข้าร่วม“โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ 3 ดี ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ด้วยการจัดกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ภายในสนามเด็กเล่นขึ้นเมื่อปี 2562   

“เป้าหมายเราอยากเห็นอนาคตเด็กชุมชนตำบลทากาศ มี “คุณภาพ” และเป็น “พลเมืองที่ดี” มีสุขภาวะที่ดี รู้จักรอคอย เข้าสังคมได้ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีจิตใจที่อ่อนโยน และมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ 6 ประการ ได้แก่ อารมณ์ ความสัมพันธ์ สติปัญญา วินัย รู้จักแบ่งปัน และความฉลาดรู้ด้านสุขภาวะ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของเด็กที่มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองที่ดีของชุมชนในอนาคต”  ครูบุญส่ง  อินต๊ะกาศ  ผู้ประสานงานและผู้ปฏิบัติงาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทากาศ  กล่าว

จากนั้นในปี 2563 ศูนย์เด็กจึงได้ต่อยอดสู่โครงการ “บูรณาการมหัศจรรย์ 3 ดี สู่ชุมชน เพื่อเด็กปฐมวัย” ของพื้นที่ “ชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5” และขยายเข้าสู่ “ชุมชนบ้านทากาศ หมู่ที่ 6”  ซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กต่อเนื่องจากครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นหน่วยงานและส่วนหนึ่งของงานด้านกองการศึกษาของเทศบาลตำบลทากาศ

โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อร่วมกันส่งเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย ตาม “แนวคิด 3 ดี” คือ “สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี”  ซึ่งถือว่าวันนี้โครงการประสบความสำเร็จ และได้พื้นที่ต้นแบบของ “ท้องถิ่นพัฒนาเด็ก” ที่เน้นการทำงานแบบ “มีส่วนร่วม” กับหลายหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“นันทภัศ เจอกาศ”  นักวิชาการศึกษา เทศบาลตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เล่าว่า “ชุมชนตำบลทากาศ” อยู่ในพื้นที่การดูแลของเทศบาลตำบลทากาศ เป็นชุมชนขนาดเล็กมีพื้นที่เพียง 4.3 ตารางกิโลเมตร มีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน ปัจจุบันได้ดำเนินการโครงการฯ 3 ดี สู่ชุมชน และเป็นต้นแบบ 2 ชุมชน ได้แก่ “ชุมชนบ้านเกาะทราย หมู่ที่ 5” และ “ชุมชนบ้านทากาศ หมู่ที่ 6”  ซึ่งสองชุมชนนี้มีลักษณะพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคมและปัญหาชุมชนแตกต่างกัน

การดำเนินโครงการฯ 3 ดี สู่ชุมชนเทศบาลตำบลทากาศ จึงปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทและปัญหาของแต่ละพื้นที่

 “เราพิจารณาจากปัญหาเป็นตัวนำ จึงได้เริ่มทำโครงการ 3 ดีสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย 3-7ปี ของชุมชนบ้านเกาะทรายก่อนแห่งแรก ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรแต่มีปัญหาด้านยาเสพติด เด็กวัยรุ่นออกนอกระบบการศึกษากันมาก ขณะที่ผู้ปกครองมีรายได้ลดลงและว่างงาน  ส่วนชุมชนบ้านทากาศนั้น เป็นชุมชนค้าขาย มีร้านค้าจำนวนมาก เด็กเข้าถึงขนมที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ง่าย ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง”

ในส่วนการดำเนินการโครงการ 3 ดี สู่ชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก หมู่ที่ 5 บ้านเกาะทราย นันทภัศ บอกว่า เริ่มต้นจากตั้งคณะทำงานชุมชนขึ้นมาและดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบล สนับสนุนทุน ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ครอบครัว เป็นต้น  ถือเป็นจุดแข็งของชุมชนตำบลทากาศ ที่สามารถดึงเครือข่ายชุมชนเข้ามาร่วมกันพัฒนาเด็กให้เข้มแข็ง

“จุดเด่นของชุมบ้านเกาะทราย เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่เน้นการมีส่วนร่วมการทำงาน เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ครูก็ทำงานในส่วนของครู เราก็ทำงานในส่วนขององค์กรที่ให้การสนับสนุนชุมชน และดึงชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรมร่วมกัน 

ถ้านึกถึงทากาศ ก็ต้องนึกถึงการทำงานแบบมีส่วนร่วม อย่างที่เราจัดงาน 3ดี ที่ผ่านมา ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เด็ก ผู้ปกครอง องค์กรเอกชนในพื้นที่ โรงเรียนต่างๆ ของสพฐ. ถึงจะต่างสังกัดกันแต่ก็ร่วมมือกันเป็นอย่างดี” นันทภัศ บอก

นอกเหนือจาก “จุดแข็ง” สามารถดึงทุกภาคส่วนร่วมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กแล้ว การสร้าง “กติกาชุมชน” เพื่อเป็นข้อตกลงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืนภายในชุมชน  ก็เป็น “ความเข้มแข็ง” ของสองชุมชนนี้

เพราะการสร้างกติกาชุมชน เปรียบเสมือนแผนที่การเดินทางของคนทำงานชุมชนบ้านเกาะทราย และชุมชนบ้านทากาศ ซึ่งเป็น “มติของชุมชน” ที่ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการทำงานขึ้นมา เรียกว่า “กติกาชุมชนเกาะทราย 3 ดี” และ “กติกาชุมชนทากาศ 3 ดี”   

ครูบุญส่ง กล่าวว่า กติกาชุมชุนสามดีที่ตั้งขึ้นและนำมาใช้ทั้งสองชุมชนนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ ด้วยกัน อย่างแรก..สมาชิกชุมชนร่วมกันสร้างพื้นที่และทำกิจกรรมร่วมกันในศูนย์รวมที่เรียกว่า “CENTER Point” หรือ “จุดศูนย์กลาง” เพื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันในทุกวัยตั้งแต่เด็กปฐมวัย วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ 

สอง..ขณะเดียวกันคัดเลือกครอบครัว 3 ดีตัวอย่าง 10 ครอบครัว ให้จัดมุมเรียนรู้ภายในบ้าน หรือ ลานบ้านให้แก่เด็กอย่างน้อย 1 มุมหรือมากกว่านั้น พร้อมดึงผู้สูงอายุ(ปราชญ์ชุมชน) ของแต่ละครอบครัว สลับกันมาเป็นครูถ่ายทอดวิชาชีวิตให้แก่เด็ก

สาม..สมาชิกในชุมชน ผู้ปกครอง ต้องเข้าร่วมกิจกรรมประชุม ปรึกษาหารือเมื่อชุมชนจัดขึ้นทุกครั้ง และอย่างน้อยต้องมีสมาชิกครัวเรือนเข้าร่วม 1 คน

สี่..ยังมีกติกาการสร้างความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุภายในชุมชน โดยห้ามสมาชิกผู้ชายขับรถเร็วภายในชุมชน  ห้า..ผู้ปกครองที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และเด็กจะต้องสวมหมวกนิรภัยเสมอเมื่อมารับส่งเด็ก

หก..สมาชิกในชุมชนจะต้องร่วมกันสอดส่องดูแลเด็ก เพื่อป้องกันเด็กสูญหายหรือถูกลักตัว(หลังจากที่มีรถตู้นิรนามเข้ามาในชุมชน) และ เจ็ด..กำหนดให้ร้านค้าในชุมชนมีมุมให้ความรู้หรือคู่มือด้านโภชนาการอาหารเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเมื่อซื้อขนมหรืออาหารให้เด็ก อีกด้วย

สำหรับชุมชนบ้านทกาศ หมู่ที่ 6 นั้น ครูบุญส่ง สะท้อนว่า เป็นชุมชนเมืองเล็กๆ ที่มีตลาดและร้านค้าจำนวนมาก ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่อายุยังน้อยและทำงานโรงงานในนิคมอุตสาหากรรม จึงไม่มีเวลาการดูแลลูกเท่าที่ควร  เด็กเล็กส่วนใหญ่จึงอยู่ในความดูแลของปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้เด็กไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ภายในบ้าน

โครงการฯ จึงได้นำกิจกรรมและตั้งกฎกติกาเข้าไปสู่ชุมชน คล้ายกับบ้านเกาะทราย โดยดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและทำกิจกรรมผ่านการใช้ “สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี”  มีการสร้างครอบครัวต้นแบบ 10 ครอบครัว ให้จัดมุมเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กอย่างน้อย 1 มุม ภายในบ้านหรือบริเวณลานบ้าน อบรมทำสื่อให้ผู้ปกครองไปเล่นกับลูกที่บ้าน แจกเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้ไปเพาะปลูก  ตลอดจนการสร้างการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนบ้านทากาศ เป็นต้น

“ปัญหาของชุมชนบ้านทากาศ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการโภชนาของเด็กไม่เหมาะสม  เนื่องจากชุมชนมีร้านค้า โดยเฉพาะร้าน 7-11 เยอะมาก เด็กและผู้ปกครองจึงหาซื้อขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมได้ง่าย ทำให้เด็กฟันผุกันมาก หลังจากที่เราได้ทำวิจัยเรื่องโภชนาการเด็ก จึงตั้งกติกาชุมชน 3ดีขึ้นมา โดยพูดคุยและขอความร่วมมือกับร้านค้าให้ช่วยกันดูพฤติกรรมเด็ก มีทำป้ายเสริมความรู้ด้านโภชนาไว้ที่ร้านค้า ให้ความรู้การเลือกซื้อขนมกับผู้ปกครองด้วย หลังจากติดตามผลทั้งร้านค้าและบ้านเด็ก พบว่า ร้านค้าให้ความร่วมมือแนะนำการซื้อขนมให้ผู้ปกครองด้วยดี เด็กเองเริ่มลดการกินขนม ดื่มน้ำอัดลมได้พอควร”

ครูบุญส่ง ยังกล่าวถึงผลรับหลังจากทำกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ ของโครงการ 3 ดี สู่ชุมชน ทำให้เด็กได้การพัฒนาด้านต่างๆ และลดการติดหน้าจอลงได้จริง  หลังจากที่โครงการฯพยายามดึงเด็กมาทำกิจกรรม ก็ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองว่า เมื่อเด็กมาเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ลดการใช้มือถือลงไปโดยปริยาย

ด้าน “นันทภัศ” บอกถึงผลรับจากการดำเนินโครงการฯด้วยว่า ผลสำเร็จของโครงการช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาหลังการนำกิจกรรมและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กในชุมชน โดยเน้นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และการที่ชุมชนร่วมกันตั้งกติกาชุมชน เพื่อความปลอดภัยและสุขภาวะขึ้นมา ทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีจากทุกฝ่าย

“อย่างปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนที่มีในชุมชนบ้านเกาะทราย เมื่อนำพื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์มาจัดทำพื้นที่สร้างสรรค์และปรับสภาพแวดล้อมที่ดีใหม่ ได้ช่วยลดการรวมกลุ่มและใช้ยาเสพติดของกลุ่มวัยรุ่นได้มาก เด็กเล็กและผู้ปกครองก็สามารถมาใช้พื้นที่ออกกำลังกายได้ด้วย ส่วนบ้านทากาศ เราให้ความสำคัญด้านโภชนาการของคนในชุมชน หลังตั้งกติกาชุมชนและปรับพฤติกรรมการกินของเด็ก ลดบริโภคของหวานเค็ม และให้ความรู้ร้านค้า ผู้ปกครอง ได้ช่วยให้สุขภาพของเด็กดีขึ้น” นันทภัศ กล่าวสรุป

-(016)

‘บุญสงค์’ เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693797

'บุญสงค์' เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

‘บุญสงค์’ เลขาธิการ สปส.จัดกิจกรรมความรู้งานประกันสังคม

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.16 น.

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” โดยมีนางอุสนีย์ ศิลปศร ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นางวันทนา ณัฐพูลวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ร่วมกิจกรรม ณ บริเวณตลาดหัวมุม ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวเมตตา ปราบสุธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนตเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของตลาดหัวมุม ให้การต้อนรับ 

นายบุญสงค์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมดีๆ ณ ตลาดหัวมุม ในวันนี้ว่า เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดหัวมุม ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในการรณรงค์ สนับสนุน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานภาคอิสระ ได้เห็นความสำคัญในการมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงในการดำรงชีวิต และนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับรู้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้แรงงานภาคอิสระตัดสินใจสมัครเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานเผยแพร่สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่จัดให้มีสวัสดิการคุ้มครองตาม สโลแกนที่ว่า จ่ายน้อย..สิทธิประโยชน์เยอะ ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 ทางเลือกตามความสมัครใจ ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน ได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต

ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และชราภาพ

ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 5 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร

นายบุญสงค์ฯ กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรม ณ ตลาดหัวมุม Market & More ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืน หรือถนนคนเดิน ในวันนี้ ผมต้องขอขอบคุณ นางสาวเมตตา ปราบสุธา เจ้าของตลาดหัวมุม ที่ให้การสนับสนุนเอื้อเฟื้อสถานที่จัดกิจกรรม โดยภายในงานจัดให้มีบูธนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม พร้อมเล่นเกมส์ร่วมสนุกได้ตอบคำถามชิงรางวัลให้กับเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงาน ในบริเวณงานได้จัดรถโมบายประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่มาให้บริการรับสมัครให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคอิสระมาตรา 40 และบริการรับชำระเงินสมทบ พร้อมทีมงานจากโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ นำโดย ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทีมงานแพทย์และพยาบาล มาบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรีแก่ผู้ร่วมงาน ในโอกาสนี้นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ได้เดินรณรงค์พบปะเชิญชวน พี่น้องพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป แรงงานอิสระ สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนในพื้นที่ เข้าถึงหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

‘มิกค์ ทองระย้า’ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ ผลิตภัณฑ์ ‘เบลสิดเกิร์ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/694068

'มิกค์ ทองระย้า' ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ ผลิตภัณฑ์ 'เบลสิดเกิร์ด'

‘มิกค์ ทองระย้า’ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ ผลิตภัณฑ์ ‘เบลสิดเกิร์ด’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.29 น.

ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ผู้นำด้านเวชภัณฑ์ยา เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เบลสิดเกิร์ด” ยาลดกดไหลย้อน ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ เบลสิด ฟอร์ท” เพื่อให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน พร้อมส่งพระเอกชื่อดัง มิกค์ ทองระย้า” รับหน้าที่พรีเซนเตอร์ สร้างความเข้าใจและดูแลรักษาสุขภาพแก่ คนทุกเพศวัย ภายใต้แนวคิด “Biopharm Your Health care Partner”  หรือ “ไบโอฟาร์ม  เคมิคัลล์  เพื่อนคู่สุขภาพ” เผยคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเป็นโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป วางจำหน่ายในร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทั่วประเทศ

นายวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด  เปิดเผยว่า “กลุ่มบริษัท ไบโอฟาร์ม  เป็นทั้งผู้ผลิตผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ โดยอยู่เคียงคู่กับสังคมไทย มายาวนานกว่า 48 ปี ได้รับมาตรฐานโรงงาน  EU GMP เป็นแห่งแรกในอาเซียน และล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้มอบรางวัล ควอลิตี้ อวอร์ด 2020 “Best of the Best ประเภทสถานประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านยา” ที่ดำเนินกิจการภายใต้มาตรฐานและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค มีคุณธรรม และ จริยธรรม ในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย ภายใต้ปรัชญา “Biopharm Your Health care Partner” หรือ “ไบโอฟาร์ม  เคมิคัลล์  เพื่อนคู่สุขภาพ”  เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่ดี เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง ยังเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

ล่าสุด ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยาลดกรดไหลย้อน ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์  “เบลสิด เกิร์ด”  ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ “เบลสิด ฟอร์ท”  ยาบรรเทาอาการกรดเกินและขับลมที่มีอยู่ในตลาด เพื่อให้เป็นกลุ่มยาสามัญประจำบ้านของคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทุกเพศวัย ที่ปัจจุบันพบว่ามีอัตราป่วยด้วยอาการกรดไหลย้อนกันมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้หลายๆ คนเกิดภาวะความเครียด และหลายคนพยายามหารายได้เสริม จนทำให้ลืมดูแลตัวเองและมีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม อาทิ กินไม่ตรงเวลา  กินเร็ว กินเร่งรีบ และกินมากเกินไป เป็นต้น

สำหรับ ผลิตภัณฑ์ “เบลสิด เกิร์ด” เป็นยาบรรเทาอาการกรดไหลย้อน “รสราสเบอร์รี่” เป็นรสชาติใหม่ล่าสุดของตลาด เพื่อช่วยให้กินได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยกลิ่นหอมหวาน  มีแบบขวดขนาด 150 ml.  และแบบซองขนาด 10 ml. โดยตัวยาสามารถออกฤทธิ์สร้างชั้นเจลป้องกันและยับยั้งการไหลย้อนจาก กรด, แก๊ส, น้ำย่อย และน้ำดี รวมไปถึงช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้รวดเร็วภายใน 5 นาทีเท่านั้น ใช้ได้ทั้งกับผู้กำลังตั้งครรภ์, ผู้ป่วยสูงวัยและเด็กอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไป นับได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย  ซึ่งในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เบลสิด เกิร์ด” ได้รับเกียรติจาก มิกค์ ทองระย้า หรือ นายชรินทร์ ทองระย้า ดารานักแสดงลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของคนไทยมารับหน้าที่พรีเซนเตอร์ เพื่อเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และเสริมความเข้าใจการดูแลรักษาสุขภาพที่ถูกต้องให้กับคนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิด “Biopharm Your Health care Partner” หรือ ไบโอฟาร์ม  เคมิคัลล์  เพื่อนคู่สุขภาพในส่วนของช่องทางจัดจำหน่าย สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ “เบลสิด ฟอร์ท” และ “เบลสิด เกิร์ด” ได้ที่ ร้านเอ็กซ์ต้า ภายในร้านสะดวกซื้อ 7-11 และร้านขายยาทั่วประเทศ  หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Fackbook : Healthyclub by Biopharm หรือ Line Ad : @Biopharm 

การจัดแสดงนิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลีในรูปแบบดิจิทัลเสมือนจริง ณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/694064

การจัดแสดงนิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลีในรูปแบบดิจิทัลเสมือนจริง ณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

การจัดแสดงนิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลีในรูปแบบดิจิทัลเสมือนจริง ณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.24 น.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทยจัดนิทรรศการ “สัมผัสประสบการณ์ใหม่: ศิลปะเกาหลีในโลกเสมือนจริง” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันอาทิตย์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖  เป็นการนำมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมาจัดแสดงร่วมกับสื่อดิจิทัลให้มีบรรยากาศเสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทำและอธิบายเรื่องราว จำนวน ๒ เรื่องร่วมกับการแสดงประติมากรรมที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาของไทยและเกาหลีประเทศละหนึ่งองค์

นิทรรศการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อให้ชาวไทยที่มีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีได้รับชมและในอีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นนิทรรศการที่มีความหมายต่อวัฒนธรรมK-Culture เพราะได้นำเอามรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมานำเสนอผ่านวีดิทัศน์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริงซึ่งถือว่าเป็นนิทรรศการรูปแบบใหม่ และมุ่งหวังให้นิทรรศการนี้ช่วยสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมความเชื่อในพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศได้ดียิ่งขึ้นซึ่งผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างง่ายดายโดยมีนายพนมบุตรจันทรโชติอธิบดีกรมศิลปากรและYoon Sung Yongผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีร่วมพิธีเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายพนมบุตรจันทรโชติอธิบดีกรมศิลปากรความร่วมมือทางวิชาการและ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกัน ระหว่างกรมศิลปากร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี ว่า “ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในเดือนนี้เพื่อแสดงออกถึงการเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีและกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรมจึงร่วมกันจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นการนำมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมาตีความใหม่โดยใช้สื่อดิจิทัลในรูปแบบImmersive เป็นเครื่องมือในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เสมือนจริงนอกจากนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลียังได้นำประติมากรรมหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามาจัดแสดงร่วมกับประติมากรรมของไทยเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและเข้าใจในเรื่องความเชื่อทางพุทธศาสนาของชาวเกาหลีได้โดยง่าย”

Yoon Sung Yong ผู้อำนวยการใหญ่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลีกล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยและประเทศเกาหลี ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกันในปีค.ศ๒๐๑๙ในวันนี้ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดทั่วโลกแต่เราก็ได้จัดนิทรรศการขึ้นที่กรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานรวมทั้งจัดแสดงเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิทรรศการครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างมรดกวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศโดยมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ องค์จากทั้งสองประเทศที่นำมาจัดแสดงร่วมกันซึ่งถูกสร้างขึ้นในสถานที่ที่ต่างกันและมีอายุยาวนานกว่า๑,๐๐๐ปีก่อน

รวมทั้งเป็นการพบกันระหว่างประเพณีดั้งเดิมและสมัยใหม่ผ่านภาพยนตร์ดิจิทัลเสมือนจริง๒ เรื่องที่ผลิตโดยพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีซึ่งนำมาเสนอในนิทรรศการนี้ทั้งหมด๒เรื่องคือเรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ”และ “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน”เรื่องราวเหล่านี้ปรากฏหลักฐานอยู่ในภาพจิตรกรรม “พญายมราชทั้งสิบ”และ “อึย-คเว”บันทึกของราชสำนักสมัยราชวงศ์โชซอนซึ่งเป็นสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีและได้รับการคุ้มครองโดยUNESCO ในเนื้อหาเรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ”ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะนำพาเราก้าวข้ามไปพบกับโลกหลังความตายการพิพาษาและการเวียนว่ายตายเกิดตามคติพุทธศาสนาส่วนในเรื่อง “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน”ทุกท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศของพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่และงดงามตามธรรมเนียมในลัทธิขงจื๊อในสมัยโชซอนเป็นการปลุกกระแสK-Culture ให้กลับมามีชีวิตให้เราท่านได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตณเวลาปัจจุบันได้อย่างเต็มตา

วัฒนธรรม K-Culture รูปแบบใหม่ิทรรศการที่ท่านจะได้สัมผัสกับมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีในรูปแบบดิจิทัล

นิทรรศการครั้งนี้มีเนื้อหาที่สำคัญคือ สื่อวีดิทัศน์ดิจิทัลเสมือนจริง เรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ” และ “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน”ซึ่งสร้างขึ้นจากเรื่องราวในสมัยราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. ๑๙๓๕ – ๒๔๕๓) จากภาพจิตรกรรมในพุทธศาสนา “พญายมราชทั้งสิบ” และ อึยคเว (แบบธรรมเนียมในราชสำนัก) บันทึกทางการของราชสำนักโชซอน ซึ่งทั้งสองรายการ เป็นสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ได้ถูกนำเสนอด้วยวิธีการใหม่ในการเข้าไปท่องสำรวจภายในผลงานศิลปะจากอดีตโดยข้ามพ้นข้อจำกัดทางกายภาพ สื่อดิจิทัลพาโนรามาที่ฉายภาพเต็มพื้นที่ห้องจัดแสดงจะนำพาให้เราพบกับการพิพากษาหลังความตายและการเวียนว่ายตายเกิดตามคติพุทธศาสนาใน “การเดินทางของวิญญาณ” “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน”จะนำเราไปสู่สถานที่ในการจัดพิธีกรรมใหญ่ ตามธรรมเนียมในลัทธิขงจื้อ ด้วยแสงและสีที่สวยสดงดงาม เสียงอันอลังการ รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับโลกหลังความตายตามคติความเชื่อของชาวเกาหลี และปลุกความทรงจำอันล้ำค่าในช่วงเวลาของกระบวนพยุหยาตรา เรื่องราวที่พิเศษเหล่านี้ ได้นำเสนอผ่านมรดกทางวัฒนธรรมแบบดิจิทัลทำให้เราได้สัมผัสกับชีวิตในอดีต ณ เวลาปัจจุบันอย่างเต็มตา

นิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาของไทยและเกาหลีที่มาบรรจบกันในพื้นที่เดียวกัน

นิทรรศการครั้งนี้ได้จัดแสดงประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ องค์ที่แตกต่างกันจากสองประเทศในโลกตะวันออกคือ เกาหลี และ ไทย รูปลักษณ์ ช่วงเวลาที่สร้าง และฝีมือช่างล้วนผิดแผก แต่รูปเคารพทั้งสองต่างก็สื่อสะท้อนถึงผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลปะเกาหลี สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษศที่ ๑๔ ขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมืองคยองจู ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ประติมากรรมนี้ประดับตกแต่งเครื่องศิราภรณ์ที่ประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนพระเศียร และประดับตกแต่งพระวรกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ  พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำอมฤต (กุณฑิกะ) พื้นผิวมีลักษณะหยาบตามเนื้อหินแกรนิตที่นำมาแกะสลัก หินแกรนิตเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ยากเนื่องจากมีเนื้อที่ค่อนข้างหยาบ แต่ก็เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานประติมากรรมทางพุทธศาสนาสมัยโบราณของเกาหลีมากที่สุด ประติมากรรมหินแกรนิตจากเกาหลีมีการแสดงรูปแบบที่เป็นนามธรรมอย่างชัดเจน ในขณะที่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของไทย สร้างขึ้นในภาคผู้บำเพ็ญพรต เกล้าผมสูงเหนือศีรษะ หรือที่เรียกว่า “ชฎามกุฎ” ที่มวยผมประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ อันหมายถึงพระธยานิพุทธอมิตาภะ และห่มหนังกวางที่พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้าย พระเนตรมองลงเบื้องล่าง ตามพระนามของพระองค์ “อวโลกิเตศวร” อันหมายความว่า “พระผู้มองลงต่ำ” คติการนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทศาสนาฝ่ายมหายานมีความสำคัญและแพร่หลายจากอินเดียมาสู่ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒

ไทยและเกาหลี, นิทรรศการที่เป็นการจัดร่วมกันระหว่างหน่วยงานทางวัฒนธรรมหลักของทั้งสองประเทศ

นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลีกับกรมศิลปากร ประเทศไทย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๖๒ ทั้งสองหน่วยงานได้มีการลงนามความร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและวัฒนธรรมอีกทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการทำให้นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นได้และในวาระนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้จะทำให้มิตรภาพของไทยและเกาหลีที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากรและวัฒนธรรมได้เติบโตเข้มแข็งยั่งยืน อีกทั้งเจตจำนงเดียวกันของหน่วยงานหลักทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศต่อไป  และหวังว่าการจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครในโอกาสพิเศษนี้จะช่วยให้ท่านได้สัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลีได้ง่ายและใกล้ชิดมากขึ้น และจะได้รับความรักอย่างยิ่งจากชาวไทยเช่นเดียวกับที่ท่านได้เทใจให้แก่วัฒนธรรมป็อบของเกาหลี เช่น ละคร ภาพยนตร์ และดนตรี มาก่อนนี้แล้ว

‘โค้ชเกล – ปุณย์ภาวีร์’คว้าตำแหน่ง Mrs. Thailand International 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/694062

'โค้ชเกล - ปุณย์ภาวีร์'คว้าตำแหน่ง Mrs. Thailand International 2022

‘โค้ชเกล – ปุณย์ภาวีร์’คว้าตำแหน่ง Mrs. Thailand International 2022

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.21 น.

โค้ชเกล – ปุณย์ภาวีร์ พัฒนาประทีป ผู้ดำรงตำแหน่ง Mrs. Thailand International 2022 ตัวแทนประเทศไทย นำทีมโดย นายกิตติคุณ โรจนสมิทธ์ ผู้ถือลิขสิทธิ์ TKS Thailand ในการประกวด 16th Mrs. International เป็นเวทีสำหรับสตรีที่ผ่านการสมรสและมีครอบครัว หรือเป็นคุณแม่ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมทั้งในด้านคุณธรรม จริยธรรม ความสามารถ และหน้าที่การงาน

ด้วยผลงานและการงานที่โดดเด่น ที่ผ่านการคัดกรอง การสัมภาษณ์และภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยม ทดสอบคุณสมบัติหลากหลายขั้นตอน ก็ยังทำให้ โค้ชเกล – ปุณย์ภาวีร์ พัฒนาประทีป ได้คว้าตำแหน่ง Mrs. Thailand International 2022 ที่จะขนทัพ Soft Power ของไทยที่ทรงพลังแข็งแกรงในยุคนี้ ไปพิชิตใจกรรมการบนเวทีนานาชาติในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกวดมากกว่า 20 ประเทศ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย

โค้ชเกล นักศึกษาดีกรีปริญญาโทจาก Oregon State University และ University of California, Irvine สหรัฐอเมริกา ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทยในปีนี้ ได้มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ การเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาบุคลิกภาพและภาพลักษณ์นานาชาติ(IPIDA), ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร,  ที่ปรึกษาภาพลักษณ์ผู้เข้าประกวดในกองประกวด Miss Universe Thailand 2019 อีกทั้งยังได้ประพันธ์หนังสือขายดีติดอันดับ Best Seller “BIZ BRANDING ปั้นคุณให้เป็นตัวจริงสไตล์นักธุรกิจหญิงพันล้าน” ที่มีวางแผงขายในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ และนั่นก็เป็นคุณสมบัติที่ตรงบริบทตามที่กองประกวดหลักต้องการ

ขอชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันส่งเสียงเชียร์และกำลังใจ ให้โค้ชเกลประสบความสำเร็จและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยด้วย

‘มิ้งค์ ณัฏฐริณีย์’เคลียร์ประเด็นเม้าท์ เข้าวงการได้เพราะเป็นเด็กเส้นนามสกุลดัง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/693993

'มิ้งค์ ณัฏฐริณีย์'เคลียร์ประเด็นเม้าท์  เข้าวงการได้เพราะเป็นเด็กเส้นนามสกุลดัง?

‘มิ้งค์ ณัฏฐริณีย์’เคลียร์ประเด็นเม้าท์ เข้าวงการได้เพราะเป็นเด็กเส้นนามสกุลดัง?

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 08.58 น.

ดารานักแสดงสาวสวยมิ้งค์ ณัฏฐริณีย์ กรรณสูต เล่าชีวิตหลังจากหายไปจากวงการบันเทิงหลายปีกว่าจะกลับมาเผยเคยกดดันเพราะมีคนเม้าท์เป็นเด็กเส้นเข้าวงการเพราะนามสกุลดัง พร้อมพูดถึงความรักว่ายังโสด และไม่เคยแต่งงาน และตอนนี้ตนเองมีลุกไม่ได้แล้วจำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้งเพราะเนื้องอก พร้อมเล่าปาฏิหารย์เกี่ยวกับเรื่องพญานาค ทุกประเด็นในรายการคุยแซบ SHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มีบูม สุภาพร และเป๊กกี้ ศรีธัญญาดำเนินรายการ

มีช่วงนึงหายไปจากวงการบันเทิง?

มิ้งค์ : ไปเป็นแอร์ค่ะ คุณแม่อยากให้ทำงานประจำด้วย เป็นอยู่ 7 ปีเลยค่ะ ตอนนั้นงานเยอะต้องเคลียร์ละครไปเทรนด์ที่มาเลเซีย คุณแม่บอกลองดูมั้ยมีโอกาส เลยลองไป ก็เข้าไปเป็นแอร์เลย ทั้ง 2 อาชีพต่างกันมากเลย แต่ก็ชอบเล่นละครแหละเพราะมันเป็นชีวิตเรา พอไปเป็นแอร์ก็เหมือนได้ตัดจากโลกภายนอกไป อยู่บนเครื่องไม่มีสัญญาณมันเหมือนได้พักสมอง แต่ไปสู้กับบางอย่างบนเครื่องเท่านั้นเอง เราชอบทั้ง 2 อย่าง แต่มันคนละอย่างกันเท่านั้นเอง

ตัดสินใจเลิกเป็นแอร์กลับมาเล่นละครอีกครั้ง?

มิ้งค์ : คุณแม่ไม่สบาย พอคุณแม่โทรมาคุยได้แปปๆก็ต้องวาง มันรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจในการทำงานก็ออกดีกว่ามาดูแลคุณแม่อย่างเต็มที่ดีกว่า ตอนเป็นแอร์พิสูจน์มาแล้วว่าเราทำได้แล้ว เรากลับมาดูคุณแม่ดีกว่าตอนนี้เพราะไม่รู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่ปีที่เราจะได้ดูแลท่าน แรกๆคุณแม่น้ำท่วมปอด ต้องฟอกไตอาทิตย์ 3 วัน หลังๆมาหลายอย่างมากเลย แล้วก็มาเป็นอัมพาตครึ่งตัว แต่กลับมาเดินได้ หลายสิ่งมาก  ถ้ามันเกดิอะไรเราต้องเป็นคนตัดสินใจแล้วติดต่อเราไม่ได้อะไรแบบนี้ ก็กลับมาเล่นละคร

ใช้เวลาอยู่กับคุณแม่นานเท่าไหร่ถึงจากไป?

มิ้งค์ : 7 ปีได้ค่ะ ตอนนั้นร้องไห้ไม่ออก เหมือนทรุดจะไปหลายรอบแล้ว เราก็ทำใจมาหลายครั้งแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว น้ำตาไม่มีสักหยดมันตกใน

คุณแม่ห่วงมาก?

มิ้งค์ : ตอนเด็กๆห่วงมากมีพี่เลี้ยงเดินตาม ไปรับไปส่งตลอดเวลา เวลาไปเล่นละครด้วย กางร่มให้ ไปไหนเองไม่ให้ไปโตขึ้นไปเที่ยวผับ ไปรอไปส่งไปนั่งรอไปรับ 

นามสกุลดังจนมีคนเม้าท์ดาราเด็กเส้น?

มิ้งค์ : เม้าท์ตั้งแต่เข้าไปเลยค่ะ เข้ามาวงการนี้ก็รู้สึกเกร็ง ต้องพิสูจน์ให้คนรู้ให้ได้เราไม่มาแบบเส้นสาย เราแสดงได้จริง พิสูจน์มาเราก็ทำได้ คนเม้าท์เยอะจัด แรงกดดันเยอะมาก เพราะตอนแรกไม่ได้คิดว่ามาเล่นละคร จะมาเป็นผู้ประกาศคั่น  แต่ย่าแดงบอกเล่นละครเถอะ เข้าไปก็เกร็ง เม้าท์กันเยอะ กดดันหมด การที่ได้เข้าไปเล่นละครเร่มจากที่มหาลัย มีอาจารย์มาถามอยากเล่นละครมั้ย อาจารย์เขียนบทที่ช่องนี้ค่ายนี้ เข้าไปคุยมั้ย เราก็ได้ค่ะ 

มีคนห้ามไม่ให้ไปเป็นผู้ประกาศ?

มิ้งค์ : ใช่ค่ะคุณแดง สุรางค์ เปรมปรี นี่แหละค่ะ เชียร์ด้านละครมากกว่า เพราะเราอยู่ไม่นิ่งนี่แหละ

เรื่องความรัก?

มิ้งค์ : ยังไม่ได้แต่งงานค่ะ คนทักว่าแต่งงานบ่อยมาก เค้าบอกเหมือนเคยได้ยินข่าว ยังไม่มีแฟน ไม่มีสามี ไม่มีลูกใดๆก่อนหน้านี้คบกับคนนึงมานาน พอเบรคมานานแล้วยังไม่เจอใครที่ถูกใจสักที แล้วใช้เวลาอยู่กับแม่ซะเยอะมากด้วยนอกนั้นคือทำงาน เจอเพื่อนเดิมมากกว่าๆ ยังไม่เจอใครที่ตรงสเปค

มีใครคุยมั้ย?

มิ้งค์ : จริงๆก็มีค่ะ ทุกเพศทุกวัย คุยเรื่อยๆค่ะ ไม่ได้ปิดกั้นอะไร แต่คนคิดว่ามีแฟนแล้วมากกว่า คนส่งขนมจีบมาเยอะพ่อหม้ายอะไรก็มี สาวหล่อก็มี ต้องถูกสเปคนิดนึงถึงคุยได้ ถ้าคุยประสาเดียวกันก็คุยกันได้

เข็ดเรื่องความรัก?

มิ้งค์ : ก่นหน้านี้ก็ไม่เปิดใจมากเท่าไหร่ พอคุณแม่เสียอยากทำงานเต็มที่เพราะตอนนั้นครึ่งๆกลางๆ เดี๋ยวมีเด๊่ยวก็มาเอง แต่ตอนนี้จะ 45 แล้วเริ่มคิดต้องเปิดใจ ทุกเพศได้หมดถ้คุยแล้วถูกใจกัน พูดกันรู้เรื่อง ซัพพอร์ตกัน ดูแลกันก็โอเคเพราะทำงานคนเดียวก็รู้สึกเหนื่อย เริ่มเหงาแล้ว

ตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว?

มิ้งค์ : ใช่ค่ะ ไม่สบายค่ะ มีน้องไม่ได้แล้ว เนื้องอกในมดลูกตัดมดลูกออกไปเลย ใครที่มาคุยเราก็บอกเค้าเลย ถ้าใครที่เข้ามาคุยวัยใกล้เคียงเราจะบอกว่าเรามีลูกไม่ได้แล้วนะ เค้าก็ไปเลย เพราะบางบ้านอาจจะมีทายาท ก็มีเยอะที่ไปเลยเป็นประเด็นนึงด้วย

ตัดทิ้งเพราะอะไร?

มิ้งค์ : มีเนื้องอก ซึ่งเป็นมาเป็น 10 ปีแล้วนะคะ แต่ตอนนั้นยังเล็กอยู่ แล้วเรายังหวังว่ามีลูกในอนาคต ก็เก็บไว้เรื่อยๆจนมากระทั่ช่วงโควิด เราทำอาหารขาย เข้าห้องน้ำปัสสาวะแล้วมีเลือดออกมา มันเริ่มมีผลกระทบมากแล้ว มันนูนขึ้นมากลมๆแข็งๆที่ท้อง คุณหมอเลยบอกว่าถ้าทำได้ตัดเลย ต้องเลือกแล้วค่ะ ถ้าเอาเนื้องอกออกเฉยๆไม่เอามดลูกออกเลือดจะออกเยอะ มันก็เสี่ยง คิดหนักเหมือนกันเอายังไงดี 

หมอดูทักทำผิดสัญญากับพญานาค?

มิ้งค์ : เรามูสายพญานาค จริงๆคิดอยู่คนเดียวไม่คิดว่าจะมีใครรู้ เรามีบ่องค์พญานาคที่บ้านแล้วแบบดูโล่งๆนะคะเดี๋ยวจะเอาลุกแก้วมาใส่ให้จะได้ดูสวยๆพูดอยู่ในใจ วันนั้นดูหมอ หมอทักว่าติดอะไรท่านพญานาคไว้ป่าว เราก็รีบเอาไปเลยซื้อใส่บ่อ เค้าบอกว่าไปติดอะไรไว้ไม่ดีนะ 

มีหนึ่งอย่างที่ทำผิดมากๆคืออะไร?

มิ้งค์ : เอาน้ำมนต์ไปใส่บ่อพญานาค คือหวังดี เราก็ไปที่โน่นที่นี่เอาน้ำมนต์มา ล้างบ่อแล้วเอาไปเทใส่จะได้ศักดิ์สิทธิ์หมอดูก็บอกอีกว่าท่านไม่ปลื้ม จบเลยค่า ก็ต้องแก้ทุกอย่าง ถ้ามีอะไรจะมีคนมาเตือนมาบอกเอง

เจอปาฏิหาริย์หลายครั้ง?

มิ้งค์ : คำชะโนดไปบ่อยมาก ไปตรงศาลเก่าด้วย ไปกบพี่ชายหาไม่เจอศาลอยู่ไหน พอไปเจอน่ำท่วทอยู่ เจองูกระโดดตัดหน้า เราก็ตกใจถือของอยู่ด้วย คนบอกไม่เป็นไรท่านให้บริวานมาต้อนรับ เค้าก็บอกให้ซื้อทะเบียนรถ เราก็บอกเค้าว่าเช่ามา สรุปออกจริงๆ

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ภารกิจครั้งใหม่ของ “ขุนพันธ์” กับการ “จับตาย” “ขุนพันธ์ 3”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/693853

ภารกิจครั้งใหม่ของ “ขุนพันธ์” กับการ “จับตาย”  “ขุนพันธ์ 3”

ภารกิจครั้งใหม่ของ “ขุนพันธ์” กับการ “จับตาย” “ขุนพันธ์ 3”

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล”ส่งตัวอย่างแรกของ “ขุนพันธ์ 3”ภาพยนตร์แอ๊กชั่น-ฮีโร่ไทยฟอร์มยักษ์ให้ผู้ชมชาวไทยได้เตรียมสนุกสุดมันส์กับภารกิจครั้งล่าสุดของมือปราบคงกระพัน พร้อมปักหมุดวันเข้าฉายเป็นที่เรียบร้อยว่าผู้ชมจะได้เจอกับขุนพันธ์ 3 แน่นอน2 มีนาคม 2566 ในโรงภาพยนตร์

ภารกิจครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ในตัวอย่างแรกเผยให้เห็นเซตนักแสดงที่จะมารับบทนำในภาคสาม ทั้ง “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม,มาริโอ้ เมาเร่อ, ภาคินคำวิลัยศักดิ์, ษริกา สารทศิลป์ศุภา, ภูมิภัทรถาวรศิริ, ชิดจันทร์ ห่ง”และ “ฟิลลิปส์ ทินโรจน์” เรียกได้ว่าเป็นการรวมสุดยอดนักแสดงให้สมกับเป็นภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ที่แฟนๆ ต่างรอคอย โดยผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเป็น “ก้องเกียรติ โขมศิริ” ผู้กำกับที่ถ่ายทอดความมันส์ของขุนพันธ์มาตั้งแต่ภาคแรก ภารกิจครั้งใหม่ของ “ขุนพันธ์” กับการ “จับตาย”

“ขุนพันธ์ 3”

2 มีนาคม 2566 ในโรงภาพยนตร์

ยิ่งหนี ยิ่งเจอ ‘บอม’ กลัว ‘ต้า’ จนพลัดตกคลอง! ใน ซีรี่ส์ ‘พี่จะตีนะเนย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/693851

ยิ่งหนี ยิ่งเจอ ‘บอม’ กลัว ‘ต้า’ จนพลัดตกคลอง!  ใน ซีรี่ส์ ‘พี่จะตีนะเนย’

ยิ่งหนี ยิ่งเจอ ‘บอม’ กลัว ‘ต้า’ จนพลัดตกคลอง! ใน ซีรี่ส์ ‘พี่จะตีนะเนย’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้ว่าเพิ่งจะออกอากาศตอนแรกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่กระแสตอบรับ ซีรี่ส์วาย อย่าง “พี่จะตีนะเนย” ก็ดีเกินคาด เพราะผู้ชมต่างบอกว่า เนย ที่แสดงโดย “ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน”

เหมือนหลุดออกมาจากในนิยายเลย ส่วน “บอม-ธนวัฒน์อุทัยกิจวานิช” ที่เล่นเป็น ทิวา ก็น่ารักจนแอบยิ้มตามและเผลอขำกับนิสัยที่ขี้กลัวเกินเหตุ ซึ่งในสัปดาห์นี้เราจะได้เห็นว่า เพราะความขี้กลัวเป็นเหตุนี่ละถึงได้เดินตกน้ำ ซึ่งในฉากนี้เป็นฉากระหว่างทางจากร้านป้าติ๋ม ทิวา(บอม-ธนวัฒน์) จะกลับไปเอาของ และบังเอิญได้เจอกับใครคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนมา นั่นก็คือ เนย(ต้า-อธิวัตน์)ทิวากลัว เลยพยายามหลบ และหาทางหนี แต่ด้วยทางเดินที่เล็กยิ่งจะเดินหลบก็ยิ่งเจอ และเนยก็เริ่มโมโหที่มาขวางทาง ทิวาที่กลัวเนยจะจับได้ก็ตกใจกลัวเดินตกน้ำคลองข้างทางซะเลย

ในเบื้องหลังฉากนี้ ซึ่งเป็นตอนกลางคืนแถมน้ำขึ้นค่อนข้างสูงและหนาวด้วย แต่ต้องขอยกนิ้วให้ บอม เพราะว่าถ่ายทำซีนที่ตกน้ำมีโอกาสแค่เทคเดียวเท่านั้น ซึ่งบอมก็ทำได้ ตรงใจทั้งมุมและองศา ตามที่คุยกันไว้แต่แรก ทั้งกองต้องขอปรบมือให้เลย ต้า ที่ยืนส่งกำลังใจ ก็ชื่นชมบอกว่า พี่บอมเก่งมากแช่ในน้ำนาน แต่ก็เล่นเต็มที่ทุกคัท แถมยังแอบมีโมเม้นท์เล็กๆ เพราะหลังจากสั่งคัท ต้ารีบเอาผ้าห่มให้บอมทันที

เพราะความกลัวเป็นเหตุ ทิวาที่ตกลงไปในน้ำและหาทางหนีเนยยังไงได้อีก เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ รอลุ้นกันในซีรี่ส์ “พี่จะตีนะเนย” ในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2565 เวลา 23.00 น.ดูทีวีกด 33 ดูมือถือกด 3 Plus และทาง AISPLAYเวลา 23.30 น.