สิงคโปร์ จ่ออพยพ 4,000 คน เตรียมเก็บกู้ระเบิดยุคสงครามโลก 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728065

สิงคโปร์ จ่ออพยพ 4,000 คน เตรียมเก็บกู้ระเบิดยุคสงครามโลก 2

26 ก.ย. 2566 01:45 น.

สิงคโปร์ จ่ออพยพ 4,000 คน เตรียมเก็บกู้ระเบิดยุคสงครามโลก 2

สิงคโปร์ เตรียมอพยพประชาชนหลายพันคน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งพบในย่านอัพเปอร์ บูกิต ติมาห์ เมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชียของสิงคโปร์ รายงานว่า ประชาชนผู้อยู่อาศัย หรือทำงานในย่านอัพเปอร์ บูกิต ติมาห์ มากกว่า 4,000 คน จะถูกอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดเข้าเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือมาจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันอังคารที่ 26 ก.ย. 2566 นี้ เพิ่มจากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะอพยพราว 1,600 คน

ระเบิดดังกล่าวมีน้ำหนัก 100 กก. คาดว่าเป็นระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ระเบิด ถูกขุดพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ในพื้นที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมชื่อว่า ‘มีสต์’ (Myst) ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แคชชูว์ (Cashew)

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดจากกองทัพสิงคโปร์ประเมินแล้วว่า การเคลื่อนย้ายระเบิดลูกนี้นั้นไม่ปลอดภัย และจะดำเนินการกำจัดแบบควบคุม ณ จุดที่พบ ในเวลาระหว่าง 08.00-19.00 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยจะมีการกั้นพื้นที่โดยรอบรัศมี 200 ม. และนำบล็อกคอนกรีตมาตั้งเป็นกำแพงสูงล้อมรอบระเบิดลูกนี้เอาไว้.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหยื่อไฟไหม้โรงงานผลิตลูกกอล์ฟไต้หวัน เพิ่มเป็น 9 ศพ ยังสูญหายอีก 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728062

เหยื่อไฟไหม้โรงงานผลิตลูกกอล์ฟไต้หวัน เพิ่มเป็น 9 ศพ ยังสูญหายอีก 1

25 ก.ย. 2566 23:59 น.

เหยื่อไฟไหม้โรงงานผลิตลูกกอล์ฟไต้หวัน เพิ่มเป็น 9 ศพ ยังสูญหายอีก 1

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตลูกกอล์ฟ ทางใต้ของไต้หวัน เพิ่มขึ้นเป็น 9 ศพแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ระบุตัวตนของชิ้นส่วนศพได้เพิ่มเติม และยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 25 ก.ย. 2566 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตลูกกอล์ฟ ในเขตผิงตุง ทางใต้ของเกาะไต้หวัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 ก.ย.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 9 ศพแล้ว โดยในจำนวนนี้รวมถึงนักดับเพลิง 4 รายที่เสียชีวิตในการระเบิด

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเริ่มขึ้นในช่วงเย็นของวันศุกร์ และลุกโหมตลอดทั้งคืน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นคนงานของโรงงาน โดยจนถึงตอนนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการยืนยันตัวตนของชิ้นส่วนศพมนุษย์ที่พบในที่เกิดเหตุ เพื่อระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริง

ตามรายงานสำนักข่าวกลางของไต้หวัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเขตผิงตุงบอกว่า การระเบิดที่เกิดขึ้นในเวลา 18.10 น. ของวันศุกร์ที่ 22 ก.ย. ทำให้บางส่วนของอาคารโรงงานพังถล่มลงมา ทำให้นักดับเพลิงที่เดินทางไประงับเหตุเพลิงไหม้กับคนงานที่ติดอยู่ภายในถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ก่อนจะเกิดการระเบิดครั้งที่ 2 ในอีก 20 นาทีต่อมา

สาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ยังคงเป็นปริศนา โดยประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน ให้คำมั่นว่าจะสืบสวนหาสาเหตุให้ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงบอกกับสื่อท้องถิ่นในวันเสาร์ว่า สารเปอร์ออกไซด์ที่เก็บอยู่ภายในโรงงาน อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระเบิด

ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวเป็นของบริษัท Launch Technologies ผู้ผลิตลูกกอล์ฟรายใหญ่ของไต้หวัน โดยไต้หวันเป็นผู้ผลิตลูกกอล์ฟรายใหญ่ของโลก ป้อนให้กับแบรนด์ดังมากมายรวมถึง แคลลาเวย์, เทย์เลอร์เมด, บริดจ์สโตน, มิซุโนะ และ วิลสัน เมื่อปี 2564 Launch Technologies ส่งขายลูกกอล์ฟถึง 260 ล้านลูก 80% ถูกขายในสหรัฐฯ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เบื้องหลังปมร้าวฉาน แคนาดาปูดอินเดียมีเอี่ยวสั่งเก็บแกนนำชาวซิกข์ในแคนาดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727878

เบื้องหลังปมร้าวฉาน แคนาดาปูดอินเดียมีเอี่ยวสั่งเก็บแกนนำชาวซิกข์ในแคนาดา

25 ก.ย. 2566 15:45 น.

เบื้องหลังปมร้าวฉาน แคนาดาปูดอินเดียมีเอี่ยวสั่งเก็บแกนนำชาวซิกข์ในแคนาดา

  • นายฮาดีพ ซิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ในแคนาดา ถูกลอบยิงเสียชีวิตกลางลานจอดรถ หน้าวัดซิกข์ ในเมืองเซอร์เรย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงขณะนี้ทางตำรวจยังไม่มีการจับกุมใดๆ ขณะที่กระแสประท้วงเคลื่อนไหวพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลอินเดีย ซึ่งมักจะชอบปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกชาวซิกข์ 
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ระบุว่า เขามีหลักฐานเด็ดที่น่าเชื่อถือว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของอินเดีย มีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหาร นายนิจจาร์ ซึ่งเป็นพลเมืองแคนาดา แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียให้ความร่วมมือในการสืบสวน
  • ข้อกล่าวหานี้สร้างความโกรธเคืองอย่างมากให้แก่รัฐบาลอินเดีย ซึ่งปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และตอบโต้ว่าแคนาดาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ขณะที่อินเดียปฏิเสธว่ามีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ และกล่าวถึงข้อกล่าวหานี้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

ที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ปฏิบัติการเคลื่อนไหวนอกประเทศอินเดียมานานหลายปี การเสียชีวิตของ นายนิจจาร์ ถือเป็นความรุนแรงครั้งแรกของชะตากรรมนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ในแคนาดา ขณะที่การกล่าวหาของ นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ที่ว่ารัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ ขณะที่แคนาดากำลังสืบสวนกรณีนี้ และหากพบว่าอินเดียผิดจริงจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งจะถือว่าเป็นการสะท้อนชะตากรรมของชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในอินเดีย

ใครคือ “ฮาดีพ ซิงห์ นิจจาร์”

โดย นายนิจจาร์ เป็นชาวซิกข์ เกิดที่รัฐปัญจาบของอินเดีย ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่แคนาดาในปี 2540 และได้รับสัญชาติแคนาดาในปี 2550 เขาเป็นที่รู้จักในนามแกนนำการเรียกร้องเอกราชให้กับชาวซิกข์ในอินเดีย และการตั้งรัฐคาลิสถาน รัฐเอกราชของชาวซิกข์ โดยเขารณรงค์ให้คาลิสถานแยกเป็นรัฐออกมาจากรัฐปัญจาบของอินเดีย ทำให้เมื่อปี 2563 เขาถูกทางการอินเดียขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ก่อการร้าย

ที่ผ่านมา นายนิจจาร์ เปิดเผยว่า เขาได้รับคำเตือนจากหน่วยข่าวกรองของแคนาดาเกี่ยวกับการข่มขู่ต่างๆ ซึ่งตามรายงานขององค์การซิกข์โลกแห่งแคนาดา ระบุว่า เขาถูกลอบสังหารแบบการยิงเป้า

รัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งมีประชากรเป็นซิกข์ 58% และฮินดู 39% ได้รับผลกระทบจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนคาลิสถานอันรุนแรงในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ปัจจุบันผู้สนับสนุนที่มีแกนนำมากที่สุดของขบวนการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นชาวปัญจาบพลัดถิ่นในต่างประเทศเป็นหลัก

ขณะที่แคนาดาถือเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่มากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 780,000 คน หรือมากกว่า 2% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียออกมาโจมตีแคนาดาที่ปล่อยให้มีการเดินขบวนของชาวซิกข์ หลังการลอบสังหาร นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดียในขณะนั้น โดยฝีมือของบอดี้การ์ดของเธอ ในปี 1984 ซึ่งรัฐบาลอินเดียมองว่าเป็นการประท้วงเชิดชูความรุนแรงโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์

ในปี 2561 นายทรูโด ให้คำมั่นกับอินเดียว่า แคนาดาจะไม่สนับสนุนใครก็ตามที่พยายามรื้อฟื้นขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอินเดีย แต่เขากลับพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เขาเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมของผู้ประท้วง

เปิดที่มาของข้อกล่าวหาร้ายแรง

นายเดวิด โคเฮน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำแคนาดา ยืนยันว่า จุดเริ่มต้นของข้อกล่าวหานี้มาจากรายงานแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองภายในพันธมิตรหน่วย “ไฟฟ์ อายส์” (Five Eyes) หน่วยงานความร่วมมือด้านข่าวกรองของ 5 ชาติ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่สงสัยว่ารัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหาร นายฮาดีพ ซิงห์ นิจจาร์ แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนซิกข์ ชาวแคนาดา วัย 45 ปี

นายโคเฮน ระบุว่า ไฟฟ์ อายส์ ได้มีการแจ้งโดยตรงไปยังนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด นำมาซึ่งการที่ นายทรูโด นำข้อมูลนี้ไปเปิดเผยต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่าทางการอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้อกับการตายของ นายนิจจาร์ ตามมาด้วยการรายงานข่าวของช่อง CBC (Canadian Broadcasting Corporation) แต่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าข้อมูลนี้มาจากชาติพันธมิตรใด ซึ่งหลังถ้อยแถลงนี้ได้ทำให้แคนาดากับอินเดียเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งรอบใหม่  

ทูตสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อกล่าวหาว่าอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารนายนิจจาร์ นั้นทางไฟฟ์ อายส์ได้ข้อมูลมาจากการสอดแนมนักการทูตอินเดียในแคนาดา ซึ่งรวมถึงรายงานข่าวกรองที่ได้รับจากพันธมิตรรายใหญ่รายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ และเขาไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาของข่าวกรองชิ้นนี้ต่อสาธารณะได้

อย่างไรก็ตามการเสียชีวิตของ นายนิจจาร์ ตามมาด้วยการปลดนายภวันต์ กุมาร์ ไร แบบฟ้าผ่า ซึ่งทางการแคนาดาระบุว่า นายไร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีท้องถิ่นของฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วย MI6 ของอังกฤษ หรือ CIA ของสหรัฐฯ 

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้หยิบยกประเด็นการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์มาพูดคุยกับ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมแสดงความกังวลถึงข้อกล่าวหานี้

ขณะที่ นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ มีความกังวลอย่างที่สุดต่อข้อกล่าวหาที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้หยิบยกขึ้นมา โดยบอกว่าสิ่งสำคัญคืออินเดียจะต้องทำงานร่วมกับแคนาดาเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง และสหรัฐฯ อยากให้คนผิดต้องรับผิดชอบต่อกรณีการตายของ นายนิจจาร์ ซึ่งหากผลสอบสวนออกมาว่า หน่วยข่าวกรองอินเดียมีความผิดจริง ก็อาจถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง 

ร้าวฉานรอบใหม่ ความสัมพันธ์อินเดีย-แคนาดา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอินเดียกับแคนาดาอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่มีข่าวการลอบยิงสังหารนายนิจจาร์ 

นายอรินธรรม แบกจี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย แสดงความเห็นว่า จนถึงขณะนี้ทางการแคนาดายังไม่มีการแชร์ข้อมูลข้อกล่าวหาใดๆ ให้กับอินเดีย ทั้งก่อนและหลังที่ นายทรูโด ออกมากล่าวหารัฐบาลอินเดียว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร นายนิจจาร์ พร้อมตอบโต้กลับว่า แคนาดากำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากผู้ก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรงคาลิสถานที่แคนาดาให้ที่พักพิง

ทางด้านอดีตเจ้าหน้าที่สถานีท้องถิ่นของฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ ยืนกรานว่า หน่วยงานของเขาทำงานด้านข่าวกรองอย่างเดียว และไม่เคยมีคำสั่งให้เป็นนักฆ่า หรือลอบสังหารใคร ซึ่งถือเป็นการขัดต่อปรัชญาในการทำงาน แต่หากหน่วยงานเปลี่ยนไปในช่วงที่เขาลาออกมาแล้ว เขาก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น

ขณะเดียวกันหน่วยงานให้บริการวีซ่าของอินเดีย ประกาศงดให้บริการออกวีซ่าให้กับพลเมืองแคนาดา ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2566 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้เหตุผลถึงการงดให้บริการว่าเป็น ปัญหาด้านการปฏิบัติงาน นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2566 อินเดียยังได้ขับไล่ข้าหลวงใหญ่ของแคนาดาประจำกรุงนิวเดลีออกจากอินเดียภายใน 5 วัน

นักวิชาการ มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและแคนาดาในตอนนี้ ถือว่าอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด ท่ามกลางความตึงเครียดกรณีการสังหาร นายนิจจาร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แคนาดา และอินเดีย เห็นพ้องว่าจะตกลงโครงร่างของข้อตกลงการค้าได้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2566 แต่หลังเกิดเรื่องทั้งสองฝ่ายก็ประกาศระงับการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าฉบับนี้แล้ว โดยทางการแคนาดาให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย ขณะที่อินเดียอ้างถึงพัฒนาการทางการเมืองบางอย่าง

อินเดีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 10 ของแคนาดา และแผนข้อตกลงทางการค้าอยู่ในแผนมานานกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ตามในปีที่แล้วการค้าทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศมีมูลค่าเพียง 13,700 ล้านดอลลาร์แคนาดา จากมูลค่าการค้าทั้งหมด 1.52 ล้านล้านดอลลาร์แคนาดา ตามสถิติของแคนาดา.

ข้อมูล Aljazeera, The Guardian 

นาซา ยืนยันตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” เดินทางถึงโลกแล้ว (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727920

นาซา ยืนยันตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย "เบนนู" เดินทางถึงโลกแล้ว (ชมคลิป)

25 ก.ย. 2566 14:42 น.

นาซา ยืนยันตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” เดินทางถึงโลกแล้ว (ชมคลิป)

องค์การนาซา ยืนยัน แคปซูลบรรจุตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” เดินทางถึงพื้นโลกแล้ว ในรัฐยูทาห์ ของสหรัฐฯ

แคปซูลของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา พร้อมตัวอย่างดินปริมาณมากที่สุดที่เคยเก็บจากดาวเคราะห์น้อย เดินทางกลับถึงพื้นโลกแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ทะเลทรายในรัฐยูทาห์ ของสหรัฐฯ 

แคปซูลถูกปล่อยออกมาจากยานอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ (Osiris-Rex) ที่ระดับความสูง 108,000 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ได้แตะลงภายในเขตลงจอดที่กำหนด ในเขตทะเลทรายเวสต์ ในรัฐยูทาห์ ของสหรัฐฯ อย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 08.52 น. ของวันที่ 24 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

การลงจอดซึ่งแสดงผ่านการถ่ายทอดสดของนาซา ถือเป็นการต่อยอดภารกิจร่วมระยะเวลา 6 ปี ระหว่างหน่วยงานอวกาศของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งนับเป็นเพียงตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยลำดับที่สาม และเป็นตัวอย่างที่มากที่สุดเท่าที่เคยนำกลับมายังโลกเพื่อทำการวิเคราะห์ หลังจากภารกิจที่คล้ายกันสองภารกิจโดยหน่วยงานอวกาศของญี่ปุ่น ซึ่งสิ้นสุดในปี 2553 และ 2563

โอไซริส-เร็กซ์ เก็บตัวอย่างเมื่อสามปีที่แล้วจากเบนนู ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่อุดมด้วยคาร์บอน ซึ่งถูกค้นพบในปี 2542 หินอวกาศนี้จัดอยู่ในประเภท “วัตถุใกล้โลก” เพราะมันผ่านเข้ามาใกล้โลกของเราทุกๆ 6 ปี แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดการชนกับโลกถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก

ดาวเคราะห์น้อยเบนนู เกิดจากการรวมตัวของก้อนแบบหินหลวมๆ เช่นกองเศษหิน โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 500 เมตร ซึ่งนับว่าเล็กกว่าอุกกาบาตชิกซูลุบ (Chicxulub) ที่พุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน และทำให้สิ่งมีชีวิต 75% บนโลก รวมทั้งไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และเช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยอื่นๆ เบนนู ถือเป็นสิ่งที่ยังเหลืออยู่ของระบบสุริยะยุคแรกๆ เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุในปัจจุบันแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ก่อตัวเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน มันจึงมีเบาะแสอันมีค่าเกี่ยวกับต้นกำเนิด และพัฒนาการของดาวเคราะห์เช่นโลก และมันอาจมีโมเลกุลอินทรีย์คล้ายกับโมเลกุลที่จำเป็นสำหรับการเกิดขึ้นของจุลินทรีย์

ตัวอย่างเก็บได้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยภารกิจฮายาบูสะ 2 ของญี่ปุ่น จาก “ริวกู” ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกอีกดวงหนึ่ง ถูกพบว่ามีสารประกอบอินทรีย์ 2 ชนิด ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าวัตถุท้องฟ้า เช่น ดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย และอุกกาบาตที่โจมตีโลกยุคแรกเริ่ม ทำให้ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับชีวิต

โอไซริส-เร็กซ์ ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศเมื่อเดือนกันยายน 2559 และไปถึงเบนนูในปี 2561 จากนั้นใช้เวลาเกือบ 2 ปีในการโคจรรอบดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่จะเข้าใกล้พอที่จะเก็บตัวอย่างวัสดุพื้นผิวที่หลุดออกมาด้วยแขนหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563

ยานอวกาศลำนี้เดินทางออกจากเบนนูในเดือนพฤษภาคม 2564 เพื่อกลับสู่โลก เป็นระยะทาง 1,900 ล้านกิโลเมตร รวมถึงการโคจรรอบดวงอาทิตย์สองรอบ

แคปซูลพุ่งชนบรรยากาศชั้นบนด้วยความเร็ว 35 เท่าของเสียง ประมาณ 13 นาทีก่อนลงจอด แคปซูลเรืองแสงสีแดงร้อนขณะตกลงสู่พื้นโลก และอุณหภูมิบนแผงป้องกันความร้อนสูงถึง 2,800 องศาเซลเซียส

โดยตัวอย่างของ ดาวเคราะห์น้อยเบนนู อยู่ที่ประมาณ 250 กรัม ทีมนักวิทยาศาสตร์ และช่างเทคนิค ได้ร่วมเก็บกู้แคปซูล และพยายามรักษาตัวอย่างให้ปราศจากการปนเปื้อนบนพื้นโลก

แคปซูล และตัวอย่างดิน ถูกส่งโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยัง “ห้องปลอดเชื้อ” ที่พื้นที่ทดสอบในรัฐยูทาห์ เพื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้น ส่วนในวันนี้ (25 ก.ย.) เครื่องบินขนส่งทางทหารจะขนส่งแคปซูล และตัวอย่าง ไปยังศูนย์อวกาศจอห์นสัน ขององค์การนาซา ในเมืองฮิวสตัน ซึ่งจะเปิดแคปซูลในวันอังคาร เพื่อนำตัวอย่างแยกบรรจุ และส่งให้กับนักวิทยาศาสตร์ประมาณ 200 คน ในห้องปฏิบัติการ 60 แห่งทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ส่วนหลักของยานอวกาศโอไซริส-เร็กซ์ คาดว่าจะเดินทางต่อไปเพื่อสำรวจอะโพฟิส ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกอีกดวงหนึ่ง.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักเขียนบทฮอลลีวูดบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ หลังนัดหยุดงานประท้วงนาน 5 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727910

นักเขียนบทฮอลลีวูดบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ หลังนัดหยุดงานประท้วงนาน 5 เดือน

25 ก.ย. 2566 13:39 น.

นักเขียนบทฮอลลีวูดบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ หลังนัดหยุดงานประท้วงนาน 5 เดือน

สหภาพนักเขียนฮอลลีวูด บรรลุข้อตกลงแรงงานเบื้องต้นกับสตูดิโอใหญ่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะยุติการนัดหยุดงานประท้วง 1 ใน 2 ครั้ง ที่ทำให้การผลิตภาพยนตร์ และโทรทัศน์ ส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงัก และทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์

ข้อตกลงดังกล่าวที่รวมถึงการทำสัญญาระยะเวลา 3 ปี ยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำของสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (ดับเบิลยูจีเอ) รวมถึงสมาชิกสหภาพแรงงาน ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

ดับเบิลยูจีเอ ซึ่งเป็นตัวแทนของนักเขียนภาพยนตร์และโทรทัศน์ 11,500 คน กล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่า มีความพิเศษ ที่รวมถึงผลประโยชน์ และการคุ้มครองนักเขียนอย่างครอบคลุม “สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความสามัคคีของสมาชิกดับเบิลยูจีเอ และการสนับสนุนเป็นพิเศษของสมาชิกสหภาพแรงงานที่ร่วมการประท้วงกับเรามานานกว่า 146 วัน”

ข้อตกลงของดับเบิลยูจีเอแม้จะถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่จะไม่ทำให้ฮอลลีวูดกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ เนื่องจากสมาชิกกลุ่มสหภาพนักแสดง หรือ “แซก-แอฟตรา” (SAG-AFTRA) ซึ่งเป็นตัวแทนของนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ นักแสดงผาดโผน ผู้พากย์เสียง และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออื่นๆ จำนวน 160,000 คน ยังคงนัดหยุดงานประท้วง ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมต่อไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 63 ปี ที่ฮอลลีวูดเผชิญกับการประท้วงโดยสหภาพแรงงาน 2 กลุ่มในเวลาเดียวกัน

ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “แซก-แอฟตรา” เรียกร้องให้ซีอีโอของสตูดิโอและผู้เจรจา กลับมาที่โต๊ะเจรจา และทำ “ข้อตกลงที่ยุติธรรมที่สมาชิกของเราสมควรได้รับและเรียกร้อง” ในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับนักแสดง การป้องกันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ แทนที่การแสดงของมนุษย์ และค่าตอบแทนที่สะท้อนถึงคุณค่าที่นักแสดงนำมาสู่บริการสตรีมมิง

ส่วนกลุ่มนักเขียนบทนัดหยุดงานประท้วงมาตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม หลังจากการเจรจาในเรื่องการชดเชยถึงทางตัน จำนวนนักเขียนบทขั้นต่ำ การใช้เอไอ และส่วนแบ่งรายได้ที่นักเขียนควรได้รับจากรายการสตรีมมิงยอดนิยม รวมถึงประเด็นอื่นๆ

ข้อตกลงสัญญาดังกล่าวยังคงอยู่ในเบื้องต้น คณะกรรมการเจรจาของดับเบิลยูจีเอ กล่าวว่า จะเปิดเผยรายละเอียดหลังจากได้รับสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรขั้นสุดท้ายเท่านั้น หลังจากนั้นผู้เจรจาจะลงมติว่าจะเสนอข้อตกลงดังกล่าวแก่ผู้นำสมาคมฯ หรือไม่ ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่าจะนำเสนอข้อตกลงดังกล่าวต่อสมาชิกเพื่อลงคะแนนเสียงหรือไม่

การประท้วงหยุดงานสองครั้งของฮอลลีวูด ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ และทำให้รายการทอล์กโชว์ช่วงดึกต้องถูกนำมาฉายซ้ำ ความพยายามในการกลับมาเริ่มรายการทอล์กโชว์ในเวลากลางวันอีกครั้งโดยไม่มีผู้เขียนบท เผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักเขียน และต้องยกเลิกไปในที่สุด

การหยุดงานดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพนักงาน และเจ้าหน้าที่ในทุกฝ่าย ทั้งช่างภาพ ช่างไม้ ผู้ช่วยฝ่ายผลิต และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ รวมถึงพนักงานเสิร์ฟอาหาร คนจัดดอกไม้ ซัพพลายเออร์เครื่องแต่งกาย และธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ ที่สนับสนุนการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์

คาดว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการประท้วงครั้งนี้มีมูลค่ารวมอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 180,000 ล้านบาท) ทั้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย และศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์อื่นๆ ของสหรัฐฯ เช่น ในรัฐนิวเม็กซิโก จอร์เจีย และนิวยอร์ก ตามการประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันมิลเคน

ผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 4 คน ได้แก่ นายบ๊อบ อิเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์, นายเดวิด ซาสลาฟ ซีอีโอของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสโคเวอรี, นายเทด ซารันดอส ซีอีโอร่วมของเน็ตฟลิกซ์ และดอนนา แลงก์ลีย์ ประธานกลุ่มสตูดิโอ เอ็นบีซียูนิเวอร์แซล เข้าร่วมในการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งช่วยทำลายอุปสรรคที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

การประท้วงในครั้งนี้ปัญหาหลักคือ การจ่ายเงินคงเหลือสำหรับบริการสตรีมมิง ซึ่งนักเขียนกล่าวว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าตอบแทนที่พวกเขาจะได้รับสำหรับรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศ นักเขียนยังต้องการจำกัดบทบาทของเอไอในกระบวนการสร้างสรรค์อีกด้วย บางคนกลัวว่าผู้บริหารในสตูดิโอจะนำสคริปต์ที่สร้างโดยเอไอมาให้นักเขียนแก้ไข และจ่ายเงินให้ผู้เขียนในอัตราที่ต่ำกว่าเพื่อเขียนใหม่ หรือขัดเกลาสคริปต์ ส่วนคนคนอื่นๆ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา หากใช้สคริปต์ที่มีอยู่เพื่อฝึกเอไอ.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สวทช.จัดNSTDA-KU Rice Field Day

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758949

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม – ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน “NSTDA-KU Rice Field Day 2023” งานแสดงพันธุ์ข้าวใหม่รับโลกรวนจากเอลนีโญ เพื่อเผยแพร่สายพันธุ์ข้าวที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมวิกฤตที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ องค์ความรู้ด้านข้าวศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้าว และนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์ข้าว พร้อมจัดแสดงพันธุ์ข้าวเพื่ออนาคตรับโลกรวน เช่น ทนร้อน ทนแล้ง ทนน้ำท่วมทนเค็ม ต้านทานโรคและแมลง และมีคุณภาพหุงต้มและโภชนาการตามความต้องการของตลาด เพื่อมุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ เผยแพร่สู่เกษตรกร และต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแบบแม่นยำ และจัดแสดงสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณสมบัติดีเด่นที่เกิดจากผลงานวิจัยร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานมานานกว่า 20 ปี ให้นักวิชาการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ สายพันธุ์ข้าวดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้

ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผอ.ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สายพันธุ์ข้าวที่จัดแสดงในงานนี้มีคุณสมบัติต้านทานสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ทนร้อน ทนแล้งทนน้ำท่วม ทนเค็ม ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งพร้อมแล้วที่จะเผยแพร่สู่เกษตรกร และเป็นสายพันธุ์ข้าวศักยภาพสูงให้หน่วยงานต่างๆ นำไปวิจัยต่อยอด

ปลัดฯประชุมคกก.พัฒนา ระบบโลจิสติกส์การเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758952

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ว่าที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566-2570) โดยมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์จัดเก็บตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ 2566 และส่งให้ฝ่ายเลขานุการฯ ภายในไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อใช้ประเมินการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเสนอโครงการ/กิจกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2567 เพิ่มเติม และรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาสโดยเริ่มรายงานเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมอบหมายหน่วยงานจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยพิจารณาจากโครงการที่บรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566–2570) หรือเสนอโครงการใหม่/โครงการตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รองปลัดฯขานรับ นโยบายด้านเกษตร จัดสัมมนาทำแผน พร้อมรับ‘เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758944

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมสัมมนาและเป็นวิทยากรในโครงการสัมมนา เรื่อง “ผลกระทบต่อภาคการเกษตร-เกษตรกรต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ : การเตรียมการและการขับเคลื่อน” โดยบรรยายในหัวข้อ “แผนบูรณาการและการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศไทย และผลกระทบในภาคการเกษตรอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ” ร่วมกับนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่รัฐสภา โดยมีศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมพิธีเปิดการสัมมนา

ทั้งนี้ สำหรับการสัมมนาดังกล่าว มีคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ผู้บริหาร ผู้แทนเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรการและการจัดทำแผนบูรณาการเพื่อรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและรับทราบผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตร มีการนำเสนอข้อมูลการเตรียมการรับผลกระทบภัยแล้ง ปี 2566/67 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สถานการณ์น้ำ การเตรียมการของกระทรวงเกษตรฯ และแผนงานเพื่อเตรียมการในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และในระยะต่อไป

‘ธรรมนัส’ลุยพื้นที่ภาคเหนือ รับฟังปัญหาเกษตรกร-แก้ภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758947

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยมีนายศรัณยู มีทองคำ รอง ผวจ.เชียงราย นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำลำน้ำแม่กึ๊ด เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ชมรมสหกรณ์โคนมภาคเหนือ จำกัด และกลุ่มเกษตรกร

โอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนรับมอบหนังสือเพื่อติดตามโครงการด้านการเกษตรจากเกษตรกร 8 จังหวัดภาคเหนือ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ให้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งโครงการนี้จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในฤดูแล้ง ช่วงบรรเทาอุทกภัยในฤดูฝน และสามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ อนุรักษ์สัตว์น้ำ และรักษาสภาพต้นน้ำลำธารฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้ดีขึ้น

“ตั้งใจมารับฟังปัญหาจากชาวบ้าน พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จะสามารถเริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2567 และสิ่งที่ต้องดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือวงเงินค่าชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณโครงการอ่างเก็บน้ำฯอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกร ว่าในยุคที่ผมได้ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ จะขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นครอบครัว บูรณาการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดในมิติใหม่ คือเข้าถึงฐานราก เข้าถึงพื้นที่ รับฟังปัญหา โดยเตรียมนำโครงการสำคัญที่เคยได้ขับเคลื่อนนำมาเดินหน้าสานต่อโดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ให้สำเร็จเพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำไย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ครม.มีมติอนุมัติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย กรอบวงเงินงบประมาณ 1,325 ล้านบาท โดยมีแผนงานระยะเวลาโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2568 -2570 ตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดินถมชนิดแบ่งส่วน (Zone Type) ความจุกักเก็บน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยเขื่อนหัวงานและอ่างเก็บน้ำของโครงการตั้งอยู่บริเวณบ้านใหม่เจริญ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ป่าทั้งหมดรวม 1,696 ไร่ 2 งาน 37 ตร.ว. หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภคของราษฎร 4,775 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย และพื้นที่บางส่วนของ ต.ศรีถ้อย และ ต.แม่พริก อ.แม่สรวย สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรฤดูฝน 17,200 ไร่ ส่งผลในเรื่องผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,843ครัวเรือน ประชากร 14,626 คน

ติดตามสถานการณ์น้ำ! ‘บิ๊กเกษตร’ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758903

ติดตามสถานการณ์น้ำ! 'บิ๊กเกษตร'ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

ติดตามสถานการณ์น้ำ! ‘บิ๊กเกษตร’ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจสภาพน้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

25 ก.ย.2566 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนที่ตกหนัก และปรากฎการณ์เอลนีโญ

โดยร.อ. ธรรมนัส ได้นำดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และสื่อมวลชน ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินตรวจสภาพน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะแวะลงจอดที่บริเวณเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา จากนั้นได้ร่วมกับนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าว ถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่ฝนตกหนัก ควบคู่ไปกับการรับมือปรากฎการณ์เอลนีโญ 

ทั้งนี้สืบเนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับขณะนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนของพื้นที่ตอนบนแล้ว ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูง  

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ล่าสุด(25 ก.ย. 66)ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,166 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มลดลง  กรมชลประทาน ได้ใช้ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ระดับ 16.80 เมตร(รทก.) สูงกว่าระดับปกติประมาณ 0.30 เมตร เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่คลองต่างๆที่อยู่ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ริมคลอง และสามารถรองรับฝนที่อาจตกลงมาในพื้นที่ได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ ยังได้ผันน้ำเข้าระบบชลประทาน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก และ คลองชัยนาท-อยุธยา และผันน้ำบางส่วนไปลงคลองพระองค์ไชยยานุชิต เพื่อสูบผันน้ำไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตก จะผันเข้าทางแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองมะขามเฒ่า-อู่ทองไปกักเก็บไว้ในแหล่งน้ำต่างๆ รวมไปถึงคลองส่งน้ำในพื้นที่ชลประทาน เพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภคบริโภค ในช่วงฤดูแล้ง การเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ตลอดจนไม้ยืนต้น และรักษาระบบนิเวศน์ เป็นหลัก 

สำหรับปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่คงเหลือจากการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานเพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูแล้ง นั้น ได้วางแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา และเพื่อความมั่นคงของตัวเขื่อน โดยจะควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 1,000 ลบ.ม./วินาที  ปัจจุบัน(25 ก.ย. 66) มีการระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่  802  ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มลดลง โดยปริมาณน้ำที่ระบายท้ายเขื่อนนี้ บางส่วนจะถูกนำไปเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำและพื้นที่แก้มลิง ในเขต จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี รวมทั้ง สนับสนุการผลิตประปาของการประปานครหลวง และการรักษาคุณภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย 
       
ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จัดหาแหล่งน้ำสำรองและกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อรองรับปรากฎการณ์เอลนีโญ และการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด