ร่างพ.ร.บ.’กู้เงิน’ โครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ถึงมือกฤษฎีกาแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563304

14 พ.ย. 2566

ร่างพ.ร.บ.'กู้เงิน' โครงการ 'เงินดิจิทัล' ถึงมือกฤษฎีกาแล้ว

ภูมิธรรม ไม่หวั่น ‘เงินดิจิทัล’ ไม่ผ่านสภา เชื่อทุกฝ่ายเห็นถึงความจำเป็น และส่งร่างกฎหมาย ‘กู้เงิน’ ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจกรณีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการกู้เงินมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัลและรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด แต่ขอให้พิจารณาว่าตั้งแต่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้ง ก็ได้มีการนำเสนอนโยบายนี้ต่อประชาชน

ดังนั้น ในการวิพากษ์วิจารณ์ จึงขอให้ยอมรับสิ่งที่ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกเข้ามา และรัฐบาลก็ได้ทำตามเจตนารมย์ประชาชน และพร้อมปรับวิธีการ รับฟังผู้เห็นต่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา   และขณะนี้ เลขาธิการกฤษฎีกา ได้รับร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 500,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินนโยบายเงินดิจิทัล จำนวน 10,000 บาทไว้พิจารณาแล้ว

รักษาการนายกรัฐมนตรีต ยืนยัน่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ติดลบ ไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคาดการณ์ และตัวเลขมีการปรับตัวลดต่ำลง ดังนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่ทุกคนต้องการเงินในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ นโยบายนี้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยประชาชน และหวังว่า กระบวนการต่าง ๆ จะเดินหน้า

 เดิมทีรัฐบาลไม่ได้คิดกู้เงินมาใช้ในโครงการเงินดิจิทัล แต่ก็ได้มีการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และ และเมื่อมีการหาเสียงไว้แล้ว ก็จะต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ดังนั้น ผู้ที่คัดค้าน รวมถึงพรรคการเมืองบางพรรค ก็จะต้องรับฟังเสียงตามระบบประชาธิปไตย แต่หากทำแล้วล้มเหลว ก็ต้องว่ากันไปตามสถานการณ์

เชื่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีปัญหาการพิจารณากฎหมายดังกล่าว เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงเหตุผลความจำเป็นที่ออก กฎหมายฉบับนี้ไปบ้างแล้ว

‘กู้เงิน’ มาใช้ ในโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ ระวังซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563302

14 พ.ย. 2566

'กู้เงิน' มาใช้ ในโครงการ 'เงินดิจิทัล' ระวังซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์

ย้อนเส้นทาง พ.ร.บ. ‘กู้เงิน’ 2 ล้านล้าน เปรียบเทียบโครงการ ‘เงินดิจิทัล’ สุดท้ายเศรษฐา อาจซ้ำรอย ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีขณะนั้น มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และต่อมาสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

แต่มีสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวน 66 คน ร่วมกันเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

12 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 169 วรรค 1 และมาตรา 170 วรรค 2 เป็นสาระสำคัญมีผลให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ ตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรค 3

แนวคิดการออก พ.ร.บ.เงินกู้มาใช้ในโครงการเงินดิจิทัลแม้ ไม่เกินกรอบกฏหมายที่ขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปถึง 70 % ของจีดีพี  แต่สาระสำคัญ พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 วรรค 1 ระบุว่าการกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ

ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะและเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจําปีได้ทัน เท่านั้น

นโยบายเงินดิจิทัลของรัฐบาลนอกจากจะถูกนาย ศรีสุวรรณ จรรยา ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 140 หรือไม่ ทั้งที่เป็นเพียงแนวคิดแล้ว  ยังมี ป.ป.ช.ที่ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาเงินดิจิทัลเตรียมขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวง การคลัง และเมื่อร่างกฎหมายผ่านสภา อาจถูกสมาชิกเข้าชื่อกันยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ กลับไม่มองว่า หากร่าง พ.ร.บ.กู้เงินดิจิทัล ซ้ำรอย  พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลายเป็นจุดกำหนดเกมการเมือง เพราะได้เรียนรู้จากของเก่า มีบทเรียนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร จึงต้องปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานต่างๆ ให้รอบคอบ

ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจก ‘เงินดิจิทัล’ กรณ์ เตือน ซ้ำรอย ‘เงินกู้’ 2 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563290

14 พ.ย. 2566

ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจก 'เงินดิจิทัล' กรณ์ เตือน ซ้ำรอย 'เงินกู้' 2 ล้านล้าน

เตือนที่มา ‘เงินดิจิทัล’ ซ้ำรอย ‘เงินกู้’ 2 ล้านล้านรัฐบาลเพื่อไทย นิพิฏฐ์ ยุ ถ้ามั่นใจ ให้รีบแจกแลกกับเสี่ยงติดคุก

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเชียร์ให้ รัฐบาล รีบแจกเงินดิจิทัล และทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง ถ้าไม่ทำจะกลายเป็นการหลอกลวงประชาชน แลกกับคะแนนเสียง แต่ให้ระวังติดคุก และถ้าขึ้นศาล ให้รัฐบาลระวัง ความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย และ กฤษฎีกา เพราะความเห็นของ 2 หน่วยงานนี้ จะมีน้ำหนักมากว่าศาลจะวินิจฉัยไปทางไหนโดยเฉพาะ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 6 และ มาตรา 9

นอกจากนี้อาจมีการโยงไปยัง พรบ.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา57 และ มาตรา 73 เนื่องจากหากสร้างบรรทัดฐาน ว่าแจกได้ ต่อไปพรรคการเมืองก็สามารถหาเสียงว่า จะแจก(เงินหลวง) หลังเลือกตั้ง แต่คราวนี้จะแจกเป็นเงินสด คนละ 15,000 บาท ต้องวัดใจศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และ ศาลฎีกา ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร

นิพิฏฐ์ บอกว่าเชียร์ให้นายกฯ และ ครม.ให้ใจกล้า    เสนอพรบ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท แต่ให้พึงระวังว่า ในโลกนี้ มี 2 อย่าง ที่เขาไม่นำมาทดลองกับมนุษย์ คือ ยา และกฎหมาย ยาจะไม่นำมาทดลองกับมนุษย์เมื่อทดลองกับสัตว์จนปลอดภ้ยแล้ว จึงนำมาใช้กับมนุษย์

กฎหมาย จะไม่ทดลองกับมนุษย์ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จะผิดหรือไม่ กรณีเงินดิจิทัลนายกรัฐมนตรีและครม.กำลังจะทดลองกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะมีความเสี่ยงอยู่เยอะ

กู้มาแจกเงินดิจิทัล ซ้ำรอยเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุไว้ในเฟซบุ๊ก ว่า การเสนอพ.ร.บ.กู้มาแจก ไม่เคยมีใครทำ และไม่ควรทำ พรรคเพื่อไทยรู้ดีเพราะเป็นรัฐบาลที่2 ที่คิดจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน (กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้าน) และเขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับอีกหลายท่าน ซึ่งขณะนี้ ก็นั่งอยู่ในพรรคร่วมของรัฐบาลเศรษฐาด้วย

ผลสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีกฎหมายนี้ตกไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญหมวดวินัยการคลัง จึงขอยืนยันตามความคิดเดิมที่พูดไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงนโยบายนี้ว่า อันตราย และยิ่งเมื่อยืนยันแล้วว่าเงินไม่มี ต้องอาศัยเงินกู้ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลทั้งปวง

รมว.เกษตรฯพบกลุ่มพีมูฟ แจงผลถกตั้งคกก.แก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768970

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ชุมนุมพบปะกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนินภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้วเสร็จ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาตามที่กลุ่มพีมูฟ ได้หารือเพื่อหาข้อสรุป ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ชี้แจงต่อกลุ่มดังกล่าว ว่าได้นำข้อเสนอของกลุ่มพีมูฟ ที่เรียกร้องด้านการจัดการที่ดินทรัพยากร ที่อยู่อาศัย ชาติพันธุ์และสิทธิสถานะ รัฐสวัสดิการ รวมถึการกระจาย
อำนาจ เข้าหารือต่อที่ประชุม ครม.แล้ว พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไข

‘ไชยา’ถกรมต.อาเซียน-จีน ชูส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768971

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชอาเซียน-จีน ครั้งที่ 8 
(The 8th ASEAN – China Ministerial Meeting on Sanitary and Phytosanitary (SPS) Cooperation) ภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความร่วมมือด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช(ASEAN-China MOU on SPS) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นในห้วงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ครั้งที่ 45

ทั้งนี้ ไทยได้กล่าวสนับสนุนและแสดงเจตนารมณ์ในการผลักดันความร่วมมือด้าน SPS ระหว่างอาเซียนและจีน รวมทั้งความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการพัฒนาและใช้งานใบรับรองสุขอนามัย และสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (e-SPS certificate) การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และระบบ
แจ้งเตือน (Rapid Alert System) เพื่อใช้สนับสนุนด้านความมั่นคงทางอาหารความปลอดภัยอาหาร และอำนวยความสะดวกทางการค้า และขอบคุณจีนที่พัฒนา China-ASEAN SPS Cooperation Website ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลด้าน SPS ของอาเซียนและจีน เป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างกัน พร้อมกับตระหนักในความสำคัญของการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างอาเซียนและจีน ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าภายในภูมิภาคและเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่น

ขณะที่จีน เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือแขนงต่างๆ ภายใต้ MOU on SPS เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารและความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน และมีข้อเสนอริเริ่มความร่วมมือด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคสัตว์และโรคพืชข้ามแดน และการระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานระหว่างอาเซียนและจีน โดยจีนขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนการดำเนินการความร่วมมือในด้านดังกล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียนและจีน ครั้งที่ 26 และการดำเนินการอื่นๆระหว่างอาเซียน-จีน อาทิ ความก้าวหน้าการเจรจายกระดับกรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนความร่วมมือด้านการพัฒนาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีนที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบผลลัพธ์และข้อเสนอแนะจากการประชุมผู้ประสานงานความร่วมมือด้าน SPS อาเซียน-จีน และรับรองแผนปฏิบัติการประจำปี 2567-2568 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เพื่อรายงานผลลัพธ์ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2568 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

‘อนุชา’มอบนโยบายกรมพัฒนาที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768968

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานมอบนโยบายกรมพัฒนาที่ดิน โดยมี น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากรมพัฒนาที่ดิน ต้องบูรณาการหาแนวทางร่วมกันในการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงาน เพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับเกษตรกร ปรับเปลี่ยนบริบทภาคเกษตรเพื่อให้ตอบโจทย์กับประเทศ และมีเป้าหมายเพิ่ม GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น อีกทั้งต้องขับเคลื่อนการใช้ที่ดินในประเทศให้เต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงการสร้างอาชีพเสริม โดยนโยบายเร่งด่วน คือการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต ให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับโครงการ “ชัยนาทโมเดล” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จ ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินสู่ฐานการผลิตที่ยั่งยืน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัว ได้มีอาชีพเลี้ยงโคพื้นเมือง โดยให้องค์ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินทุน ใช้ปัจจัยการผลิตท้องถิ่นและหาช่องทางการตลาด เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่ยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการผลิตพืชเพียงอย่างเดียว ลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังทำการผลิตในรูปแบบ BCG Model เพื่อรักษาระบบนิเวศเกษตรด้วย ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดิน จึงต้องมุ่งเน้นกิจกรรมพัฒนาที่ดินเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมไปผลิตพืชอื่นที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตหญ้าอาหารสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งอาจต้องให้มีการทำงานบูรณาการร่วมกับกรมปศุสัตว์ด้วย เป็นการเพิ่มทางเลือกในการปรับเปลี่ยนให้เกษตรกร และเกิดการสร้างรายได้ของเกษตรกรที่ยั่งยืน ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

BMHH เผยคนไทยเครียด ป่วยจิตเวช-ซึมเศร้า อันดับหนึ่ง แนะหมั่น ‘สำรวจ เข้าใจ รู้เท่าทัน’ จิตใจและอารมณ์ตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768939

BMHH เผยคนไทยเครียด ป่วยจิตเวช-ซึมเศร้า อันดับหนึ่ง  แนะหมั่น ‘สำรวจ เข้าใจ รู้เท่าทัน’ จิตใจและอารมณ์ตัวเอง

BMHH เผยคนไทยเครียด ป่วยจิตเวช-ซึมเศร้า อันดับหนึ่ง แนะหมั่น ‘สำรวจ เข้าใจ รู้เท่าทัน’ จิตใจและอารมณ์ตัวเอง

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

โรคซึมเศร้า ยังคงเป็นภัยเงียบใกล้ตัว โรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านจิตเวช Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH เผยหลังเปิดให้บริการกว่า 3 เดือน พบผู้ที่เข้ามารักษากว่า 70% เป็นโรคซึมเศร้า รองลงมาเป็นโรควิตกกังวล และโรคเครียด โดยมีช่วงอายุเฉลี่ย 25-40 ปีชี้สอดรับกับเทรนด์ด้านสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ มั่นใจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะดูแลรักษาสุขภาพจิตใจให้แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แพทย์หญิงปวีณา ศรีมโนทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล BMHH ซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน (ระยะเวลากว่า 3 เดือน) มีผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาจำนวนกว่า 1,000 ราย โดยพบว่า อันดับ 1 ของโรคทางจิตเวชที่เข้ารับการรักษา คือ โรคซึมเศร้า อันดับ 2 คือ โรควิตกกังวล อันดับ 3 คือ ผู้ที่มีความเครียดสูงและต้องการคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ปัญหาคู่ครอง ปัญหาเรื่องการทำงาน ส่วนอันดับ 4 และ 5 ได้แก่ โรคแพนิค และโรคไบโพลาร์ตามลำดับ นอกจากนี้พบอีกว่าช่วงอายุของผู้เข้ารับการรักษา จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่25-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เริ่มวางแผนชีวิตจริงจัง มีความคาดหวังในการทำงาน แต่งงาน มีลูก มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตค่อนข้างมาก รวมถึงสิ่งแวดล้อมปัจจุบันที่มีความเครียด ความกดดัน มีการแข่งขัน และมีความคาดหวังสูง

“จากตัวเลขสถิติที่รักษาคนไข้ในช่วงกว่า 3 เดือนของ รพ. BMHH ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ในเรื่องของตัวเลขสถิติด้านสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ทั่วโลกที่เหมือนกันทั้งหมด คนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยด้านต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ ครอบครัว รวมถึงโรคระบาด ล้วนส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิต ขณะเดียวกันในปัจจุบันเราจะพบลักษณะของผู้รับบริการที่มีปัญหาสุขภาพจิตหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะ ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท ซึ่งมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน, โรคทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค, ภาวะการปรับตัวผิดปกติ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ ยังพบว่าผู้ที่มารับบริการในปัจจุบันเพิ่มเติม คือ กลุ่มที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรค แต่ต้องการคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา ได้แก่ ผู้ที่มีความเครียด มีความไม่สบายใจแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ เช่น มีปัญหาการปรับตัวในการเรียน การทำงาน ปัญหาด้านความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก หรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่ครอง ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ที่คนส่วนใหญ่มองเห็นว่าการพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการป่วยของผู้ป่วยด้านจิตเวชเกิดจากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่าง โรคซึมเศร้า ที่เราพบว่าเกิดจากสารเคมีในสมองที่มีความไม่สมดุล ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่เศร้าผิดปกติ การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยปรับสารเคมีในสมองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมียาชนิดใหม่ๆ มากขึ้น ร่วมกับการรักษาด้วยการทำจิตบำบัด หรือพฤติกรรมบำบัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย แนวทางการรักษาของ BMHH มีการวางแผนเฉพาะบุคคลร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ จิตแพทย์นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลเฉพาะทางและเภสัชกร โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินและทำแบบทดสอบเบื้องต้นจากพยาบาล จากนั้นจิตแพทย์ จะวินิจฉัยจากการสอบถามข้อมูลต่างๆ จากผู้ป่วยหรือญาติ ร่วมกับแบบประเมิน แบบทดสอบต่างๆ และวางแผนการรักษา ขณะที่นักจิตวิทยาคลินิกจะช่วยในการทำจิตบำบัดหรือพฤติกรรมบำบัด และทีมเภสัชกรจะดูแลเรื่องของการรับประทานยา ผลข้างเคียงของการใช้ยา กรณีที่มีโรคประจำตัวและมียาที่รับประทานเป็นประจำ ทีมเภสัชกรจะคัดกรองยาที่ห้ามรับประทานร่วมกัน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า BMHH สร้างความแตกต่างอย่างมีคุณภาพทั้งเรื่องการรักษาโรคเฉพาะทาง การบริการ การนำยาและนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์ มาช่วยเสริมกับความชำนาญของทีมแพทย์ที่เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย จึงมั่นใจว่าจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพจิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ปัจจัยสำคัญ ไม่ใช่แค่จิตแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน

“โรคทางจิตเวชเป็นโรคที่รักษาได้เป็นโรคของความรู้สึก พฤติกรรม ความคิดแตกต่างจากโรคทางกายทั่วไป ต้องสังเกตให้ลึกซึ้ง มองหาต้นเหตุของการป่วยมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น สิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่เป็นอย่างไร มีพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้ป่วยทำเป็นประจำและส่งผลไม่ดีต่อตัวเองหรือไม่ การวินิจฉัยโรคและการรักษาต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง นอกจากการรับประทานยาแล้วอาจจะต้องปรับความคิด ปรับพฤติกรรมบางอย่าง เวลาดูแลผู้ป่วยไม่ใช่แค่มาหาจิตแพทย์ ได้ยาไปรับประทานแล้วจบ แต่ต้องดูแลชีวิตว่าเขาจะอยู่ต่ออย่างไร จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้หรือไม่ ญาติพี่น้องมีความเข้าใจ ช่วยเหลือผู้ป่วยได้แค่ไหน”

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต เราจึงควรหมั่นสำรวจและทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง บริหารจัดการอารมณ์ ความเครียด หากต้องการความช่วยเหลือ ควรรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยา เพื่อขอคำแนะนำ หาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดสะสม จนส่งผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ หากมีปัญหาสุขภาพจิต สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามและรับบริการได้ที่ โรงพยาบาล BMHH โทร.02-5891889

HiCare ศูนย์พัฒนาศักยภาพความสูงแบบ ‘มุ่งเป้า’ เปิดสาขา 2 พร้อม 3 นวัตกรรมล่าสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768984

HiCare ศูนย์พัฒนาศักยภาพความสูงแบบ ‘มุ่งเป้า’ เปิดสาขา 2 พร้อม 3 นวัตกรรมล่าสุด

HiCare ศูนย์พัฒนาศักยภาพความสูงแบบ ‘มุ่งเป้า’ เปิดสาขา 2 พร้อม 3 นวัตกรรมล่าสุด

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพื่อตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองที่มีความกังวลใจในเรื่องความสูงของเด็กๆ ที่มีปัญหาการเจริญเติบโตช้า หรือมีความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน “HiCare ศูนย์ความสูง” เปิดสาขาที่ 2 ที่ The 9th Towers Grand Rama 9 บนถนนพระราม 9 บนพื้นที่กว่า 500 ตารางเมตร หลังจากประสบความสำเร็จจากสาขาแรกที่ QissMall กล้วยน้ำไท ภายใต้แนวทางพัฒนาความสูงเฉพาะบุคคลแบบ “มุ่งเป้า” บนหลักการองค์ความรู้ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ พร้อมนำเข้าอุปกรณ์ที่จะช่วยพัฒนาความสูง 3 นวัตกรรมล่าสุดที่ได้รับสิทธิบัตรทางปัญญาและการทดลองทางการแพทย์มาใช้เป็นแห่งแรกและที่เดียวในประเทศไทย

นางเพ็ญศิริ ปันยารชุน ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดเผยว่า “HiCare ศูนย์ความสูง” ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพความสูง ได้แก่ ทีมบุคลากรอาจารย์ทางการแพทย์นักกายภาพบำบัด นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ นักวิจัย และทีมผู้ชำนาญด้านการปรับบุคลิกภาพ ร่วมกันนำองค์ความรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ รวมทั้งเครื่องมือทางการแพทย์และกายภาพ มาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านความสูงโดยเฉพาะ ให้กับเด็กที่กังวลเรื่องความสูง หรือเด็กที่มีปัญหาการเจริญเติบโตของร่างกายที่ทำให้สูงช้า หรือสูงไม่ได้มาตรฐานตามวัย ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อความสูงในเด็ก ทั้งทางด้านพันธุกรรม โรคประจำตัวโภชนาการ กิจวัตรประจำวัน และการออกกำลังกาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

“HiCare ศูนย์ความสูง มองเห็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพความสูงในเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาทองของความสูง (Growth Period) ด้วยการเสริมสร้างปัจจัยที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความสูงในทุกๆ องค์ประกอบ ภายใต้แนวทางพัฒนาบนหลักการและองค์ความรู้ที่พิสูจน์ได้ จึงได้เปิดให้บริการ “HiCare ศูนย์ความสูง”สาขาแรกในปี 2564 ที่ตึก QissMall กล้วยน้ำไท โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาศักยภาพความสูงให้กับเด็กวัย 6-18 ปี ด้วยโปรแกรมเพิ่มศักยภาพความสูง 3 โปรแกรมหลัก เด็กๆที่เข้าโครงการจะได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านแบบตัวต่อตัว หรือ “One On One Expert Service” ประกอบด้วย หนึ่ง โปรแกรม “Fit to TALL” คือ โปรแกรมการออกกำลังกายควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเพื่อส่งเสริมด้านความสูง ซึ่งถูกออกแบบเฉพาะบุคคล (Personal Precision Training for Height) “มุ่งเป้า” เพื่อความสูง และหาจุด “ที่สุด” ของการหลั่งสาร IGF-1 (โกรทฮอร์โมนช่วยเพิ่มความสูง) โดยการทำงานของทีมงานนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ผ่านการอบรมการฝึกสอนการออกกำลังกายในเด็ก และผ่านการดูแลนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และนักกายภาพบำบัดชำนาญการ

สอง โปรแกรม “Chill to TALL” คือ โปรแกรมด้านกายภาพและการออกกำลังกาย โดยเน้นการช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของกระดูกเพื่อ “มุ่งเป้า” เพิ่มความสูง
โดยทีมงานนักกายภาพบำบัดชำนาญการและสาม โปรแกรมเช็คโอกาสสูง “10 Checklist” คือ โปรแกรมทดสอบสมรรถภาพทางกาย และสรีรวิทยาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจวิเคราะห์โอกาสสูง 10 รายการ พร้อมคำแนะนำแนวทางปฏิบัติในการเพิ่มความสูงง่ายๆ ที่บ้าน”

ทั้งนี้ จากการตอบรับของผู้ปกครอง และเด็กๆ ที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “HiCare ศูนย์ความสูง” จึงได้เปิดสาขาที่ 2 ที่ตึกThe 9th Towers Grand Rama 9 บนถนนพระราม 9 หลังเซ็นทรัล พระราม 9 บนพื้นที่กว่า 500 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1.โซนออกกำลังกาย (Fit to TALL Zone) เพื่อส่งเสริมการสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นการใช้กิจกรรมออกกำลังกาย เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งของโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) โดยเฉพาะฮอร์โมนตัวสำคัญต่อการออกกำลังกายระหว่างวัน (Insulin like Growth Factor-1: IGF-1) ที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งมีอุปกรณ์หลากหลายเพื่อการกระตุ้นความสูง ด้วยการกระแทกและยืดเหยียด และฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ปรับกระดูกสันหลังให้ยืดตรงและแข็งแรง

2.โซนกายภาพบำบัด เป็นการใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัดที่ทันสมัยหลายชนิด ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสูงที่แตกต่างกัน เช่น อุปกรณ์กระตุ้นโกรทเพลท (Growth plate หรือ Epiphyseal plate) ในบริเวณข้อต่อ และกระดูก ที่อยู่บริเวณร่างกายรยางค์ส่วนล่าง (Lower limb) และลำตัว โดยการส่ายไปมาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสเลือดและคลายกล้ามเนื้อ ผ่านเครื่องมือแพทย์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเครื่องยิงรังสีอินฟาเรด และเครื่องมือด้านกายภาพและอุปกรณ์ช่วยยืดกระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อ โดยนักกายภาพชำนาญการ เป็นตัวเสริมในการยืดกระดูกสันหลังโดยเพิ่มช่องว่างระหว่างหมอนรองกระดูก เพื่อรองรับโกรทฮอร์โมนที่ถูกกระตุ้นในการเข้าไปเกาะโกรธเพลท เพื่อผลิตเนื้อกระดูก รวมทั้งกล้ามเนื้อส่วนหลัง และสะโพก และ 3.บริการให้คำแนะนำในเรื่องสำคัญที่เป็นปัจจัยในการพัฒนาความสูง จากผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ดังนี้ บริการตรวจวิเคราะห์โครงสร้างสรีระทางร่างกายพื้นฐานของเด็กแต่ละคน พร้อมให้คำแนะนำผู้ปกครองในกรณีของเด็กๆ ที่มีปัญหาด้านสรีระ เช่น กระดูกสันหลังคด หลังคุ้ม คอยื่น ไหล่เอียง หรือเท้าแป ซึ่งมีผลสำคัญอย่างมีนัยต่อการเจริญเติบโตของน้องๆ โดยเฉพาะด้านความสูง

“HiCare ศูนย์ความสูง” สาขาที่ 2 นี้มาพร้อม 3 นวัตกรรมใหม่ล่าสุดเพื่อเพิ่มศักยภาพความสูง ที่ “HiCare ศูนย์ความสูง” นำมาใช้แห่งแรกและที่เดียวในเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ทางปัญญาและการทดลองทางการแพทย์ ได้แก่ 1.เครื่องตรวจองค์ประกอบร่างกาย Body Composition Analysis นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่นำผลการวัดความสูง การตรวจมวลกล้ามเนื้อ ฯลฯ ในเครื่องเดียวกัน มาใช้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายเครื่องแรกในประเทศไทย 2.เครื่องตรวจวิเคราะห์ลักษณะเท้า และน้ำหนักแรงกดฝ่าเท้า Podogram Analyzer มาตรฐานการใช้งานเฉพาะในโรงพยาบาลชั้นนำที่ถูกนำมาใช้ในศูนย์ความสูงแห่งแรกในประเทศไทย และ 3.เครื่องออกกำลัง Vertimpact เพียง 15 นาที เทียบเท่ากับการกระโดดเพื่อการกระแทกถึง 600 ครั้ง สิทธิบัตรทางปัญญา และมีผลการทดลอง ทดสอบประสิทธิภาพทางการแพทย์ (Clinical Trial) เครื่องแรกของโลกในประเทศไทย

“เรามั่นใจว่า “HiCare ศูนย์ความสูง” คือ ผู้นำศูนย์พัฒนาศักยภาพความสูง และที่สุดของศูนย์ความสูง ไม่ว่าจะเป็นด้านขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ นวัตกรรม อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ และด้วยความตั้งมั่นในความเป็นเลิศด้านบริการ เราเข้าใจ และให้ความใส่ใจในบริการให้กับเด็กๆ ทุกคน ในรูปแบบ “One On One Expert Service” เพราะเราเชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง และมีศักยภาพเฉพาะตนที่สามารถดึงออกมาออกแบบโปรแกรมพัฒนาความสูงที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ผ่านการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญผู้ชำนาญการระดับประเทศในศาสตร์ต่างๆ หลายแขนงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสูง เสริมด้วยการสรรหานวัตกรรมที่ทันสมัยมาให้บริการ”นางเพ็ญศิริ ปันยารชุน ผู้อำนวยการศูนย์ฯกล่าวในที่สุด

‘พอแล้วดี The Creator’โครงการสร้างสรรค์นักธุรกิจยั่งยืน ภายใต้ศาสตร์พระราชา จากรุ่น 8 สู่รุ่น 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768980

‘พอแล้วดี The Creator’โครงการสร้างสรรค์นักธุรกิจยั่งยืน  ภายใต้ศาสตร์พระราชา จากรุ่น 8 สู่รุ่น 9

‘พอแล้วดี The Creator’โครงการสร้างสรรค์นักธุรกิจยั่งยืน ภายใต้ศาสตร์พระราชา จากรุ่น 8 สู่รุ่น 9

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พอแล้วดี The Creator โครงการที่ตั้งใจพัฒนานักธุรกิจไทยภายใต้ “ความพอดี” ตามแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy-SEP) ผนวกกับหลักการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อันนำไปสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของธุรกิจ ทั้งในด้าน ผลกำไร สังคมแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและโลกที่พอดีกับทุกชีวิต จัดแถลงข่าว “สรุปผลงานโครงการพอแล้วดี The Creator รุ่น 8 ปี 2566 และแนะนำโครงการ พอแล้วดี รุ่น 9 ปี 2567” โดย ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ โครงการพอแล้วดี The Creator โดยมีผู้สนับสนุน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), โซโค (SOCO) โครงการ ซัมเมอร์ ลาซาล, ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท มานิตย์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท สมาร์ทคอสท์ จำกัด และ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ที่ชั้น 11โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี The Creator เปิดเผยว่า ในปี 2566 โครงการได้พัฒนานักธุรกิจพอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 8 จำนวน 20 แบรนด์ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกัน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน 2566 ผ่านการพัฒนาแบบระเบิดจากข้างใน ให้เกิด “พอแล้วดี The Creator” ที่พร้อมจะเป็นผู้นำการสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจ ที่สอดประสานกับวิถีชีวิตและแนวคิดของการทำธุรกิจในโลกใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกไปพร้อมๆ กันด้วย โดยพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของนักธุรกิจ
รุ่นใหม่ผู้สานต่อศาสตร์พระราชาเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจสังคม และโลกควบคู่กันไปอย่างสมดุล ยั่งยืน

“ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นนักธุรกิจที่เกื้อกูลคนอื่นได้ ผ่านการนำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนไว้ มาปรับใช้ มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ สร้างธุรกิจ เพราะการที่เราจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากเข้าใจคำว่า “พอ” ก่อน จึงจะสามารถสร้างแบรนด์ สร้างธุรกิจ ที่มีความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงได้ โดยที่ผ่านมาโครงการได้พัฒนานักธุรกิจพอแล้วดีที่ผ่านการคัดเลือกร่วมโครงการมาแล้ว8 รุ่น จำนวนทั้งสิ้น 134 แบรนด์ ที่ผ่านๆ มาน้องๆ The Creator ได้ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และเป็นที่ยอมรับในสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมาแล้วมากมายหลายคน และในปีหน้า เราก็พร้อมจะเปิดโครงการ พอแล้วดี The Creator รุ่น 9 ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก ของธุรกิจมากขึ้น รวมทั้งยังมีการจัดพอแล้วดี สัญจร 4 จังหวัด 4 ภาคทั่วไทย เพื่อตอบรับกับความต้องการของนักธุรกิจรุ่นใหม่ตามภูมิภาคที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกปี”

และสำหรับ พอแล้วดี The Creator รุ่น 8 ที่ได้ร่วมนำเสนอผลลัพธ์จากการเรียนรู้ และการสานต่อ การทำธุรกิจแบบพอแล้วดี จำนวน 20 แบรนด์ ได้แก่ กาลัญญู คงคติกำจร ธุรกิจพื้นที่สร้างสรรค์และสินค้าชาเบลนด์ แบรนด์ T’IN CAFÉ, ณัฐวุฒิ ชวินกุล ธุรกิจที่ปรึกษาด้านแบรนด์และความยั่งยืน แบรนด์ Greatter Good, วัชรพงษ์ เตียวยืนยง ธุรกิจฟาร์มต้นแบบไก่พื้นเมืองแบรนด์ วัชรพงษ์ฟาร์ม, จิรยา ประพรต ธุรกิจเพื่อสังคมในจันทบุรี แบรนด์ เสน่ห์จันท์,ประภาศรี แสงแก้ว ธุรกิจขนมหวาน แบรนด์ลอดช่องลุงเดื่อง, ชัชวาล สุขสัมพันธ์ ธุรกิจกาแฟจากท้องถิ่น แบรนด์ กาแฟจันทบูร, รสสุคนธ์ ซันจวน ธุรกิจโยคะ แบรนด์ ครูเก๋ บูธาราโยคะ, ศิวพรรณ ศรีสวัสดิ์ ธุรกิจเครื่องดื่ม แบรนด์ VANILLA MOMENT, วิษณุ อ๋องสกุล ธุรกิจวิทยาลัย แบรนด์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์, ณัฏฐ์ภรณ์ ว่องวีรโชติกิจ ธุรกิจไลฟ์สไตล์สถานที่ท่องเที่ยวเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ แบรนด์Deep into Nature, ชัชฎาพร กาญจนชัยภูมิธุรกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม แบรนด์V Kan Management, กาญจน์สิตาติ๊บอุด ธุรกิจร้านอาหารภูมิปัญญาท้องถิ่นจ.น่าน แบรนด์ สะปันกลางนา, พิมพ์รมัยหาราชัย ธุรกิจสื่อสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยแนวคิดแบบยั่งยืน แบรนด์ Greenherich, กิตติพงศ์ อักษรานุวงศ์ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ เวลเนสอายุรเวทไทย แบรนด์ SHERPUBLIQ, บัญชา เอนกบรรลือกุล ธุรกิจบริการที่กันแสงทุกรูปแบบ แบรนด์ MR. CURTAIN, ณัฎฐภรณ์ คมจิต (เชฟคำนาง) ธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาอีสาน แบรนด์ เฮือนคำนาง, กุสุมาวดี กรองทอง ธุรกิจการเรียนรู้ ส่งเสริมทักษะสำหรับเด็กและครอบครัว แบรนด์ LANDLAB, ภูวดล ลายจิรธาดา ธุรกิจร้านอาหาร Vegan Delivery แบรนด์ Mercy Republic, ณัฐฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา ธุรกิจโรงพยาบาลด้านความงาม แบรนด์ ABLE Hospital และ ต้นฝัน พิพัฒธาดา ธุรกิจข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวออร์แกนิค แบรนด์ บ้านไร่ต้นฝัน

และเพื่อให้สังคมได้รู้จักโครงการ มากขึ้นจึงได้มีการจัดงาน พอแล้วดี Market ระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย 2566 ที่ผ่านมา โดยภายในงานจะมี ตลาดนัดเทศกาลของดีๆ ความคิดดีๆ เพื่อเป็นของขวัญและความสุขให้กับหลายๆ ชีวิต ผ่านแนวคิด “ยิ่งให้ยิ่งได้” นำเสนอการสร้างสรรค์ธุรกิจภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการออกร้านของนักธุรกิจ พอแล้วดี The Creator ทั้ง 8 รุ่น กว่า 30 แบรนด์ยั่งยืน

กอล์ฟการกุศลชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระพันปีหลวง รายได้เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768981

กอล์ฟการกุศลชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระพันปีหลวง  รายได้เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน

กอล์ฟการกุศลชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระพันปีหลวง รายได้เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ กองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย และสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง จัดการแข่งขัน “กอล์ฟการกุศล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาสา
รักษาดินแดน ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ณ สนามกอล์ฟ วินด์เซอร์ปาร์ค & กอล์ฟคลับ ถนนสุวินทวงศ์ แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ นายกองเอก อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะประธานมูลนิธิอาสารักษาดินแดนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้มอบหมายให้ นายกองเอก สมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และรองประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานในงานแถลงข่าว พร้อมด้วย นายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช รองประธานมูลนิธิฯ นายกองโท ระพินทร์ ชลพินทุ ประธานจัดการแข่งขัน ร่วมกันแถลงข่าว ณ ห้องบอลรูม โรงแรม บลิสตัน สุวรรณปาร์ค วิว ซอยต้นสน เขตปทุมวัน

นายกองเอก สมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และรองหัวหน้าฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน กล่าวว่า “การจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2566 โดยมูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา 12 สิงหาคม 2566 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

“การแข่งขันจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ สงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ การมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมทั้งการจัดหาสิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นแก่การครองชีพเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนและครอบครัว โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย”

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช รองประธานมูลนิธิอาสารักษาดินแดนฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “คณะผู้จัดงาน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในการที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 1 ถ้วย เพื่อนำไปจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ สำหรับทีมผู้ชนะการแข่งขัน นับว่าเป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติแก่มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และผู้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นล้นพ้น”

นายกองโท ระพินทร์ ชลพินทุ ประธานจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทีมกิตติมศักดิ์ (VIP) จำนวน 20 ทีม ค่าสมัครทีมละ 100,000 บาท
และทีมทั่วไป จำนวน 60 ทีม ค่าสมัครทีมละ 50,000 บาท โดยการแข่งขันจะแบ่งเป็นภาคเช้า 40 ทีม ภาคบ่าย 40 ทีม การแข่งขันภาคเช้าจะเริ่มเวลา 06.30 น. และภาคบ่ายเวลา 12.30 น. กติกาแข่งขันแบบ Stroke Play คิดคะแนนแบบ Stableford ใช้ handicap ตาม 36 System เพื่อแบ่ง flight A, B, C, D และมี flight Lady ด้วย สำหรับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประเภททีม รอบเช้า 1 รางวัล บ่าย 1 รางวัล และยังมีรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ลุ้นรับสิทธิ์จับรางวัลพิเศษ Lucky Draw SEASON OF WINDSOR รับ รถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น ATTO 3 จากสนามกอล์ฟวินด์เซอร์ ปาร์ค แอนด์ กอล์ฟคลับ จำนวน 1 รางวัล

ทั้งนี้ นักกอล์ฟมืออาชีพและมือสมัครเล่น สนใจร่วมสมัครแข่งขันสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โทร. 02-2781008 ต่อ 401 หรือร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจการของมูลนิธิฯ ได้ที่ ธ.ทหารไทยธนชาต สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เลขที่บัญชี 928-2-02129-5 ทุกการบริจาคผ่านมูลนิธิฯ สามารถนำใบเสร็จไปใช้ลดหย่อนภาษีฯ ได้ตามกฎหมาย