แผ่นดินไหวเขย่าโมร็อกโก อาคารถล่มสยอง ดับแล้วเกือบ 300 ศพ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723719

แผ่นดินไหวเขย่าโมร็อกโก อาคารถล่มสยอง ดับแล้วเกือบ 300 ศพ (คลิป)

9 ก.ย. 2566 09:59 น.

แผ่นดินไหวเขย่าโมร็อกโก อาคารถล่มสยอง ดับแล้วเกือบ 300 ศพ (คลิป)

โมร็อกโกเผชิญกับแผ่นดินไหวความแรง 6.8 แมกนิจูด ส่งผลให้อาคารพังถล่มหลายหลัง มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 296 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดความแรง 6.8 แมกนิจูดในเมืองมาราเกซ เมืองท่องเที่ยวสำคัญของโมร็อกโก ส่งผลให้อาคารหลายหลังพังถล่ม ประชาชนต่างวิ่งหนีตายออกมาอยู่กลางแจ้ง ขณะที่โรงพยาบาลต้องเร่งอพยพคนไข้

โดยในโลกโซเชียลมีการโพสต์คลิปขณะที่อาคารพังถล่มลงมาเหลือแต่ซากปรักหักพัง โดยมีกำแพงแดงที่ล้อมรอบเมืองมาราเกซ เมืองประวัติศาสตร์สำคัญและเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโกพังทลายลงมาบางส่วน

ชมคลิป ที่นี่

ด้านกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า เหตุแผ่นดินไหวความแรง 6.8 แมกนิจูดนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลา 23.11 น. ตามเวลาในท้องถิ่น มีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 18 กิโลเมตร โดยสั่นสะเทือนอยู่นานหลายวินาที และยังมีรายงานการเกิดอาฟเตอร์ช็อกความแรง 4.9 แมกนิจูดตามมาภายใน 19 นาที

เบื้องต้น มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 296 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก แต่ยังไม่มีตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยแรงสั่นสะเทือนในครั้งนี้รู้สึกได้ไกลถึงประเทศสเปน แอลจีเรีย และโปรตุเกสด้วย.

ที่มา : ABCNEWS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “แผ่นดินไหว“

พายุยุนยางพัดเข้าญี่ปุ่น ทำน้ำรั่วสถานีชินจุกุ พร้อมเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723712

พายุยุนยางพัดเข้าญี่ปุ่น ทำน้ำรั่วสถานีชินจุกุ พร้อมเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม (คลิป)

9 ก.ย. 2566 09:05 น.

พายุยุนยางพัดเข้าญี่ปุ่น ทำน้ำรั่วสถานีชินจุกุ พร้อมเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม (คลิป)

พายุโซนร้อนยุนยางพัดเข้าถล่มพื้นที่ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ส่งผลให้มีฝนตกหนัก จนต้องประกาศเตือนภัยโคลนถล่ม โดยมีรายงานว่าสถานีรถไฟชินจุกุมีน้ำรั่วจากเพดานจนพื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ

ภูมิภาคคันโตโคชิน ของญี่ปุ่นต้องเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนยุนยาง โดยผลการวิเคราะห์จากเรดาร์พบว่าบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ เจอกับฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น ขณะที่ปริมาณฝนในภูมิภาคคันโตโคชิน ในรอบ 24 ชั่วโมง จนถึงเที่ยงวันเสาร์มีโอกาสที่จะถึง 250 มิลลิเมตร

โดยหน่วยงานสภาพอากาศของญี่ปุ่นระบุว่า ขณะนี้ พายุโซนร้อนยุนยางอยู่บริเวณน่านน้ำแปซิฟิก บริเวณตอนใต้ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองโอมาเอะซากิ ในจังหวัดชิซูโอกะ และกำลังเคลื่อนตัวไปทางเหนือ โดยฝนที่ตกอย่างหนักทำให้ทางการต้องเตือนภัยโคลนถล่มในบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ และอิบารากิ เช่นเดียวกับหมู่เกาะอิซุ จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้แม่น้ำบางสายเริ่มเกินระดับวิกฤติแล้ว และอาจจะล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ของจังหวัดชิบะ

ขณะเดียวกันในโลกโซเชียลมีการเผยคลิปภายในสถานีรถไฟชินจุกุในกรุงโตเกียว ที่มีน้ำรั่วลงมาจากเพดานจำนวนมาก ส่งผลให้ทางเดินในสถานีมีน้ำท่วมขังเป็นทางยาวราว 15 เมตรในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนในช่วงเช้า แต่เคราะห์ดีที่ไม่กระทบต่อการเดินรถไฟในสถานีดังกล่าว แต่ผลจากพายุก็ทำให้ต้องมีการระงับการให้บริการรถไฟเจอาร์ ตะวันออกในบางเส้นทาง อย่างเส้นทาง โตไกโดะ อิโตะ และโอเมะ ก่อนจะกลับมาให้บริการได้อีกครั้งช่วงตี 1 ส่วนเส้นทาง คูคูริ ถูกยกเลิกการเดินทางไปแล้ว โดยขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ส่วนการเดินทางทางอากาศ มีรายงานว่าพายุได้ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่สนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว บางส่วน โดยเจแปนแอร์ไลน์มีการยกเลิกเที่ยวบิน 17 เที่ยว ขณะที่ออลนิปปอน แอร์เวย์ยกเลิกเที่ยวบิน 12 เที่ยว และสตาร์ฟลายเออร์ ยกเลิกเที่ยวบิน 3 เที่ยว.

ที่มา :NHK

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ญี่ปุ่น“

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755527

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้นสำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.15 น.

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนโรงเรียนตชด.ฝึกอบรมเสริมสร้างแหล่งอาหาร ปลูกผัก-ไม้ผลยืนต้น สำหรับโภชนาการอาหารกลางวัน ก่อนขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชน สร้างแหล่งอาหาร ลดต้นทุนภายในครัวเรือน และสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

9 กันยายน 2566 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมและให้ความรู้กับเกษตรกร ในการทำการเกษตรตามความเหมาะสมของศักยภาพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรชนิดต่างๆ ซึ่งการดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ และโครงการหลวง ถือเป็นอีกภารกิจหลักที่เน้นหนักเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน และชุมชน และการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และมีความมั่นคง เพื่อเป็นทรัพย์สินให้กับเกษตรกรในอนาคตได้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ด้วย

งานสำคัญอีกด้านของกรมส่งเสริมการเกษตร คือ การสนองงานในโครงการพระราชดำริ โครงการหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดาร ถือเป็นโครงการที่ต้องให้ความสำคัญ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินโครงการมากว่า 40 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมสนองงานมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ.2523 ผ่าน โครงการเกษตรเพื่ออาหาร ที่มีเป้าหมายในเรื่องการเพิ่มศักยภาพของเยาวชนในด้านสายงานอาชีพต่างๆ พร้อมขยายผลงานทางด้านเกษตรนั้นๆ เข้าไปสู่ชุมชน  กิจกรรมหลัก คือ การให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม และสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือนได้

นอกจากนั้นยังมีการทำแปลงสาธิตเพื่อปลูกพืชผักและไม้ผลตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของทางโรงเรียน จากนั้นก็จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ขยายไปยังผู้ปกครองในพื้นที่ภายในชุมชนใกล้เคียง เนื่องจากโครงการอาหารกลางวันผลิตอาหารเพียงมื้อเดียวภายในโรงเรียน แต่อีก 2 มื้อ นักเรียนต้องไปรับประทานอาหารที่บ้าน การถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ปกครองถือว่าเป็นส่วนสำคัญ เพราะหากมีการปลูกพืชผักเอง จะสามารถแบ่งเบาภาระในเรื่องรายจ่ายในครัวเรือน และผลผลิตในครัวเรือน ในส่วนที่เหลือก็จะสามารถนำไปขาย และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง  ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน ขยายผลในเรื่องของการทำบัญชี เรื่องการออม ที่เกิดจากการขายผลผลิตที่เหลือจากบริโภค ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดขยายผลในเรื่องอาหารกลางวันของโรงเรียนต่อด้วย

