ผบ.ตร.ต่อศักดิ์ สั่งยกระดับคุมเข้มสถานที่สำคัญ-เฝ้าระวังต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/crime/2731640

ผบ.ตร.ต่อศักดิ์ สั่งยกระดับคุมเข้มสถานที่สำคัญ-เฝ้าระวังต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

9 ต.ค. 2566 19:29 น.

ผบ.ตร.ต่อศักดิ์ สั่งยกระดับคุมเข้มสถานที่สำคัญ-เฝ้าระวังต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

ผบ.ตร.สั่งทุกหน่วยบูรณาการทุกภาคส่วน คุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ พร้อมให้ยกระดับสายตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด และสถานการณ์ด้านการข่าว เข้มตรวจตราชาวต่างชาติจากพื้นที่เสี่ยงที่เดินทางเข้าประเทศ ยัน ตร.พร้อมดูแลความปลอดภัยทุกมิติ 

ไทยยังติดตามสถานการณ์สู้รบในประเทศอิสราเอล หลังกองกำลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตีตามอาคาร บ้านเรือน สังหารและจับพลเรือนไปเป็นตัวประกัน ซึ่งในจำนวนนี้มีคนไทยที่ไปทำงานรวมอยู่ด้วยหลายชีวิต

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงในต่างประเทศนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้สั่งการกำชับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ สถานที่พำนัก และสถานที่ต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง หรือมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยให้คุมเข้มมาตรการเข้าประเทศ การรักษาความความปลอดภัย กำหนดมาตรการแสดงกำลัง เพิ่มวงรอบความถี่ในการตรวจตรา การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ให้ตำรวจท้องที่ประสานกับรถสายตรวจ 191 ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจสันติบาล ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อร่วมบูรณาปฏิบัติ รวมทั้งให้มีการสำรวจจุดล่อแหลม จุดเสี่ยงต่างๆ มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุ แผนฉุกเฉิน และซักซ้อมการปฏิบัติร่วมกัน เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานและทุกภาคส่วน กำชับตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการตำรวจท้องที่ในการเพิ่มความเข้มตรวจตรา ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวทุกมิติ พร้อมสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพิ่มความเข้มในการตรวจตราคนเข้าประเทศและเฝ้าระวังชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง 

โฆษก ตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ บูรณาการ เพิ่มความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ทุกมิติ ทั้งนี้ มอบหมายให้ รอง ผบ.ตร.(มค) อำนวยการ ควบคุม สั่งการ ในภาพรวม และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากมีข้อมูล พบเหตุต้องสงสัย เหตุด่วน เหตุร้าย สามารถติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่หมายเลข 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชม.

หิมะถล่มยอดเขาทิเบตเสียชีวิต 2 ศพ ขณะ 52 คนกำลังปีนเขา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731543

หิมะถล่มยอดเขาทิเบตเสียชีวิต 2 ศพ ขณะ 52 คนกำลังปีนเขา

9 ต.ค. 2566 14:45 น.

หิมะถล่มยอดเขาทิเบตเสียชีวิต 2 ศพ ขณะ 52 คนกำลังปีนเขา

เกิดเหตุหิมะถล่มบนภูเขาชิชาปังมาในทิเบต ระหว่างที่นักปีนเขา 52 คน พยายามขึ้นไปบนยอดเขา ส่งผลให้นักปีนเขาเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า เกิดเหตุหิมะถล่มบริเวณเนินเขาของยอดเขาชิชาปังมา ในเขตปกครองตนเองทิเบต ขณะกลุ่มนักปีนเขา 52 คน กำลังเดินทางขึ้นไปยังยอดเขา คร่าชีวิตนักปีนเขาชาวอเมริกัน และชาวเนปาล รวม 2 ศพ

ยอดเขาชิชาปังมาที่มีความสูงกว่า 8,000 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับที่ 14 ของโลก ได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาที่สามารถปีนได้ง่ายกว่ายอดเขาแห่งอื่นที่มีความสูงในระดับเดียวกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่นักปีนเขาว่าเป็น “ยอดเขาแปดพันเมตร” หรือหนึ่งในยอดเขาจำนวน 14 ยอด ที่มีความสูงเกินกว่า 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ซินหัว รายงานว่า หิมะถล่ม 2 ครั้ง ที่เกิดขึ้นบริเวณเนินเขาที่ระดับความสูง 7,600 เมตร และ 8,000 เมตร เมื่อวันเสาร์ (7 ต.ค.) คร่าชีวิตนักปีนเขาชาวอเมริกัน แอนนา กูตู และไกด์นำทางชาวเนปาล มิงมาร์ เชอร์ปา ส่วน จีน่า มารี รูซิดโล นักปีนเขาชาวอเมริกันอีกคน และเทนเจน เชอร์ปา ไกด์ชาวเนปาลของเธอ ยังคงหายสาบสูญ

เทนเจน เชอร์ปา เคยเป็นไกด์นำทางให้กับ คริสติน ฮาริลา นักปีนเขาชาวนอร์เวย์ ในการปีนยอดเขา “เคทู” ในปากีสถาน เมื่อเดือนกรกฎาคม และกลายเป็นนักปีนเขาที่สามารถปีนยอดเขา 14 ยอด ที่สูงกว่า 8,000 เมตร ได้เร็วที่สุด

ซินหัว ระบุว่า นักปีนเขาทั้งหมด 52 คน อยู่ระหว่างการปีนขึ้นไปยังยอดเขา ซึ่งรวมถึงนักปีนเขาสัญชาติสหรัฐฯ อังกฤษ โรมาเนีย แอลเบเนีย อิตาลี ญี่ปุ่น และปากีสถาน เหตุดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมปีนเขาทั้งหมดบนยอดเขาชิชาปังมาถูกระงับเนื่องจากสภาพหิมะที่ไม่เสถียร

สื่อของปากีสถาน รายงานว่า นักปีนเขาชาวปากีสถาน 2 คน รอดพ้นจากเหตุการณ์หิมะถล่มได้อย่างหวุดหวิด หลังยกเลิกการปีนยอดเขา เนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่ แม้จะอยู่ห่างจากยอดเขาเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็ตาม ทั้งนี้ หากนักปีนเขาชาวปากีสถานที่มีชื่อว่า เซอร์บาซ ข่าน สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาชิชาปังมาได้ เขาจะกลายเป็นชาวปากีสถานคนแรกที่สามารถพิชิตภูเขาทั้ง 14 ลูก ที่ความสูงมากกว่า 8,000 เมตรได้

จนถึงขณะนี้มีการบันทึกสถิติความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาชิชาปังมาแล้วมากกว่า 300 ครั้ง โดยนักปีนเขาไม่ถึง 10% ที่พยายามจะขึ้นไปถึงยอดเขามักจะเสียชีวิตระหว่างการปีน หากเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตเกือบ 30% ในระหว่างการปีนยอดเขาอันนาปุรณะ 1 ของเนปาล ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดเขาที่อันตรายที่สุดในโลก

เดือนตุลาคมถือเป็นเดือนยอดนิยมสำหรับนักปีนเขาในเทือกเขาหิมาลัย เนื่องจากมีสภาพอากาศที่มีความเสถียรกว่าหลังจากฤดูมรสุมคลี่คลายลง แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อหิมะถล่มในพื้นที่สูง รวมถึงเทือกเขาหิมาลัย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะสำรวจของจีนได้จัดตั้งสถานีตรวจอากาศบนภูเขาโชโอยู ที่มีความสูง 8,201 เมตร บริเวณชายแดนทิเบตติดกับเนปาล เพื่อวัดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเทือกเขาหิมาลัย.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สายการบินในเอเชียเรียงแถว ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731548

สายการบินในเอเชียเรียงแถว ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปอิสราเอล

9 ต.ค. 2566 14:17 น.

สายการบินในเอเชียเรียงแถว ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปอิสราเอล

สายการบินของเอเชียหลายสายการบิน ประกาศยกเลิกเที่ยวบินปลายทางไปยังอิสราเอลชั่วคราว หวั่นความไม่ปลอดภัยจากสถานการณ์การสู้รบ

มีรายงานว่า สายการบินของเอเชียหลายสายการบินตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินไปยังอิสราเอลในช่วง 1-2 วันนี้แล้ว หลังจากสถานการณ์การสู้รบยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ โดยสายการบินไห่หนานแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบินเดียวของจีนที่บริการเส้นทางบินมายังอิสราเอล ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างเซี่ยงไฮ้-กรุงเทลอาวีฟแล้ว ในขณะที่สายการบินคาเธย์ แปซิฟิค ก็ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างฮ่องกงและเทลอาวีฟด้วยเช่นกัน โดยจะมีการประกาศท่าทีอีกครั้งในวันพฤหัสบดี

นอกจากนี้ยังมีสายการบินโคเรียนแอร์ ที่ยกเลิกเที่ยวบินจากเมืองอินชอนไปยังกรุงเทลอาวีฟเอาไว้ก่อน เพื่อรอดูและประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

นอกจากสายการบินของเอเชียแล้ว ยังมีสายการบินของสหรัฐฯ อีกหลายสายการบินที่ระงับการบินไปยังอิสราเอลไว้ก่อน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง อย่างสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เดลต้าแอร์ไลน์ อเมริกันแอร์ไลน์ รวมทั้งแอร์ฟรานซ์ ของฝรั่งเศสด้วย.

ที่มา : รอยเตอร์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “อิสราเอล“

สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการใกล้อิสราเอล ย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731486

สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการใกล้อิสราเอล ย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุน

9 ต.ค. 2566 14:00 น.

สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการใกล้อิสราเอล ย้ำจุดยืนพร้อมสนับสนุน

สหรัฐฯ ประกาศส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมาประจำการใกล้อิสราเอล เพื่อเตรียมพร้อมให้การสนับสนุน หลังถูกกลุ่มฮามาสโจมตีอย่างไม่คาดคิด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยวานนี้ (8 ต.ค.) ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มความช่วยเหลือทางทหารและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับอิสราเอล พร้อมเตรียมส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใกล้กับอิสราเอล เพื่อเตรียมให้การสนับสนุนอิสราเอล หลังจากที่ถูกกลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ทางการสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินรบ’ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด พร้อมกองเรือรบ ประกอบด้วย เรือบรรทุก เรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธนำวิถี 1 ลำ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี 4 ลำไปประจำการที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศอิสราเอล

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการเพิ่มฝูงบินเครื่องบินรบ F-35, F-15, F-16 และ A-10 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งเตรียมจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้อิสราเอล ซึ่งความช่วยเหลือด้านความมั่นคงชุดแรกให้กับอิสราเอลตั้งแต่เมื่อวานนี้ 

ขณะที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าสมาว่า ความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับกองทัพอิสราเอลกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

ด้านกลุ่มฮามาสได้ออกมาตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ และประณามการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ แก่อิสราเอล ถือเป็น “การรุกราน” ต่อชาวปาเลสไตน์

“การประกาศของสหรัฐฯ ว่าจะจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อสนับสนุนการยึดครอง (อิสราเอล) ถือเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการรุกรานประชาชนของเรา” กลุ่มฮามาสระบุในแถลงการณ์

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นวานนี้ ระบุว่า เขาเชื่อว่าหนึ่งในแรงจูงใจที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างไม่คาดคิด เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา เพื่อขัดขวางความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ต้องการกระชับสัมพันธ์กับอิสราเอล

ขณะที่กลุ่มฮามาสกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากการโจมตีของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ และกรุงเยรูซาเล็ม ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการที่อิสราเอลปิดล้อมฉนวนกาซา คุกคามมัสยิดอัลอักซอในกรุงเยรูซาเล็ม และพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติต่างๆ ในภูมิภาค.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: Aljazeera, Reuters 

Cr.ภาพ: USS Gerald R. Ford (CVN 78)

ฮ่องกงปิดโรงเรียน-ตลาดหุ้น หนีพายุไต้ฝุ่น “โคอินุ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731523

ฮ่องกงปิดโรงเรียน-ตลาดหุ้น หนีพายุไต้ฝุ่น "โคอินุ"

9 ต.ค. 2566 12:39 น.

ฮ่องกงปิดโรงเรียน-ตลาดหุ้น หนีพายุไต้ฝุ่น “โคอินุ”

ฮ่องกงหยุดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และปิดโรงเรียนหลายแห่ง เนื่องจากไต้ฝุ่นโคอินุ ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ขณะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ฮ่องกง

ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินแห่งเอเชีย หยุดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ (9 ต.ค.) และปิดโรงเรียนหลายแห่ง หลังจากไต้ฝุ่นโคอินุทำให้เกิดฝนตกหนักในชั่วข้ามคืน

ศูนย์สังเกตการณ์สภาพอากาศฮ่องกง เปิดเผยว่า พายุโคอินุ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายในไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้อ่อนกำลังลงจนกลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงแล้ว ขณะที่พายุเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งของมณฑลกวางตุ้งของจีน

พายุลูกนี้ทำให้เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ส่งผลให้ศูนย์สังเกตการณ์ฯ ต้องออกสัญญาณเตือนพายุฝนระดับ “สีดำ” ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงก่อนที่จะลดระดับลงเมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ ต่ามเวลาท้องถิ่น พายุทำให้เกิดฝนตกมากกว่า 150 มิลลิเมตรในพื้นที่ส่วนใหญ่ของฮ่องกง นับตั้งแต่เที่ยงคืนวันจันทร์ และมีฝนตกมากกว่า 300 มิลลิเมตรในพื้นที่บางส่วนของเขตเมืองบนเกาะฮ่องกง

ศูนย์สังเกตการณ์ฯ กล่าวว่า ฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากแหล่งน้ำ พร้อมเสริมว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำควรตื่นตัวในกรณีที่จำเป็นต้องอพยพ โดยการเตือนภัยด้วยสัญลักษณ์ “ทีแปด” (T8) ซึ่งสูงสุดเป็นระดับ 3 ยังคงใช้จนถึงเวลา 11.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จากคำเตือนดังกล่าว ส่งผลให้การซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงถูกระงับในช่วงเช้า แต่คาดว่าจะกลับมาดำเนินการได้ในเวลา 14.00 น. ขณะที่โรงเรียนและศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ที่ได้รับคำสั่งให้ปิดหลังจากทางการประกาศการแจ้งเตือน T8 หนึ่งวันก่อนหน้านี้ ยังคงปิดทำการในวันจันทร์ นี่เป็นครั้งที่สองในรอบเดือนนี้ที่ฮ่องกงได้ออกคำเตือนสีดำ

ในช่วงต้นเดือนกันยายน ฮ่องกงประสบกับฝนตกสูงสุดในรอบเกือบ 140 ปี น้ำท่วมสถานีรถไฟใต้ดินและห้างสรรพสินค้า และทำให้เกิดดินถล่ม

แม้ในเบื้องต้นจะยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่การประกาศเตือนพายุไต้ฝุ่นเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ก่อให้เกิดผลกระทบที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง ผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจำนวนหลายร้อยคน ติดอยู่ในสนามบินโดยไม่มีบริการรถประจำทาง รถไฟใต้ดิน หรือแท็กซี่

ตัวแทนสนามบินกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “ผู้โดยสารขาเข้าจำนวนมากต้องรอเป็นเวลานาน เนื่องจากบริการ “แอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรส” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักระหว่างสนามบินและเมืองถูกระงับ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย” และกล่าวว่า หลังจากที่พายุสงบลงก่อนเที่ยงคืน “รถไฟ 12 เที่ยว ได้ให้บริการผู้โดยสารมากกว่า 18,000 คน สำหรับผู้โดยสารที่ต้องรอโดยเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง”

ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันอาทิตย์ มณฑลกวางตุ้งของจีน ซึ่งคาดว่าพายุโคอินุจะเคลื่อนที่ผ่าน ก่อนที่จะพัดไปยังเกาะไห่หนาน เมืองจูไห่ และเจียงเหมินของจีน ได้ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 3 ทำให้เรือประมงมากกว่า 35,500 ลำ ต้องกลับเข้าเทียบท่า ขณะที่พื้นที่ชมวิวชายฝั่งหลายสิบแห่งถูกปิดชั่วคราว

ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้ฮ่องกง พายุโคอินุได้เคลื่อนที่ผ่านไต้หวัน ทำให้มีฝนตกหนักและลมแรงที่เกาะออร์คิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายในไต้หวัน ส่งผลให้ไฟฟ้าดับตามบ้านเรือนนับแสนหลัง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้พายุโซนร้อนคาดเดาไม่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดฝนตกมากขึ้นและกระแสลมกระโชกแรงขึ้น ซึ่งนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายบริเวณชายฝั่ง.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762002

'เกษตรกรบุรีรัมย์'รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.41 น.

เกษตรกรชาวโนนสุวรรณ  จ.บุรีรัมย์  เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพักชำระหนี้  ชี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง  ยังต้องแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  ทั้งที่ราคาผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐซื้อหนี้จาก ธกส.และปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 บาทเหลือ 1 บาท   

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 ที่ จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาทบททวนโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะเวลา 3 ปี  วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท  โดยอ้างว่า นโยบายพักหนี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง  เพราะเมื่อครบ 3 ปีแล้ว เกษตรกรก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำไม่สอดคล้องกลับข้อเท็จจริง   เกษตรกรก็ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่สูงเหมือนเดิม จึงอยากเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนจากนโยบายพักชำระหนี้ ควรจะซื้อหนี้ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  และมีนโยบายให้เกษตรกรผ่อนชำระกับทางรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี   ถึงจะเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง   เพราะทุกวันนี้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่กู้เงินไปลงทุนทำการเกษตรกร  ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี   แต่หากใครชำระไม่ต่อเนื่องเป็นหนี้เสีย ก็ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 12 บาทต่อปี 

ด้านนายสวาท จำปาสา และนายบุญรอด  ศิลสุพรรณ์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ  บอกว่า  รัฐบาลที่ผ่านมาเคยดำเนินการโครงการพักชำระหนี้มาแล้วถึง 9 ปี  แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระหนี้สินเหมือนเดิมโดยเฉพาะดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี จึงอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ฟังเสียงความต้องการของเกษตรกรว่าแท้จริงแล้วควรจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างตรงจุด  และสามารถแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนได้จริง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อหนี้เกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  เพื่อให้เกษตรกรผ่อนชำระกับรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี  จึงจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ตัวแทนเกษตรกรจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าว  ไปยื่นเสนอต่อนายเศรษฐา เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป —017

รมว.เกษตรฯลุย3จว. รุกจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761886

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งแจกถุงยังชีพแก่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ที่เทศบาล ต.แม่ปุอ.แม่พริก และบ้านต้นธง อ.เมือง จ.ลำปาง

สำหรับ จ.ลำปาง มีพื้นที่ 7,833,726 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,036,512 ไร่ หรือร้อยละ 13.23 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรด ส้มเกลี้ยง และยางพารา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตร 8 อำเภอ 35 ตำบล 144 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีการประกาศเขตภัยพิบัติ 5 อำเภอ

“สิ่งสำคัญคือการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม สำหรับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ได้มอบหมายกรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือราษฎรแต่ละพื้นที่ และบูรณาการร่วมกับส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งให้จัดทำแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมของจังหวัด ตรงไหนที่สามารถเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้ให้ดำเนินการทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการในการสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง และแก้มลิง 2 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขา อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือทางด้านการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแจกถุงยังชีพที่อ่างเก็บน้ำแม่แย้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ และประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย

เกษตรฯร่วมวงถก คกก.ประมงทะเล ตั้งเป้าให้เป็นผู้นำ สินค้าประมงโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761879

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และนายเฉลิมชัยสุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เข้าร่วมทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 240/2566 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ประกอบด้วยกรรมการ 22 ราย โดยมีนายภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการฯ และอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการมีเจตนารมณ์ในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทางทะเล

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการทำงาน ยุทธวิธีและการแบ่งงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการฯ 6 คณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำด้านการค้าสินค้าประมงในตลาดโลก และวางแผนการเจรจากับต่างประเทศ เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมง จัดระเบียบการทำการประมง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเชิงพื้นที่ ในเชิงเวลา การจัดระเบียบเครื่องมือประมง การมุ่งลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมง การดูแลชาวประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรภายใต้บริบทการทำประมงไทย

‘ธรรมนัส’ควง2รมช. วางแนวทางแก้น้ำท่วมอุบลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761883

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำสถานการณ์อุทกภัย พร้อมพบปะประชาชน มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) 15 ราย มอบเวชภัณฑ์ถุงยังชีพและหญ้าพระราชทาน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ และน้ำหมักชีวภาพ ที่สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง และหอประชุมประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ภายหลังเกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล จนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน และพื้นที่การเกษตร 9 อำเภอใน จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบ แยกเป็นด้านการดำรงชีพ ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 3 ตำบล 26 ชุมชน/หมู่บ้าน 913 ครัวเรือน 3,218 คน ราษฎรอพยพ 18 ชุมชน 301 ครัวเรือน 1,079 คน แยกเป็นจุดพักพิงชั่วคราว 15 จุด 269 ครัวเรือน 997 คน พักบ้านญาติ 32 ครัวเรือน 85 คน

ด้านการเกษตร พื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ 9 อำเภอ แบ่งเป็นด้านพืช ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 47 ตำบล 204 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัยฯ 6,793 ครัวเรือน พื้นที่ประสบภัยที่คาดว่าจะเสียหายรวมทุกชนิดพืช 46,387.75 ไร่ แบ่งเป็น 1.ข้าว 44,993 ไร่ 2.พืชไร่และพืชผัก 724.25 ไร่ และ 3.ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 670.50 ไร่วงเงินที่คาดว่าจะให้ความช่วยเหลือ 64,438,819 บาท โดยประมาณการตามหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือฯด้านประมง ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน เกษตรกร 22 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 25.70 ไร่ และด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ รวม 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน 8 ชุมชน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 244 ราย การอพยพสัตว์ ประกอบด้วย โค 994 ตัว กระบือ 434 ตัว สุกร 161 ตัว ไก่พื้นเมือง 5,972 ตัว ไก่ไข่ 12 ตัว ไก่เนื้อ 1 ตัว เป็ดไข่ 8 ตัว เป็ดเนื้อ 2,917 ตัวแพะ 2 ตัว นกกระทา 4 ตัว ห่าน 1 ตัวรวม 10,506 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 71 ไร่

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้ใช้อาคารชลประทานทางตอนบนของแม่น้ำชี (เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง) และแม่น้ำมูล (เขื่อนราษีไศล) เพื่อหน่วงน้ำและผันเข้าระบบชลประทาน นำไปเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนตอนกลางจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนหัวนา เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย ก่อนจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนปากมูลลงสู่แม่น้ำโขงในอัตรา 3,372.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที นอกจากนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับกองบิน 21 มณฑลทหารบกที่ 22 และชาวบ้าน เสริมแนวกระสอบทราย 4,000 ใบ จัดเตรียมเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761824

'รมช.อนุชา'มอบนโยบาย'มกอช.' เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“รมช.อนุชา”มอบนโยบาย”มกอช.” เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร เปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรไทย สู่มิติใหม่ หวังดันตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรเพิ่มขึ้น พร้อมเปิดงาน ครบรอบ 21 ปี มกอช. “มุ่งมั่นพัฒนา สินค้าเกษตรไทย ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี มกอช.โดยมี นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.พร้อมด้วย นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการ มกอช.และนางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ มกอช.ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุม 511 อาคาร 5 มกอช.

นายอนุชา กล่าวว่า มกอช.เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล รวมถึงสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ดังนั้น งานด้านมาตรฐาน จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลว่าด้วย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นเช่นกัน

“มกอช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับ และเพิ่มมูลค่า สำหรับภารกิจและการดำเนินงานของ มกอช.ที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว แต่จะต้องเพิ่มการสร้างการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ด้านมาตรฐาน ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปของ มกอช.ต้องกลับมาพิจารณาว่ามีสินค้าเกษตรชนิดใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มตัวเลขจีดีพีภาคเกษตร สร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องลงมาสนับสนุนและให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าทางผลผลิต และมีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพืชชนิดใดก็แล้ว แต่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับรายได้หลักและถือเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ผมจึงได้ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างมูลค่า ปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการเกษตรของไทย นำไปสู่มิติใหม่ ในการสร้างตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรให้สูงขึ้น และส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” รมช.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ มกอช.มีผลงานสำคัญที่ผ่านมาที่เป็นประจักษ์ในหลายด้าน ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด อีกทั้ง ยังถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดส่งออกให้กับมังคุดของไทยอีกด้วย นอกจากนี้ มกอช.ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย โดยในการเปิดตลาดครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรีเลียก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มกอช.ได้ดำเนินงานตามภารกิจหลักตลอด 21 ปี โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เริ่มต้นตั้งแต่ ระดับต้นน้ำ โดย มกอช.ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ “แมลง” แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย นอกจากนี้ ในระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช.ได้นำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช.ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License และระดับปลายน้ำ มกอช.ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน – ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน กว่า 1,739 รายการ

“สำหรับก้าวต่อไป มกอช.ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการตลาด ที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล อันได้แก่ การรับรองมาตรฐานตรวจรับรอง มุ่งเน้นในการทำให้เป็น Single Platform รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช.ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ นอกจากนี้ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจา ให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึงการพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์กร ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

– 006