‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ ลาออกจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565175

11 ธ.ค. 2566

'สาทิตย์ วงศ์หนองเตย' ลาออกจาก 'พรรคประชาธิปัตย์'

‘พรรคประชาธิปัตย์’ เลือดไหลไม่หยุด ล่าสุด อดีตรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ ‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ ไขก๊อกเป็นรายที่สาม

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์โพสเฟซบุ๊ก ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมีเนื้อหาว่า  คิดหนักมา 2 วัน แม้ยังยึดมั่นในอุดมการณ์แต่ในวันที่จิตวิญญาณประชาธิปัตย์มิอาจเปล่งประกาย

หลังหารือทีมงานที่สู้ร่วมกันมากว่า 28 ปีจึงตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์……

ด้วยรักและผูกพัน

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หลังการประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ก่อนหน้านี้ นาย สาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ลาออก เป็นรายที่สอง 

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นอดีตแกนนำคนสำคัญรายที่สามที่เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์จากปัญหาการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคคนใหม่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา

ชลประทานคุมน้ำเจ้าพระยา ลดผลกระทบ-มีน้ำพอใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774402

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน รับผิดชอบพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ จ.นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และบางส่วนของ จ.พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก สระบุรี ฉะเชิงเทรา และ กทม.กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนได้ใช้ระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ควบคู่กับการวางแผนจัดจราจรน้ำ ทำให้สามารถควบคุมน้ำหลากจากทางเหนือให้ไม่กระทบพื้นที่ในและนอกคันกั้นน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ประตูระบายน้ำ (ปตร.) มโนรมย์ ที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ระบายลงที่หน้าเขื่อนพระราม 6 ก่อนจะทำการทดน้ำผ่าน ปตร.พระนารายณ์ลงคลองระพีพัฒน์ ต่อมาถึงคลอง 13 คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองด่านก่อนออกอ่าวไทย ร่วมกับการใช้คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก และคลองแสนแสบ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง พร้อมทั้งใช้อาคารชลประทานในการบริหารจัดการน้ำ

ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เช่นกันได้เร่งระบายน้ำจากทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ด ผ่านระบบชลประทานเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำน้อย คลองพระยาบรรลือ เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองพระพิมล ร่วมกับสถานีสูบน้ำบางส่วนลงแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา และควบคุมอัตราการระบายเมื่อน้ำทะเลหนุนผ่าน ปตร.พลเทพ และปตร.บรมธาตุ

นอกจากนี้ สำนักงานชลประทานที่ 11 ร่วมกับสำนักเครื่องจักรกล ได้กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ได้รวมกว่า 62,000 ตัน ช่วยการระบายน้ำเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้ระบบชลประทานในพื้นที่เก็บน้ำในช่วงปลายฤดูฝนเป็นน้ำต้นทุนไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง นอกจากนั้น ในทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ดยังมีปริมาณน้ำสำรอง ซึ่งเกษตรกรสมัครใจรับเข้าไปเก็บในพื้นที่ช่วงฤดูฝนไว้สำหรับเตรียมแปลงทำนาปรัง

สำหรับแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 11 รับผิดชอบ ได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร 900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) การอุปโภค-บริโภค 950 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศ 1,620 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 15 ล้าน ลบ.ม.โดยจัดสรรน้ำให้ทำนาปรังได้ประมาณ 1.18 ล้านไร่ ซึ่งจะมีน้ำต้นทุนมีเพียงพอกับความต้องการตลอดฤดูแล้ง อย่างไรก็ดีได้สั่งการให้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อไม่กระทบการผลิตน้ำประปา ใน จ.ฉะเชิงเทรา

“การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ได้ยึด 9 มาตรการ รองรับฤดูแล้งตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ได้นำ 4 แนวทางมาใช้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ได้แก่ บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำด้วยการประหยัดและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การจัดการน้ำให้ประชาชนรับทราบ” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว

‘อภัย’ติดตามนโยบาย สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774408

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ร่วมกับเกษตรและสหกรณ์หัวหน้ากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มทั่วประเทศ ผ่านระบบ Zoom Meeting มีเรื่องสำคัญในการประชุม ดังนี้

1.ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภาพรวมสินค้า 513 ชนิดสินค้า/กลุ่ม จาก 510 ตำบล 469 อำเภอ 75 จังหวัด

2.การจัดกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงตามศักยภาพของสินค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มที่ 1 สินค้าส่งออก กลุ่มที่ 2 สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มที่ 3 ยกระดับสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ และ 3.การจัดทำข้อมูลศักยภาพของสินค้า (ด้านการผลิตและด้านการตลาด)

กรมพัฒนาฯเพิ่ม ศักยภาพของดิน พื้นที่ใช้ทำเกษตร บูรณาการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774400

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพื้นที่ทุ่งรังสิต ดำเนินการระหว่างปี 2563-2572 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบบูรณาการทุกภาคส่วน สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทุ่งรังสิต พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทุ่งรังสิต เน้นระบบการควบคุมน้ำและกระจายน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่ทุ่งรังสิตให้เป็นต้นแบบการจัดการดินเปรี้ยวจัดและให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่โดยศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสภาพพื้นที่และสภาวะเศรษฐกิจและสังคม การจัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน กำหนดพื้นที่เป้าหมายตามความสำคัญ สำรวจพื้นที่อย่างละเอียด จัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบส่งน้ำ กระจายน้ำควบคุมระดับน้ำในแปลงเกษตรกร ปรับระดับพื้นที่ผิวดินให้มีความสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นพื้นที่ยกร่องเพื่อปลูกพืช นอกจากนี้มีการสนับสนุนการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยวัสดุปรับปรุงดิน ส่งเสริมการใช้พืชปุ๋ยสด และส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยมีเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพื้นที่ทุ่งรังสิต จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

รองปลัดฯ สัมมนาพลิกโฉมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774406

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน อิ่ม.และ.ดี.2030 และงานเสวนาเนื่องในวันอาหารโลก ประจำปี 2566 (World Food Day 2023) โดยมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการวิจัยและการขับเคลื่อนด้านระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของไทยและเพื่อรายงานผลการประชุม UN Food Systems 2 Stocktaking Moment

นายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า นับตั้งแต่การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลกเมื่อปี 2564 ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน สร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม รวมถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัย และอื่นๆ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนประเด็น “อิ่ม.และ.ดี” สร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง ร่วมกันออกแบบนวัตกรรมเพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนประเด็นนี้ร่วมกัน และนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ภายใต้โครงการ Technical assistance for national pathway for food and agriculture systems transformation และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้นำนโยบายและกรอบการดำเนินงาน ด้านระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของประเทศไทยที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและพลิกโฉมภาคเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน โดย “เกษตรกรต้องอยู่ดีสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” มีนโยบายการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือ Go Green Policy ด้วย BCG Model และ Carbon Creditเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างภาคเกษตรและอาหารให้เข้มแข็ง

เสริมภูมิคุ้มกัน….เตรียมพร้อมก่อนวันหยุดยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774352

เสริมภูมิคุ้มกัน....เตรียมพร้อมก่อนวันหยุดยาว

เสริมภูมิคุ้มกัน….เตรียมพร้อมก่อนวันหยุดยาว

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลที่หลายคนรอคอย นั่นก็คือเทศกาลปีใหม่นั่นเอง ที่หลายๆ คนจะได้หยุดพักผ่อนกันยาวๆ เชื่อว่ามีไม่น้อยเลยที่มีแพลนไปเที่ยวพักผ่อนไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ แน่นอนว่าทุกคนก็จะเตรียมตัววางแผนการท่องเที่ยว ช้อปปิ้งเสื้อผ้าอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ สำหรับการเดินทาง แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะละเลย หรือนึกไม่ถึงก็คือ การเตรียมความพร้อมของร่างกายเราให้แข็งแรงพร้อมสำหรับการเดินทาง เพราะนอกจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่าย การเดินทางก็ทำให้ร่างกายเราอ่อนเพลีย โดยเฉพาะการเดินทางข้ามโซนเวลาก็อาจทำให้เกิดการเพลียจากอาการ Jet lag ได้เช่นกัน

แพทย์หญิงกฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แนะนำวิธีดูแลร่างกายเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ง่ายๆ ดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรหลับในเวลากลางคืนจะดีกว่านะคะ เพราะร่างกายเราจะได้หลั่งโกรทฮอร์โมนและเมลาโทนินได้อย่างเต็มที่ ทำให้ตื่นมาสดชื่น ออกกำลังกายเป็นประจำประมาณ 15-30 นาทีต่อวัน หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ อาจออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสลับกับเวทเทรนนิ่งรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิคุ้มกันแย่ลง เช่น ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เป็นต้น

ฟังดูเหมือนง่าย แต่บางคนก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่มีเวลา ดังนั้น ควรหาตัวช่วยเพื่อการเสริมภูมิคุ้มกันอย่างเร่งด่วนและได้ประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ 1.การรับประทานอาหารเสริมสูตรที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลดอาการอ่อนเพลีย โดยเฉพาะ เช่น Vitamin C, Vitamin D, Zinc, N-Acetyl-Cysteine, Echinacea เป็นต้น

1.การเติมสารอาหารสูตรเข้มข้นทางหลอดเลือดโดยตรง ทำให้ได้รับสารอาหารโดยไม่ต้องผ่านการดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร และได้รับในปริมาณที่เข้มข้นกว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง อ่อนเพลียมาก หรือเริ่มมีอาการหวัด

2.การเติมโอโซนบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางระบบการไหลเวียนเลือด ซึ่งการเติมโอโซนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยร่างกายกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรียได้ดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างพลังงานระดับเซลล์ ทำให้รู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลีย ทั้งนี้ การให้โอโซนมีหลายระดับขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาวะร่างกาย

เมื่อร่างกายเราพร้อมลุย ก็จะทำให้คุณมีความสุขกับการท่องเที่ยวหรือวันหยุดยาวได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นอย่าลืมมาเตรียมความพร้อมของร่างกายด้วย อย่างไรก็ตามควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการและมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งคลินิกหรือสถานบริการที่มีคุณภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774350

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ 12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะจากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พลังว่านหางจระเข้ เพื่อการดูแลสุขภาพผิวที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774346

พลังว่านหางจระเข้ เพื่อการดูแลสุขภาพผิวที่ดี

พลังว่านหางจระเข้ เพื่อการดูแลสุขภาพผิวที่ดี

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

เฮอร์บาไลฟ์ บริษัทชั้นนำด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตอบรับกระแสการแสวงหาโซลูชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Herbal Aloe Personal Care ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ดี ซึ่งรวมถึง เจลล้างมือและอาบน้ำครีมทามือและทาผิว และเจลบำรุงผิว ด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติมากมายของว่านหางจระเข้ มอบประสบการณ์ความงามจากภายในและภายนอก กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ผสมผสานองค์ประกอบทางธรรมชาติ พฤกษศาสตร์ และวีแกนเข้าด้วยกัน

ในขณะที่ผู้บริโภคได้รับข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของตนและตระหนักถึงผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้ หลายคนจึงหันมาสนใจสูตรที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดอาการผิวแพ้ง่ายและการระคายเคือง ด้วยเหตุนี้ โดยมีรากฐานมาจากคุณสมบัติของว่านหางจระเข้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ HerbalAloe Personal Care ของเฮอร์บาไลฟ์จึงมอบสัมผัสแห่งการบำรุงจากธรรมชาติ ผสมด้วยสารสกัดจากพืชและสารประกอบทางพฤกษศาสตร์ที่ช่วยผ่อนคลายอื่นๆ องค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูและปกป้อง โดยมอบประสบการณ์การดูแลผิวที่สอดคล้องกับสุขภาพที่ดี เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีและรู้สึกได้ดีที่สุด

หัวใจของผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติมากมายที่เป็นประโยชน์ในการปลอบประโลมผิวที่แห้งกร้าน และให้ความผ่อนคลาย ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวอย่างอ่อนโยนแต่มีประสิทธิภาพ กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง ปราศจากพาราเบน สีย้อม และสารซัลเฟต ช่วยลดความเสี่ยงของการระคายเคืองผิวหนัง เหมาะสำหรับเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรการดูแลผิวประจำวัน และสำหรับทุกคนในครอบครัว

กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ Hand & Body Wash, Hand & Body Cream และ Soothing Gel ห่อหุ้มแก่นแท้ของความชุ่มชื้น การบำรุง และความมีชีวิตชีวา Hand & Body Wash มีส่วนผสมของกรดอะมิโนที่ได้จากแอปเปิ้ล ซึ่งทำความสะอาดโดยไม่ทำลายความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ในขณะที่น้ำมันมะกอกให้สารต้านอนุมูลอิสระ และการดูแลผิวที่อย่างละเอียดอ่อนและบอบบาง นอกจากนี้ ยังอุดมด้วยน้ำมันเมล็ดทานตะวันและแอฟริกันเชียบัตเตอร์ผนึกกำลังเพื่อบำรุงให้ความชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม เติมสารสกัดจากสาหร่ายทะเลช่วยเติมเต็มทั้งมอบสัมผัสแห่งการฟื้นฟูและความสบายสำหรับผิวที่ขาดน้ำ

ผลิตภัณฑ์ Soothing Aloe Gel น้ำใบว่านหางจระเข้ช่วยปลอบประโลมและให้ความชุ่มชื้น เพื่อผิวดูสดชื่น ปราศจากน้ำหอมและเหมาะสำหรับทุกคน ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ช่วยสร้างผืนผ้าใบแห่งความเปล่งประกายอ่อนเยาว์ ได้ความคิดเห็นของผู้ใช้เน้นย้ำถึงผลลัพธ์ที่ทำให้นุ่มนวลและเรียบเนียน สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึง Aloe Concentrate น้ำว่านหางจระเข้ส่วนผสมเข้มข้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของเฮอร์บาไลฟ์ ให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกายในขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนอย่างอ่อนโยน เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความงามภายใน

สำหรับข้อมูลของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม https://www.herbalife.com.my/our-products-solution/outer-nutrition/skin-care/

ชวนนุ่งโจง ห่มไทย เที่ยว งานกาชาด 2566 ณ สวนลุมพินี และ www.งานกาชาด.com ถึง 18 ธันวาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774370

ชวนนุ่งโจง ห่มไทย เที่ยว งานกาชาด 2566 ณ สวนลุมพินี และ www.งานกาชาด.com ถึง 18 ธันวาคมนี้

ชวนนุ่งโจง ห่มไทย เที่ยว งานกาชาด 2566 ณ สวนลุมพินี และ http://www.งานกาชาด.com ถึง 18 ธันวาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานกาชาดประจำปี 2566” ภายใต้แนวคิด “รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้ #RedCrossFairCenturyOfCharity” พร้อมทอดพระเนตรการแสดงแหล่เพลงงานวันกาชาด 100 ปี ประกอบศิลปะการวาดเม็ดทราย, กระบวนแห่ชุด ย้อนวันวาน 100 ปี งานวันกาชาด, หนังสือย้อนรอย 100 ปี งานวันกาชาด ขนาดยักษ์ในรูปแบบจอทัชสกรีน, นิทรรศการงานวันกาชาด 100 ปี พุทธศักราช 2566 และทรงสอยผลต้นกัลปพฤกษ์ ทรงร่วมการประมูลผักดองวังสระปทุม จากนั้นเสด็จฯ ไปเยี่ยมร้านค้าต่างๆ ที่มาร่วมออกร้านในงานโดยมี เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทยในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาดประจำปี 2566 คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรมเหรัญญิก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสภากาชาดไทย และคณะกรรมการอำนวยการจัดงานกาชาดเฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ณ พลับพลาพิธี หน้าห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี

งานกาชาดประจำปีเป็นมหรสพรื่นเริงการกุศลที่สภากาชาดไทย ร่วมกับ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยงานกาชาดได้เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2466 จนถึงปัจจุบัน และมีเว้นว่างในบางปีตามสถานการณ์ของบ้านเมือง และเพื่อเฉลิมฉลองการจัดงานกาชาดประจำปี ครบ 100 ปี ในปี 2566 ปีนี้ งานกาชาดในปีนี้จึงได้จัดขึ้นรูปแบบย้อนวันวานงานวันกาชาดในอดีต โดยได้รวบรวมกิจกรรมความบันเทิงเพื่อการกุศลไว้ ณ สวนลุมพินี และบนแพลตฟอร์ม http://www.งานกาชาด.com เพื่อให้ประชาชนได้ย้อนระลึกถึงความสนุกสนานของงานในแต่ละยุคสมัยไว้มากมาย

โดยกิจกรรมความพิเศษที่จัดขึ้นในงานวันกาชาด 100 ปี พุทธศักราช 2566 ณ สวนลุมพินี นั้นได้จัดกิจกรรมให้ผู้ที่มาเที่ยวงานได้ร่วมย้อนวันวานงานวันกาชาดมากมาย อาทิ การจัดแสดงขบวนแห่รถงานวันกาชาด 100 ปี พุทธศักราช 2566 กิจกรรม “ถนนย้อนวันวาน รื่นเริง งานวันกาชาด” เป็นกิจกรรมการแสดงกลางแจ้งที่เคยสร้างความประทับใจให้ผู้มาเที่ยวชมงานกาชาดในอดีตที่ผ่านมา เช่น การแสดงสุนัขตำรวจ, การแข่งขันตะกร้อลอดห่วง,การแสดงเชิดสิงโต, การแสดงกระบี่-กระบอง, การแสดงมวยไทยโบราณ, รวมถึงกิจกรรม ลีลาศ, รำวงย้อนยุค, กิจกรรมร่วมถ่ายภาพหรือเก็บภาพกับนิทรรศการ ๕ สถานที่จัดงานวันกาชาด จากสนามหลวง พระราชอุทยานสราญรมย์ สถานเสาวภา สวนอัมพร และสวนลุมพินี สู่โลกออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเชิญชวนให้ผู้มาเที่ยวงานวันกาชาด 100 ปี “นุ่งโจงห่มไทย”ตามยุคสมัย ตามสไตล์ของประชาชนแต่ละช่วงวัยเพื่อร่วมย้อนวันวานงานกาชาดในอดีต อีกทั้งยังได้รวบรวมกิจกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของงานไว้อีกด้วย เช่น การออกร้านของหน่วยงานต่างๆ กว่า 300 หน่วยงาน การเสี่ยงโชคชิงรางวัล การจำหน่ายสลากกาชาด การจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจากร้านโครงการส่วนพระองค์ สินค้าที่ระลึกงานวันกาชาด 100 ปี อาทิ เสื้อ กระเป๋า ถุงผ้า เป็นต้น รวมถึงการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาย่อมเยา

ส่วนของงานกาชาดออนไลน์บนแพลตฟอร์ม www. งานกาชาด.com เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นให้สอดคล้องกับ 5 สถานที่ในการจัดงานกาชาดในอดีตถึงปัจจุบัน ได้แก่ สนามหลวง พระราชอุทยานสราญรมย์ สถานเสาวภา สวนอัมพร สวนลุมพินี โดยการออกแบบแผนที่เป็นเกาะในจินตนาการและในแต่ละเกาะจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ประกอบด้วย การประกวดอวตาร, รถรางสายมู, Pick a card, การแข่งว่าวมาราธอน, บ้านผีสิงออนไลน์, นิทรรศการร้อยรูปภาพร้อยเรื่องราวงานวันกาชาด, ภาพยนตร์สั้นในอดีต, Game Center, Jigsaw ต่อความทรงจำร่วมลุ้นทองคำ, การจำหน่ายสลากกาชาดออนไลน์, การพยากรณ์ออนไลน์, การจำหน่ายสินค้าจากหน่วยงานและการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจากร้านสภากาชาดไทยผ่านระบบ E-Commerce เช่น เสื้อที่ระลึกงานวันกาชาด ปากกา เป็นต้น

ขอเชิญชวนทุกท่านนุ่งโจงห่มไทยร่วมย้อนวันวานมาเที่ยว “งานวันกาชาด 100 ปี พุทธศักราช 2566 รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้ #RedcrossFairCenturyOfCharity” ตั้งแต่วันนี้- 18 ธันวาคม 2566 ณ สวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. วันสุดท้ายปิดงานเวลา 23.00 น. โดยในปีนี้ยังคงขอความร่วมมือให้ทุกท่านที่มาเที่ยวงาน ณ สวนลุมพินี เดินทางโดยรถสาธารณะเพื่อความสะดวก และใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก รวมถึงงดการใช้โฟมเป็นบรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร เพื่อลดปริมาณขยะในงาน และท่องโลกงานวันกาชาดออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ www.งานกาชาด.com

รพ.พญาไท 2 ชวนร่วมกิจกรรมป้องกันเบาหวาน ‘ลดเสี่ยง เปลี่ยนวันนี้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774351

รพ.พญาไท 2 ชวนร่วมกิจกรรมป้องกันเบาหวาน ‘ลดเสี่ยง เปลี่ยนวันนี้’

รพ.พญาไท 2 ชวนร่วมกิจกรรมป้องกันเบาหวาน ‘ลดเสี่ยง เปลี่ยนวันนี้’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงพยาบาล พญาไท 2 ชวนร่วมกิจกรรมดีๆ “ลดเสี่ยง เปลี่ยนวันนี้” เพื่อป้องกันโรคเบาหวานก่อนเสี่ยง ทั้งนี้ โรคเบาหวานไม่เพียงแค่เป็นโรคพบได้บ่อย แต่เมื่อเป็นแล้วอาจเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงตามมา

ถึงแม้ว่าปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นเบาหวานจะมีมาก แต่หากใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างดี “เบาหวาน” ก็จะกลายเป็นเพียงโรคที่ไกลตัว ถ้าตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีด้วยการตรวจ FBS กับ HbA1C ซึ่งผลตรวจทั้ง 2 แบบ สามารถใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานได้ แต่อาจมีความแตกต่างกัน ดังนี้ การตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1C)ช่วยใช้ติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถบอกภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้และการตรวจน้ำตาลในเลือด (FBS) สามารถทราบระดับน้ำตาลในเลือดว่าต่ำหรือสูงได้ แนะนำให้ตรวจควบคู่กันเพราะมีประโยชน์ในการวัดที่แตกต่างกัน

ที่สำคัญภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นอันตรายที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องระวัง เพราะการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ มีผลให้หลอดเลือดเกิดเสื่อมสภาพ และกลายเป็นโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวาย โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น โดยมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ยากต่อการรักษาเพื่อให้อวัยวะต่างๆ เหล่านั้นกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรดูแลตัวเองด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงคนปกติ ควบคุมความดันโลหิต ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ลดคาร์โบไฮเดรตเพิ่มผักและผลไม้ที่มีใยอาหาร ควบคุมน้ำหนักตัว และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยา และ พบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด คุมระดับไขมันโคเลสเตอรอลให้ได้ตามเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถดูแลตัวเองง่ายๆ ให้ห่างไกลเบาหวานได้โดยออกกำลังกายให้มากขึ้นและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้พาหนะอำนวยความสะดวก เดินให้มากขึ้น รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วนไม่ผอม และระวังเรื่อง อาหาร โดยเฉพาะอาหารจานด่วนที่มีไขมันสูง

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงน้ำตาลสูง โรงพยาบาล พญาไท 2 ขอชวนคุณมา “ลดเสี่ยง เปลี่ยนวันนี้” ด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (HbA1c) รับ Glucerna Nutrition Care Set โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (รับสิทธิ์ 1 ท่าน ตรวจ 1 ครั้ง 1 set) เพียงยื่นผลตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่มีค่า FBS มากกว่า 100 mg/dL หรือ HbA1c มากกว่า 6 mg% ที่เข้ารับการตรวจระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566-15 ธันวาคม 2566 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม เพียงยื่นผลตรวจ FBS หรือ HbA1c ผ่าน Inbox Facebook http://m.me/Phyathai2HospitaI (จำกัดเพียง 100 ท่านแรกเท่านั้น) และรับสิทธิเข้ารับบริการได้ที่ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2 ชั้น 5 อาคาร A ได้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2567

หากมีอาการ หรือต้องการรับคำแนะนำปรึกษาแพทย์สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2 ชั้น 5 อาคาร A โทร. 02-6172444 ต่อ 5425, 5425 หรือ Call Center 1772 ตลอด24 ชั่วโมง