จากผลการดำเนินการในการส่งเสริมให้ความรู้กับการผลิตอาหารในโครงการอาหารกลางวัน ยังพบว่าทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขาดสารอาหารลดน้อยลง สุขภาพดีขึ้นอย่างมาก และยังมีรายได้พิเศษ ซึ่งเชื่อว่าโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชน สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิต อยู่ดี กินดี มีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต ในอนาคตต่อไป ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับโรงเรียน ตชด. ดำเนินการฝึกอบรมให้กับครูและนักเรียน ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปขยายผลให้กับชุมชนในพื้นที่ด้วย

ด้าน พ.ต.ต.วิสูตร สายสุด ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 7 ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยโครงการอาหารกลางวันที่เกิดขึ้น ทางโรงเรียนได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดให้ความรู้ในเรื่องการปลูกพืชผักและไม้ผลที่ให้มีความเหมาะสมในพื้นที่เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ในโรงเรียนที่มีการฝึกอบรมให้กับนักเรียน ครูและผู้ปกครอง พร้อมทั้งจัดทำแปลงปลูกสาธิต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้จริง และผลิตพืชผัก มาใช้ในการประกอบอาหาร

โดยมีผู้ปกครองในพื้นที่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าเวรมาร่วมกันทำอาหารให้กับบุตรหลานในโรงเรียน นักเรียนทั้งหมดจะร่วมกันทำงาน โดยร่วมกันทำกิจกรรมและเรียนรู้ขบวนการผลิตตั้งแต่ต้น ทำให้ได้รับความพอใจจากผู้ปกครองค่อนข้างมาก จากนักเรียนเดิมมีเพียง 63 คน ปัจจุบันมีนักเรียนที่เข้ามาเรียนกว่า 225 คน ซึ่งเด็กนักเรียนทั้งหมดได้รับอาหารที่ร่วมกิจกรรมการทำขึ้นมาด้วยตัวเองตามหลักโภชนาการ เมื่ออาหารเพียงพอ สุขภาพดี อย่างอื่นก็จะดีไปด้วย ทำให้นักเรียนของพื้นที่นี้พร้อมที่จะเรียนรู้ และได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนั้นยังมีการขยายผลการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน โดยเฉพาะบ้านโพธิ์ทอง ที่เป็นชุมชนใกล้โรงเรียนได้มีการขยายองค์ความรู้ที่ส่งเสริมในโรงเรียนสู่ชุมชนในการทำการเกษตรเป็นหมู่บ้านแรก และขยายสู่ชุมชนอื่นๆ เพื่อต่อยอดออกไป นอกจากนักเรียนได้บริโภคอาหารที่ครบถ้วนทุกมื้ออาหาร ผู้ปกครองยังสามารถนำผลผลิตที่เหลือไปจำหน่ายในตลาดใกล้หมู่บ้าน ต่อยอดสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อีกทาง โดยโครงการที่เกิดขึ้นถือเป็นโครงการที่สร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างถาวร ถือเป็นการเอื้ออำนวยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ด้วย

ขณะที่เด็กชายอัครเดช ศรีนวล นักเรียนโรงเรียน ตชด. ในโรงเรียนโครงการอาหารกลางวัน กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ที่เข้าไปเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียนจากการฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่มาให้ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ได้เรียนรู้และส่งเสริมการผลิตอาหารให้กับโครงการให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยมีการปลูกผักเป็นหลัก ซึ่งจะมีทั้งพืชผัก เช่น ผักคะน้า ผักกาด มะเขือเทศ ผักบุ้ง กระเพรา ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น หลังจากได้รับการเรียนรู้จึงได้นำความรู้ที่มีอยู่มาขยายผลการปลูกในครัวเรือน โดยร่วมกับคุณยายทำแปลงสวนครัวเล็กๆ ปลูกผักไว้กินเอง โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร จะเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์พืชผักและต้นกล้า ส่งผลให้ครอบครัวสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อย่างมาก ขณะเดียวกันผักที่มีการปลูกเหลือจากการนำไปทำอาหาร ยังสามารถนำไปจำหน่ายในตลาดใกล้บ้าน เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ด้วย

ด้าน นายอุทัย คำใบ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านร่มราษฎร์ ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เข้าไปฝึกอบรมความรู้จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในส่วนที่มีการขยายผลมาสู่ชุมชน ในฐานะผู้นำชุมชน ต้องขอบคุณทางภาครัฐที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับประชาชนในครั้งนี้ โดยที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาให้ความรู้ ส่งเสริมให้เมล็ดพันธุ์ และต้นพันธุ์ จะมีทั้งไม้ผลและไม้ยืนต้น พืชผักต่างๆ เช่น กล้วยพันธุ์ต่างๆ ฝรั่ง รวมทั้งไม้ยืนต้น ต้นไม้เศรษฐกิจ ในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน สำหรับพื้นที่ของตน ได้สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนด้วย โดยตนจะแจกต้นพันธุ์กล้วยที่นำมาปลูก และขยายพันธุ์ให้กับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี และบางส่วนยังสามารถนำไปจำหน่ายที่ตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของชาวบ้านได้ด้วย………..-005

ทุเรียน’บาตามัส’ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก’ศาสตร์พระราชา’ สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755515

ทุเรียน'บาตามัส'ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก'ศาสตร์พระราชา' สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

ทุเรียน’บาตามัส’ทองคำแห่งชายแดนใต้ จาก’ศาสตร์พระราชา’ สู่คุณค่าแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.35 น.

“บาตามัส”คือภาษามาลายู ที่ชาวเกษตรกรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ใช้เรียกทุเรียนพันธุ์”หมอนทอง”หนึ่งในสายพันธุ์ยอดนิยมแห่งราชาผลไม้ ด้วยรสชาติ และราคาที่จับต้องได้หากซื้อกันตามฤดูกาล เป็นที่ทราบกันดีว่าในประเทศไทยมีหลายพื้น หลายจังหวัดที่เพาะปลูกทุเรียน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดจันทรบุรี ระยอง และนนทบุรี ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สร้างผลผลิตจากสวนท้องถิ่นกระจายไปสู่ปลายทางทั่วประเทศ และต่างแดน ซึ่งรสชาติ และเนื้อสัมผัสจากแต่ละแหล่ง ก็ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะส่วนตัว ตามลักษณะภูมิประเทศ ที่แตกต่าง

ขณะที่จังหวัดชายแดนใต้ ด้ามขวานอันอุดมสมบูรณ์ แหล่งเกษตรกรรมในวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ภาพจำอาจมองเข้ามาว่ายางพาราคือพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ แต่โดยข้อเท็จจริง เกษตรกรชาวจังหวัดชายแดนใต้ ก็ปลูกทุเรียนกันมาหลายปีแล้วเช่นกัน 

ด้วยลักษณะภูมิประเทศภูเขา เกษตรกรจึงเลือกที่จะปลูกทุเรียนตามเชิงเขา ด้วยแร่ธาตุในดิน และภูมิอากาศแบบฝนสลับแดด ผลผลิตของทุเรียนในพื้นที่ รสชาด และเนื้อสัมผัส จึงมีความเฉพาะตัว นุ่มละมุน และกลิ่นไม่แรงนัก

แม้ผลผลิตที่ได้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับทุเรียนในพื้นที่อื่น หากแต่หลายปีก่อนการปลูกทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นไปแบบปล่อยตามธรรมชาติ ไร้ทิศทาง และเป้าหมาย จึงทำให้”เกรด”และ”คุณภาพ” ของทุเรียน ไม่อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น  ซึ่งส่งผลต่อราคาที่ถูกกดต่ำ “โอกาส”ที่มีกลับกลายเป็น”ปัญหา”ด้วยเหตุผลสำคัญคือการจัดการที่ขาด”องค์ความรู้”

จนเมื่อปี พ.ศ.2561 สถาบันปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ตามที่ได้รับคำร้องขอจากเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ว่ามีผลผลิตทุเรียนจำนวนมาก แต่จำหน่ายได้ราคาต่ำเพราะถูกกดราคา เนื่องจากทุเรียนไม่มีคุณภาพ ผลทุเรียนออกมาแล้วมีหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน มีหนามแดงราคาต่ำ มีการขายแบบเหมาสวนโดยไม่ได้คัดเกรด เป็นต้น
เมื่อรับทราบปัญหาแล้วในปีถัดมา พ.ศ. 2562 สถาบันปิดทองหลังพระฯ จึงได้ทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าง “รู้ รัก สามัคคี” เข้าไปเสริมงานราชการให้สามารถบริการประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด 

พร้อมทั้งน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ก่อเกิด”ทฤษฎีใหม่”แก้ไขปัญหาเกษตรกรแบบ “องค์รวม”อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 

“สถาบันปิดทองหลังพระฯ” ดำเนินงาน แบบ”ครบวงจร”ตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง โดยยึดแนวทาง “ศาสตร์พระราชา”ที่มีแก่นแกนหลักคือ”เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหัวใจสำคัญ

ต้นทาง – ส่งเสริมองค์ความรู้การปลูกทุเรียน ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำในแปลง การดูแลตามระยะเจริญเติบโตตามมาตราฐาน  GAP

กลางทาง-การพัฒนารูปแบบการเก็บเกี่ยวผลผลิต “ไม่ตัดทุเรียนอ่อน” และตรวจสอบแป้งไม่ต่ำว่า 32 % ตามมาตราฐานที่ตลาดต้องการ

ปลายทาง – เชื่อมโยงล้งพันธมิตรสนับสนุนเกษตรกร ตลอดจนพัฒนารูปแบบที่ให้เกษตกรเป็นผู้กำหนดราคาเอง
ขณะเดียวกันเมื่อลงรายละเอียดคู่ขนาน ในหลัก”เข้าใจ”

– มีการพัฒนาความรู้เยาวชนและเกษตรกรให้เป็นอาสาสมัครในพื้นที่ 90 ราย โดยนำไปเรียนรู้วิธีใส่ปุ๋ย การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การผสมเกษรดอกทุเรียนเพื่อให้ลูกมีรูปทรงสวย การตัดทุเรียนไม่ให้อ่อน ที่จังหวัดระยองและเมื่ออาสาสมัครมีความรู้แล้วก็เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรต่อ ในลักษณะลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติของเกษตรกรในสวนทุเรียน แนะนำการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดอย่างทันท่วงที มีการจัดทำคู่มือการผลิตทุเรียนคุณภาพผสมผสานความรู้ของส่วนราชการ ภาคเอกชน และภูมิปัญญาชาวบ้านเข้าด้วยกันอย่างเข้าใจง่ายทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและมาลายู
“เข้าถึง” 

– มีการใช้แอพพลิเคชั่นติดตามการผลิตทุเรียนของเกษตรกร 4 ระยะ ตั้งแต่ 1. การเตรียมต้นสะสมอาหาร 2.การดูแลดอกทุเรียน 3.การฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดหนอนเจาะทุเรียน และ 4. การเก็บเกี่ยวที่ไม่ให้มีผลผลิตอ่อน ซึ่งผลผลิตต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 120 วัน ขึ้นไป หลังดอกบาน พร้อมทั้งตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้งที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 32 โดยทุเรียนรุ่นแรกจะออกตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน และมีผลผลิตมากในช่วงกรกฎาคม – กันยายน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนปุ๋ย สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ให้เกษตรในโครงการยืมสำหรับเกษตรกรไม่มีเงินลงทุน และจะใช้คืนเป็นเงินหลังจากขายผลผลิตได้เพื่อหมุนเวียนไว้ซื้อปัจจัยการผลิตปีต่อๆ ไป
“พัฒนา”

-สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน แนะนำวิธีการเจรจาต่อรองราคาที่ให้เกิดประโยชน์ทั้งเกษตรกร และ ผู้รับซื้อแบบไม่มีการเอาเปรียบกัน มีรูปขายผลผลิตในปีนี้ 3 รูปแบบ ผู้ซื้อจะยินยอมพร้อมใจสนับสนุนเงินสมทบ “กองทุนพัฒนาเกษตรกร” เพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพปีต่อไป เป็นจำนวนเงินกิโลกรัม 2 บาท 
ดังนี้

(1) เจรจาล้งที่รับซื้อเดิมในพื้นที่และมั่นใจในคุณภาพทุเรียนของเกษตรกรในโครงการฯ (ล้งพันธมิตร) พร้อมทั้งเสนอราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะไปขายให้กับล้งที่พอใจมากที่สุด

(2) การขายออนไลน์ : มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างชื่อแบรนด์ “ทุเรียนบาตามัส”ให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง โดยปีนี้ เริ่มนำร่อง 320 กล่อง จากเกษตรกร 5 ราย เพื่อทดลองตลาด

(3) การขายประมูลสวน : โดยได้เชิญล้งที่สนใจจำนวน 6 ล้ง ดูผลผลิตในสวนเกษตรกร 3 ราย ว่าทุเรียนมีรูปทรงสวยเกรดส่งออกเป็นส่วนมาก มีหนามสีเขียว และให้ล้งยื่นซองเสนอราคาเพื่อเข้าตัดผลผลิตเกษตรกรทุกเกรดในราคาเดียวกันยกเว้นของเสีย ซึ่งปีนี้ล้งที่ชนะการประมูลให้ราคาสูงถึง 146 บาทต่อกิโลกรัม

“ความสำเร็จ”จากการดำเนินงานของโครงการฯ นี้ คือ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ ต่อยอดยกระดับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแบบดั้งเดิมกลายเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ รู้จักการดูแลสวนทุเรียนอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน ตามหลักทฤษฎีใหม่ และปัจจุบันเริ่มต้นเข้าไปสู่เกษตรผู้ประกอบการ คือ รู้วิธีการพัฒนาแบบตลาดนำการผลิตทำทุเรียนให้เป็นที่ต้องการของผู้รับซื้อ รู้จักรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต รวมกลุ่มกันขายผลผลิต เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคาและที่สำคัญได้รู้จักในการบริหารงานกลุ่มที่สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งตลาดและเงินลงทุนได้ด้วยตนเอง ถือได้ว่าเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริ ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน เป็นการสอนให้ชาวบ้าน”รู้วิธีตกปลา มากกว่าเอาปลาไปให้” เป็นการพัฒนาที่มุ่งสู่ความยั่งยืนของประชาชนอย่างแท้จริง



ทั้งหมดทั้งมวลคือการขับเคลื่อนดำเนินการเป็นขั้นตอน โดย”ตั้งมั่น ยึดมั่น”ในแนวทางพระราชดำริ “รู้ รัก สามัคคี” และนำไปสู่การปฏิบัติอย่าง”เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”สถาบันปิดทองหลังพระฯ ใช้เวลาขับเคลื่อนร่วมกับเกษตกร เพียงระยะเวลา 1 ปี “ความสำเร็จ”ที่เป็นรูปธรรม คือผลผลิตทุเรียนคุณภาพจาก 800 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,571 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวม 402.02ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากรายละ 60,000 บาทต่อปี เป็น 262,731 บาทต่อปี 

ปัจจุบันสามจังหวัดชายแดนใตัมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 1.35 แสนไร่ แบ่งเป็น จังหวัดยะลา ประมาณ 9.6 หมื่น ไร่  นราธิวาส 3 หมื่นไร่ และปัตตานี 8,000 ไร่  และมีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน 20 แห่ง  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างวิสาหกิจในการผลิตทุเรียน และรวมปริมาณผลผลิตที่มีปริมาณมากพอสำหรับการเจรจากับผู้รับซื้อ

ทุเรียนหมอนทองบาตามัส จึงเป็นดั่ง”ทองคำแห่งชายแดนใต้” ด้วยผลผลิตที่สร้างทั้งรายได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน แต่”คุณค่า”ที่มหาศาลยิ่งกว่า คือ”วิถีพหุวัฒนธรรม”ของเกษตรกรไทย-พุทธ และไทย-มุสลิม ที่หล่อหลอมแน่นแฟ้นกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวในเป้าหมายเพื่อร่วมพัฒนา”ทุเรียนท้องถิ่น”ให้เป็นสินค้าคุณภาพสูง เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทัดเทียมเช่นเดียวกันกับทุเรียนจากภูมิภาคอื่น
 

GIT จัดงาน ‘THAILAND GOLD FORUM’ ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 68

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755540

GIT จัดงาน 'THAILAND GOLD FORUM' ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 68

GIT จัดงาน ‘THAILAND GOLD FORUM’ ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 68

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.29 น.

GIT จับมือ World Gold Council และสมาคมผู้ค้าทองคำ จัดงาน THAILAND GOLD FORUM อย่างยิ่งใหญ่ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 68

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ร่วมกับ World Gold Council และสมาคมผู้ค้าทองคำ จัดงานประชุม THAILAND GOLD FORUM ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ ในงานบางกอกเจมส์แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ ครั้งที่ 68 ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการของทั้งสามองค์กร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการค้าทองคำไทย สู่การเป็นเป็นศูนย์กลางการค้าทองที่สำคัญของโลก

งานประชุม Thailand Gold Forum ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นงานสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากทั่วโลก รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมทองคำมาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย ความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการค้าทองคำให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ

1.Insightful Panel Discussions: การแบ่งบันความรู้ ความเชี่ยวชาญ และวิสัยทัศน์จากผู้นำในอุตสาหกรรม โดยพูดถึงหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ และการค้าส่งและปลีก

2.Networking Opportunities: การเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเดียวกัน สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และมองหาโอกาสในการร่วมมือเพื่อการเติบโตอนาคตของอุตสาหกรรมทองคำ

3.Cutting-Edge Technology: พบกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดในอุตสาหกรรมการค้าทองคำ

4.Market Intelligence: เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และการคาดการณ์ของตลาด ที่จะเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

5.Global Perspective: ร่วมการสนทนาแบบไร้พรมแดน และค้นหาโอกาสใหม่ เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การค้าทองคำโลก

สำหรับทองคำนั้น ตั้งแต่โบราณได้ถูกนำมาผลิตแปรรูปเป็นเครื่องประดับทอง และใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ รวมถึงสะสมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้า และปัจจุบันทองคำได้พัฒนาความเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรมและรูปแบบการนำมาใช้ที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งได้มีการพัฒนาการจากตลาดค้าขายทองคำในประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองที่สำคัญของโลก

ซึ่งการจัดงาน Thailand Gold Forum ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ ด้านการค้าทองคำ ที่หมายมั่นจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรมทองคำ รวมทั้งสร้างสรรค์ สนับสนุนให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

-(016)

โฟร์โมสต์ จับมือ มูลนิธิกระจกเงา กระจายนม 1 ล้านกล่องสู่กลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755415

โฟร์โมสต์ จับมือ มูลนิธิกระจกเงา กระจายนม 1 ล้านกล่องสู่กลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

โฟร์โมสต์ จับมือ มูลนิธิกระจกเงา กระจายนม 1 ล้านกล่องสู่กลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ในประเทศไทยและอินโดจีน เดินหน้าสู่ปีที่ 67 ด้วยกลยุทธ์การเข้าถึงโภชนาการที่ดีอย่างยั่งยืนและมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เปิดตัวนมโฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 สูตรใหม่ เติมเต็มโภชนาการ สารอาหารที่ดีสำหรับเด็กไทย และยังขยายโอกาสการเข้าถึงโภชนาการที่ดีให้แก่คนในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและกลุ่มเปราะบาง ด้วยสินค้าที่มีราคาเข้าถึงได้ กระจายจุดจำหน่ายให้เข้าถึงคนส่วนมากของสังคม และลดช่องว่างสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการเข้าถึง ด้วยการร่วมมือกับ มูลนิธิกระจกเงา บริจาคนมพร้อมดื่ม จำนวน 1 ล้านกล่อง ภายใต้โครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยปีที่ 3 ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงเดือนกันยายนนี้

นายวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าฟรีสแลนด์คัมพิน่า ประเทศไทย ได้ก้าวสู่ปีที่ 67 ซึ่งนับเป็นอีกวาระสำคัญของธุรกิจที่ได้ผลิตและส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้กับคนไทยมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน โดยในปีนี้บริษัทได้มุ่งดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตตามนโยบายของสหประชาชาติ ด้วยการนำ “ความยั่งยืน และการเข้าถึงโภชนาการที่ดี”มาเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจและรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการทำงาน4 มิติ คือ 1.พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด (better product) 2.การทำการสื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ(responsible communications) 3.สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพที่ดี (lifestyle education) และ 4.กระจายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (broadening access tonutrition)

วิภาส ปวโรจน์กิจ

นอกจากแนวทางดังกล่าว บริษัทยังมีการพัฒนาหลากหลายโครงการ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อส่งต่อประโยชน์ในเชิงสาธารณะ โดยเฉพาะกับโครงการล่าสุดอย่าง “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยปีที่ 3” ที่ดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งจากพาร์ทเนอร์หลักมูลนิธิกระจกเงา พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ร้านค้า และผู้บริโภค ที่ร่วมสนับสนุนการส่งมอบนมจำนวน 1,000,000 กล่อง ให้แก่เด็กและครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินโครงการในปีที่ 1 และปีที่ 2 มีการส่งมอบนมเป็นจำนวน 2 ล้านกล่องให้กับเด็กและครอบครัวเปราะบางทั่วประเทศมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ยังคงตั้งเป้าส่งมอบนมให้ได้จำนวน 1 ล้านกล่อง ด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ เพื่อให้การก้าวสู่ปีที่ 67 เติบโตอย่างยั่งยืน ฟรีสแลนด์คัมพิน่าประเทศไทย ยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นนายสัตวแพทย์ ไค๊ส์ เตอนิสเซิ่น อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กรมปศุสัตว์ แพทย์หญิงวิสารัตน์ ธีระโกเมน รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิกระจกเงา ที่ได้มาร่วมให้แนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์ และการผลักดันโภชนาการของไทยให้ก้าวสู่ทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงการสร้างความมั่นคงให้กับหนึ่งในอาหารหลักของคนทั่วโลกอย่าง “นม” ให้มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์และคุณค่าต่อผู้บริโภคในอนาคต

สุภสิตา ไกรศรี

ด้าน นางสาวสุภสิตา ไกรศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์โฟร์โมสต์นับเป็นแบรนด์ที่มีบทบาทขับเคลื่อนการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้กับคนไทยและคนทั่วโลก และยังเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่ได้รับความไว้วางใจทั้งในมิติของนมคุณภาพที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ที่ผ่านมา สิ่งที่โฟร์โมสต์ให้ความสำคัญคือ การนำผลวิจัยและภาวะทางสุขภาพ รวมถึงภาวะทางโภชนาการของเด็กไทยมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะจากผลสำรวจจากโครงการสำรวจภาวะโภชนาการเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ SEANUTS ครั้งที่ 2 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีสารอาหารที่ตรงกับความต้องการของเด็กไทยอย่างครอบคลุม ล่าสุดยังได้ตอกย้ำความไว้วางใจนมพร้อมดื่มสำหรัเด็ก ด้วยการปรับปรุงสูตรใหม่ นมโฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 ซึ่งเป็นสูตรที่ขายดีที่สุดมาตลอด 7 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์ด้านโภชนาการตามความต้องการของเด็กไทยอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลาย ทั้งใยอาหารช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้านทั้งสมอง ร่างกาย และภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างฉลาดและแข็งแรง

อีกทั้ง นอกจากการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผลิตภัณฑ์แล้ว ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า ประเทศไทย รวมถึงโฟร์โมสต์ยังมีเป้าหมายที่จะอุดช่องว่างภาวะทุพโภชนาการของเด็กไทยในประเด็นที่สำคัญคือ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง การบริโภคอาหารและปริมาณพลังงาน-สารอาหารที่ได้รับในแต่ละวันที่ยังไม่สมดุลโดยเฉพาะในมื้อเช้า และการเพิ่มแคลเซียมให้ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ

รศ.ดร.นิภา โรจน์รุ่งวศินกุล ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการ SEANUTS IIของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มเด็กเป็นกลุ่มเปราะบางที่น่าเป็นห่วงทางด้านโภชนาการ ซึ่งจากผลสำรวจเด็กไทย (SEANUTS II) พบว่า เด็กไทยยังมีปัญหาภาวะทุพโภชนาการ มีภาวะโภชนาการทางด้านขาด อาทิ ภาวะเตี้ยแคระเกร็น ภาวะโภชนาการเกิน ได้แก่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน รวมทั้งการขาดสารอาหาร micronutrients โดยมากกว่า 70% ของเด็กที่อายุ 6 เดือน-12 ปี ยังได้รับแคลเซียมไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ตัวเลขจากผลสำรวจนี้เป็นภาพสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาโภชนาการ รวมถึงการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นและเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก อย่างไรก็ตามจากการส่งเสริมการดื่มนมของทุกภาคส่วนที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้เห็นถึงการส่งเสริมการได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพื่อโภชนาการที่ดีของเด็กต่อไป

รอดชีวิต เพราะมีสติมั่น แล้วแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755427

รอดชีวิต เพราะมีสติมั่น แล้วแก้ปัญหา

รอดชีวิต เพราะมีสติมั่น แล้วแก้ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผมตั้งสติดูว่าน้ำจำนวนมากเข้ามาในห้องจากช่องไหน ผมคิดในขณะนั้นว่า หากน้ำเข้ามามากๆ แบบนี้ได้ แล้วถ้าผมสวนทางออกไปได้ ผมก็รอดชีวิตได้ ไลฟ์ วาไรตี โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนไปคุยกับ คุณณัฐทัตต์ วงศ์ทองเหลือ ผู้รอดชีวิตจากเหตุเรือล่มกลางทะเล โดยการตั้งสติแล้วแก้สถานการณ์

l เหตุการณ์เรือล่มครั้งนั้น เกิดขึ้นมากี่ปีแล้วครับ เกิดที่บริเวณไหนของอ่าวไทยครับ 

คุณณัฐทัตต์ : เหตุการณ์เกิดที่ชุมพรครับ ประมาณ 6 ปีมาแล้ว คือผมเรียนดำน้ำ เพราะต้องการจะผ่านหลักสูตรนี้ แล้วนำไปประกอบการดำน้ำถ่ายภาพใต้ทะเล คือผมเป็นช่างภาพอยู่ก่อนแล้วครับ ผมตั้งความหวังไว้ว่าจะเก็บภาพสวยๆ ของโลกใต้ท้องทะเลไทยในภูมิภาคต่างๆ แล้วไต่เต้าไปเป็นช่างภาพใต้น้ำชาวไทยที่สร้างผลงานระดับนานาชาติ ผมก็ฝึกดำน้ำในสระจนจบคอร์ส โดยเรียนที่โรงเรียนดำน้ำแห่งหนึ่งแถวๆ ศาลายาแล้วก็ต้องไปลงทะเลจริงๆ แล้วคิดว่าหลังจากนั้นจะไปสอบให้ได้บัตรดำน้ำ และบัตรช่างภาพใต้น้ำ วันที่ไปลงทะเลคือช่วงเดือนกรกฎาคม ไปถึงชุมพรวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 วันแรกที่ไปถึงก็ฝึก ซึ่งก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แล้วในวันต่อๆ มาคือ 26 กรกฎาคม คือเมื่อเรือจอดจุดแรก เพื่อให้นักเรียนดำน้ำลงไปฝึกในสถานที่จริงโดยในตารางฝึกมีสองจุด แต่เมื่อเรือจอดที่จุดแรกพวกเราก็ลงไปดำน้ำ พอเสร็จแล้วก็ขึ้นเรือ เพื่อจะย้ายจุดต่อไป แต่ปรากฏว่าเรือมีปัญหา กัปตันแจ้งว่าเรือมีปัญหาแบตเตอรี่ ต้องใช้เวลาซ่อมพอประมาณ อาจจะไม่สามารถย้ายจุดดำน้ำต่อไปได้ ทุกคนก็เลยลงดำรอบสองในบริเวณเดิม ผมดำน้ำไปได้สักระยะก็รู้สึกมึนศีรษะ ก็จึงขึ้นมานอนพักในห้องบนเรือ แล้วมารู้สึกตัวเมื่อเรือปะทะกับคลื่นอย่างรุนแรง เพราะเรือถูกลากแล้วโต้กับลูกคลื่น เมื่อตื่นขึ้นมาได้ไม่นานก็มีเสียงตะโกนว่าเรือรั่ว ขอให้คนบนเรือช่วยกันขนถัง oxygen สำหรับดำน้ำไปไว้ในห้องโดยสาร เพื่อถ่วงน้ำหนักของเรือ แต่ไม่มีใครทำได้ทัน เพราะเรือจมลงค่อนข้างเร็ว แล้วสุดท้ายเรือลำที่ลากเรือที่กำลังจะจมก็ตัดสายลากจูงทิ้ง เพราะหากไม่ตัด เรือที่จมจะลากเรืออีกลำให้จมลงไปด้วย

l ขอถามแทรกครับ สภาพเรือที่นั่งเป็นอย่างไรครับ เก่าหรือใหม่ ลำใหญ่ขนาดไหนครับ บรรทุกคนได้มากประมาณกี่คนครับ

คุณณัฐทัตต์ : สภาพเรือเก่ามาก แล้วมารู้ภายหลังว่าเรือมีรอยรั่ว แต่ในส่วนรายละเอียดมากกว่านี้ขออนุญาตไม่เล่าครับ เพราะอาจจะมีปัญหากับรูปคดี เนื่องจากศาลตัดสินคดีนี้ไปแล้ว หากผมพูดไปอาจจะไม่เหมาะครับ แต่ยืนยันได้ว่าเรือเก่ามาก ไม่น่าจะอยู่ในสภาพพร้อมแล่นออกทะเลลึก ส่วนคนบนเรือลำที่จมนั้นมีทั้งหมด 13 คนครับ หลังเรือจมมีคนตายไป 5 คน รอด 8 คนครับ

l ช่วยเล่าให้ฟังถึงนาทีที่รู้ว่าเรือกำลังจะจม จำได้ไหมครับว่าเรือออกไปในท้องทะเลไกลจากฝั่งกี่กิโลเมตร แล้วเมื่อคุณอยู่ในห้องของเรือ แล้วคุณเอาชีวิตรอดออกมาได้ ใช้หลักการอย่างไรบ้างครับ 

คุณณัฐทัตต์ : จำไม่ได้ว่าไกลออกไปกี่กิโลเมตร แต่จำได้ว่านั่งเรือออกไปนานเป็นชั่วโมง และบริเวณที่ดำน้ำแบบ Scuba ก็ต้องมีระดับน้ำลึกประมาณ 18-40เมตร เป็นมาตรฐาน ส่วนที่ถามว่าเมื่อรู้ว่าเรือจมผมทำอย่างไรทั้งๆ ที่อยู่ในห้อง อันดับแรกคือผมดูก่อนว่าน้ำไหลหรือพุ่งเข้าในห้องทางช่องไหน เพราะจำได้ว่าน้ำเข้ามาแรงและเร็วมาก แสดงว่าช่องที่น้ำเข้าต้องใหญ่ ผมก็คิดว่าต้องพุ่งส่วนออกไปทางช่องนั้นให้ได้ หากออกได้ ก็รอดชีวิต เมื่อกี้เล่าว่ามีเสียงตะโกนให้นำถัง oxygen ไปไว้ในห้องพักแต่ไม่มีเวลาทำได้ทัน เพราะน้ำเข้ามาเร็วมาก จนสุดท้ายได้ยินคำว่าเรือจมแน่ๆ ในขณะนั้นผมอยู่ในห้องด้านขวาของเรือ ประตูของห้องอยู่ด้านซ้ายมือ ผมพยายามจะเปิดประตูออก แต่เปิดไม่ได้ เพราะน้ำดันอยู่ภายนอก แต่ก็มีน้ำไหลเข้าในห้องอย่างแรง จนทำให้ตัวผมกระเด็นเข้าไปที่ผนังห้อง ช่วงนั้นผมตั้งสติแล้วหาทางออกให้ได้ เพราะรู้ว่ามีน้ำเข้ามาอย่างแรง ก็แสดงว่าช่องที่น้ำเข้าต้องใหญ่มาก คิดอย่างเดียวคือต้องออกไปทางช่องที่น้ำเข้ามาให้ได้ ผมจึงพยายามนำตัวแทรกช่องที่น้ำเข้าออกไปข้างนอก

l นาทีวิกฤตตอนนี้น่าสนใจมาก ช่วยเล่ารายละเอียดด้วยครับ 

คุณณัฐทัตต์ : ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมเป็นลูกชาวน้ำ อยู่กับน้ำมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย บ้านอยู่ชุมชนริมแม่น้ำ ผมว่ายน้ำเป็นตั้งแต่อายุน้อยมาก สมัยก่อนมีเรือโยงแล่นในเจ้าพระยามากมาย ผมเกาะเรือโยงไปกับเรือเมื่อเรือแล่นไปต้นน้ำ แล้วผมก็ว่ายตามน้ำกลับบ้าน เล่นแบบนี้ตลอด เพราะไม่มีการละเลยวิธีอื่นสำหรับลูกชาวน้ำ ผมเป็นคนว่ายน้ำแข็ง ว่ายในแม่น้ำได้เลยครับ แต่เมื่อเรือจมในทะเล ผมก็ใช้การตั้งสติ แล้วเก็บอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด เพราะสำคัญกับการรอดชีวิตมาก 

l อธิบายคำว่าเก็บอากาศให้ทราบด้วยครับ

คุณนัฐทัตต์ : สำหรับคนว่ายน้ำเป็นต้องรู้จักการเก็บอากาศให้มากที่สุด เพราะทำให้อึด ว่ายน้ำได้นานดำน้ำได้นานด้วย อย่าลืมว่าคนเรามีขนาดของปอดไม่เท่ากันการเก็บอากาศก็จะได้ไม่เท่ากัน การเก็บอากาศคือก่อนจะดำน้ำก็ต้องดึงอากาศเข้าลมหายใจให้มากที่สุด แต่หากดึงเข้าไปแล้วไม่ผ่อนออกมาบ้าง ก็จะอึดอัดมาก แล้วที่สุดต้องปล่อยลมหายใจออกมาครั้งเดียวเป็นจำนวนมากแบบนี้ก็หมดอากาศในปอดแล้ว สังเกตปลาไหมครับ ปลาจะค่อยๆ ปล่อยอากาศออกมาที่ละน้อย คนเราก็เช่นกันเมื่อดึงอากาศเข้าปอดแล้ว ต้องค่อยๆ ปล่อยออกมาเป็นจังหวะ แล้วดำน้ำต่อไป ช่วงที่ผมอยู่ในห้องพักของเรือ เมื่อเห็นว่าน้ำเข้ามาในห้อง ผมก็ดูว่ายังมีช่องว่างเหนือศีรษะของเราอีกมากแค่ไหน เพราะถ้าเราลอยตัวเหนือผิวน้ำได้ เราก็ยังหายใจได้ตามปกติ แล้วก็พยายามหาทางออกโดยสวนช่องทางน้ำเข้าในห้องให้ได้โดยเร็ว ผมรวบรวมกำลังทั้งหมดสวนทางน้ำเข้าห้องออกมาจนได้ แต่เรือก็จมลงไปหลายเมตรแล้ว คนที่ช่วยชีวิตผมในวันนั้นถามผมว่า เอาตัวรอดมาได้อย่างไร เพราะเรือจมไปนานกว่า 3 นาทีแล้ว ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้ แต่รู้เพียงว่าตั้งสติตลอดเวลา แล้วหาทางออกตัวรอดให้ได้ช่วงที่เรือจมเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เวลาเรือจมลงในน้ำ แสงสว่างก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ตรงนี้ยิ่งต้องตั้งสติให้ดีที่สุด เพราะการช้าไปเพียงเสี่ยวนาทีก็หมายถึงอาจเสียชีวิตได้ทันที เมื่อผมออกจากห้องของเรือได้ก็พยายามพาตัวขึ้นผิวน้ำ เพราะเข้าใจว่าน่าจะต้องมีคนคอยช่วยชีวิต เป็นความโชคดีของผมที่เมื่อผมขึ้นถึงผิวน้ำก็คว้าได้เชือกที่เขาโยนให้กับผู้จมน้ำ ผมจับเชือกไว้แน่นที่สุด ไม่ยอมให้หลุดมือ แล้วเชือกก็ถูกลากไปยังเรืออีกลำหนึ่ง ผมได้รับการช่วยชีวิตไว้ได้ พร้อมกับคำถามแรกที่จำได้คือ รอดชีวิตมาได้อย่างไร เพราะเรือจมไปนานกว่า 3 นาที ผมรอดชีวิตมาได้ แล้วมารู้ภายหลังว่ามีผู้เสียชีวิต 5 คน ตอนแรกเมื่อผมขึ้นเรืออีกลำหนึ่งได้ เจ้าหน้าที่ถามว่าจะกลับขึ้นฝั่งทันทีหรือจะรอดูสถานการณ์ของเพื่อนๆ ในเรือลำที่จม ตอนแรกผมตอบว่ารอ แต่สักพักหนึ่งผมสำรอกออกมาเป็นเมือกขาวขุ่นๆ แล้วรู้สึกหายใจไม่ออก ผมจึงบอกว่าขอกลับเข้าฝั่งเพื่อไปโรงพยาบาล หลังจากนั้นอีก 1-2 วัน คุณหมอที่รักษาผมมาบอกว่า คุณตัดสินใจถูกแล้วที่รีบกลับเข้าฝั่งแล้วไปโรงพยาบาลปากน้ำชุมพร หากช้ากว่านั้น คุณอาจเสียชีวิต เพราะติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เพราะหายใจเอาน้ำทะเลสกปรกเข้าไปในปอด แล้วในช่องกระเพาะก็เต็มไปด้วยน้ำทะเลที่สกปรก

l การรอดชีวิตในครั้งนั้นเกิดจากการมีสติเป็นสำคัญ ใช่ไหมครับ มีส่วนอื่นๆ ประกอบอีกไหมครับ

คุณณัฐทัตต์ : สติสำคัญที่สุด ส่วนพละกำลังในการว่ายน้ำก็สำคัญครับ เรื่องการเก็บอากาศใต้น้ำก็สำคัญเช่นกัน ต้องฝึกทุกอย่างครับ แนะนำว่าทุกคนที่ต้องใช้เรือ ควรต้องว่ายน้ำเป็น และหัดเก็บอากาศให้ได้และต้องมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีสติครับเพราะสติช่วยให้เรารอดพ้นจากเหตุวิกฤตทั้งปวงได้ แต่ถึงแม้จะไม่รอดชีวิต แต่เราก็จะมีสติอยู่กับตัวตลอดจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต การมีสติช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนก และสามารถหาทางออกของปัญหาได้ ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังครับ หลังจากผมรอดชีวิต มีกระแสdrama ว่าทำไมผมไม่สวมเสื้อชูชีพ ผมตอบว่า หากวันนั้นผมสวมชูชีพแล้วอยู่ในห้องของเรือ ผมตายไปแล้วครับ เพราะกว่าผมจะถอดชูชีพออกได้ ผมคงไม่มีเวลาเอาตัวออกมาจากห้องของเรือที่จมลงไปใต้น้ำ อันที่จริงการสวมชูชีพเมื่อนั่งเรือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องดูว่าคุณนั่งในบริเวณใดของเรือ หากนั่งในส่วนที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง แบบนั้นจำเป็นต้องสวมชูชีพตลอดเวลา แต่หากคุณอยู่ในห้องของเรือ ไม่จำเป็นต้องสวม แต่ต้องมีชูชีพไว้ใกล้ตัวและพร้อมจะหยิบใช้ได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงย้ำว่าเวลานั่งเรือต้องอยู่กับชูชีพ แต่ไม่จำเป็นต้องสวมชูชีพตลอดเวลา ต้องดูด้วยว่าคุณอยู่ในส่วนใดของเรือคุณอาจเห็นว่าคนสวมชูชีพแล้วเสียชีวิตภายในเรือ เพราะออกจากเรือไม่ได้

l รักษาตัวในโรงพยาบาลหลังจากเกิดเหตุเรือล่มนานแค่ไหนครับ

คุณณัฐทัตต์ : อยู่โรงพยาบาลสามวันครับจากนั้นก็ขับรถยนต์กลับกรุงเทพฯเอง เพราะผมขับรถลงไปชุมพรเองครับ 

l มีอะไรจะเล่าเพิ่มเติมถึงการทำให้มีชีวิตรอดจากวิกฤตครั้งนั้นครับ

คุณณัฐทัตต์ : อันดับแรกต้องขอบคุณทุกแรงใจที่มอบให้ผมและคนอื่นๆ ที่ประสบเหตุในวันที่เกิดเหตุครับ แต่ที่มากที่สุดคือต้องมีสติ และต้องว่ายน้ำเป็น เพราะหากว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ควรจะนั่งเรือไปในที่ที่มีน้ำลึกมากๆ เน้นว่าต้องว่ายน้ำเป็นหากจะลงเรือ ต้องฝึกตัวเองและลูกหลานให้ว่ายน้ำให้เป็นครับ การว่ายน้ำเป็นคือการเอาตัวรอดได้ดีที่สุดเวลาเราตกน้ำ หากเราว่ายน้ำเป็นและเก่ง เราจะสามารถใช้เครื่องมือช่วยชีวิตคนจมน้ำได้ด้วย แต่ย้ำว่าอย่าเอาตัวเองหรือตัวเปล่าๆ โดยไร้อุปกรณ์ช่วยชีวิตไปช่วยคนจมน้ำนะครับ เพราะจะตายทั้งคู่ โดยเฉพาะในกรณีที่คุณไม่ได้รับการฝึกฝนให้ช่วยชีวิตคนจมน้ำ เราเห็นมามากแล้วครับ นักว่ายน้ำตายพร้อมกับคนที่ตนเองไปช่วยจากการจมน้ำ ส่วนเรื่องสตินั้นต้องเน้นๆๆ และย้ำๆๆ ครับ ต้องมีสติตลอดเวลา ต้องฝึกการมีสติ แล้วประการต่อมาคือต้องหาความรู้ใส่ตัวเมื่อเวลาเราไปเที่ยวที่ไหนๆ ก็ตาม ต้องดูทางหนีไฟ ต้องดูเครื่องดับเพลิง ต้องดูเวลาเกิดไฟฟ้าดับ แล้วเราจะมีอุปกรณ์ให้แสงสว่างอยู่ที่ไหน ทางหนีไฟไปทางไหน คือไม่ว่าจะไปไหนต่อไหนก็ต้องศึกษาทางหนีทีไล่ของสถานที่นั้นๆ ให้ดี อย่างไปคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราหรอก แต่ต้องคิดเสมอว่า ต้องป้องกันไว้ ต้องเรียนรู้และศึกษาไว้ให้ดี เมื่อเกิดเหตุจะได้รับมือทัน ขอย้ำอีกทีว่าการลงเรือต้องอยู่ใกล้กับชูชีพ ต้องใช้ชูชีพได้ทันเมื่อเกิดเหตุไม่ปกติในเรือ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสวมชูชีพตลอดเวลาเมื่ออยู่ภายในห้องของเรือ แต่ต้องดูว่าอยู่ในจุดใดของเรือแล้วจึงต้องสวมชูชีพ ย้ำว่าการฝึกว่ายน้ำ การฝึกดำน้ำ การฝึกเก็บอากาศเป็นเพียงการฝึกเท่านั้น เพราะเวลาเกิดเหตุจริงๆ ก็ต้องมีสติกำกับตลอดเวลา เพื่อให้เราสามารถทำตามขั้นตอนที่เราฝึกมาได้เป็นอย่างดี หากเราขาดสติ ตื่นตูม สิ่งที่เราฝึกฝนมาก็จะไม่ได้ช่วยอะไรเราดังที่เราเห็นบ่อยๆ ว่าครูสอนดำน้ำถูกคนจมน้ำกอดรัดจนจมน้ำตายด้วยกันทั้งคู่

คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

ขอบคุณภาพจาก ข่าวสดออนไลน์ และผู้จัดการออนไลน์

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : อร่อยในสไตล์ ‘สายเนื้อ’ กับ 8 โรงแรมทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755394

แนวหน้า ฟู้ด รีวิว : อร่อยในสไตล์ ‘สายเนื้อ’ กับ 8 โรงแรมทั่วไทย

แนวหน้า ฟู้ด รีวิว : อร่อยในสไตล์ ‘สายเนื้อ’ กับ 8 โรงแรมทั่วไทย

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร ในสัปดาห์นี้มีเมนูพิเศษสำหรับผู้นิยมชมชอบอาหารประเภทสเต๊ก หลากหลายสไตล์ตามความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาเชฟใน 8 โรงแรมชั้นนำ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอ “แชมเปญบรั้นช์” มื้อสายทุกวันอาทิตย์แรกของทุกเดือน เวลา 11.30-14.30 น.อร่อยกับอาหารสไตล์สเปน ซีฟู้ดคุณภาพพรีเมียมสดใหม่ และเมนูนานาชาติ ท่านละ 4,555 บาท++พร้อมแชมเปญ จี เอช มุมม์กอร์ดอง รูจ ขวดใหญ่ขนาดจุ 1.5 ลิตรรวมไวน์รสเลิศจากทั่วโลก และเครื่องดื่มพรีเมียมอื่นๆ แบบไม่อั้น ที่ ห้องอาหารอูโนมาส โทร.02-1006255

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน นำเสนอ“ซีฟู้ด แอนด์ มอร์ บาร์บีคิว บุฟเฟต์” อาหารทะเลสดใหม่หอยนางรมสด พร้อมหมูหัน และอาหารนานาชาติ ฯลฯ ชมการแสดงดนตรีสดเคล้าเสียงคลื่นริมชายหาดหัวหิน ทุกวันเสาร์ เวลา 18.30-21.30 น. ท่านละ 1,200 บาท++ที่ ห้องอาหารโคสต์บีชคลับและบิสโทร โทร.032-512021 ถึง 38

โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ตนำเสนอ “ดินเนอร์บุฟเฟต์” อาหารนานาชาติ 5 วัน 5 สไตล์ความอร่อยอาทิ บุฟเฟต์สเต๊กทุกคืนวันพุธ ท่านละ950 บาท++, บุฟเฟต์บาร์บีคิวมองโกเลียทุกคืนวันพฤหัสบดี ท่านละ 950 บาท++พร้อมชื่นชมวิวทะเลอันดามัน และการแสดงสุดพิเศษ ที่ ห้องอาหารคาเฟ่ อันดามัน โทร.076-391123

โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัลกรุงเทพฯ นำเสนอ “บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์” กับอาหารนานาชาติจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกพร้อมเสียงเพลงจากวงดนตรีบรรเลงสด ทุกวันอาทิตย์ที่ 2และ 4 ของเดือน (10 ก.ย. และ24 ก.ย.) เวลา 12.00-15.00 น. ท่านละ 2,900 บาท++ ที่ ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ โทร.02-6560444

โรงแรมแคนทารี ฮิลส์เชียงใหม่ นำเสนอ “คาร์เวอรี่ไนท์บุฟเฟต์” สำหรับคนรักเนื้อท่านละ 700 บาทถ้วน พร้อมโปรโมชั่น “ศุกร์นี้มา 6 จ่าย 5”ถึง 31 ต.ค. ที่ ห้องอาหารนิมมานบาร์ แอนด์ กริล โทร.053-222111

โรงแรมคามิโอ แกรนด์ ระยอง นำเสนอ “ดินเนอร์บุฟเฟต์ สเต๊กและซีฟู้ด” ทุกวันพฤหัสบดี ท่านละ690 บาท++ ที่ ห้องอาหารแคลิฟอร์เนีย สเต๊ก โทร.038-621626

โรงแรมใบหยก สกาย กรุงเทพฯนำเสนอ “บุฟเฟต์ 5 ห้องอาหาร 9 สไตล์” โดยเฉพาะดินเนอร์บุฟเฟต์ “Grilled Steak & Seafood” ท่านละ890 บาท ที่ ห้องอาหาร BangkokSky ชั้น 76 และ 78 โทร.02-6563000 และ 02-6563939

โรงแรมเคปราชา ศรีราชานำเสนอ “ชุดอาหารยุโรป 3 คอร์ส” ที่ประกอบด้วยสเต๊กหมูสันใน เสิร์ฟพร้อมซอสเห็ด เป็นจานหลัก สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ท่านละ 490 บาท++ ถึง 30 ก.ย. ที่ ห้องอาหารเลอ มาแรงน์ โทร.038-314288

สำหรับคนรักเมนูสายเนื้อเพื่อความอร่อยกับเมนูอาหารหลากหลายสไตล์ใน 8 โรงแรมชั้นนำ ที่จะทำให้สุขสันต์หรรษาไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 9 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755393

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 9 กันยายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 9 กันยายน 2566

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บจก.เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ชวนชิมความอร่อยในราคาสุดพิเศษ เมนูสุดคุ้มจาก 13 แบรนด์ ร้านอาหารชั้นนำในเครือซีอาร์จี ฉลองครบรอบ 45 ปี ถึง 31 ต.ค. CRG Call Center 1312

TETSU ชวนชิม Yakiniku Omakase กับเมนูใหม่ Niku Somen รวม 14 คอร์ส ท่านละ 7,500 บาท++ ระหว่าง 14-17 ก.ย. ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ โทร.064-5872421

ชวนชิม 7 เมนูกุ้งมังกรนำเข้าจากประเทศแคนาดา และกรีนล็อบสเตอร์จากภูเก็ต ใน “เทศกาลเมนูล็อบสเตอร์” เมนูละ 4,300 บาท++ ถึง 31 ม.ค.2567 ที่ ร้านฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน อิมแพ็ค โทร.02-8335434-5

ชวนชิม

ชวนชิมอาหารอร่อย อาทิ ผัดไทยซอสมังคุด, แกงส้มลูกชก, ห่อหมกปูไข่กุ้ง, ขนมจีบไส้หมูฮ้องของดีจาก 8 หมู่บ้านในงาน “OTOP นวัตวิถี จังหวัดพังงา” ถึง 10 ก.ย. ที่ไลม์ไลท์ภูเก็ต โทร.076-682900

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชวนชิมบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น มื้อกลางวันท่านละ 690 บาทถ้วนตลอดเดือน ก.ย.ที่ ห้องอาหารเอโดะ โทร.02-1595888

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ชวนชิมบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น ท่านละ 490 บาทถ้วน ตลอดเดือน ก.ย. ที่ ห้องอาหารเปรมประชากรโทร.02-5755599

ชวนช็อป

ชวนช็อปวัสดุก่อสร้าง, ของแต่งบ้าน ฯลฯ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ถึง 10 ก.ย.ที่ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม สาขาเชียงใหม่ สันทราย โทร.1308

ศูนย์การค้าสเปลล์และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชวนช้อปไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์, ไม้จิ๋ว, ไม้ฟอกอากาศ ฯลฯ พร้อมอุปกรณ์จัดสวนในงาน “THE LITTLE BACKYARD” ถึง 10 ก.ย.

ชวนช็อป 30 บูธสินค้า ในงาน “แบรนด์เนมมือสอง ช้อปของดารา” พร้อมกิจกรรมความบันเทิงจากเหล่าศิลปิน ถึง 10 ก.ย.ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ 1285

ชวนใช้

OCEAN LIFE ไทยสมุทร ชวนใช้ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพในงาน “THAILAND INSURTECH FAIR 2023” ที่ฮอลล์ 7อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ฯชวนวิ่งการกุศล “RMHC Mini MarathonRun For Kids วิ่งเพื่อน้อง 2023” วันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย. ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมัครได้ที่ https://race.thai.run/rmhcrfk2023

บจก.แอมเวย์ (ประเทศไทย) ชวนใช้“เอ็น บาย นิวทริไลท์” เอ็น* บลิงค์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ละลายผสมกับเครื่องดื่มหรือน้ำเย็น ราคาสมาชิก 540 บาทโทร.02-7258000

ชวนชม

ชวนชมผลงานประติมากรรม พระพุทธมหาสตินุสรณ์ และพระไภษัชยคุรุพร้อมจำหน่ายผลงานภายในงาน “นิทรรศการพุทธศิลปกรรม” ที่ ICON ART & Culture Spaceชั้น 8 ICONSIAM

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “ตานีไม่มีวันตาย” ในวันเสาร์ที่ 16 ก.ย. เวลา 16.15-16.30 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “ชุมชนบ้านบาตร” ในวันอาทิตย์ที่ 17 ก.ย. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชม “การแข่งรถทามิย่า บนสนามรางขนาดใหญ่” และการประกวดรถแต่งสวยงามในงาน TAMIYA Mini 4WD “Race of Stars” ถึง 10 ก.ย.ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

รวมใจสามัคคี เดิน – วิ่ง ครั้งที่ 17

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755419

รวมใจสามัคคี เดิน - วิ่ง ครั้งที่ 17

รวมใจสามัคคี เดิน – วิ่ง ครั้งที่ 17

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพื่อให้นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งคณาจารย์ได้มีการทำกิจกรรมการออกกำลังกายร่วมกัน ก่อให้เกิดพัฒนาการด้านสุขภาพของร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้นักเรียนมีค่านิยมอันพึงประสงค์ของสังคมไทยในด้านต่างๆ ได้แก่ ความเสียสละ ความมีระเบียบวินัย และมีจิตสาธารณะ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรม “รวมใจสามัคคี เดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร” ครั้งที่ 17 ประจำปี 2566 สมาคมผู้ปกครองและครโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ร่วมกับโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น โดยมี รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นประธานเปิดงาน มี ผศ.ดร.นพดล กองศิลป์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มศว .ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)จิรธัช ลิ้มนนท์กุล นายกสมาคมผู้ปกครองและะครูโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร สุภัค ลายเลิศนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร พลตํารวจโท สําราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อ.โชติวัฒน์ ธรรมสุจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน และ อ.ยุทธกร ไพรวงษ์ ตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ต้อนรับ ณ ลาน SWUNIPLEXมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อวันที่ 3 กันยายน

ภายในงานแบ่งประเภท กิจกรรมต่างๆ ดังนี้นักเรียน Prasarnmit Primary International Program (PPiP) ระดับชั้น Nursery, Reception และนักเรียนระดับชั้นเด็กเล็ก กิจกรรม เต้นแอโรบิก, นักเรียน PPiP ระดับชั้น Year 1- Year 6 และนักเรียนระดับชั้น ป.1-ป.6 กิจกรรมเดิน-วิ่ง และยังมีการจับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย