‘เศรษฐา’ แจงปมจุมพิตมือยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำไทยมีนายกฯ คนเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562197

29 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ แจงปมจุมพิตมือยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำไทยมีนายกฯ คนเดียว

‘เศรษฐา’ แจงปมโค้งจุมพิตมือยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ ชี้เป็นการแสดงความเคารพเพราะผูกพันมานาน ย้ำไทยมีนายกฯ คนเดียว ปัดถูกครอบงำ

วันที่ 29 ต.ค. ที่กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงประเด็นดราม่าคนมองถึงความเหมาะสมที่นายเศรษฐา ได้โค้งคำนับจุมพิตมือเพื่อแสดงความยินดีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ว่า จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับคุณอุ๊งอิ๊ง เรามีกันมานาน ในฐานะพี่น้อง คุณอุ๊งอิ๊งเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ตนเองเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เราต่อสู้ด้วยกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขในการหาเสียงด้วยกันมา เรามีความรัก ความเมตตา มีความเอ็นดู และมีความเป็นห่วงซึ่งกันและกัน  มันเป็นการแสดงออกซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน  ซึ่งเรามีความเป็นห่วงและเคารพซึ่งกันและกันอยู่แล้ว

“วันนั้นผมไปในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยเราอยู่ในฐานะครอบครัวทั้ง สส.และผู้ใหญ่หลายคนวันนั้นเราถอดหัวโขนออกไป  เราเป็นครอบครัวเดียวกัน  ไม่ได้มีสิ่งอื่นใด ไม่เป็นนัยยะว่าท่านมาครอบงำผมหรืออะไรทั้งสิ้นก็ลองไปถามคนอุ๊งอิ๊งดู ผมก็ระมัดระวัง มันเป็นสัญลักษณ์มากกว่า ถ้าไปดูให้ดีผมก็ไม่ได้จุมพิตที่มือท่าน ผมก็เอามือผมไปรองอยู่แล้ว มันเป็นความรัก เป็นความเอ็นดูเป็นความผูกพันซึ่งกันและกันก็ขอเลยว่าเรื่องนี้อย่าไปขยายความกันต่อดีกว่า เป็นเรื่องภายในคิดว่าเป็นเรื่องครอบครัวดีกว่าเราเป็นครอบครัวเพื่อไทยแต่วันนี้ผมเองมาสวมหมวกนายกวันนี้ผมเป็นนายกผมเองก็บริหารจัดการหน้าที่ของผมไปคุณอุ๊งอิ๊งก็ทำหน้าที่รองประธาน soft power ก็บริหารจัดการไปเราเข้าใจกันดีไม่มีปัญหาตรงนี้พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีนายกฯ คนเดียว” นายเศรษฐา กล่าว

ส่วนกรณีที่นิด้าโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนค่อนข้างพอใจผลงาน 2 เดือนนายกฯ เศรษฐาและรัฐบาลนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าก็ต้องทำงานหนักต่อไปทั้งรัฐมนตรี เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่เคยหยุด เช่นในวันนี้นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีคมนาคม ก็มากับตนเองด้วย ซึ่งเราก็ขอบคุณและน้อมรับคำติชมตรงไหนเพื่อให้มีการปรับปรุงก็ยินดีเราเพิ่งเข้ามาได้ 7 สัปดาห์เอง ก็จะพยายามต่อ เข้าใจว่ายังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ซึ่งก็พยายามเต็มที่

โฆษกรัฐบาล อวดผลศึกษาดิจิทัลวอลเล็ต ชี้มีผลสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562191

29 ต.ค. 2566

โฆษกรัฐบาล อวดผลศึกษาดิจิทัลวอลเล็ต ชี้มีผลสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ

โฆษกรัฐบาลเผยผลการศึกษาจากนักเศรษฐศาสตร์ยืนยันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตมีผลสำคัญต่อการกระตุ้นการเติบโตของ GDP ได้ดี

วันที่ 29 ต.ค. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยผลงานการศึกษา ดร. สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ และทีมงานเศรษฐศาสตร์นอกขนบที่อธิบายเรื่องผลของนโยบายต่อ GDP และต่อหนี้สาธารณะต่อGDP ซึ่งการรายงานแสดงให้เห็นว่า นโยบาย Digital Wallet มีผลสำคัญต่อการกระตุ้นการเติบโตของ GDP ได้ดีที่สุดและมีผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่ำสุด

ซึ่งจากกราฟของการศึกษาดังกล่าวพบว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยตามนโยบายเงิน Digital Wallet 10,000 บาท จะสามารถกระตุ้นผลของการเติบโต GDP ได้สูงสุดที่ 4.73%,5.22%,5.61%และ5.54%ในปีงบประมาณ 2567,2568,2569และ2570 ตามลำดับและมีผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่ำสุดด้วย

“ถึงแม้การศึกษาชิ้นนี้จะเป็นการทำการศึกษาในการเปรียบเทียบเชิงนโยบายในช่วงก่อนการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ แต่ผ่านโมเดลการคำนวนวงเงินงบประมาณตามนโยบายสำคัญทางการคลังที่แต่ละพรรคการเมืองได้หาเสียงเอาไว้ก่อนหน้าการเลือกตั้ง โดยคาดการณ์ผลของนโยบายนั้นๆต่ออัตราการเติบโตของ GDP และต่อหนี้สาธารณะต่อGDP ซึ่งโฆษกรัฐบาลกล่าวว่าการกำหนดนโยบายของพรรคเพื่อไทย ได้ผ่านกรอบความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาท่ามกลางความท้าทายในอนาคตที่เล็งเห็นสัญญาณอันตรายว่า หาก GDP ยังคงถูกปล่อยให้เติบโตต่ำในระดับเพียงแค่ราวๆ 2% ดังเช่นในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเริ่มมีปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุที่นับวันก็จะมีจำนวนคนมากขึ้นทุกปี หรือแม้แต่ความสามารถในการจ่ายเงินบำนาญข้าราชการก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงให้การเติบโตของ GDP ขึ้นไปถึงระดับ 5% ให้ได้ ดังนั้นจึงต้องการให้เกิดการสตาร์ทเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูและพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด” นายชัย กล่าว 

โฆษกรัฐบาล อวดผลศึกษาดิจิทัลวอลเล็ต ชี้มีผลสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ
โฆษกรัฐบาล อวดผลศึกษาดิจิทัลวอลเล็ต ชี้มีผลสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘อนุทิน’ ยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ชี้ต้องหนุนคนรุ่นใหม่ทำเพื่อชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562189

29 ต.ค. 2566

‘อนุทิน’ ยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ชี้ต้องหนุนคนรุ่นใหม่ทำเพื่อชาติ

’อนุทิน’ ยินดี ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้สง่างาม เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ส่วนจะเป็นนายกฯ คนต่อไปหรือไม่ขึ้นกับประชาชน

วันที่ 29 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนางสาวแพทองธาร ที่ได้รับเลือกด้วยความเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าท่านก็จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศไว้ให้ประสบความสำเร็จ 

นายอนุทิน กล่าวว่าพรรคภูมิใจก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ตลอดจนในส่วนงานที่รับผิดชอบ ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้ภารกิจของรัฐบาลบรรลุจุดประสงค์และเป็นผลสำเร็จ จึงขอแสดงความยินดีกับคุณอุ๊งอิ๊ง เเพทองธาร ชินวัตร 

ส่วนการที่พรรคเพื่อไทย มี น.ส.แพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรคแล้วจะทำให้การทำงานในรัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทินมองว่า รัฐบาลทำงานราบรื่นอยู่แล้ว ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดือนนี้ก็เข้าเดือนที่ 2 แล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพมีความสมัครสมานสามัคคี ในบรรดาคณะรัฐมนตรีเราทำงานเพื่อบ้านเมือง วัตถุประสงค์เดียวกัน เป็นคณะรัฐมนตรีไม่ได้ว่าเป็นพรรคแต่ละพรรค 

เมื่อถามว่า การที่ น.ส.แพทองธารขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเป็นการกู้ศรัทธาของพรรคเพื่อไทยได้เหมือนกับตอนยุค นายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า บรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็พร้อมใจกันเลือกน.ส.แพทองธาร เขาก็มีความสง่างามทุกประการ และตัวน.ส.แพทองธาร ก็ได้แสดงให้เห็นศักยภาพ ความมุ่งมั่น

”ท่านก็เรียกผมว่าคุณอา ผมก็มองว่าท่านมีอินเนอร์ มีความมุ่งมั่น ความตั้งใจกับสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง และท่านก็เป็นคนรุ่นใหม่ เราก็ควรจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ทำสิ่งดีๆให้กับบ้านเมืองในทุกโอกาส“ นายอนุทิน กล่าว

ส่วนที่หลายคนมองว่า น.ส.แพทองธาร อาจจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายอนุทิน ตอบว่า ท่านก็เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่ใช่หรือ ในพรรคเพื่อไทย จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้หรือไม่ ก็แล้วแต่บรรยากาศทางการเมืองในเรื่องของการเดินหน้าต่อไป การเมืองเราไม่อยากไปก้าวล่วง ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค วันนี้เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ จะมีนโยบายจะมีแนวทางอย่างไร ก็ต้องหารือร่วมกันในพรรคร่วม ถ้าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อประชาชนยังไงพรรคภูมิใจไทยก็สุดซอย

‘นิด้าโพล’ เผย คนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของรัฐบาล ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562178

29 ต.ค. 2566

‘นิด้าโพล’ เผย คนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของรัฐบาล ‘เศรษฐา’

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจพบ 36.87% พอใจผลงานรัฐบาลเศรษฐา และ 46.31% ค่อนข้างพอใจกับบทบาทการเยือนต่างประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

วันที่ 29 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “สนใจ เรื่องนายกเศรษฐา เยือนต่างประเทศ หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24-25 ตุลาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่สนใจจากข่าวการเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

โดยเมื่อถามประชาชนถึงประเด็นที่สนใจจากข่าวการเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วง 2 เดือนของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.01 ระบุว่า ไม่ได้ติดตามข่าว การเยือนต่างประเทศของนายกฯ เลย รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า การเข้าพบผู้นำ หรือบุคคลสำคัญในต่างประเทศ ขณะที่ร้อยละ 24.35 ระบุว่า บทบาทและผลการเยือนต่างประเทศของนายกฯ

ส่วนร้อยละ 21.83 ระบุว่า การแต่งกาย/เสื้อผ้าของนายกฯ ระหว่างเยือนต่างประเทศ, ร้อยละ 19.69 ระบุว่า การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ระหว่างเยือนต่างประเทศ, ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ลักษณะท่าทาง และ/หรือ ภาษากายของนายกฯ ระหว่างเยือนต่างประเทศ , ร้อยละ 10.31 ระบุว่า การจัดการต้อนรับของประเทศเจ้าภาพ และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามผู้ที่ติดตามข่าวการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกฯ (จำนวน 799 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความพอใจต่อบทบาท ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เกี่ยวกับการเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.31 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ, รองลงมา ร้อยละ 23.40 ระบุว่า พอใจมาก, ร้อยละ 20.27 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ, ร้อยละ 9.39 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.63 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความพอใจในบทบาท/ผลงานของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ในช่วง 2 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.87 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ, รองลงมา ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ, ร้อยละ 18.40 ระบุว่า พอใจมาก, ร้อยละ 13.74 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 4.12 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘นิด้าโพล’ เผย คนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของรัฐบาล ‘เศรษฐา’

‘ภูมิธรรม’ เผยรับฟังความเห็นแก้ รธน.เสร็จสิ้น ธค.นี้ ชี้ ก้าวไกลไร้ข้อเสนอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562175

29 ต.ค. 2566

‘ภูมิธรรม’ เผยรับฟังความเห็นแก้ รธน.เสร็จสิ้น ธค.นี้ ชี้ ก้าวไกลไร้ข้อเสนอ

‘ภูมิธรรม’​ เผย​ คืบหน้าแก้รัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นเดือนธันวาคมนี้​ ก่อนเสนอครมพิจารณาประชามติ ไตรมาสแรกของปี ​ ชี้ ’ก้าวไกล​‘ ไร้ข้อเสนอมายังคกก.​ เหน็บ หากปรารถนาอยากเห็นประชาธิปไตยจริงไม่ควรยึดแต่ความคิดตน ไม่เช่นนั้นจะเป็นผู้ขัดขวางเสียเอง

วันที่ 29 ต.ค.นายภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ กล่าวถึง​ ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ​  ว่า​ ขณะนี้​ทั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯ และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ​ ได้เริ่มทำงานและมีการเรียกประชุมหลายครั้ง​ ซึ่งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติฯได้ประชุมพูดคุยกับนักวิชาการ​  ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและฝ่ายพรรคการเมือง​  โดยได้ดำเนินการไปแล้วอย่างน้อย​ 2 เรื่อง​  คือได้ประชุมร่วมกับนายเสรี​  สุวรรณ​ภา​นนท์​ สมาชิกวุฒิสภา​ โดยได้ตกลงกันว่าจะรับฟังเสียงความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามเพื่อให้สว.ได้ออกความคิดเห็น​ว่าอยากได้รัฐธรรมนูญ​แบบไหนอย่างไร​   นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกับนายพริ​ษฐ์​ วัชรสินธุ​ สส.บัญชี​รายชื่อ​และโฆษกพรรคก้าวไกล​ ซึ่งตกลงกันว่าจะทำแบบสอบถามในการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในส่วนการเมืองมีบทบาทสำคัญในการยกผ่านร่าง ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ต้องนำมาคิด เพราะอย่างน้อยสส.ทั้ง 500 คนก็เป็นตัวแทนประชาชนจากกลุ่มต่างๆ และสว.ก็เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ มีอำนาจตัดสินใจว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการได้รับรู้ความเข้าใจและความคิดทั้ง 700 กว่าคนนั้น จะทำให้เห็นว่าแนวทางที่รัฐธรรมนูญนั้นจะผ่านได้เป็นอย่างไร

นายภูมิธรรม​ ยังระบุว่า​ ขณะนี้เหลือการรับฟัง​ความคิดเห็น​จากกลุ่มนักศึกษา​ในช่วงต้นเดือนพฤศจิ​ายน​  และการรับฟังจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆยังเหลือพรรคการเมืองบางพรรคที่ยังไม่มาร่วมในที่ประชุม​ ตัวแทนกลุ่มทหาร​ ตำรวจ​  สมัชชาคนจน​ และพรีมูฟ​  โดยจะมีการรับฟังประมาณวันที่​ 10 พฤศจิกายน ซึ่งการรับฟังเสียงจากภาคประชาชนจะทำให้รู้ถึงแนวทาง และทำประชาธิปไตยให้เป็นไปตามหลักการที่เราต้องการมากที่สุด ​   และดูว่าข้อจำกัดของแต่ละฝ่ายแต่ละแนวทางเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าน่าจะได้ข้อสรุปประมาณช่วงสิ้นเดือนธันวาคม รวมไปถึงในช่วงไตรมาสแรกของปี จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา​ พร้อมย้ำว่าไตรมาสแรกของปีหน้าจะได้เห็นการทำประชามติ

ส่วนขณะนี้พรรคก้าวไกล​ได้มีการเสนอข้อเสนอมาแล้วหรือไม่​ นายภูมิธรรม​ กล่าวว่า​  หากดูจากการเสนอญัตติเรื่องรัฐธรรมนูญในที่ประชุม จะเห็นได้ว่ามีการเสนอให้ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยไม่ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2​ ซึ่งแตกต่างจากหลักการของรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเสียงในสภาส่วนใหญ่เป็นเสียงของฝ่ายรัฐบาล จุดยืนคือห้ามแตกหมวด 1 และหมวด 2​ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำให้เกิดความขัดแย้งกัน กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา พร้อมกับกล่าวย้ำว่าเรามุ่งหวังจะเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่ทำได้และมุ่งหวังให้ผ่าน​  ใช้ในการตัดสินใจเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น​

ส่วนท้ายที่สุดแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่​  นายภูมิธรรมกล่าวว่า​ ท้านที่สุดหลักการของประชาธิปไตย​ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ในสังคม ถ้าปรารถนาอยากเห็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็ไม่ควรยืนยันแต่ความคิดตน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะได้เสนอรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากๆในความเห็นเรา แต่ไม่สามารถผ่านนำมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจตรงนี้และเห็นว่าสังคมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่มีใครมีความเห็นที่ถูกต้องที่สุด เพราะฉะนั้นการจะอยู่ร่วมกันต้องรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน ใช้จุดที่ดีที่สุด เมื่อสังคมพร้อมมากขึ้น ก็ค่อยๆพัฒนาไป เพราะฉะนั้นได้ประชาธิปไตยที่มากขึ้นมากกว่าปี 60 ที่ผ่านมา ผมว่าก็ดีมาก เมื่อมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นผมว่าเสียงของประชาชนก็ได้รับการคุ้มครองมากขึ้น ซึ่งต้องดูหลักของความเป็นจริง มองเห็นพัฒนาการที่จะแก้ไขต่างๆ​ ประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นทีเดียวตามใจปรารถนา​ ตนอยากให้เข้าใจตรงนี้และช่วยกันผ่านให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะให้ทำให้เห็นว่าคนที่ต้องการจะเป็นผู้ขัดขวางประเทศ ไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้ง และไม่เกิดผลดีต่อสังคม

รบ.ยันแรงงานไทยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน วอนให้เดินทางกลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562173

29 ต.ค. 2566

รบ.ยันแรงงานไทยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน วอนให้เดินทางกลับ

รัฐบาล ยืนยันให้ความมั่นใจต่อ แรงงานไทยในอิสราเอล จะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และจะสามารถกลับไปทำงานภายหลังสถานการณ์สงบได้อย่างแน่นอน วอนแรงงานไทยกลับบ้าน

วันที่ 29 ต.ค. นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ ณ ประเทศอิสราเอล เป็นอย่างมาก ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์การสู้รบอาจมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของพี่น้องแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล โดยการสู้รบที่ขยายพื้นที่ในวงกว้างจะส่งผลต่อการเดินทางภายในประเทศอิสราเอล และ กระทบต่อกระบวนการอพยพพี่น้องแรงงาน

นายคารม กล่าวว่า ปัจจุบันมีพี่น้องแรงงานบางส่วนที่ยังมีความกังวลถึงค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับ หรือกังวลว่าจะไม่สามารถเดินทางกลับไปทำงานได้ภายหลังจากสถานการณ์สงบลง รัฐบาลโดย กระทรวงแรงงานขอยืนยันให้ความมั่นใจกับพี่น้องแรงงานว่า “พี่น้องแรงงานทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และจะสามารถกลับไปทำงานภายหลังสถานการณ์สงบได้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้  ทางกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานต่างๆ ในการหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมสำหรับพี่น้องแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้ด้วยแล้วอย่างเต็มที่

“รัฐบาลวอนให้พี่น้องแรงงานไทยพิจารณาทบทวนให้ถี่ถ้วนในการเดินทางกลับประเทศไทย  ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตเป็นสิ่งแรก โดยรัฐบาล ได้เตรียมพร้อมในการอพยพพี่น้องแรงงานไทยกลับสู่ประเทศได้อย่างปลอดภัยในเวลาที่รวดเร็วที่สุด  สามารถแจ้งความประสงค์มายังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ หรือเดินทางมายังศูนย์พักพิงได้ทันทีที่: รร. David InterContinental, Kaufmann Street 12, Tel Aviv- Yafo, 61501

โทรศัพท์ศูนย์พักพิง : 050-443 8094, 053-557-4115

โทรศัพท์สถานทูตฯ : 055-271 2201, 053-245 2826, 054-636 8150” นายคารม กล่าว

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765704

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส  กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รายงานสถานการณ์อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส จากข้อมูลจากกระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่า เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเชคเกล สะท้อนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลถดถอยอย่างแน่นอนในระยะสั้นทั้งในช่วงและหลังสู้รบ แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลและประชาชนเชื่อมั่นว่าจะชนะได้ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมีการเปิดศึกการสู้รบทางตอนเหนือด้วย คงจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือน ยิ่งเมื่อมีการระดมกำลังทหารกองหนุน 300,000 นาย การใช้จ่ายของรัฐบาลจะสูงขึ้นและภาคส่วนต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวได้สถานการณ์ของการสู้รบยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสำหรับอิสราเอลหมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงโดยตรง และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าทางอ้อม การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงยังส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นซึ่งต้องใช้การขนส่งจำนวนมากและยังเพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้อีกด้วย ซึ่งคาดว่าในระยะ3- 6 เดือน นับจากนี้ “ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ประเมินส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยคาดว่า ในปี 2567 อัตราการเติบโตจีดีพี ของประเทศอิสราเอลจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิด คือลดลงจากร้อยละ 3 เป็น 2.2”

นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจในเรื่องอันดับเครดิต หนี้ระยะยาวของอิสราเอลเป็นลบ หมายความว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตพร้อมที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการสู้รบ ซึ่ง ฟิทช์ เป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอเมริกาและเป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก กังวลว่าการต่อสู้จะใช้เวลานาน ทำให้ต้องลดอันดับเครดิตอิสราเอลลง

การประเมินตรงนี้สอดคล้องกับการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของอิสราเอล ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของอิสราเอลจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแน่นอน CNBC รายงานว่า โจเซฟ เซรา นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู ให้ความเห็นว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสู้รบจะเกิดขึ้นทันที ทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง เนื่องจากหลายพื้นที่ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับผลผลิตที่ลดลง การท่องเที่ยวหยุดลง ตอนนี้ผู้คนในอิสราเอลไม่ออกไปกินข้าวหรือช้อปปิ้ง ยิ่งการสู้รบยืดเยื้อต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

กระทรวงเศรษฐกิจของอิสราเอลไม่สามารถประเมินได้ว่าภาคเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคนทำงานหนุ่มสาวไปเป็นทหารกองหนุน ผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ประชากรอายุน้อยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจและภาคบริการเทคโนโลยีของอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกของอิสราเอล และหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ กระทรวงพาณิชย์ ยังวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการค้าในระยะยาวหากการสู้รบยืดเยื้อนานกว่าทุกครั้ง โดยขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบจะยุติเมื่อใด เพราะหากมีปัจจัยอื่นแทรกแซง เช่น การอุดหนุนกลุ่มฮามาสจากประเทศอาหรับ ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่าการสู้รบอาจจะใช้เวลานาน 1-2 เดือนกว่าจะยุติ แบ่งช่วงระยะเวลาที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นดังนี้

1. ในระยะสั้น หากการสู้รบยืดเยื้อระหว่างเดือนต.ค. 2566 ถึง พ.ย. 2566 เศรษฐกิจอิสราเอลถดถอย การค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไทยลดลงอย่างมาก

2.ในระยะกลาง ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566 ถึงก.พ. 2567 ในช่วง 3 เดือนแรก หลังการสู้รบยุติ เป็นช่วงฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจ การค้ากับต่างประเทศน่าจะมีสัญญาณที่ดี เริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

3. ในระยะยาว หลังการสู้รบ 3 เดือนแล้ว อิสราเอลเข้าสู่ภาวะปกติมูลค่าการค้ากับไทยน่าจะเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า อิสราเอลเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็งยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัย ดังนั้นหากการสู้รบยุติได้เร็ว ก็คาดว่าอิสราเอลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมาก

ในส่วนของการค้าไทยกับอิสราเอล ในปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) การค้าระหว่างไทย-อิสราเอล มีมูลค่า 856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอิสราเอล 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอิสราเอล 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และข้าว ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากอิสราเอล5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

หากการสู้รบยืดเยื้อยาวนาน คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลถดถอยย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการค้ากับไทยแม้ไทยอาจจะส่งออกสินค้าอาหารได้เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลาดอิสราเอลอาจชะลอลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอิสราเอลลดลง นอกจากนี้ นักธุรกิจอิสราเอลอาจชะลอการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย ในปี 2567

คงต้องติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด แม้ผลกระทบต่อการส่งออกไทยอาจไม่มาก แต่มีแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก และหลายรายยังถูกจับเป็นตัวประกัน

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765745

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สุดสัปดาห์นี้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงเทศกาลออกพรรษา หลายจังหวัดจัดงานวันออกพรรษาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีสำคัญไว้

แต่วันนี้จะชวนคุณไปเที่ยวเมืองริมโขงสักสองเมือง คือนครพนม และบึงกาฬ(อันที่จริงเราเพิ่งไปเที่ยวกันมาเมื่อวันที่ 24-25ตุลาคม) เหตุที่ชวนไปเที่ยวบึงกาฬ และนครพนมก็เพราะจะชวนคุณไปเที่ยวถ้ำนาคา บึงโขงหลง บึงกาฬ และไปไหว้พระธาตุพนม ที่นครพนม

เมื่อพูดถึงเมืองริมโขงในประเทศไทยแล้ว ต้องยอมรับว่าชาวพื้นเมืองมีความเชื่อและศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ดังจะพบว่าหลายจังหวัดที่อยู่ริมโขงนั้นมีพระเกจิอาจารย์มากมาย แต่ละองค์ล้วนได้รับความศรัทธาจากผู้ใฝ่ในธรรมอย่างสูงส่ง เนื่องจากพระอริยสงฆ์เหล่านั้นล้วนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น แล้วนอกจากความเลื่อมใสศรัทธาในพระอริยสงฆ์แล้ว คนจำนวนมากยังเชื่อเรื่องพญานาคกับพุทธศาสนาอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อเราไปวัดวาอารามต่างๆ ในจังหวัดริมโขง เราจึงพบเรื่องราวของพญานาคเป็นประจำ แต่ที่มากกว่านั้นคือสภาพภูมิประเทศของจังหวัดชายแดนโขง ก็มีส่วนทำให้เราคล้อยตามกับเรื่องเล่าของพญานาคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำโขงเกาะแก่ง โขดเขา เนินผา รวมถึงหินที่มีลักษณะละม้ายคล้ายพญานาค เช่น เกล็ดพญานาค เศียรพญานาค ลำตัวพญานาค เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อันที่จริงต้องบอกว่าเกือบทุกวัดในประเทศไทยล้วนมีความเชื่อมโยงกับพญานาค ในแง่มุมต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เพราะคนไทยเชื่อว่านาคมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา

ย้อนไปที่การเที่ยวถ้ำนาคา บึงกาฬในวันที่คณะของเราไปถึงนั้น นายจุมภฏ วรรณฉัตรสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ให้เกียรติกับคณะของเรา โดยไปสนทนาพูดคุยกับสมาชิกร่วมคณะ ซึ่งเป็นโอกาสที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไปตรวจงานที่บริเวณถ้ำนาคาด้วย รองผู้ว่าฯ บอกว่าตั้งใจจะพัฒนาให้สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดบึงกาฬได้มาตรฐานด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านความปลอดภัย และด้านการรักษาสภาพแวดล้อม เพราะเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้ และเป็นการสร้างงานในพื้นที่

พูดถึงถ้ำนาคาแล้ว หลายคนอยากไปมาก แต่หลายคนก็ไม่สามารถบุกฝ่าเข้าไปถึงบริเวณถ้ำได้ เนื่องจากการเดินทางเข้าไปในเขตถ้ำนั้น ต้องใช้ความพยายามในระดับหนึ่งแม้ทางจังหวัดจะพยายามสร้างทางเดิน และบันไดเพื่ออำนวยความสะดวกให้แล้ว แต่เนื่องจากไม่ต้องการทำลายธรรมชาติมากจนเกินไป ก็จึงต้องเน้นการรักษาธรรมชาติไว้มากกว่าจะเน้นการเอาใจนักท่องเที่ยว แต่ก็ต้องย้ำเหมือนเดิมว่าผู้จะเข้าไปเที่ยวในเขตถ้ำนาคานั้น ต้องประเมินศักยภาพด้านพละกำลังของตนเองให้ดี เพราะบันไดบางช่วงสูงและชันมาก แต่หากสุขภาพเอื้ออำนวยแล้ว บวกกับความตั้งใจจริงก็รับรองไปถึงถ้ำนาคาได้แน่นอน

ส่วนแหล่งโบราณสถานและพุทธสถานสำคัญในนครพนมก็คือวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร สถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ และเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องไทย-ลาวมายาวนานหลายศตวรรษ นอกจากวัดพระธาตุพนมแล้ว ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในนครพนมอีกหลายแห่ง เช่น บ้านเก่าของโฮจิมินห์ผู้กอบกู้เอกราชให้เวียดนาม อาคารศาลากลางหลังเก่าของนครพนม โบสถ์นักบุญอันนา และหอนาฬิกาที่ชาวเวียดนามที่เคยอพยพเข้ามาพำนักในนครพนมร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก และแสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ให้ที่พักพิงแสนอบอุ่นในวันที่พวกเขาประสบความยากลำบากของชะตากรรม

และที่สำคัญคือบรรยากาศริมโขงในยามเช้าที่ชวนให้หลายคนยอมตื่นเช้าไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ และตักบาตรพระสงฆ์ที่ริมโขง

เราไปเที่ยวกันสองวันหนึ่งคืน หลายคนบ่นว่าทริปนี้มีเวลาสั้นไป เราก็เลยมีข้อสรุปร่วมกันว่า วันหน้าเราจะไปเที่ยวเมืองริมโขงกันอีก ไปเที่ยวครั้งหน้า 4 วัน 3 คืน จะได้ไปเที่ยวจังหวัดริมโขงในภาคอีสานได้มากขึ้น

สนใจร่วมทริปเที่ยวริมโขงภาคอีสาน หรือทริปอื่นๆ กับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765708

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘เสินโจว-17’ เทียบท่าสถานีอวกาศ

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน รายงานว่ายานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม เสินโจว-17 (Shenzhou-17) ประสบความสำเร็จในการเทียบท่ากับสถานีอวกาศจีนแล้วในวันพฤหัสบดี (26 ต.ค.) จากนั้นนักบินอวกาศทั้งสามคนจะเข้าสู่โมดูลเทียนเหอ ซึ่งนักบินอวกาศทั้งสามคนของภารกิจเสินโจว-16 (Shenzhou-16)ได้เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของพวกเขาแล้ว

ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม เสินโจว-17 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดขนส่งลองมาร์ช-2เอฟ (Long March-2F) จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ตอน 11.14 น. ของวันพฤหัสบดี (26 ต.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765712

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

แหวกฟ้าหาฝัน : Lausanne เมืองประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสวิส เมืองหนึ่งที่หลายคนคงอยากจะไปโดยเฉพาะสาย Royalist ก็คือ Lausanne เมืองอันเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสมัยยังทรงพระเยาว์ เมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของสวิสริมทะเลสาบเจนีวาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษากลางนี้ เป็นเมืองที่มีประชากรเพียงแค่ 140,000 คนแม้จะใหญ่เป็นที่สี่ของสวิสรองจาก Basel, Geneva และ Zurichก็ตาม

Lausanne เมืองที่อยู่ห่างจาก Interlaken ทางรถไฟเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษนี้มีต้นกำเนิดย้อนไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยมีชาวเซลติกมาตั้งรกรากคำว่า Lausanne ถูกเรียกครั้งแรกในปี 400 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Losanna ในปี 990 หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ชาวเมืองก็ย้ายเข้าไปอยู่ใกล้เขามากขึ้นเพื่อความสะดวกในการป้องกันเมืองซึ่งภายหลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Bishop of Lausanne ในระหว่างปี 888-1032 เมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Upper Burgundyก่อนจะได้รับการพัฒนาทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจจนกลายเป็นศูนย์กลาง และแยกการปกครองออกจากศาสนจักรได้ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 เมืองนี้มั่งคั่งมาก ก่อนจะยอมถวายตัวให้อยู่ภายใต้การปกครองของสันตะปาปา Gergory X และพระเจ้า Rudolf I แห่งเยอรมัน ระหว่างปี 1536-1798 ที่นี่ถูกปกครองโดยมลรัฐ Bern เลยถูกปล้นสะดมและทรัพยากรบางส่วนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมประดับในโบสถ์

หลังปี 1685 ที่นี่กลายเป็นเมืองอพยพของชาวฝรั่งเศส ระหว่างสงครามนโปเลียนที่นี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสวิส อยู่ภายใต้มลรัฐ Vaud เมืองนี้เคยมีความสำคัญอย่างมากสำหรับตุรกี เพราะที่นี่เป็นที่เซ็นสัญญา Treaty of Lausanne เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐตุรกีในปี 1923 นับจากนั้นมาเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการนานาชาติอีกหลายอย่าง ทศวรรษที่ 1920 ที่นี่ยังเป็นเมืองปลายทางของศิลปินต่างชาติ บางคนก็มาอาศัยชั่วคราว อาทิ Ernest Hemingway บางคนก็อพยพมาอยู่ถาวร

ระหว่างทศวรรษที่ 1950-70 ชาวยุโรปจากหลากหลายประเทศ อาทิ ชาวสเปน อิตาเลียน และโปรตุเกสอพยพเข้ามาอยู่ตามชานเมือง แม้เมืองจะเคยมีชื่อเสียงในด้านความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นที่หลบภัยของศิลปิน และชาวยุโรปใต้ แต่ปลายทศวรรษที่ 1960 ชาวเมืองรุ่นเยาว์ก็ชอบออกมาเดินขบวนและมีเรื่องกับตำรวจบ่อยๆ ปลายทศวรรษที่ 1980 ชาวเมืองออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ลดค่าครองชีพต่างๆ และเปิดเสรีในการสูบกัญชา อีกทั้งยกเลิกประวัติบุคคลที่เป็น homosexual

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้จะสามารถเดินเล่นในเมืองและรอบทะเลสาบ Geneva ได้เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสถานที่หนึ่งที่เมื่อไปถึงเมืองLausanne และอยากเยือนให้ได้ก็คืออพาร์ทเมนท์ที่เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมัยทรงพระเยาว์ระหว่างปี 1933-35 อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Tissot เลขที่ 16อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Lausanneมากนักสามารถเดินเท้าไปได้ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ปัจจุบัน ตัวอาคารก็ยังคงมีสภาพไม่ต่างจากสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยประทับ

King IX’s apartment

King IX’s apartment

map to 16 avenue Tissot

map to 16 avenue Tissot