ฝรั่งเศสสั่งห้ามชุมนุมหนุนปาเลสไตน์ เนรเทศชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732552

ฝรั่งเศสสั่งห้ามชุมนุมหนุนปาเลสไตน์ เนรเทศชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืน

13 ต.ค. 2566 03:17 น.

ฝรั่งเศสสั่งห้ามชุมนุมหนุนปาเลสไตน์ เนรเทศชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืน

รัฐบาลฝรั่งเศสสั่งแบนการชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ทั้งหมด หวั่นปลุกกระแสต่อต้านชาวยิว ชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. 2566 นายเฌราลด์ ดาร์มาแนง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอฝรั่งเศส ออกคำสั่งห้ามจัดการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ทั้งหมดทั่วประเทศ และว่าชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้ จะถูกขับออกจากประเทศตามระเบียบการ

นายดาร์มาแนงยังบอกด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคด้วยว่า ให้ส่งตำรวจไปคุ้มกันตามโรงเรียนและโบสถ์ของชาวยิว

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีประชากรชาวยิวเกือบ 500,000 คน มากที่สุดในยุโรป และมีประชากรชาวมุสลิมร่วม 5 ล้านคน มากลำดับต้นๆ ของยุโรปเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝรั่งเศส เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปกำลังกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของแนวคิดต่อต้านชาวยิว หลังอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธ ฮามาส ของปาเลสไตน์ เริ่มการสู้รบรอบใหม่ตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันเดียวกันนี้ ตำรวจเยอรมนีก็เพิ่งสลายการชุมนุมของกลุ่มโปรปาเลสไตน์ในกรุงเบอร์ลิน

ก่อนหน้านี้ นายดาร์มาแนงบอกกับสถานีวิทยุฝรั่งเศสเจ้าหนึ่งว่า เกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านชาวยิวมากกว่า 100 ครั้ง นับตั้งแต่การต่อสู้ปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. ส่วนใหญ่เป็นการวาดรูปกราฟฟิตี้บนกำแพงเป็นรูป ตราสวัสติกะ, ข้อความสาปแช่งชาวยิว และปลุกระดมต่อต้านชาวยิว

แต่มีบางเหตุการณ์ที่เลยเถิดเกิดไป รวมถึงการที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามจะพกมีดเข้าไปในโรงเรียนและโบสถ์ชาวยิว แต่ถูกจับกุมตัวได้ก่อน

ขณะที่ตำรวจต้องให้การคุ้มกันบ้านของสมาชิกสภาที่เป็นชาวยิวหลายคน รวมถึงบ้านของนาย บาเอล บรอน-ปีเว ประธานรัฐสภาแห่งชาติ กับ ส.ส. เมเยอร์ ฮาบิบ

อีกด้านหนึ่งที่เยอรมนี นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ประกาศจะไม่ทนต่อพฤติกรรมที่ต่อต้าน, ความรู้สึกหรืออคติ และการใช้ความรุนแรงเพื่อลงโทษหรือทำร้ายชาวยิว เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว โดยเขากล่าวในรัฐสภาว่า กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ ที่ออกมาเฉลิมฉลองการสังหารพลเรือนอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะถูกแบน

ตำรวจในกรุงเบอร์ลินยังสั่งระงับแผนการชุมนุมของกลุ่มหนุนปาเลสไตน์ โดยอ้างเรื่องความเสี่ยงจากถ้อยแถลงต่อต้านชาวยิว และการเชิดชูความรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามอิสราเอลวันที่ 6 ดับทะลุ 2,700 ศพ สหรัฐฯ ไม่ห้ามใช้อาวุธมะกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732532

สงครามอิสราเอลวันที่ 6 ดับทะลุ 2,700 ศพ สหรัฐฯ ไม่ห้ามใช้อาวุธมะกัน

13 ต.ค. 2566 01:19 น.

สงครามอิสราเอลวันที่ 6 ดับทะลุ 2,700 ศพ สหรัฐฯ ไม่ห้ามใช้อาวุธมะกัน

อิสราเอล-ปาเลสไตน์รบกันวันที่ 6 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจนมากกว่า 2,700 ศพแล้ว โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง ขณะที่สหรัฐฯ ไฟเขียวในอิสราเอลใช้อาวุธที่เคยได้รับจากพวกเขาได้ตามที่เห็นสมควร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ต.ค. 2566 ว่า รัฐบาลอิสราเอลกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากสังคมให้ทำลายกลุ่มฮามาส ซึ่งยิงจรวดและส่งนักรบบุกโจมตีหลายจุดเมื่อวันเสาร์ เข่นฆ่าชาวอิสราเอลไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ต้องเผชิญทั้งการโจมตีจากอิสราเอล ปัญหาขาดแคลนเสบียงและพลังงาน เนื่องจากอิสราเอลปิดกั้นชายแดนและโรงไฟฟ้าไม่มีเชื้อเพลิงใช้

วันเดียวกันนาย เฮอร์ซี ฮาเลวี เสนาธิการกองทัพอิสราเอล ออกมายอมรับว่า กองทัพล้มเหลวในการปกป้องประชาชนบริเวณรอบฉนวนกาซาจากการโจมตีอย่างไม่คาดคิดของกลุ่มฮามาส

ด้านอียิปต์กำลังเจรจาอย่างเข้มข้นกับอิสราเอลและสหรัฐฯ เพื่อขอให้เปิดทางส่งความช่วยเหลือและเชื้อเพลิงผ่านด่าน ราฟาห์ เข้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งยังคงปิดทั้งขาเข้าและขาออกในวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. 2566 อย่างไรก็ตาม อียิปต์คัดค้านเรื่องการเปิดทางรับคนออกจากกาซา อ้างว่าการอพยพครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์จะส่งผลที่ตามมาต่อชาวปาเลสไตน์เอง

สถานการณ์การสู้รบ

กองทัพอิสราเอลอ้างว่าพวกเขาทิ้งระเบิดโจมตีในฉนวนกาซากว่า 6,000 ลูกแล้ว นับตั้งแต่เริ่มการโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยโจมตีเป้าหมายกว่า 600 จุดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่ธนาคารกับสถานที่ที่อิสราเอลอ้างว่า ถูกใช้โดยกลุ่มฮามาสเพื่อก่อการโจมตีโดยตรงต่ออิสราเอล

อิสราเอลยังคงปิดล้อมชายแดนฉนวนกาซาอย่างสิ้นเชิง หยุดการขนส่งเสบียงอาหารและเชื้อเพลิงไม่ให้ถึงมือชาวปาเลสไตน์กว่า 2.3 ล้านคน โดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมใดๆ ผ่านไปได้ จนกว่าตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ จะได้รับการปล่อยตัว

อิสราเอลยังวางแผนโจมตีฉนวนกาซาจากทางภาคพื้นดิน โดยนายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล บอกกับเหล่าทหารว่า “เราเริ่มโจมตีจากทางอากาศ หลังจากนั้น เราจะมาจากภาคพื้น” ท่ามกลางคำขู่ของกลุ่มฮามาสว่า การโจมตีภาคพื้นดินจะกลายเป็นหายนะของกองทัพอิสราเอล

ขณะที่อิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งสนับสนุนกลุ่มฮามาส ยังคงโจมตีตอบโต้กันข้ามพรมแดนกันประปราย และมีสื่อรายงานด้วยว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่สนามบินในกรุงดามัสกัสและที่เมืองอเลปโป ของซีเรียด้วย ซึ่งหากได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง นี่จะเป็นการโจมตีซีเรียครั้งแรกของอิสราเอลนับตั้งแต่การสู้รบกับปาเลสไตน์ครั้งล่าสุดเริ่มขึ้น

ความสูญเสียต่อชีวิต

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์ยืนยันในวันพฤหัสบดี ว่ามีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 1,417 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 6,200 ราย นับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น โดยผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเกือบ 450 ราย และผู้หญิง 250 ราย

ส่วนฝ่ายอิสราเอลระบุว่า จำนวนชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 1,300 ศพแล้ว โดยเป็นทหาร 222 นาย บาดเจ็บอีกกว่า 3,300 ราย

นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติเสียชีวิตจากการต่อสู้เพิ่มขึ้นอีก โดยล่าสุดมีการยืนยันว่า ชาวไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ศพเป็น 21 ศพแล้ว ชาวอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มเป็น 25 ศพ อีก 17 คนยังหาตัวไม่พบ ชาวสหราชอาณาจักร 17 คนหายตัวไปและคาดว่าอาจเสียชีวิต ฝรั่งเศสยืนยันว่าพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มเป็น 12 ศพ สูญหายอีก 16 คน ตุรกีกับเอสโตเนียก็พบผู้เสียชีวิต 1 ศพ

การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้จำนวนผู้พลัดถิ่นในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 338,000 คนแล้ว ตามการเปิดเผยของสหประชาชาติ

ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศกำลังพยายามนำตัวพลเรือนออกจากอิสราเอล เช่น ประเทศไทยพาพลเรือนกลับมาได้แล้ว 35 คน ส่วนอินเดียเตรียมใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำพาประชาชนราว 230 คน ออกจากเทล อาวิฟ

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

นายแอนโธนี บลิงเคน เดินทางเยือนอิสราเอล ในวันพฤหัสบดี (12 ต.ค.) และได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ในนครเทล อาวิฟ โดยนายบลิงเคนกล่าวว่า เขาไม่ได้มาแค่ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แต่ยังมาในฐานะชาวยิว และว่าเขาเข้าใจความเจ็บปวดของชาวยิวจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเป็นอย่างดี

ขณะที่นาย ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขการใช้อาวุธที่อิสราเอลเคยได้รับจากสหรัฐฯ “อิสราเอลมีกองทัพมืออาชีพ ซึ่งเราหวังและคาดหวังว่า พวกเขาจะทำสิ่งที่ถูกต้อง”

นายออสตินบอกอีกว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อจัดหาอะไรก็ตามที่อิสราเอลจำเป็นต้องใช้ แม้ว่าสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนการต่อสู้ของยูเครนอย่างต่อเนื่องก็ตาม “สหรัฐฯ สามารถเดินไปแล้วเคี้ยวหมากฝรั่งในเวลาเดียวกันได้”

ด้านนาย แยน เอกแลนด์ เลขาธิการใหญ่สภาผู้ลี้ภัยแห่งนอร์เวย์ ออกมาเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกการปิดล้อม พร้อมจัดตั้งเขตปลอดทหารในฉนวนกาซา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบาก และขอให้ประชาคมนานาชาติช่วยกันอำนวยความสะดวกในการเจรจาเพื่อปล่อยตัวประชาชนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจับเอาไว้ในทันที

ส่วนนาย โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ต้อนรับการมาเยือนของประมุขแห่งกาตาร์ เพื่อหารือเรื่องชะตากรรมของตัวประกัน โดยย้ำว่า ฮามาสต้องรับผิดชอบเรื่องสวัสดิภาพทั้งหมดของตัวประกันพร้อมทั้งกล่าวยอมรับบทบาทของกาตาร์ ที่เคยเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้งในอดีต

นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ เผยว่า เขากำลังติดต่อกับผู้นำในตะวันออกกล่าว เพื่อเตือนทั้งฝ่ายที่มีอิทธิพลต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ให้หลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์บานปลาย จนการต่อสู้กระจายไปยังพื้นที่อื่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดทางส่งเสบียงและเชื้อเพลิงเข้าสู่กาซาทันที

ขณะเดียวกัน นายเจมส์ เคลฟเวอร์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนเมืองโอฟาคิม ทางใต้ของอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่กลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล โพสต์คลิปวิดีโอผ่าน X แสดงให้เห็นว่า นายเคลฟเวอร์ลีต้องวิ่งหลบเขาไปในอาคาร หลังจากเสียงสัญญาณไซเรนเตือนการโจมตีดังขึ้นด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : theguardian , aljazeera , ctvnews

‘อภัย’ถอดบทเรียน ร่วมระดมความคิด จัดการผลิตส่งออก ทุเรียนฤดูกาล2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762570

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนระดมความคิด ร่วมกับสมาคมทุเรียนไทยและภาคีต่อประเด็นปัญหาและอุปสรรคตลอดห่วงโซ่การผลิตและส่งออกทุเรียนประจำปี พ.ศ. 2566 โดยสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ชุมพร และเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร ศูนย์รวม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคม พืชสวนแห่งประเทศไทย และสมาคมทุเรียนไทย ที่ห้องประชุม ชั้น 1 ตึกกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป

สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดทุเรียน ปัญหา อุปสรรคของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในฤดูกาล 2566 อาทิ ภาคเกษตรกร ภาคเอกชน และโดยเฉพาะภาครัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบต่างๆ และร่วมกันเสนอความเห็นและพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในฤดูกาล 2567 และนำไปสู่การจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ทุเรียนของแต่ละภาคส่วน ตลอดจนทางออกสำหรับอนาคตของทุเรียนไทย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ต่อไป

รมว.เกษตรฯรับฟัง ปัญหาเกษตรกรที่ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762571

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้ง และด้านการเกษตร พร้อมรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย อ.โพธาราม จ.ราชบุรีซึ่งมีการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม ประมาณ 88,000 ไร่ โดย อ.ดำเนินสะดวก มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็น 47,250 ไร่ ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย ประมาณ 30,125 ไร่ ร้อยละ 64 ของพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องการน้ำประมาณ 86,069 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน หรือ 31.4 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยมีมูลค่าผลผลิตเฉลี่ยปีละประมาณ 3,900 ล้านบาท ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ส่งเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม หากในอนาคตมีการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบจากการไม่สามารถส่งปริมาณน้ำได้ตามความต้องการของเกษตรกร จึงวางแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำเพื่อสนับสนุน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อย แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งทาง จ.ราชบุรี น่าจะสามารถบริหารจัดการได้จนถึงฤดูฝนปีหน้า แต่สิ่งสำคัญคือเกษตรกรใน อ.โพธาราม และอำเภอใกล้เคียง จะต้องบริหารจัดการในเรื่องการส่งน้ำไปสู่แปลงเกษตร จึงมอบหมายให้ปรับปรุงคลองส่งน้ำ ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ ได้รับฟังปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาการจัดการน้ำและภัยแล้งจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง และพร้อมทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงาน เบื้องต้นได้มอบหมายให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762572

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง  แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลงพื้นที่ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรด้านประมง รวมทั้งการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC รวมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเลกุ้งแชบ๊วย ปลากะพง 500,500 ตัว ในพื้นที่ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรใน จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ด้านการประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และอาชีพประมง รวมถึงการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC อีกทั้งได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทะเลกุ้งแชบ๊วยปลากะพง รวม 500,500 ตัวที่สมาคมประมง จ.ระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับแนวทางการพัฒนาด้านการประมง มีการสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะการฟื้นฟูการเลี้ยงและผลผลิตกุ้งทะเลด้วยการแลกเปลี่ยนเทคนิคการเพาะเลี้ยง ถอดองค์ความรู้จากเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลประสบความสำเร็จและประสานแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) เพื่อให้มีฐานข้อมูลผลผลิตกุ้งทะเลที่ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนการแปรรูปสินค้าประมงให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น 3.สนับสนุนและจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้าประมงประจำอำเภอโดยรวบรวมสินค้าประมงจากหลายๆ แหล่งผลิต ในแต่ละอำเภอ รวมกันตั้งเป็นร้าน Fisherman shop @ Rayong ของแต่ละอำเภอ สนองตอบนโยบายกรมประมงและแนวทางการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารตามเกณฑ์มาตรฐานของ จ.ระยอง

4.สนับสนุนระบบเครือข่ายองค์กรชุมชนประมงเข้มแข็งเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตสัตว์น้ำระหว่างกลุ่มองค์กรนำไปสู่การพัฒนาการแปรรูปสินค้าประมงต่อไป 5.เร่งประชาสัมพันธ์สร้างช่องทาง
ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับชาวประมงเกี่ยวกับข้อกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องลดปัญหาความขัดแย้งของชาวประมงและ 6.การกำหนดแนวทางทำประมงด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะตามช่วงฤดูกาล

อย่างไรก็ดี กรมประมง จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร จ.ระยอง ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2536 โดยมีพื้นที่ 105,430 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 4,621 ราย 5,448 แปลง 81.253 ไร่ มีที่ดินคงค้างจัดที่ดิน 24.1 77 ไร่ และมีเกษตรกรเข้ารับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 20 ราย ใน อ.ปลวกแดง และ อ.บ้านค่าย

‘ไชยา’รุดมอบนโยบายพื้นที่โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762569

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าได้มอบนโยบายภายใต้แนวคิด “ผลิตให้พอ ดูแลให้ดี พัฒนาให้มีคุณภาพ”หมายถึง 1.ผลิตให้พอ คือการศึกษาสถานการณ์ตลาด ทั้งความต้องการสินค้าและปริมาณสินค้าที่ผลิต เพื่อดูแลสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพด้านราคา รักษากลไกตลาดให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งใช้การวางแผนข้อมูลสารสนเทศ (Big data) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลในการบูรณาการร่วมกันของภาคปศุสัตว์

2.ดูแลให้ดี คือการใส่ใจดูแลในด้านการพัฒนาคุณภาพและสูตรอาหารสัตว์ให้เหมาะสม ควบคู่กับการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เน้นบูรณาการ และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ของตนเองและจำหน่ายไปยังพื้นที่อื่นๆ และด้านการดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกร ได้จัดทำโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ใช้แรงงานแทนการใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และ 3.พัฒนาให้มีคุณภาพ คือการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์การพัฒนา แบ่งออกเป็น (1)พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เริ่มจากการพัฒนาพันธุ์สัตว์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลสินค้าให้ปลอดโรคได้การรับรองมาตรฐานสุขอนามัย และ (2) การพัฒนาระบบงานภายในกรม โดยส่งเสริมให้เป็น “ปศุสัตว์ดิจิทัล” ปรับขั้นตอนการทำงานในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อาทิ การอนุมัติ การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762479

'เกษตรกร'เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

คปก.เห็นชอบหลักการ แปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน และตกถึงมือทายาทในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรุงเทพฯ ว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ อาทิ 1) การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 2) สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด 3) ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด
4) สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ 5) ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ
เนื้อที่รวม 22,079,407.67 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. จะส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรได้ภายในวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน และจะทยอยให้ ส.ป.ก. จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการออกโฉนดให้กับเกษตรกรทุกจังหวัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างแท้จริง สามารถตกทอดถึงมือทายาท และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพด้านเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ “โครงการตรวจสอบและดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินถึงแก่ความตายในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567” วงเงิน 22.5 ล้านบาท เพื่อให้ ส.ป.ก.นำไปใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดและติดตามให้ทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถึงแก่ความตายมาแจ้งขอรับสิทธิการจัดที่ดินแทนที่ (รับมรดก) ซึ่งยังไม่มาแสดงตนอีก จำนวน 171,434 ราย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่เห็นชอบให้ขยายระยเวลาออกไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566

และมีมติเห็นชอบ “โครงการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้เงินกู้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนโยบายรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี” ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้ 1) เงินต้นเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท 2) สถานะเป็นลูกหนี้ปกติ 3) สามารถขอผ่อนผันการชำระเงินต้นรายงวดและงดเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินรายงวดที่ครบกำหนดชำระ โดยระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567หลังจากครบระยะแรกจะมีการประเมินผลเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและดำเนินการระยะ 2 และ 3 ต่อไป โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขโครงการนี้ จำนวน 17,806 ราย คิดเป็นต้นเงินที่พักชำระหนี้รวม 630 ล้านบาท และเป็นดอกเบี้ยที่งดเว้นรวมปีละ 25.2 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขสามารถยื่นลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัดทุกจังหวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ครบรอบ 40 ปี ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เคียงข้างเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762645

ครบรอบ 40 ปี 'ตลาดสี่มุมเมือง' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เคียงข้างเกษตรกรไทย

ครบรอบ 40 ปี ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เคียงข้างเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.43 น.

ครบรอบ 40 ปี “ตลาดสี่มุมเมือง” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เคียงข้างเกษตรกรไทย ตอกย้ำ “ศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ของสดชั้นนำของเอเชีย” มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าลงทุนครั้งใหม่ ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมาย “ตลาดค้าส่งเพื่อความยั่งยืน”

• ต้นแบบตลาดกลางค้าส่งระดับโลก ที่บริหารจัดการครบวงจร การจัดประเภทสินค้า การให้บริการอย่างมีระบบโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจัดระบบแรงงาน และการเก็บข้อมูลราคาสินค้าที่องค์กรและเกษตรกรนำไปใช้อ้างอิงเป็นราคากลางของประเทศ

• สี่มุมเมือง คือ เมืองแห่งโอกาสและการสร้างสร้างอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน เป็น Sustainable Ecosystem ที่เชื่อมโยงกันเป็นฟันเฟือง ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แรงงาน และชุมชน รวมกว่า 70,000 คน

• ตลาดค้าส่งเพื่อความยั่งยืน สร้าง Circular Economy  ที่ดำเนินธุรกิจให้มีความสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

• มุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ Customer Centricity การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ตลาดสี่มุมเมือง ฉลองความสำเร็จพร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 อย่างยิ่งใหญ่  ตลาดค้าส่งผักผลไม้ของสดชั้นนำของเอเชีย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเคียงข้างคนไทยมาตลอด 4  ทศวรรษ เป็นศูนย์กลางที่เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายบนพื้นที่กว่า 350 ไร่ เพื่อกระจายวัตถุดิบอาหารไปทั่วประเทศด้วยสินค้ากว่า 8,000 ตันต่อวัน ยืนหยัดเคียงคู่เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า แรงงาน ชุมชน ตลาดสด ร้านอาหาร โรงแรม องค์กร และผู้บริโภค

ต้นแบบตลาดกลางค้าส่งระดับโลก ที่มีการบริหารจัดการที่ทันสมัยครบทุกมิติ 

สี่มุมเมืองเป็นตลาดต้นแบบของตลาดค้าส่งผักผลไม้ของสดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 40 ปี ตลาดสี่มุมเมืองไม่เคยหยุดพัฒนา มีการนำเทคโนโลยีผสมผสานกับระบบการจัดการที่เข้าใจง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ

– ตลาดแรกที่มีการวางระบบแบบแยกประเภทสินค้าเป็นหมวดหมู่โซนตลาดอย่างชัดเจน (โซนผัก ของสด เครื่องปรุง 12 อาคารตลาด, โซนผลไม้ 7 อาคารตลาด, ตลาดดอกไม้และสังฆภัณฑ์, ลานคอนเทนเนอร์ และโซนอาคารห้องเย็น) ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นที่ 350 ไร่

– ตลาดแรกที่กำหนดมาตรฐานสินค้าเป็นคำเรียกเฉพาะ (อาทิ LA (ใหญ่ สวย) MA (กลาง สวย) SA (เล็ก สวย)) เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

– ศูนย์กลางของข้อมูลราคาสินค้า ผัก ผลไม้ วัตถุดิบอาหาร ดอกไม้ ที่องค์กรรัฐและเอกชน เกษตรกร ผู้ประกอบการและสื่อมวลชนใช้อ้างอิงเป็นราคากลางของประเทศไทย

– มีฝ่ายตรวจสอบสารพิษภายใต้มาตรฐานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สุ่มตรวจสินค้าที่จำหน่ายในตลาดทุกวัน และยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ต้องการใบรับรองเพื่อส่งออกเข้ามาใช้บริการได้

– เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ซื้อมากขึ้นด้วย Simummuang Online มาร์เก็ตเพลสที่ผู้ซื้อสามารถสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์ ทำให้เข้าถึงสินค้าได้โดยตรงกับแผงค้าในตลาดฯ และได้ราคาส่งโดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาซื้อสินค้าด้วยตัวเอง รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ค้าส่งในตลาดฯ สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น

มากกว่าตลาดค้าส่ง “สี่มุมเมือง” คือ เมืองแห่งโอกาส

ตลาดสี่มุมเมืองเป็นมากกว่าตลาด แต่เป็นเมืองแห่งโอกาสและแหล่งสร้างอาชีพเป็น Sustainable Ecosystem ที่เชื่อมโยงกันเป็นฟันเฟือง ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แรงงาน ชุมชน โรงเรียน และเครือข่ายรถเร่สี่มุมเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมกว่า 70,000 คน 24 ชั่วโมง ตลอด 40 ปี ที่ไม่เคยหยุด ทำให้หลายครอบครัวมีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น ส่งลูกเรียนจบ ปลดหนี้สิน ตลาดสี่มุมเมืองกลายเป็นพื้นที่แห่งความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่น การซื้อขายอย่างซื่อสัตย์ บริการอย่างคนรู้ใจ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุด คุณค่าที่ส่งต่อจนถึงผู้บริโภค ทั้งหมด คือ รากฐานสำคัญที่ทำให้ตลาดสี่มุมเมืองแข็งแกร่งและมั่นคง

“ครอบครัวสี่มุมเมือง” หลังคาทุกอาคารตลาดของสี่มุมเมืองมาจากโลโก้ของตลาด ซึ่งสื่อถึงหลังคาบ้านที่พร้อมจะปกป้องและเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนในตลาดแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมาจากอักษรจีน 人 อ่านว่า เหริน แปลว่า “ผู้คน” ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของทุกคน

นอกจากนี้ ตลาดสี่มุมเมือง ยังมีบทบาทในการดูแลหมู่บ้านภายในโครงการกว่า 10,000 หลังคาเรือน รวมถึงก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาวิทยา เพื่อดูแลด้านการศึกษาให้กับบุตรหลานของคนในชุมชน พ่อค้าแม่ค้า และพนักงานอีกด้วย

ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดค้าส่งเพื่อความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Circular Economy

ตลาดสี่มุมเมืองดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักความสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตลาดฯ ให้ความสำคัญเรื่องขยะ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และคืนน้ำดีให้กับชุมชน ทั้ง 3 สิ่งล้วนมีผลงานเชิงประจักษ์

– ด้านบริหารจัดการขยะ ตลาดสี่มุมเมืองได้รับรางวัลชนะเลิศ ผลงานประเภทการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) จาก TGDA 2021 เป็นต้นแบบของตลาดที่มีระบบการจัดการขยะ เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน สามารถ Recycle และ Upcycle 40% จากขยะทั้งหมด 230 ตัน ต่อ วัน ทำให้ลดการฝั่งกลบและสร้างรายได้เพิ่มอีกด้วย

-การจัดการขยะอินทรีย์ นำเศษผักกว่า 190 ตันต่อวัน สามารถเปลี่ยนเป็นอาหารปลาได้ถึงวันละ 50 ตันต่อวัน และสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารโคได้ 20 ตันต่อวัน

-การจัดการขยะอนินทรีย์ นำขวดแก้ว กล่องโฟม กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะจากทั้งในตลาดและหมู่บ้านไปจำหน่ายต่อให้กับโรงงานและบริษัทที่รับซื้อเพื่อไปรีไซเคิลต่อไป และมีรถบริการรับซื้อขยะถึงที่

– ลดการใช้ไฟฟ้าด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาของโซนห้องเย็น และหลังคาอาคารตลาดต่าง ๆ กว่า 4,000 ตารางเมตร (1,271 แผ่น) สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 12% ต่อเดือน

– คืนน้ำดีให้กับชุมชน ตลาดฯ ลงทุน 40 ล้านบาท นำเทคโนโลยี Activated Sludge มาใช้บำบัดน้ำเสียทั้งจากตลาดและหมู่บ้าน ได้มากถึง 6,500ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และผ่านการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อม จังหวัดปทุมธานี น้ำที่ได้จากการบำบัดถูกนำไปใช้ประโยชน์รอบตลาด เช่น ล้างพื้นตลาด รดน้ำต้นไม้ รวมทั้งปล่อยน้ำดีคืนให้กับแหล่งน้ำของชุมชนต่อไป

ทุกโครงการได้รับความร่วมมือจากผู้ค้า แรงงาน พนักงานทุกคน และชุมชนรอบตลาดฯ ที่ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนการดำเนินงานประสบความสำเร็จและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

เตรียมเปิดตลาดดอกไม้ปลายปี 2566 และโครงการระยะ 3 ในปี 2568

ตลาดสี่มุมเมืองยังพัฒนาต่อยอดธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ Customer Centricity คือ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางด้วยการเพิ่มโซนสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค

– พฤษภาคม 2566 เปิดบริการตลาดปลา-อาหารทะเล บนพื้นที่ 6,700 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 2 โซน คือ โซนสินค้าปลาน้ำจืด ขายส่งกลุ่มปลาเศรษฐกิจ และโซนสินค้าอาหารทะเล ขายส่งอาหารทะเล

– พฤศจิกายน 2566 เปิดบริการตลาดดอกไม้ยุคใหม่ ขยายจากตลาดดอกไม้เดิมขึ้น 150% บนพื้นที่ 5,200 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 4 โซน คือ โซนดอกไม้ไหว้พระ โซนดอกไม้ประดับ โซนสังฆภัณฑ์และอุปกรณ์ตกแต่ง และโซนจัดแต่งดอกไม้ 

– ปี 2568 เตรียมเผยโปรเจกต์ใหญ่ โครงการระยะที่ 3 ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ตลาดยังไม่เคยทำมาก่อน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

-(016)

ไอคอนสยาม ชวนร่วมถือศีลอิ่มบุญ อิ่มเจ กับเมนูมงคลพร้อมสักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เสริมสิริมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762643

ไอคอนสยาม ชวนร่วมถือศีลอิ่มบุญ อิ่มเจ กับเมนูมงคลพร้อมสักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เสริมสิริมงคล

ไอคอนสยาม ชวนร่วมถือศีลอิ่มบุญ อิ่มเจ กับเมนูมงคลพร้อมสักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เสริมสิริมงคล

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.38 น.

ไอคอนสยาม จัดงานมหาปรากฎการณ์ “ไอคอนสยาม เจสะท้านภพ” ชวนร่วมถือศีลอิ่มบุญ อิ่มเจ กับเมนูมงคลกว่า 1,000 เมนู จากกว่า 100 ร้านค้า พร้อมสักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เสริมสิริมงคล ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2566

  • ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ พร้อมด้วยพันธมิตร จัดงาน มหาปรากฎการณ์ “ไอคอนสยาม เจสะท้านภพ”  ชวนอิ่มบุญ อิ่มใจในงาน “ไอคอนสยาม เจสะท้านภพ” คัดสรรเมนูเจมงคลกว่า 1,000 เมนู จาก 100 ร้านค้า
  • เมืองสุขสยาม ต้อนรับเทศกาลกินเจในงาน อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูแบบไม่จำเจ พร้อมชวนชิมเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชฟชื่อดัง และเสริมสิริมงคลสักการะขอพรเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมไทย จีน

ไอคอนสยามและเมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) (ซอสภูเขาทอง) , บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) (เรียลไทย) ชวนอิ่มบุญ อิ่มใจในงาน “ไอคอนสยาม เจสะท้านภพ” คัดสรรเมนูเจมงคลกว่า 1,000 เมนู จาก 100 ร้านค้า ทั่วทั้งไอคอนสยามและเมืองสุขสยาม พร้อมเสิร์ฟเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชฟชื่อดัง จำหน่ายเฉพาะที่ไอคอนสยามเท่านั้น ขอเชิญร่วมสืบสานประเพณีถือศีล กินผัก ละเว้นการกินเนื้อสัตว์ สร้างมหากุศลและพลังบุญอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2566 

ในวันนี้ (12 ต.ค.) จัดพิธีเปิดงานสุขสยาม อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม อย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณอัจฉรา  จองสิทธิมหากุล ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร, คุณบัญชา ฉันทดิลก กรรมการผู้จัดการ โครงการเมืองสุขสยาม, คุณเกรียงศักดิ์ สุวรภามณีสวัสดิ์ ผู้บริหารกลุ่มงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, คุณรวี อ่างทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), คุณสุทัศน์ ภูเจริญชัยกิจ ผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศ บริษัท ไทยเทพรส จํากัด (มหาชน), คุณคณัฏพงษ์ วัฒนเสรีวงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหาร 1 ในกรรมการรายการอาหาร MasterChef ประเทศไทย Brand Ambassador Chef ซอสภูเขาทอง, คุณชนิดาภา นิ่มนวล ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท ไทยอกริฟู้ดส์ จํากัด (มหาชน)  พร้อมด้วยพันธมิตรและแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

สำหรับงานไอคอนสยาม เจสะท้านภพ จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม รวมร้านค้าจาก 100 ร้านดัง รวมเมนูเจแสนอร่อยกว่า 1,000 เมนู ทั่วทั้งไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์มาให้ผู้ที่รับประทานอาหารเจได้เลือกรับประทานได้แบบไม่ซ้ำในทุกมื้อตลอดระยะเวลา 9 วันในช่วงเทศกาลกินเจ

โดยภายในงาน ไอคอนสยาม เจสะท้านภพ ชวนอิ่มอร่อยกับเมนูเจ จากร้านอาหารชื่อดังมากมาย เริ่มด้วย ร้าน “JUMBO Seafood” ชั้น G โซน The Veranda เทศกาลกินเจปีนี้ ทางร้านชวนมาอิ่มท้องและอิ่มบุญไปพร้อมๆ กัน ด้วยเมนูอร่อยแบบไม่จำเจ ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ราดเห็ด, เต้าหู้หม้อดิน, ผัดปวยเล้ง, ผัดหมี่เจ, ข้าวผัดเจ, ผัดผักคอสโรแมน และผัดโต้วเหมี่ยว ร้าน “รส’นิยม” ชั้น G โซน The Veranda แนะนำหลากหลายเมนูเด็ด ได้แก่ ลูกชิ้นเห็ดหอมเจ, ก๋วยจั๊บญวนหมูเจ ข้าวกะเพราหมูกรอบเจ หรือเมนูยอตฮิตตลอดกาลอย่าง “ยำขนมจีนเจ”  ร้าน “บ้านขนิษฐา เดอะเฮอริเทจ” ชั้น 4 ชวนกินเจแบบไม่ซ้ำใคร พร้อมอิ่มบุญ สุขใจ ไปกับเมนูเจ ได้แก่ เต้าหู้ผัดทรงเครื่อง, พะแนงเต้าหู้, ลาบเต้าหู้, ผัดเห็ดสามอย่าง, ต้มยำเห็ด, ปอเปี๊ยะทอด และผัดไทยเจ เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีโปรโมชั่นดีๆ ที่ทางร้านจัดขึ้นเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ เพียงเมื่อทานเมนูมังสวิรัติ Vegan & Plant – Based แบบ A la Carte ครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรีทันที “เมนูขนมโค” ราคา 120++

ร้าน “Hong Bao” ชั้น 5 ชวนอิ่มเจอิ่มใจสไตล์หงเปา ในเมนูติ่มซำเจ และเมนูเจอื่นๆ อย่างหลากหลาย อาทิ ถั่วแขกผัดกานาฉ่ายและหมูสับเจ, ข้าวผัดกานาฉ่ายและผักรวม, ปอเปี๊ยะทอดไส้ผัก, ขนมผักกาดนึ่ง, ฟองเต้าหู้ห่อผักรวม  ร้าน “กับข้าว’ กับปลา” ชั้น 5 ต้อนรับเทศกาลเจด้วยเมนูเด็ดสุดอร่อย ที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น หมี่ไก่ผัดพริกเผาเจ, ไก่แดดเดียวเจ & ข้าวเหนียวนุ่ม, ขนมจีนน้ำยาปูเจ, มาม่าผัดทรงเครื่องเจ และข้าวผัดน้ำพริกกะปิปลาเค็มเจ รับรองว่าอิ่มท้องและอิ่มบุญอย่างแน่นอน ร้าน “แหลมเจริญซีฟู้ด” ชั้น 5 ทางร้านได้รังสรรค์และภูมิใจนำเสนอเมนูความอร่อยเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง อาทิ เส้นหมี่ผัดซีอิ้วเจ, หลนเห็ดออรินจิเจ และต้มยำเห็ดเจ 

ร้าน “GINGER FARM kitchen” ชั้น 6 โซนอลังการ เทศกาลกินเจปีนี้ GINGER FARM kitchen ได้ร่วม Collaboration กับ Let’s Plan meat ผู้ผลิตโปรตีนทางเลือกที่เป็นเนื้อจากพืชของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งร้านได้คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพ นำมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษให้ทุกคนได้ทานกัน อาทิ น้ำพริกอ่องเจ, ลาบหมูเจ, ปอเปี๊ยะสดน้ำพริกเจ, ข้าวกะเพราเนื้อบดจากพืชและเห็ด ฯลฯ ร้าน “แม่ศรีเรือน” ชั้น 6 โซนอลังการ เจปีนี้ทางร้านชวนอิ่มบุญไปกับเมนูอร่อยแบบนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทยเจ, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเส้นใหญ่ทอดกรอบเจ, ปอเปี๊ยะสดเจ, ขนมจีนแกงเขียวหวานเจ, เส้นใหญ่ราดหน้าเจ, ก๋วยเตี๋ยวอิ่มบุญ, ข้าวซ้อมมือแกงเขียวหวานเจ, ข้าวซ้อมมือแกงมัสมั่นเจ และข้าวซ้อมมือผัดเจ

สำหรับเมนูขนมหวานและของว่าง มีร้านอร่อยให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็น ร้าน “Bonjour” ชั้น 4 อร่อยไปกับบองชูเบเกอรี่ ที่อบร้อนพร้อมเสิร์ฟ ด้วย 6 เมนูเจแสนอร่อย ได้แก่ มินิโฮลวีท, พายน้ำตาลชมพู, พายน้ำตาล, พายสตรอว์เบอร์รี, พายสับปะรด และพายลูกตาล ร้าน “ANGBAO” ชั้น 6 เพิ่มความสดชื่นกับเครื่องดื่มเจสุดพิเศษ ในเมนู “นมงาดำญี่ปุ่น Black Sesame Latte” ที่ทำจากงาดำคั่วบดละเอียดจากเมืองมิมาตะ จังหวัดมิยาซากิ ในทางตอนใต้ของญี่ปุ่นที่มีสภาพอากาศและผืนดินที่เหมาะที่สุดสำหรับการปลูกงา ซึ่งเป็นสายพันธุ์งาที่มีประวัติความเป็นมากว่า 400 ปี ตั้งแต่ยุคเอโดะ ทั้งนี้ทางร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานเจอีกมากมายให้ทุกคนได้ลิ้มลองกันอีกกว่า 40 เมนู 

พบความอร่อยได้อีกมากมายจากร้านอาหารชั้นนำทั่วทั้งไอคอนสยาม ได้แก่ Coffee Beans By Dao, Evaime Shabu Shabu, Greyhound Café, Grand Palace, GAGA, Starbucks, SUSHIDEN, Kyo Roll En, Tasty Congee & Noodle Wantun Shop และ Yayoi  รวมถึงร้านค้าจากไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) ได้แนะนำเครื่องดื่มเมนูเจมากมาย จากร้านค้าชั้นนำ อาทิ ชาเขียวคั่วญี่ปุ่น ชาจัสมินและชารสพีชจากร้าน FUKU MATCHA  รวมถึงร้านชาตักวุ้น, วุ้นกบ, Daynighto, Juice Up, Double Slash, Rep Coffee, อินทนิล คอฟฟี่ และร้านกาแฟ Starbucks

อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2566

เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม คัดสรรสุดยอดเมนูแสนอร่อยจาก 4 ภาคของประเทศไทย นำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารเจให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูแบบไม่จำเจ เริ่มด้วยภาคเหนือ แนะนำเมนู ชุดเต้าหู้ม้ง เต้าหู้ทอดแสนอร่อยเนื้อแน่น หนานุ่ม เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพสูง ภาคกลาง กับเมนูที่ไม่ควรพลาด อาทิ ผัดหมี่ซั่วฮ่องกง, คะน้าฮ่องกงเห็ดหอม แปะก๊วยเจ, เป็ดพะโล้เจ, ต้มยำกุ้งเจในมะพร้าวอ่อน, ต้มกะหล่ำปลีเห็ดหอม, ผัดพริกขิงโปรตีนเกษตร, ขนมจีนน้ำพริกเจ, บะหมี่เกี๊ยวเจ, เกี๊ยวล้วนน้ำใส  ภาคอีสานเมนูสุดแซ่บกับน้ำตกเจและลาบเจ  ภาคใต้เมนูเผ็ดร้อนอย่าง คั่วกลิ้ง และขนมจีนน้ำยาปูเจรวมถึงโรตีสตูเนื้อเจ ก็มีให้เลือกรับประทาน และตบท้ายด้วยโรตีข้าวเหนียวมะม่วง

นอกจากนี้ร้านอาหารในเมืองสุขสยาม ยังได้รังสรรค์เมนูอาหารเจสุดพิเศษอีกมากมาย อาทิ ภัตตาคารฮั่วเซ่งฮง นำเสนอเมนูมงคลได้แก่ โหงวก๊วยกระทงเผือก, ทองคำล้นปฐพี, ร้านสยามแหนมเนือง นำเสนอเมนูพื้นถิ่นสไตล์อีสาน ได้แก่ ก๋วยจั๊บญวนเจ, ปอเปี๊ยะสดเจ  ร้านอีสานจุ่มดาด  นำเสนอ หม้อไฟเจ, ร้านอาหารรสโปรด นำเสนอ ส้มตำเจ และผัดไทยเจ ร้านเจ๊ทิพย์เต้าหู้ทอด พบกับเมนู เต้าหู้ทอด เปาะเปี๊ยะทอด เผือกทอด และข้าวโพดทอด พิเศษเพิ่มเติมจากผู้สนับสนุนการจัดงาน นำเสนอผลิตภัณฑ์มากมาย อาทิ บูธ KCG ชวนชิมเมนูขนมปังเจหลากหลายไส้จาก ร้านปั้นลี่ ไม่ว่าจะเป็น ปังไส้เห็ดหอม ปังไส้แฮมเห็ด ปังไส้น้ำพริกเผาเห็ด ปังไส้ผักโขมชีสเจ ปังพิซซ่าเห็ดชีสเจ ปังจิ๋วไส้สังขยาใบเตย ปังจิ๋วไส้สังขยาฟักทองดอกเก๊กฮวย, ร้าน Little Home Bakery พบกับเมนูเจ ขนมปังแท่งอบกรอบ ขนมปังไส้เผือก และพายเห็ด ,  ผลิตภัณฑ์จากซอสภูเขาทอง ซอสปรุงรสหลากหลาย และเรียลไทย กะทิไทยแท้100% เป็นต้น

พร้อมกันนี้ภายในงานได้พบกับความพิเศษมากมาย อาทิ เมนูพิเศษ “เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว 3 กษัตริย์” รังสรรค์โดยเชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหาร 1 ในกรรมการรายการอาหาร  Master Chef ประเทศไทย Brand Ambassador Chef ซอสภูเขาทอง โดยใช้วัตถุดิบได้แก่ ไส้ที่ 1 หน่อไม้และเห็ดหอม ไส้ที่ 2 เผือก , สมหวัง(แห้ว) และฟองเต้าหู้  ไส้ที่ 3 เห็ดรวม, เต้าหู้ และหัวไชโป้ว ผสมผสานกับซอสปรุงรสภูเขาทอง จากบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ได้อย่างกลมกล่อมและลงตัวในแบบอาหารเจ ซึ่งเป็นเมนูที่จำหน่ายครั้งแรกและที่นี่ที่เดียวในเมืองสุขสยาม

พบกับเมนูพิเศษ มัสมั่นลาซานญ่าเจ และแครอทเค้กเจ รังสรรค์โดยเชฟบิ๊บ ชัชชญา รักตะกนิษฐ KCG Ambassador Chef เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านขนมหวานและกรรมการตัดสินรายการ Top Chef ซึ่งได้นำวัตถุดิบ Imperial Shredded Vegan Cheese / Imperial Extra Virgin Olive Spread และ Sunflower Spread มารังสรรค์เมนูแสนอร่อยนี้ให้ทุกท่านได้ชิมภายในงานอีกด้วย

นอกจากนี้ เมืองสุขสยาม ยังได้จัดเตรียมความพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลกินเจอีกมากมาย ดังนี้

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 15.00 น. รับชมการสาธิตทำเมนูพิเศษ พายมงคล 4 สหาย (ครีมเต้าหู้พุทรา แปะก๊วย เกาลัด) ใช้วัตถุดิบ Imperial Vegan Cheddar Cheese Style Slices / Imperial Sunflower Spread โดยเชฟพลอย ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ KCG Ambassador Chef และ Host รายการทีวีเกี่ยวกับการทำอาหารและเบเกอรี่ และที่ปรึกษาด้านอาหารและเครื่องดื่ม จัดชิมให้นักท่องเที่ยวที่มาชมภายในงาน

ในวันที่ 15 ตุลาคม 2566 เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. พบกับเมนูพิเศษ ปิ้งงบเจเห็ด 5 อย่าง เห็ดชิเมจิขาว เห็ดนางฟ้า เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง เห็ดหอมสด โดยเชฟธอมัส วรพล อิทธิคเณศร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และเจ้าของเพจตำรับข้างวัง ซึ่งนำมาจำหน่ายครั้งแรกและที่นี่ที่เดียวในเมืองสุขสยาม

นอกจากนี้ ขอเชิญสักการะเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G  โดยเจ้าแม่กวนอิม เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเมตตา ที่ทรงโปรดสัตว์ บูชากราบไหว้บันดาลความผาสุก จิตใจผ่องใส ปัดเป่าช่วยเหลือยามเกิดทุกข์ภัย และทุกวันเสาร์-อาทิตย์ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย –  จีน มิตรไมตรี, การแสดงเจ้าแม่กวนอิมพันมือ, บรรเลงดนตรีกู่เจิง, การแสดงเปลี่ยนหน้ากาก ฯลฯ และระหว่างวันที่ 13 – 23 ตุลาคมสนุกกับกิจกรรมเวิร์คช็อปสอนทำเมนูเปียกปูน และสัมปันนี สัมผัสเสน่ห์แท้แห่งรสไทย จากกะทิขวดเรียลไทย กะทิแท้100%

อีกไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้ เชิญชวนทุกท่านร่วมอิ่มบุญ อิ่มใจกันถ้วนหน้า กับกิจกรรม “โรงเจหม้อใหญ่” โดย ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพันธมิตรและผู้ประกอบการร้านค้าในเมืองสุขสยาม มอบอาหาร บรรจุกล่อง ให้กับบุคลากรทางการแพทย์, เจ้าหน้าที่, ชุมชนผู้ยากไร้แจกทุกวันๆ ละ 200 กล่อง ในเวลา 12.00 น.

ตลอดงานยังมีกิจกรรมร่วมสนุก กับแคมเปญ อิ่มอร่อยครบจบที่เจเมืองสุขสยาม รับเซ็ทผลิตภัณฑ์จาก KCG เรียลไทยและซอสภูเขาทอง ทันที เมื่อซื้อสินค้าหรือทานอาหารในเมืองสุขสยามและไอคอนสยามครบ 499 บาทขึ้นไป หรือ
ช้อปครบเพียง 399 บาทขึ้นไป สำหรับสมาชิก ONESIAM SuperApp หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากร้านซอสภูเขาทอง – KCG – และเรียลไทย ชำระด้วยบัตรเครดิต, บัตรเดบิต หรือ QR Code ธนาคารกสิกรไทย พิเศษยิ่งขึ้น เพียง Add Line @KCGOnline รับ Tasuko แป้งทอดกรอบรสสไปซี่ 1 ถุงฟรี!  

ร่วมสืบสานเทศกาลกินเจ พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารเจทั่วทั้งไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์  คอมเพล็กซ์ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2566  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ไอคอนสยาม โทร.1338 หรือ Facebook: ICONSIAM

-(016)

น้อมรำลึก‘วันนวมินทรมหาราช’วันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762560

น้อมรำลึก‘วันนวมินทรมหาราช’วันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึก‘วันนวมินทรมหาราช’วันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2566 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พสกนิกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

ภาพพระราชกรณียกิจที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย แม้เสด็จสวรรคตล่วงมาจนปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรยังคงคำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย และเพื่อให้วันคล้ายวันสวรรคต เป็นวันแห่งการร่วมรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2566 เป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคต ครบ 7 ปี หรือ “สัตตมวรรษ” รัฐบาลจึงได้นำความกราบบังคมทูลพระมหากรุณาขอพระราชทานชื่อวันคล้ายวันสวรรคต และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมีพระดำริประทานชื่อวันดังกล่าว ประกอบพระบรมราชวินิจฉัยว่า “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งแปลว่า “วันที่ระลึกถึงพระมหาราช รัชกาลที่ ๙ ผู้ยิ่งใหญ่”

การนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา อีกทั้งรัฐบาลยังได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช” ที่หน่วยราชการภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนสามารถมาวางพวงมาลาถวายราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เพื่อร่วมรําลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ตลอดรัชสมัย หนังสือแนวหน้า ขออนุญาตคัดเลือกเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดพิมพ์เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (86 พรรษา 5 ธันวาคม 2556) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (81 พรรษา 12 สิงหาคม 2556) มาเผยแพร่ให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืน

ทรงเริ่มวางรากฐานนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ย้อนไปเมื่อ 67 ปีก่อน ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติยังคงดำเนินไปอย่างเป็นวัฏจักร จนมนุษย์สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรายังน่ารื่นรมย์ คนส่วนใหญ่จึงไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกัน แต่พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทยทรงมองการณ์ไกลถึงผลร้ายของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย และความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกัน จึงทรงเริ่มวางรากฐานเพื่อนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาในภายหลัง โดยทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกด้านและทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา เพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 67 ปีภายหลังจากทรงครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่กันมาตลอด พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำเนินการทุกวิถีทางด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและห่วงใยราษฎรของพระองค์ เหมือน “พ่อและแม่ที่รักและห่วงใยลูกอยู่ตลอดเวลา” โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในทุกหนแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นป่าลึก ขุนเขา หรือต้องทรงพระดำเนินฝ่าหนองน้ำและลำธารอันยากลำบาก เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนในทุกๆ เรื่องของราษฎร โดยเฉพาะผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ด้วยพระวิริยอุตสาหะและตรากตรำพระวรกายอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก จนอาจกล่าวได้ว่า “ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” อย่างแท้จริง เพื่อนำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความผาสุก ร่มเย็นสมดังพระราชปณิธานที่พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการนี้มีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงพระราชปณิธานตั้งมั่นที่จะทรงอุทิศบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขทั่วแผ่นดิน ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และคิดค้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเหล่าพสกนิกรให้พ้นจากความยากจน ไปสู่ความพออยู่พอกินและมีความสุขขณะเดียวกันทรงอนุรักษ์ พิทักษ์รักษา และแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินตั้งแต่ท้องฟ้า ผืนดินจรดใต้ท้องทะเล เพื่อความสมดุลของสรรพชีวิตให้มีความยั่งยืน

สัจธรรมแห่งการทรงงานเพื่อความสุขของประชาชน การที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรง “เข้าใจและเข้าถึง” ความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร เพื่อที่จะทรงใช้ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงที่พระองค์มีอยู่มาช่วยเหลือหรือ “พัฒนา” เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้พ้นจากความยากจน โดยทรงยึดหลักการสำคัญคือ ความสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน และจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนา รวมทั้งทรงยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

หลักการสำคัญของพระองค์ทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาตลอด ทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติและสภาวะตามธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จึงทรงนำความรู้จริงในความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาใช้ในการแก้ไขปัญหา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบปกติ ทรงใช้หลัก “ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ” อันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยทรงใช้หลักอธรรมปราบอธรรม คือการใช้สิ่งที่ไม่พึงปรารถนามาหักล้างกันให้มีผลออกมาเป็น “ธรรม” ได้ ตลอดจนทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนโดยการใช้วิธีปลูกป่าในใจคน และใช้หญ้าแฝกแก้ไขปัญหาดินพังทลาย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงใช้ “การบริหารแบบบูรณาการ” โดยทรงมีวิธีคิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทำตามลำดับขั้น และจัดบริการรวมที่จุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและประโยชน์แก่ประชาชน และไม่ว่าจะทรงงานใดก็ตามทรงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงทรงทำทุกวิถีทางเพื่อ“มุ่งผลสัมฤทธิ์” เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ไม่ทรงคำนึงถึงผลกำไรที่เป็นตัวเงินไม่ทรงยึดติดตำรา เป็นการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพแห่งธรรมชาติ และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน และหัวใจสำคัญของการทรงงาน คือพระองค์โปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาของทุกโครงการ

ทรงมีพระราชดำริว่า การพัฒนาก็คือการทำสงครามกับความยากจน หากสามารถช่วยให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีได้จึงจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เป็น “ชัยชนะของการพัฒนา” อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงงานอย่างหนักในการต่อสู้กับความยากจน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ให้สามารถพึ่งตนเองได้อันจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เส้นทางสู่ความยั่งยืน จุดหมายของการพัฒนาที่มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีความ “กินดีอยู่ดี” หรือ “พออยู่พอกิน” นั้น เป็นพระราชดำรัสที่ทรงชี้แนะให้ประชาชนนำมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว และต่อมาพระราชทานให้ใช้คำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยในปัจจุบันได้มีภาคส่วนต่างๆ น้อมนำไปปฏิบัติเป็นจำนวนมาก

การพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตลอดจนใช้หลักวิชาความรู้ มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อย่างรอบคอบ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและในการกระทำ ทำงานอย่างมีความสุข รู้ รัก สามัคคี ก็จะนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎรทั่วประเทศ เป็นการทรงงานเพื่อรับทราบทุกข์สุข และปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน ด้วยการศึกษาข้อมูลจากสภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่แท้จริง ตามสภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิสังคมของแต่ละภูมิภาค เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปไม่ถึง”

นับเป็นการทรงงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับความยากจน ความด้อยโอกาสทางการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งทำให้ราษฎรจมอยู่กับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปโอบอุ้มและดึงเขาเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้พบกับความสุขในชีวิตอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ขยายไปสู่โครงการพัฒนาด้านต่างๆ ครอบคลุมวิถีชีวิตทุกด้านของประชาชน ซึ่งขอยกตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่นับเป็นโครงการแรกที่สำคัญใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งผลสำเร็จที่นำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนพอสังเขป ดังนี้

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก คือ โครงการถนนห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานเมื่อปี 2495 เพื่อให้ราษฎรใช้สัญจรและนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวก ปีถัดมาได้พระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรก โดยมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในปี 2498 มีพระราชดำริให้ศึกษาทดลองการทำฝนเทียมหรือฝนหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่พสกนิกรทรงใช้ความวิริยอุตสาหะถึง 14 ปี จึงประสบความสำเร็จในปี 2512 หลังจากนั้นได้พระราชทานฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่ราษฎรจวบจนถึงปัจจุบัน

ปี 2506 ได้พระราชทานโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1 ที่บ้านแม้วดอยปุย ตำบลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กชาวเขา ซึ่งนับเป็น โรงเรียนพระราชทานแห่งแรก และปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ทูลเกล้าฯ ถวายปลานิลจึงทรงทดลองเลี้ยงในสวนจิตรลดา จนได้ผลดีจึงพระราชทานปลานิลแก่ประชาชน เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ จนถึงวันนี้ปลานิลได้กลายเป็นปลายอดนิยมของคนไทยทีเดียว

ปี 2512 มีพระราชดำริพัฒนาให้ ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่น จากนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงแนะนำและทรงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2515 ได้พระราชทานความช่วยเหลือชาวเขาและชาวไร่ด้านเกษตรกรรม และจัดให้มีตลาดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคายุติธรรม อีกทั้งทรงจัดตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 ณ อำเภอฝาง ซึ่งนับเป็น โรงงานหลวงพระราชทานแห่งแรก จากนั้นสินค้าภายใต้ชื่อ “ดอยคำ” ก็แพร่หลายในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปี 2516 ทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรกที่บ้านหนองแคน ตำบลดงหลวง จังหวัดนครพนม อันเป็นการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศ โดยขณะนั้นเป็นทางผ่านของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และในปี 2518 พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดสร้างสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง อันเป็น สหกรณ์การเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกก่อนที่จะมีสหกรณ์การเกษตรเกิดขึ้นอีกมากมายในเวลาต่อมา

ปี 2519 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เพื่อส่งเสริมงานศิลปาชีพให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎร รวมทั้งทรงก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาและศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้ราษฎรมีรายได้ดี จนบางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลัก

ปี 2522 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกที่เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในด้านการเกษตรกรรมและการพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในภาคต่างๆ รวมเป็น 6 แห่ง จนถึงปี 2556 มีผลการศึกษาวิจัยถึง 1,240 เรื่อง

ปี 2525 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองเป็นครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้เป็นบริเวณต้นน้ำลำธาร กักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ปลูกป่าเสริมด้วย โดยราษฎรเป็นผู้ลงแรงปลูกและดูแลบำรุงเลี้ยง บนพื้นดินที่ทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าโครงการ ช่วยให้มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัว เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ โครงการนี้ได้ขยายไปอีกหลายพื้นที่ มีราษฎรเข้าร่วมโครงการและถวายที่ดินเป็นจำนวนมาก

ปี 2531 มีพระราชดำริให้พัฒนาบริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี เพื่อศึกษาและจัดทำเป็นศูนย์สาธิตการทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างเป็น
รูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดของ เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก ประชาชนได้ใช้เป็นที่ศึกษาดูงานจนเกิดความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองเป็นจำนวนมาก

ปี 2534 มีพระราชดำริให้ ศึกษาและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ จนถึงปัจจุบันมีการส่งเสริมและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกไปแล้ว 4,500 ล้านกล้า อนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกกว่า 200 เรื่อง

ปี 2535 เสด็จฯ ไปสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยัง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งเสริมให้ราษฎรพัฒนาอาชีพการเกษตรทฤษฎีใหม่ และระหว่างปี 2546-2549 ได้พัฒนาให้มีความจุมากขึ้น และผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มาเพิ่มเติมให้พื้นที่ลุ่มน้ำลำพะยัง และได้พระราชทานภาพร่างฝีพระหัตถ์ตัวยึกยือ เป็นแนวทาง พัฒนาลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร-นครพนม โดยการสร้างประตูระบายน้ำเป็นตอนๆ กักเก็บน้ำได้รวม 68.3 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 165,000 ไร่

นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่แห่งแรก ที่บ้านทันสมัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เพื่อให้คน ป่า และสัตว์ป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอาศัยเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับประชาชน เพื่อมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้ประชาชนหยุดการบุกรุกทำลายป่าไม้ และช่วยดูแลรักษาให้มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม จนปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานไปในหลายพื้นที่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่บนแผ่นดินไทย

ปี 2536 มีพระราชดำริให้ พัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าไปในลำน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและนาร้าง 1.9 ล้านไร่ แบ่งเขตทำกินระหว่างการเลี้ยงกุ้งที่ใช้น้ำเค็มและการเกษตรที่ใช้น้ำจืด อันเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้ สร้างเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ปัญหาน้ำท่วม ชะล้างดินเปรี้ยว และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 185,000 ไร่

ปี 2537 มีพระราชดำริให้ พัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทราย จังหวัดมุกดาหาร โดยสร้างอ่างเก็บน้ำ 7 แห่ง ความจุรวม 24.5 ล้านลูกบาศก์เมตรส่งน้ำได้ 8,900 ไร่ พัฒนาอาชีพแบบบูรณาการและฟื้นฟูป่าไม้ และจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ช่วยเหลือการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อีกทั้งพระราชทาน โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เพื่อให้บริการด้านความรู้ ปัจจัยการผลิต พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตประชาชนลาว 9 หมู่บ้าน เป็นการขยายผลการพัฒนาสู่สากล และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ต่อมา สปป.ลาว ได้ขยายผลโครงการไปยังแขวงอื่นๆ ทั่วประเทศ

ปี 2542 มีพระราชดำริให้สร้าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ความจุ 960 ล้านลูกบาศก์เมตรช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 174,500 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และกรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพภาคที่ 3จัดตั้ง หมู่บ้านยามชายแดนแห่งแรกขึ้น ในพื้นที่บ้านมะโอโคะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบ้านปางคองอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านจัดตั้งใหม่บนเขา เพื่อให้ชาวเขาที่อยู่ตามแนวชายแดนร่วมปกป้องรักษาประเทศ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัยและการพัฒนาอาชีพ และต่อมาจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรชาวเขา อีกทั้งสร้างสำนึกรักป่า และที่สำคัญยิ่งคือช่วยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยตามแนวชายแดนเป็นอย่างดี

ปี 2546 มีพระราชดำริให้สร้าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ความจุ 939 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 75,000 ไร่และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และภาคเหนือตอนล่าง นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ ณ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยขณะนี้มีจำนวน 17 แห่ง กระจายอยู่ใน 6 จังหวัดทางภาคเหนือช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างมากชาวไทยภูเขาได้มีอาชีพเกษตรตามหลักวิชาการแผนใหม่ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย มีอาชีพ รายได้ และความเป็นอยู่ดีขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปี 2554-2555 นอกจากโครงการที่มีพระราชดำริดังตัวอย่างข้างต้น ยังมีโครงการที่ทรงรับฎีการาษฎรไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงปี 2554-2555 มีจำนวน 79 โครงการกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค

4,350 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประมวลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ จนถึงเดือนกันยายน 2555 รวมแล้วมีจำนวนถึง 4,350 โครงการ และจะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทุกจังหวัดของประเทศ ประเภทที่มีจำนวนมากที่สุดคือ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 2,955 โครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความหมายที่พระองค์มีพระราชดำริว่า “น้ำคือชีวิต” ซึ่งทรงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ทั้งในมิติของน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย

โครงการที่มีจำนวนมากรองลงมาตามลำดับ ได้แก่ โครงการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคมและการศึกษา 395 โครงการ โครงการพัฒนา
ส่งเสริมด้านอาชีพ 325 โครงการ โครงการพัฒนาแบบบูรณาการและอื่นๆ 234 โครงการ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 165 โครงการ โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 145 โครงการ โครงการพัฒนาด้านคมนาคมและการสื่อสาร 76 โครงการ และโครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข 55 โครงการ

หากพิจารณาถึงการกระจายตัวของโครงการไปในภูมิภาคต่างๆ แล้ว ปรากฏว่ามีโครงการใน ภาคเหนือ มากที่สุดถึง 1,660 โครงการรองลงมาตามลำดับได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,088 โครงการ ภาคใต้ 822 โครงการ ภาคกลาง 766 โครงการ และ ไม่ระบุภาค 14 โครงการ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เป็นการเรียนรู้ที่มีรากฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย แนวพระราชดำริอันเป็นสัจธรรมแห่งการพัฒนาเกิดจากพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ลุ่มลึก และรอบด้าน ทรงแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จวบจนวันนี้ได้ปรากฏผลสัมฤทธิ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในทุกๆ ด้าน

ผู้ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงงานเพื่อประชาชนที่พระองค์ทรงรักอย่างต่อเนื่อง
ผลที่ได้รับจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายดังกล่าว รวมทั้งจากการที่พระองค์ทรงร่วมมีบทบาทในการแนะนำแนวทางเพื่อพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า การทรงงานพัฒนาประเทศเพื่อต่อสู้กับความยากจนของพระองค์ได้ประสบชัยชนะแล้วอย่างงดงาม

จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งยังแผ่ไพศาลไปยังนานาประเทศ การทรงงานพัฒนาของพระองค์ได้หยั่งรากการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันทรงสอนให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดการเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง อันนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะที่หนังสือเล่มนี้ได้นำมาเสนอ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของแนวพระราชดำริและโครงการพัฒนาเท่านั้น ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “การทรงงานช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ควรค่าที่พสกนิกรชาวไทยจะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อมนำมาแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป