จีนตั้งอดีต ผบ.ทัพเรือเป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ หลังปลดคนเก่า 2 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2751557

จีนตั้งอดีต ผบ.ทัพเรือเป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ หลังปลดคนเก่า 2 เดือน

30 ธ.ค. 2566 03:46 น.

จีนตั้งอดีต ผบ.ทัพเรือเป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ หลังปลดคนเก่า 2 เดือน

จีนแต่งตั้งอดีต ผบ.กองทัพเรือนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ หลังจากคนก่อนถูกปลดโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ธ.ค. 2566 สภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ประกาศแต่งตั้งพลเรือเอก ตง จวิ้น อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ หลังตำแหน่งว่างมานาน 2 เดือน

รัฐมนตรีกลาโหมคนก่อนคือนาย หลี่ ชางฟุ ถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม โดยเขาหายตัวจากสายตาสาธารณะตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม ทำให้เกิดการคาดเดาเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาไปต่างๆ นานา

NPC ยังประกาศถอดเจ้าหน้าที่กองทัพ 9 นายออกจากตำแหน่งใน NPC ด้วย โดยไม่ระบุสาเหตุ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่อาจเป็นหนึ่งในการกวาดล้างการคอร์รัปชันในกองทัพ ที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พยายามผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกรกฎาคม นายฉิน กัง ก็เพิ่งถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระรวงต่างประเทศ ขณะที่ผู้นำ 2 ของกองกำลังจรวดแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (Rocket Force) ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อาลัย ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจาก ‘Parasite’ ครอบครัวจัดพิธีศพเงียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2751556

อาลัย ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจาก ‘Parasite’ ครอบครัวจัดพิธีศพเงียบ

30 ธ.ค. 2566 02:05 น.

อาลัย ‘อี ซอนคยุน’ ดาราดังจาก ‘Parasite’ ครอบครัวจัดพิธีศพเงียบ

ครอบครัวของ อี ซอนคยุน ดาราดังจากหนังรางวัลออสการ์ Parasite จัดพิธีศพแบบเป็นส่วนตัว อำลานักแสดงหนุ่มใหญ่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของนาย อี ซอนคยุน นักแสดงชื่อดังชาวเกาหลีใต้ จัดพิธีศพอย่างเป็นส่วนตัวขึ้นที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ธ.ค. 2566 ก่อนจะนำร่างของเขาไปฌาปนกิจ โดยมีเพียงภรรยา, ลูกชาย 2 คน กับญาติและเพื่อนสนิทในวงการจำนวนหนึ่งที่ได้ร่วมงาน

นายอีเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากบทบาทของเขาในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง ‘Parasite’ แต่เขากำลังเผชิญมรสุมชีวิตจากการสืบสวนคดียาเสพติด ก่อนที่เขาจะถูกพบเป็นศพอยู่ในรถยนต์คันหนึ่งในกรุงโซลเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสื่อในประเทศรายงานว่าข้างกายเขามีจดหมายที่ดูเหมือนเป็นคำสั่งเสียด้วย

นายบง จุนโฮ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Parasite กับเพื่อนนักแสดงอย่าง พัก โซดัม และพัก มยองฮุน เดินทางมาแสดงความอาลัยที่โรงประกอบพิธีฌาปนกิจตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ นักเขียนชื่อดัง พัก ชานอุก และนักแสดง จอง อูซอง กับ อี จองแจ ขณะที่แฟนๆ เดินทางมาแปะกระดาษข้อความอาลัยที่หน้าโรงพยาบาล

หนึ่งในข้อความดังกล่าวเขียนว่า “ขอบคุณที่เป็น อี ซอนคยุน” “งานที่คุณสร้างด้วยความพยายามและความจริงใจ ช่วยชีวิตของคนไว้นับไม่ถ้วน” “เราขอโทษที่เราไม่สามารถทำอะไรเพื่อคุณได้เลย ในตอนที่คุณกำลังลำบาก”

ทั้งนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมต่อการทำงานของตำรวจและสื่อในเกาหลีใต้ ระหว่างการสืบสวนนายอีในฐานะผู้ต้องสงสัยใช้สารเสพติด กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

การสืบสวนดังกล่าวซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อนายอี เขาถูกถอดออกจากงานโทรทัศน์, ภาพยนตร์, และโครงการอื่นๆ ซึ่งสื่อในประเทศระบุว่า สร้างความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านวอน (ราว 265 ล้านบาท)

ตำรวจถูกกล่าวหาว่า ปล่อยรายละเอียดการสืบสวนที่ควรเป็นความลับให้รั่วไหลไปถึงสื่อ ซึ่งกระพือพาดหัวข่าว และทำให้เกิดเนื้อหาที่ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้มากมายบนโลกออนไลน์ นอกจากนั้น สังคมยังวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจที่สอบปากคำนายอีนานถึง 19 ชั่วโมง ไม่กี่วันก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วย

นายวลาดิเมียร์ ติโคนอฟ ศาสตราจารย์วิชาศึกษาเกาหลีจากมหาวิทยาลัยออสโล บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องเปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยระหว่างการสืบสวน

“ในเกาหลีใต้ ที่มีอัตราความทนทานต่อวิธีกดดันทางจิตใจมากกว่าประเทศใดในยุโรปมาก การถูกระบุชื่อเป็นผู้ต้องสงสัยในการสืบสวนคดียาเสพติดนั้น ถือเป็นการลงโทษในตัวของมันเอง ด้วยการขับไล่จากสังคม”

ขณะที่นายยู ฮยอนแจ ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารของมหาวิทยาลัย โซกัง ในกรุงโซล บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า คดีของนายอีนั้นสามารถถือได้ว่าเป็น ‘การฆาตกรรมทางสังคม’ (social murder) ที่สื่อ, ตำรวจ และสังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มยูเครนครั้งใหญ่สุด ดับอื้อ 31 ศพเจ็บอีก 150

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2751555

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มยูเครนครั้งใหญ่สุด ดับอื้อ 31 ศพเจ็บอีก 150

30 ธ.ค. 2566 01:17 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มยูเครนครั้งใหญ่สุด ดับอื้อ 31 ศพเจ็บอีก 150

รัสเซียส่งโดรน, ยิงมิสไซล์โจมตีทางอากาศเข้าใส่ยูเครนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น สังหารผู้คนไปมากถึง 31 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 150 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์จำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 โจมตีเป้าหมายทั่วประเทศยูเครนเมื่อวันศุกร์ที่ 29 ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 150 คน

ระลอกการโจมตีของรัสเซียเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีรายงานว่ามิสไซล์ไปตกที่กรุงเคียฟ, ศูนย์ผดุงครรภ์ในเมืองดนีโปร, เมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออก, เมืองท่าโอเดสซา ทางตอนใต้ และเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งห่างไกลจากพื้นที่แนวหน้าการปะทะ

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า การโจมตียังดำเนินไปจนถึงช่วงบ่าย โดยมิสไซล์จำนวนหนึ่งตกใส่แคว้นเชอร์คาซี ทางตอนเหนือ, อีก 1 ลูกตกใส่เมืองสมิลลา ขณะที่มีมิสไซล์อีกหลายลูกถูกยิงจากแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย เข้าใส่เมืองซูมี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซีย

ชาวบ้านในกรุงเคียฟต้องไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

นายยูริ อีห์นัต โฆษกกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนและมิสไซล์โจมตีในวันศุกร์ทั้งหมดกว่า 158 ลำ/ลูก โดยใช้ทั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินชาล’, ขีปนาวุธร่อน และโดรนพลีชีพ ‘ชาเฮด’ เมื่อเป้าหมายในกรุงเคียฟ, ภาคตะวันออก, ภาคใต้ และภาคตะวันตกของประเทศ

ขณะเดียวกัน กองทัพโปแลนด์ระบุว่า ตรวจพบวัตถุบินที่ไม่อาจระบุได้ บินเข้าสู่น่านฟ้าของพวกเขาจากดินแดนของยูเครนในช่วงเช้าวันศุกร์ด้วย โดยพลเอก เวียสวาฟ คูคูวา เสนาธิการกองทัพโปแลนด์ กล่าวว่า ทุกอย่างบ่งชี้ว่าเป็นมิสไซล์ของรัสเซียที่เข้ามาแล้วจากนั้นจึงออกจากน่านฟ้าของโปแลนด์

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า รัสเซียใช้อาวุธเกือบทุกชนิดในคลังแสงของพวกเขาในการโจมตีดินแดนครั้งนี้ พร้อมให้คำมั่นว่า ยูเครนจะตอบโต้กลับอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งใหญ่ของรัสเซียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก ยูเครนโจมตีเรือยกพลขึ้นบกของรัสเซียในแคว้นไครเมียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อตัวเรืออย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

’43 องค์กร’ แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นเกิดขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566325

29 ธ.ค. 2566

'43 องค์กร' แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน 'คำถามทำประชามติ' หวั่นเกิดขัดแย้ง

43 องค์กร ภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นนำไปสู่ความขัดแย้ง ขอให้รับรอง-นำคำถามประชามติที่ปชช.กว่า 211,904 ราย เสนอมา ใช้ทำประชามติคู่ขนาน ไปกับคำถามของคกก.ฯ

วันที่ 29 ธ.ค. 2566 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้คณะรัฐมนตรีใช้คำถามประชามติที่โอบอุ้มทุกความฝัน โดยมีเนื้อหาสาระความว่า…

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ได้แถลงผลสรุปการทำงาน โดยมีสาระสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ จะมีการจัดทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ 3 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 การทำประชามติถามประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ครั้งที่ 2 การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามที่มาตรา 256 กำหนดไว้

ครั้งที่ 3 การทำประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

และคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติครั้งที่หนึ่งจะมีเพียงคำถามเดียว คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไข หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

จากผลสรุปดังกล่าว ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังและมีความห่วงกังวลต่ออนาคตการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนอยู่อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

1. ภาคประชาชนผิดหวังที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ไม่สามารถออกแบบกระบวนการประชามติให้เป็นที่ยอมรับได้ ทั้งที่การทำประชามติครั้งแรกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็น ‘ประตูบานแรก’ ไปสู่การสร้างฉันทามติในสังคมว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ดังนั้น คำถามประชามติที่จะใช้ควร “เปิดกว้าง” เพื่อโอบรับทุกความฝัน และควร “ชัดเจน” ไม่มีวาระแอบแฝง เพื่อให้การทำประชามตินั้นสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน

2. ภาคประชาชนผิดหวังที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เป็นเพียงพิธีกรรม เนื่องจากตลอดระยะเวลาประมาณสามเดือนที่มีการรับฟังความคิดเห็น พบว่า มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทางรัฐบาล แต่เวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้งจะเข้าได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้นโดยเอา “ธงคำถาม” ที่รัฐบาลต้องการใช้ตั้งไว้เป็นหลักในการพูดคุยและไม่เปิดให้เสนอแตกต่างเป็นอย่างอื่น ทำให้ผลสรุปออกมาเป็นไปตามที่วางธงไว้ตั้งแต่แรก กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คำตอบของรัฐบาลเท่านั้น และทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญมีน้ำหนักมากขึ้น

3. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามประชามติของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหมวด 2 หรือ หมวดพระมหากษัตริย์ มาใส่ไว้ในคำถามประชามติ เนื่องจากจะทำให้บทบาทและสถานะทางกฎหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นประเด็นถกเถียงหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งและรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือ รัฐกับประชาชน ที่มองเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน และไม่ว่าผลการทำประชามติจะออกมาเช่นไร ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

นอกจากนี้ยังอาจทำให้ประเด็นการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลากหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา ยุทธศาสตร์ชาติ หรือระบบเลือกตั้ง ถูกลดความสำคัญลงและมุ่งไปที่เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แทน

4. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามที่มีเงื่อนไขซับซ้อนตามใจรัฐบาลอาจทำให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน เนื่องจากการตั้งคำถามเพียงคำถามเดียวแต่ประชาชนต้องพิจารณาถึงสองประเด็น ทั้งประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และการไม่แก้ไขหมวดที่ 1 และ หมวดที่ 2 จะทำให้ประชาชนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยการประเด็นใดประเด็นหนึ่งตกอยู่ในสภาวะจำยอมและเสียงที่ลงมติไปไม่สามารถถือได้ว่าเป็นเสียงที่ตรงตามเจตนามรมณ์ของผู้ออกเสียงได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการและตัวคำถาม หากลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสะดุดลง ประชาชนก็ยังคงอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไป

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไปลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความได้ว่า ต้องการแก้ไขหมวดที่ 1 และ 2 หรือแปลว่า ไม่เห็นชอบกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ทางภาคประชาชนทราบดีว่า ผลสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย เนื่องจากการ “เคาะ” คำถามประชามติเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ จะต้องทำรายงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณช่วงเดือนมกราคม 2567

ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญจึงขอใช้โอกาสนี้มีข้อเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ให้พิจารณาประเด็นนี้ให้รอบคอบยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนการตั้งคำถามประชามติที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เสนอ และใช้คำถามประชามติที่เปิดกว้าง ชัดเจน ต่อการสร้างฉันทามติว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบกับการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกัน เช่น การตั้งคำถามแต่เพียงว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”


ถ้าหากคณะรัฐมนตรีกังวลว่า คำถามดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมประเด็นรูปแบบของรัฐหรือสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีสามารถเติมเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 เข้ามาได้ เช่น “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนการจะไม่แก้ไขหมวด 1 หรือหมวด 2 หรือไม่ เป็นเพียงประเด็นในเชิงรายละเอียดที่รัฐสภาหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถถกเถียงและหาข้อยุติโดยใช้เสียงข้างมาก ไม่ต้องนำมาใส่ในคำถามประชามติ

2. ขอให้คณะรัฐมนตรีรับรองคำถามประชามติที่ประชาชนกว่า 211,904 รายชื่อ ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอตามกฎหมายเป็นหนึ่งในคำถามประชามติ โดยให้คณะรัฐมนตรีนำคำถามที่ประชาชนเสนอมาใช้ทำประชามติคู่ขนานไปกับคำถามของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ

โดยคำถามที่ประชาชนเสนอคือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรม และเพิ่มน้ำหนักของการมีส่วนร่วมจากประชาชนให้กับการทำประชามติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

รายชื่อองค์กรภาคประชาชนที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์

1. เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)

2. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

3. คณะรณรงค์เพื่อนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)

4. เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์เลือกตั้ง (We Watch)

5. ห้องทดลองนักกิจกรรม (ActLab)

6. ศิลปะปลดแอก (Free Art)

7. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)

8. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)

9. ประชาไท

10. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

11. สมัชชาคนจน

12. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)

13. ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม Lagel Center For Human Rights

14. ขบวนการอีสานใหม่ New Isan Movement

15. ขบวนการสามัญชน

16. ดาวดิน

17. ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ(CAN)

18. คณะก่อการล้านนาใหม่(Neo Lanna)

19. Cafe Democracy

20. สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)

21. ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย(PDMT)

22. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

23. เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ

24. สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

25. คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

26. องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

28. พรรคโดมปฏิวัติ

29. สหภาพคนทำงาน

30. พิพิธภัณฑ์สามัญชน

31. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

32. เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี

33. นครเสรีเพื่อประชาธิปไตย

34. เหนือเมฆเพื่อประชาธิปไตย

35. โมกหลวงริมน้ำ

36. ทำทาง

37. Secure Ranger

38. Law Long Beach

39. The Patani

40. We Volunteer

41. We Fair

42. WeVis

43. Vote62

‘ชัยธวัช’ เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม ‘ทักษิณ’ นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566311

29 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม 'ทักษิณ' นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

‘ชัยธวัช ตุลาธน’ ผู้นำฝ่ายค้าน เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ปม ‘ทักษิณ’ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว นำไปสู่วิกฤติศรัทธา หวั่น ระเบียบคุมขังใหม่เอื้ออภิสิทธิ์ชน-อิทธิพลการเมือง แซะ นโยบายเรือธง “รัฐบาลเศรษฐา” ไม่เห็นทางสำเร็จ ชี้ 3 เดือนยังทำงานไร้ทิศทาง

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงทิศทางการเมืองในปี2567 ว่า ตนคิดว่าการเมืองปีหน้า ประชาชนกำลังเฝ้ารอการทำงานของรัฐบาลว่าจะมีความชัดเจน มีทิศทางที่ประชาชนจับต้องได้เป็นรูปธรรมอย่างไร ต้องยอมรับว่า 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลยังดูค่อนข้างที่จะสะเปะสะปะ ไร้ทิศไร้ทาง หลายสิ่งที่พูดไว้ยังไม่เห็นแผนงานและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม สำหรับฝ่ายบริหาร ประชาชนก็ต้องคาดหวังรูปธรรมในการทำงานมากกว่านี้

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถที่จะผลักดันผลงานของตัวเอง ทำให้ประชาชนพอใจ ก็จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของรัฐบาลด้วย ยังไม่ต้องนับว่านโยบายเรือธงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าในอนาคตจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ อย่างนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจนถึงวันนี้ความชัดเจนก็ไม่มี ล่าสุดก็บอกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะให้ความชัดเจนในปีหน้า ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ประชาชนก็ยังจับตาดูอยู่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งวุฒิสภา (สว.) จะหมดอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็คงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่าเงื่อนไขของ สว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหมดไปแล้ว จะส่งผลต่อเสถียรภาพหรือองค์ประกอบภายในรัฐบาลหรือไม่

นายชัยธวัช ยังระบุว่า ประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้คือกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลที่ โรงพยาบาลตำรวจ นำไปสู่คำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ หรือไม่ ถือว่าเป็นการได้รับการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานที่เหนือกว่ากรณีทั่วไปหรือไม่

รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ที่อนุญาตให้มีการควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำได้ ซึ่งหลักการใหญ่เป็นเรื่องที่ดี ควรจะสนับสนุน แต่เรื่องนี้ เท่าที่เราเห็นระเบียบที่ออกมา มีการให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในการพินิจว่าใครจะได้รับสิทธิบ้าง พอไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนก็เลยกลายเป็นใช้อำนาจโดยดุลยพินิจ ทำให้คนตั้งข้อสังเกตว่าเอื้อประโยชน์ให้คนที่มีเส้นสาย คนที่มีอิทธิพลทางการเมือง หรือคนที่มีฐานะหรือไม่ รวมถึงตัวนายทักษิณก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในต้นปีด้วยว่าถ้าเกิดกรณีที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเกิดกระบวนการยุติธรรมแบบอภิสิทธิ์ชนขึ้นมา ก็น่าจะส่งผลต่อรัฐบาลเช่นกัน

“อย่าปล่อยให้เกิดเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่นำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลได้ จะเห็นว่าตอนนี้รัฐบาลถูกถามทุกวันในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ดีที่สุด รัฐบาลควรจะให้คำตอบ ควรชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนให้สิ้นสงสัยให้หมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ทำถูกทุกอย่างและบอกได้ว่าไม่เป็นการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และกรณีที่จะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่จะไปคุมตัวนอกเรือนจำ จะไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนใดคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลยังตอบเรื่องนี้ไม่ชัดเจน มันก็จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้” นายชัยธวัช กล่าว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566309

29 ธ.ค. 2566

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล’ เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ ตามที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนอชื่อ พร้อมกรรมการรวม 28 คน ประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา ตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่ง สภาผู้แทนราษฎร ที่ 66/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านเสนอรายชื่อ

โดยตั้งนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกล เป็น ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รือ ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมตั้งกรรมการอีก 27 คน

โดยมีหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการหรือประสานงานในเรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เกี่ยวข้องกับการประชุมและกิจการของสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการอื่นตามที่ผู้นำฝ่ายค้านมอบหมาย และ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องอื่นๆโดยคำสั่งลงนามในวันที่ 26 ธันวาคม 2566

กรรมการ 27 คน ประกอบไปด้วย

นายเอกราช อุดมอำนวย ,นายธีรัจชัย พันธุมาศ ,นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล,นายชวาล พลเมืองดี,นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ, นางสาวชุติมา คชพันธ์,นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นาวสาวรัชนก สุขประเสริฐ , นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์,นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์, นายวีรนันท์ ฮวดศรี ,นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

นายรังสิมันต์ โรม,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ,นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ,น่ยวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ,นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ,นายประมวล พงศ์ถาวราเดช,นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ, นายชัยชนะ เดชเดโช ,นายร่มธรรม ขำนุรักษ์,นายชัชวาลทแพทยาไทย,นายกัณวีร์ สืบแสง

โดยมี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขานุการ และมี ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และนางสาวณัฐกุล หาญประโคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

เกษตรฯเดินหน้าปราบสินค้าเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777877

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายทั้ง 3 ด้าน (ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์) ว่าได้ขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยผลการปฏิบัติงานปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ประกอบด้วย1.ด้านพืช ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามลักลอบการนำเข้ายางพารา ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 2567 อายัดยางพาราที่มีการเคลื่อนย้าย 29 ตัน ต้องสงสัยว่านำเข้าจากเมียนมา ผ่านชายแดน จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันแหล่งที่มา รวมถึงดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามปัจจัยการผลิต วัตถุอันตราย ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ผิดกฎหมายโดยตรวจสอบสถานที่จำหน่าย อายัดปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยเคมีปลอม 365,00 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 269.75 ตันเป็นต้น

2.ด้านประมง ได้ดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานตรวจป้องกันลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย ปีงบประมาณ 2566 โดยตรวจสถานที่พักสินค้า (ห้องเย็น) 427 แห่ง ไม่พบการกระทำความผิด 411 แห่ง และการเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ ที่สถานประกอบการช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2566ไม่พบการกระทำความผิด รวมถึงบูรณาการร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบในทะเล โดยเรือตรวจการประมง 2,609 ลำ พบการกระทำความผิด 291 คดี

3.ด้านปศุสัตว์ ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปราบปรามลักลอบการนำเข้าซากสัตว์เข้าราชอาณาจักร ทั้งหมด 506 ครั้ง เป็นซากสัตว์ของกลาง ได้แก่ ซากโค-กระบือ, ซากสุกร, ซากสัตว์ปีก ทั้งหมด 6,820,468 กิโลกรัม ซึ่งได้ทำลายซากสัตว์ของกลางทั้งสิ้น 2,131,370 กิโลกรัม อยู่ระหว่างดำเนินคดี 311,910 กิโลกรัม โดยบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบสถานที่พักสินค้า (ห้องเย็น) 74 แห่ง (33 จังหวัด)

‘ธรรมนัส’-สภาอุตฯ ร่วมจัดตั้งกรอ.กษ. พัฒนาด้านเกษตร ให้บรรลุเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777880

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อหารือแนวทางจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) ซึ่งนอกจากการจัดตั้ง กรอ.กษ.แล้ว ได้หารือในประเด็นการส่งเสริมอาชีพให้แรงงานเกษตรที่เดินทางกลับจากอิสราเอล โดยมีการลงนามทำ MOU ร่วมกันหลายหน่วยงานเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตร สู่การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ พัฒนาแรงงานให้พร้อมเข้าสู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรือการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯมีความพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือ โดยเสนอ 4 แนวทาง ยกระดับภาคการเกษตร ได้แก่ 1.ยกระดับวัตถุดิบการเกษตร ใช้มาตรฐาน GAP สร้างผู้ตรวจประเมินในระบบ Supplier Audit รับรองไม้เศรษฐกิจ TFCC 2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมเทคโนโลยีการสกัด เพิ่มมูลค่ากลุ่มสุขภาพและความงาม เชื่อมโยงความต้องการด้วยโครงการ SAI (Smart Agriculture Industry) 3.การบริหารจัดการน้ำและการนำวัสดุเหลือใช้ภาคการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ในแนวทาง Circular Economy และ 4.การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการเกษตร โดยกำหนดมาตรฐานการปลูกสวนพืชเศรษฐกิจให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการใช้ Bio control, bio fertilization กำหนดมาตรฐานการปลูกไม้พื้นเมืองดูดซับคาร์บอน

‘ไชยา’ขับเคลื่อนหม่อนไหม ดันเป็นSoftPowerระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777878

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายกรมหม่อนไหม และเปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโครงการของกรมหม่อนไหม ปีงบประมาณ 2567 ที่โรงแรมแคนทารี โฮเทล โคราช จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งมอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น การต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนวิชาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและกระบวนการทอผ้าไหมให้เป็นหลักสูตรในโรงเรียน การส่งเสริมให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ออกแบบผลิตภัณฑ์และลวดลายผ้าไหม รวมถึงออกแบบชุดผ้าไหมให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ แสดงงานแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศผลักดันเป็น Soft Power

นอกจากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้เปิดงาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบประชาชนและผู้ทอผ้าไหมปักธงชัย” พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและผ้าไหม อ.ปักธงชัย ที่ศูนย์ไหมนครชัยบุรินทร์ อ.ปักธงชัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน 28 กลุ่ม รวมทั้งมีการผลิตผ้าไหมทั้งสิ้นประมาณ 194,202 เมตรต่อปี และสามารถผลิตผ้าไหมที่ผ่านการรับรองตรานกยูงพระราชทาน ปีละ 32,282 เมตร โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการผลิตผ้าไหม อ.ปักธงชัย ยกระดับมาตรฐานสู่สากลต่อไป

สทนช.สร้างความมั่นคงEEC หนุนโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777879

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า ได้สูบผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำป่าสักผ่านทางคลองพระองค์ไชยานุชิตไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี โดยใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก ในปีนี้สามารถสูบผันน้ำเต็มศักยภาพได้ปริมาณมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการบูรณาการร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก และคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ให้ดำเนินการตามแผน เริ่มผันน้ำตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม–30 พฤศจิกายน 2566 มีการลงพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถขยายระยะเวลาการสูบผันน้ำสิ้นสุดในวันที่ 15 ธันวาคม 2566

สำหรับปริมาณน้ำที่สูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตมากักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำบางพระในปี 2566 มีปริมาณทั้งหมด 64.69 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นช่วงแรกตั้งแต่ที่ 8 กรกฎาคม–30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 58.25 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลือเป็นปริมาณน้ำที่สูบผันน้ำในช่วงที่ขยายระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธันวาคม 2566 ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการ CSR และประชาชนในพื้นที่คลองพระองค์ไชยานุชิตได้กำหนดสูบผันน้ำในอัตราประมาณ 500,000 ลบ.ม.ต่อวัน และจะหยุดสูบเมื่อระดับน้ำหน้าสถานีสูบพระองค์ฯ อยู่ที่ +0.20 ม.รทก.ค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตร และการบริหารจัดการน้ำผ่าน ปตร.บึงฝรั่ง ไม่น้อยกว่า 10 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันเพื่อขยายกรอบเวลาการสูบผันน้ำเพิ่มเติมหากมีปริมาณน้ำเพียงพอ และอยู่ในเงื่อนไขไม่กระทบต่อการใช้น้ำของเกษตรกรต้นทาง

“สถิติการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ ที่ผ่านมาในปี 2558 สูบผันน้ำได้ 26.68 ล้าน ลบ.ม.ปี 2559 สูบผันน้ำได้ 62.12 ล้าน ลบ.ม.ปี 2560 สูบผันน้ำได้ 16.55 ล้าน ลบ.ม.ปี 2561 สูบผันน้ำได้ 38.19 ล้าน ลบ.ม.ปี 2562 สูบผันน้ำได้ 46.66 ล้าน ลบ.ม.ปี 2563 สูบผันน้ำได้ 42.17 ล้าน ลบ.ม. ปี 2564 สูบผันน้ำได้ 15.13 ล้าน ลบ.ม.ปี 2565 สูบผันน้ำได้ 15.84 ล้าน ลบ.ม.และปี 2566 สามารถสูบผันน้ำได้ถึง 64.69 ล้าน ลบ.ม.มากที่สุด โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ต้นน้ำ” ดร.สุรสีห์ กล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า นอกจากการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต ยังสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง มายังอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งในปี 2566 สามารถสูบน้ำได้รวม 24.85 ล้าน ลบ.ม.อย่างไรก็ดี เมื่อสูบผันน้ำมาเก็บไว้แล้วจะมีการจัดสรรน้ำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ควบคู่ไปด้วย ทำให้อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 88 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 75% เมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC เขต จ.ชลบุรี และระยอง ทั้งหมด 11 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 632.54 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 84.50%
ของความจุเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2567 อย่างแน่นอน