‘ยาเสพติด’ กลัวความรัก จาก ‘ชุมชน’ และครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564669

03 ธ.ค. 2566

'ยาเสพติด' กลัวความรัก จาก 'ชุมชน' และครอบครัว

กระทรวงยุติธรรม ลุยแก้ปัญหา ‘ยาเสพติด’ เน้นให้ ‘ชุมชน’ และครอบครัว มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้มี ความเข้มแข็ง

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชื่นชมและขอบคุณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาเสพติด โดยเห็นว่าการแก้ปัญหายาเสพติดปัจจัยสำคัญคือ ชุมชนและครอบครัว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ค้นหาผู้ติดยาเสพติดทั่วประเทศมีประมาณ 5 แสนกว่าราย และใน 2 ปีที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับเพราะยาเสพติดกว่า 3 แสนคน ที่อยู่ในระบบของกรมคุมประพฤติ ในเรือนจำมีผู้ต้องขังประมาณ 2.7 แสนคน กว่า 2 แสนคน เป็นคดียาเสพติด คนจำนวนกว่า 1 ล้านคนเหล่านี้ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนไทย เยาวชนไทย

ปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้าในประเทศ ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติการไปในวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา 1 ปีที่เราจะสกัดกั้นยาเสพติดจะเข้าประเทศน้อยลง แต่ถ้าเราไม่แก้ปัญหาผู้เสพกว่า 1 ล้านราย ที่ได้รายงานไป ความต้องการยาเสพติดจะยังคงอยู่ ปัญหาคลั่งยาจะยังมีอยู่

จึงต้องเร่งรักษา พร้อมไปกับสร้างชุมชนให้ลุกขึ้นมา สร้างคนที่เข้มแข็งเพื่อลดความต้องการยาเสพติด ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่เห็นความสำคัญของปัญหายาเสพติด และลุกขึ้นมาร่วมมือกันในการต่อสู้กับยาเสพติด

ก่อนเริ่มการประชุมบูรณาการ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดเลย   มีการสาธิตการควบคุมตัวผู้ป่วยจากยาเสพติดที่มีอาการทางจิต โดยใช้สถานการณ์สมมุติการอาละวาดในชุมชน และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ ปืนเลเซอร์ ไม้ง่าม ไม้ขอ เป็นเครื่องมือควบคุมด้วย

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ตรวจราชการ เยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร จ.สกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772926

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่ตรวจราชการ เยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร จ.สกลนคร

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ตรวจราชการ เยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร จ.สกลนคร

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.13 น.

วันที่ 2 ธันวาคม 2556 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการและเยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรและติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอสว่างแดนดิน ณ โรงเรียนสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร หลังจากนั้นได้เดินทางไปยังโรงเรียนฮั่วเคียวกงฮัก อ.เมือง จ.หนองคาย เพื่อพบปะเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ และมอบนโยบายเรื่องปฏิรูปที่ดิน การเกษตร และสหกรณ์ พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 30 ราย

โอกาสนี้ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ และนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมคณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการดังกล่าวด้วย

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772922

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.38 น.

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน​ เตรียมเฮ​ หลังเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร เตรียมลุยโครงการโฉนดต้นไม้​

วันที่​ 2​ ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงเรียนสว่างแดนดิน จ.สกลนคร

“เรื่องเอกสารสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นคง ซึ่งการเปลี่ยนจาก ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ตอนนี้ทำได้แล้ว โดยเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค. 66) ได้ลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 15 ธ.ค. 66 นี้ จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับโฉนดพร้อมกันทั่วประเทศไทยในวันที่ 15 ม.ค. 67 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการจัดทำโฉนดต้นไม้ ที่เป็นไม้เศรษฐกิจ ที่จะสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของที่ดิน ซึ่งหลังจากทำเรื่องโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรแล้ว จะทำเรื่องโฉนดต้นไม้ต่อไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว   

 นอกจากนี้ ภายในงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการมอบพันธุ์ปลา มอบผลิตภัณฑ์สารเร่ง และเมล็ดพันธุ์ปอเทือง มอบเมล็ดพันธุ์ข้าว​ มอบต้นพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ และไตโคเดอร์มา มอบชุดโซล่าเซลล์พร้อมบ่อบาดาล จำนวน 2 ราย มอบลานรวบรวมยางพารา จำนวน 2 สถาบันเกษตรกร และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร จำนวน 100 ราย และตรวจเยี่ยมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้​ กรมการข้า​ว​ นำโดย​ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในส่วนภูมิภาค ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว​ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์จำนวน​ 10​ กลุ่ม​ อีกทั้งได้ร่วมจัดนิทรรศการงานด้านข้าวภายในงาน​ อาทิ​ นิทรรศการข้าวพันธุ์ต่างๆที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ นิทรรศการสารเคมีชีวภัณฑ์แบคทีเรียปฏิปักษ์​ ที่จะช่วย​ป้องกันโรคไหม้และโรคเมล็ดด่างของข้าว​ รวมไปถึงการนำผลิตแปรรูปจากข้าว​ เช่น​ เค้กบราวนี่​  ไอศกรีมข้าว​ มาแจกและให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิม

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’ ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772903

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’  ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’ ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

“เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมด้วยวัย 100 ปี .. เขาผู้ได้รับฉายาว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ” และให้คำปรึกษาแก่ผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คนและเป็นผู้เปิดประตูสู่ประเทศจีนด้วย

เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน ในวัยครบ 1 ศตวรรษ ที่บ้านพักของเขาในรัฐคอนเนตทิคัท

ที่ผ่านมา คิสซิงเจอร์ ยังคงกระฉับกระเฉงแม้ในวัย 90 กว่าปีเขาได้เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวหลายครั้ง ออกหนังสือใหม่เกี่ยวกับแบบฉบับความเป็นผู้นำ ขึ้นให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

คิสซิงเจอร์ ผู้อพยพชาวยิวที่เกิดในเยอรมนี นักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักการทูตคนสำคัญของสหรัฐฯโดยในช่วงทศวรรษ 1970 คิสซิงเจอร์มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญๆ ของโลก ในระดับพลิกเปลี่ยนยุคสมัยที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษดังกล่าว ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สมัยอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และอดีตประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด จากพรรครีพับลิกันอดีตประธานาธิบดีฟอร์ด เรียกคิสซิงเจอร์ ว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ”

ความพยายามของคิสซิงเจอร์นำไปสู่การที่จีนยอมเปิดรับทางการทูตกับประเทศตะวันตกในปี 1971 การเจรจาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ในช่วงที่สงครามเย็นถึงจุดสูงสุด นำมาสู่การควบคุมอาวุธระหว่างสหรัฐฯ-อดีตโซเวียต การขยายความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และที่สำคัญที่สุด กับการออกข้อตกลงสันติภาพปารีสกับเวียดนามเหนือ

การยุติสงครามเวียดนามนี้เองที่ทำให้ คิสซิงเจอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 1973 ร่วมกับ เล ดึ๊กเถาะ (Le Duc To) นักการทูตของเวียดนามซึ่งเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่ปฏิเสธไม่รับรางวัลนี้แต่การได้รับรางวัลโนเบลของคิสซิงเจอร์กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุด สมาชิกคณะกรรมการโนเบลลาออก 2 คน เพื่อประท้วงการเลือกคิสซิงเจอร์ให้รับรางวัลนี้ และเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในกัมพูชาอย่างลับๆ

ความรุ่งโรจน์ของคิสซิงเจอร์ในฐานะ “สถาปนิกใหญ่” ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เริ่มอับแสงลงหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีนิกสันลาออก ในปี 1974 แต่เขาก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญทางด้านการทูตของสหรัฐฯ ต่อไป ภายใต้อดีตประธานาธิบดีฟอร์ดคนต่อมา เมื่อฟอร์ดพ่ายแพ้ให้แก่ จิมมี่ คาร์เตอร์ ในปี 1976 วันเวลาของคิสซิงเจอร์ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงจบลง

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางการเมืองจะยุติลง แต่คิสซิงเจอร์ยังคงเขียนหนังสือหลายเล่ม เป็นนักวิเคราะห์ให้ความเห็นด้านกิจการระหว่างประเทศออกสื่อ และเสนอความเห็นอันหลักแหลมมาตลอดชีวิต อีกทั้งพบว่าตลอดชีวิตเขาให้คำปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศให้กับผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คน ตั้งแต่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จนถึงโจ ไบเดน

คิสซิงเจอร์เพิ่งพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ในกรุงปักกิ่ง และเมื่อเดือนมกราคม 2012 หรือ 11 ปีก่อน คิสซิงเจอร์ ได้พบกับประธานาธิบดีสี ที่ในตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ในโอกาสครบรอบ 40 ปีการเยือนจีนครั้งแรกของอดีตประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐฯ

การจากไปของคิสซิงเจอร์ทำให้จีนเสียใจอย่างมาก เซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯโพสต์ผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อจีน สหรัฐฯ และโลก ประวัติศาสตร์จะจารึกสิ่งที่คิสซิงเจอร์ได้อุทิศตนให้แก่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลในหัวใจของประชาชนชาวจีนในฐานะเพื่อนเก่าที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ประกาศข่าวมรณกรรมของคิสซิงเจอร์ด้วยการยกย่องการที่เขาอุทิศตนครั้งประวัติศาสตร์ให้แก่การเปิดประตูไปสู่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาเป็นประจักษ์พยานคนสำคัญที่ได้เห็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพัฒนาการของความสัมพันธ์นี้ คิสซิงเจอร์มีความผูกพันกับจีนอย่างลึกซึ้ง

การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นกระแสยอดนิยมของโลกออนไลน์จีนอย่างเวยปั๋วและไป่ตู้ ผู้ใช้งานหลายคนระบุว่า คิสซิงเจอร์ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ให้แก่ความสัมพันธ์ที่ยากลำบากของสหรัฐฯ-จีนในช่วงหลายปีก่อนที่จะเสียชีวิต เขาเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนที่ดีมาก การจากไปของเขาเป็นการสูญเสียอย่างคำนวณมิได้ทั้งต่อจีนและสหรัฐฯ

ไม่เคยมีการสูญเสียของนักการเมืองอเมริกันคนไหน ที่จะได้รับการกล่าวสรรเสริญเชิดชู ยกย่องจากชาวจีนมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้คนกลับโหยหา ความรู้สึกเก่าๆ สมัยที่ทั้งสองชาติยังหวานชื่น

คงเป็นเรื่องยากที่จะหาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาทดแทนคิสซิงเจอร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ จีน-สหรัฐฯ

เพราะตอนนี้ กระดุมเม็ดแรก ที่สานสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร

The person who started a period of history has finally become history.


โดย ดาโน โทนาลี
 

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772889

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

โซไซตี้ : ไทยเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ‘Engineering towards Net Zero’รวมพลังผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรทั้งไทย-เทศ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ระดับนานาชาติ FIDIC Asia Pacific Conference 2023 หัวข้อ “Engineering towards Net Zero”  จัดโดย สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (วปท.) งานนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ตัวแทนภาครัฐ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม และสมาชิกของ FIDIC ASIA PACIFIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 20 ประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ฯลฯ โดยมีภาครัฐของไทยร่วมเปิดงานดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2566

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “Engineering towards Net Zero กำลังจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของทั่วโลก ให้เป็นเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือปล่อยก๊าซคาร์บอนฯต่ำ ไทยตั้งเป้าระยะสั้นในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% รัฐจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ขนส่งสาธารณะระบบรางภาคเกษตรแบบใช้น้ำน้อย สนับสนุน ClimateTechnology หรือเทคโนโลยีที่ควบคุมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การได้รับสิทธิพิเศษเรื่อง B.O.I และภาษีต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น”

ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่ไม่ให้คำว่า Net Zero เป็นแค่สโลแกนกทม. มีนโยบายการลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รณรงค์ใช้หลอดไฟLED ที่คุณภาพดีและประหยัดไฟ ลดการใช้พลังงานในอาคาร ลดการใช้รถยนต์ ลดการสร้างขยะ รู้จักแยกขยะ กทม.จึงตั้งเป้าระยะสั้นว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี”

ชวลิต จันทรรัตน์ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความท้าทายของการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็น Net Zero คือการเปลี่ยนแนวความคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจก่อสร้าง ตั้งแต่ดีไซเนอร์ วิศวกร สถาปนิก ผู้ประกอบการนักลงทุน ผู้บริโภค ให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้น 10% แต่เป็นต้นทุนที่ช่วยลดการใช้พลังงานยาวไปถึง 30 ปีข้างหน้า”

ขณะที่ นิวัฒน์ ธัญปิตินันทน์ ประธานการจัดงาน FIDIC Asia Pacific Conference 2023 กล่าวว่า “สมาชิกของ FIDIC ASIA PACIFIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 20 ประเทศ มอบหมายให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ขึ้น เราเลือกหัวข้อ Net Zero เพราะอยากให้เห็นว่าไทยตื่นตัวเรื่องนี้หน้าที่หลักของทางสมาคมฯ คือสร้างการรับรู้ให้เจ้าของโครงการต่างๆ รับรู้ว่า การสร้างอาคารเขียวหรืออาคารรักษ์โลกเป็นสิ่งที่ควรทำ ดีต่อโครงการ และดีต่อโลกโดยรวม”

หัวข้อการสัมมนา เช่น นวัตกรรมเพื่ออาคารสีเขียวสู่ Net Zero โดย บริษัท SCG ประเทศไทย, การบำบัดน้ำเสียหนทางสู่ Net Zero โดย บริษัท ธรรมสรณ์ จัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม จำกัด ประเทศไทย, EV คือตัวช่วยให้ไทยสู่ Net Zero จริงหรือไม่ โดย บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ประเทศไทย ส่วนหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจจากประเทศอื่นๆ เช่น การถอดบทเรียนของเมืองซูวอน เกาหลีใต้ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นกลางได้สำเร็จจากความร่วมมือของชุมชน อาคาร Net Zero ในมาเลเซีย เวียดนามกับแนวทางลดคาร์บอนในอาคาร อินโดนีเซียกับการสร้างอาคารที่ไม่ก่อให้เกิดขยะ อินเดียกับพลังงานน้ำ ฟิลิปปินส์กับเรื่องพลังงานทดแทน เทคโนโลยีในแบบของชนพื้นเมืองศรีลังกา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม Business Matching แลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านธุรกิจ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ Soft Power ของประเทศไทย กับเทศกาลลอยกระทงแบบ Low Carbon ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย รวมไปถึงพูดคุยถึงอนาคตและความท้าทายในการทำงานของ FIDIC หรือสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนระดับโลกสำหรับสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาระดับชาติและเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมากกว่าหนึ่งล้านคนและบริษัท 40,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่จะต้องพาสมาชิกไปสู่เป้าหมาย Net Zero ให้ได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772881

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

แหวกฟ้าหาฝัน : Louis Adolphe Soutter ใน Cantonal Museum of Fine Arts Lausanne

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Cherries 1930

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากสวิสจะมี Rene Auberjonois ศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือ Louis Adolphe Soutter ศิลปินที่เกิดในปี 1871 ก่อน Rene Auberjonois เพียงปีเดียวในครอบครัวที่พ่อเป็นเภสัชกร และแม่เป็นครูสอนร้องเพลงพี่น้องของเขาทั้งพี่ชาย พี่สาวล้วนเป็นนักดนตรี เขาเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่University of Lausanne ก่อนย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Geneva แต่เขากลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นนักดนตรีอันเป็นผลมาจากบรรยากาศความเป็นนักดนตรีของพี่น้องในปี 1892 เขาย้ายไปอยู่บรัสเซลล์ เบลเยียมเพื่อไปเรียนไวโอลินกับ Eugene Ysave ที่ RoyalConservatory และได้รู้จัก Madge Fursmanเพื่อนนักเรียนดนตรีอเมริกันอีกคนจนหมั้นหมายกัน

ในปี 1895 เขาตัดสินใจหยุดเรียนดนตรีแล้วกลับไปเมืองโลซานน์และเข้าเรียนทางด้านเขียนภาพก่อนจะย้ายไปเจนีวาเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพของ Leon Gaud
ที่ชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปปารีสเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพ ของ Jean-Paul Laurens ก่อนเข้าเรียนกับ Joseph Benjamin Constant ที่ Academie Colarossi ซึ่งเขาได้พบกับ Artus van Briggle นักเซรามิกจากสหรัฐฯ ที่กำลังเริ่มตั้งบริษัท Colorado Springs ซึ่งเป็นที่ๆ Fursman เคยทำงานอยู่ด้วย Briggle แนะนำเขาว่าที่มหาวิทยาลัยใน Colorado Springs กำลังจะมีการเปิดโปรแกรมศิลปะใหม่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ ในปี 1897 ด้วยความหวังจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกที่นิวยอร์ก และเข้าเป็นอาจารย์ แต่เนื่องจากเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีเขาจึงใช้เวลา 3 เดือนในชิคาโกก่อนจะย้ายไป Colorado Springs และแต่งงานในปี 1897 โดยคู่สมรสใหม่ยังคงอาศัยกับพ่อแม่ในช่วงแรกก่อน

April 1923

ปี 1898 เขาได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะที่ Colorado College สมใจ ปี 1903 ภรรยาของเขาฟ้องศาลเพื่อขอหย่าจากเหตุผลที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เขา
ไม่ต่อสู้ ยอมหย่าแต่โดยดีและย้ายกลับมาปารีส ปี 1907 เขาหันมามีอาชีพนักดนตรีแทนโดยเข้าเป็นนักไวโอลินของ The Orchestre du Theatre de Geneva แต่ก็ทำงานได้เพียงปีเดียว เขาย้ายวงไปอีกหลายครั้งก่อนไปทำงานที่ห้องอาหารเล็กๆ ในปี 1918 หลังจากนั้นหลายคนว่าเขาบ้าจนต้องมีคนดูแล และต้องถูกส่งไปอยู่สถานดูแลใน Gros de Vaud

ในปี 1923 ขณะอายุเพียงแค่ 52 ปีเขาถึงส่งตัวไปบำบัดที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุใน Ballaigues แม้เขาจะสามารถอยู่อย่างค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่มีความสุขอีก ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเขาได้ร่างภาพด้วยปากกาและดินสอไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเล่นดนตรีในโบสถ์ ปี 1937 เขาป่วยด้วยโรคข้อจนนิ้วพิการ แต่เขาใช้นิ้วมือจุ่มสีและวาดแทน ในช่วงนั้น Le Corbusier ได้รวบรวมผลงานของเขานำมาจัดแสดงที่ Hartford, Lausanne และ นิวยอร์ก เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากการไม่ยอมทานอาหารในขณะอายุ 70 ปี

Black Eagle 1923

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานเกือบทั้งหมดของ Soutter ออกแนวหม่นหมอง ยุ่งเหยิง แต่ทันสมัยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Michelangelo’s Christ 1923, The American must be Bigger 1930 และ Lives 1930 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในชีวิตของเขาขณะนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเจ็บป่วยมากทั้งในเรื่องจิต และกายภาพเสียจนกระทั่งเขาไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างศิลปินปกติ ถึงกระนั้นก็ตามผลงานของเขาก็มีอัตลักษณ์และมีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริงสมกับเป็นศิลปินแนวหน้าคนหนึ่งของสวิสเลยทีเดียว

Bouquet of Gladioli 1909

Bouquet of Gladioli 1909

The American must be Bigger 1930

The American must be Bigger 1930

Composition 1923

Composition 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Michelangelo’s Christ 1923

Men Head on Square Background 1935

Men Head on Square Background 1935

Lives 1930

Lives 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Let’s look for the Beauty 1930

Foreigner 1930

Foreigner 1930

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772882

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดไชยวัฒนาราม’ ภูมิ Soft Power ละครพรหมลิขิต

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โบราณสถานยามราตรี

จากกระแสละคร “พรหมลิขิต” กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับผู้จัดละครของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ถอดบทเรียนให้ละครเป็น Soft Powerที่ทำให้คนรุ่นใหม่รักศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชนและประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมานั้น นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริม Soft Power เบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับ พรหมลิขิต โดย นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายนิวัฒน์รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยานายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรนางอรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละคร นายเขมทัตต์พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)ร่วมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ดารานักแสดงจากละครพรหมลิขิต เครือข่ายทางวัฒนธรรม และประชาชนที่สนใจร่วมกัน ณ อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาซึ่งมีการเสวนาร่วมกันถอดบทเรียนที่สำคัญจากการผลิตและนำเสนอละคร พรหมลิขิตเพื่อที่จะนำมาปรับใช้เป็นแนวทางส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมไทยออกสู่ระดับสากล เพื่อสร้างการรับรู้ และเพิ่มการท่องเที่ยว อันจะส่งผลต่อการสร้างรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ชุมชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง หรือ FILM อันได้แก่ละครโทรทัศน์ ซีรี่ส์ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความสำเร็จในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแนวทางการส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้สื่อบันเทิงอย่างละครสามารถผลิตผลงานสู่สากลได้มากขึ้น จากการทำงานจนเกิดความสำเร็จของผู้ประกอบการและผู้จัดละครที่จะต้องผลิตคอนเทนต์ที่ทั้งต้องสนุกจนได้รับความนิยม และในขณะเดียวกันนั้นต้องร่วมกันเผยแพร่เรื่องราวความเป็นเอกลักษณ์ของไทยไปด้วย ให้เป็นพลังนิยมชมชอบที่จะทำให้ชาวต่างชาติเกิดความสนใจวัฒนธรรมไทยและเกิดรายได้ให้ประเทศต่อไป

วิทยากรการเสวนา

ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมงานละครให้เป็นพลังของวัฒนธรรมและเกิดกิจกรรมขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่วัดไชยวัฒนารามนั้นได้มีการจัดบรรยากาศความร่มรื่นจากการบรรเลงและขับร้องดนตรีไทยสากล ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร การออกร้านสาธิตอาหารไทยโบราณและผ้าลายอย่าง ท่ามกลางการแต่งตัวย้อนสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์อย่างละครจนกลายเป็นสีสันของการเที่ยวย้อนอดีตในโบราณสถานในยามราตรี พร้อมกับเรียนรู้เรื่องวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.๒๑๗๓ เดิมบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อน เมื่อพระเจ้าปราสาททองเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์จึงได้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และเป็นวัดที่นำรูปแบบของสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด ความสำคัญในฐานะวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของกษัตริย์สืบต่อมาที่ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัยและใช้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สวรรคตก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้ ในช่วงสงคราม พ.ศ.๒๓๑๐ นั้น วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองแล้ว วัดไชยวัฒนารามได้ถูกปล่อยทิ้งให้ร้างและมีผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มีการรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดจนทรุดโทรม ภายหลังตั้งแต่ในปีพ.ศ.๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้เข้ามาอนุรักษ์บูรณะบำรุงจนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.๒๕๓๕ จนเป็นโบราณสถานสำคัญยอดนิยมที่นำไปเป็นฉากในละครย้อนอดีตอยู่บ่อยครั้ง จนให้เกิดกระแสนิยมวัฒนธรรม และรายได้จากท่องเที่ยวที่มีการเช่าชุดแต่งกายย้อนยุคถ่ายภาพให้เป็นคนชื่นชมประวัติศาสตร์และรักวัฒนธรรมจากสถาปัตยกรรมที่งดงามในอดีตมาจนวันนี้

ผู้บริหารวัฒนธรรมกับผู้จัดละคร

ผู้บริหารวัฒนธรรมกับผู้จัดละคร

พิธีเปิด

พิธีเปิด

พิธีเปิดงานเบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับพรหมลิขิต

พิธีเปิดงานเบิกฟ้าอโยธยา ย้อนเวลาไปกับพรหมลิขิต

ดนตรีในยามราตรี

ดนตรีในยามราตรี

ราตรีวัดไชยวัฒนาราม

ราตรีวัดไชยวัฒนาราม

แต่งกายย้อนอดีต

แต่งกายย้อนอดีต

ผู้ร่วมงานเสวนา

ผู้ร่วมงานเสวนา

ผ้าลายอย่างอยุธยา

ผ้าลายอย่างอยุธยา

ตลาดย้อนอดีต

ตลาดย้อนอดีต

Health News : รูจมูกมนุษย์สองข้างรับกลิ่นไม่เหมือนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772901

Health News : รูจมูกมนุษย์สองข้างรับกลิ่นไม่เหมือนกัน

Health News : รูจมูกมนุษย์สองข้างรับกลิ่นไม่เหมือนกัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ระบุว่ารูจมูก (nostrils) ทั้งข้างซ้ายและข้างขวาของคนเรา มีการทำงานที่แยกกันเป็นอิสระ โดยสามารถจะรับรู้กลิ่นที่แตกต่างกันไป แม้เราจะกำลังดมวัตถุสิ่งเดียวกันอยู่ก็ตาม ซึ่งความประหลาดนี้เป็นผลมาจากการทำงานของระบบประสาทและสมอง

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยโอไฮโอ, และสถาบันประสาทวิทยาบาร์โรว์ของสหรัฐฯ ทำการทดลองกับอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยโรคลมชัก10 คน ที่มีขั้วไฟฟ้าฝังในสมองอยู่แล้ว พบว่า เมื่อดมกลิ่นจากวัตถุเดียวกันด้วยรูจมูกทั้งสองข้าง จะเกิดการเคลื่อนไหวตอบสนองในสมองที่แตกต่างกันขึ้น 2 กระบวนการ แม้เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน แต่ก็ชี้ว่ารูจมูกทั้งสองข้างรับรู้กลิ่นแบบแยกเป็นเอกเทศจากกันไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างที่เราคิด

การทำงานที่ไม่ค่อยประสานสอดคล้องกันนักนี้ กลับมีประโยชน์ในการทำให้เรารับกลิ่นของวัตถุสิ่งหนึ่งได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับการดมด้วยรูจมูกเพียงข้างเดียว ซึ่งสิ่งนี้เป็นลักษณะพิเศษที่พบในอวัยวะที่เป็นคู่อื่นๆ อย่างเช่น ตาและหูด้วย

PRINC ทุ่ม 135 ลบ. ลงทุนธุรกิจสุขภาพ-ดูแลผู้สูงอายุ ‘บ้านลลิสา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772888

PRINC ทุ่ม 135 ลบ. ลงทุนธุรกิจสุขภาพ-ดูแลผู้สูงอายุ ‘บ้านลลิสา’

PRINC ทุ่ม 135 ลบ. ลงทุนธุรกิจสุขภาพ-ดูแลผู้สูงอายุ ‘บ้านลลิสา’

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพ ในนามเครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุน 135 ล้านบาทใน บริษัท บ้านลลิสา เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด (Baan Lalisa Services Group) ซึ่งเป็นธุรกิจดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยครบวงจร ผ่านบริษัท พริ้นซิเพิล เน็กซ์ จำกัด (PRINC NEXT) ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนในธุรกิจเฮลท์แคร์ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนร้อยละ 45 และ บริษัท บ้านลลิสา โฮลดิ้ง จำกัด มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนร้อยละ 55 มุ่งสร้างระบบนิเวศด้านเฮลท์แคร์ผลักดันโครงข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างครอบคลุมในทุกระดับ และมุ่งสร้างความแข็งแกร่งในการเติบโตธุรกิจในระยะยาว ซึ่งการลงทุนดังกล่าว บริษัทรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 เป็นต้นไป

นพ.กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) กล่าวว่า ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันประชากรวัยเด็กลดลง ค่านิยมเปลี่ยนไปส่งผลให้ผู้สูงอายุตัดสินใจรับบริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จากการประเมินมูลค่าตลาดเนอร์สซิ่งโฮมมีแนวโน้มขยับขึ้น 10 เท่าอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2576 ประกอบกับแนวทางขยายธุรกิจโรงพยาบาลเครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์ที่มุ่งขยายยังเมืองรองในปัจจุบันมีจำนวน 15 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว 14 แห่งใน 11 จังหวัด และมีแผนขยายให้ครบ 20 แห่ง พร้อมการขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทางรักษาโรคยากซับซ้อน บริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญในการกระจายการลงทุนเฮลท์แคร์อื่นๆ เพื่อรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการที่ต้องการฟื้นฟูและดูแลในศูนย์ดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยโดยเฉพาะในพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่

ขณะที่ อธิพร พูลสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บ้านลลิสา เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โครงการบ้านลลิสาเนอร์สซิ่งโฮมปัจจุบันมี 18 สาขาทั่วประเทศ เป็นโครงการที่ตอบสนองต่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุในทุกกลุ่มทั้งกลุ่มที่ต้องการการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงทำให้บ้านลลิสาหันมาทำตลาดจับกลุ่มผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ ต้องการมีสังคมที่ดี และไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลาน และให้บริการ Baan Lalisa Active Living ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีห้องพักให้บริการมากกว่า 3,000 ห้อง เน้นด้าน Community Wellness เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้พักอาศัยในโครงการ

เครือพริ้นซิเพิลเฮลท์แคร์ ถือเป็นเครือโรงพยาบาลและคลินิกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือ 15 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว 14 แห่ง ใน 11 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจคลินิกเสริมความงาม “ผิวดีคลินิก-พงศ์ศักดิ์คลินิก” ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวม 21 แห่ง, คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจซึ่งเป็นคลินิกบัตรทองในเครือข่าย สปสช. ปัจจุบันมีทั้งหมด 31 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล, ธุรกิจศูนย์ฟื้นฟูและดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุในชื่อ PNKG Recovery and Eldercare ด้วยความร่วมมือกับ NK Group ประเทศญี่ปุ่นซึ่งการลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ“บ้านลลิสา” ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนในการขยายบริการด้านเฮลท์แคร์ ให้ครอบคลุม และมุ่งขยายบริการไปยังพื้นที่ในต่างจังหวัด เพื่อสร้างการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772900

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยว่า พบการระเบิดหลายครั้งบนดวงอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระเบิดของพลาสมา 4 ครั้งจากโคโรนาของดวงอาทิตย์มายังโลก การระเบิดเหล่านี้รู้จักกันในชื่อการดีดมวลโคโรนา หรือ CMEs ซึ่งสามารถรวมตัวกันเป็น CME ขนาดใหญ่พิเศษที่สามารถก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงและแสงออโรร่าที่มองเห็นได้ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และยุโรป

กิจกรรมเปลวสุริยะ (solar flare) ที่ทรงพลังนี้ ทำให้เกิดการปะทุของพลาสมาที่ร้อนจัดที่เรียกว่า CME ดีดมวลโคโรนามายังโลก ในระดับรุนแรง G3 หรือระดับ3 อาจทำให้เกิดปัญหาเป็นระยะๆ กับการนำทางด้วยความถี่ต่ำและการนำทางด้วยดาวเทียม การลากที่เพิ่มขึ้นสำหรับดาวเทียมที่โคจรรอบต่ำ และอาจต้องใช้ระบบไฟฟ้าบางอย่างเพื่อทำการปรับแรงดันไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจมีการปะทุของพายุสุริยะอีกจำนวนมาก และอาจอยู่ในระดับที่รุนแรงที่สุด จนรบกวนสนามแม่เหล็กโลก