ศาลสิงคโปร์ ตั้งข้อหาลักขโมยหนุ่มใหญ่ชาวจีน ฉกเงินบนเครื่องบิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748820

ศาลสิงคโปร์ ตั้งข้อหาลักขโมยหนุ่มใหญ่ชาวจีน ฉกเงินบนเครื่องบิน

19 ธ.ค. 2566 09:42 น.

ศาลสิงคโปร์ ตั้งข้อหาลักขโมยหนุ่มใหญ่ชาวจีน ฉกเงินบนเครื่องบิน

นายจาง ซิ่วเฉียง ชาวจีนวัย 52 ปี ถูกนำตัว ขึ้นศาลสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. รับทราบข้อกล่าวหาลักขโมย 3 กระทง ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 9 ปี (คุก 3 ปีต่อ 1 กระทง) หรือปรับเงิน หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังก่อเหตุอุกอาจดังกล่าวบนเที่ยวบิน TR305 ของสายการบินสกู๊ตของสิงคโปร์

ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นสิงคโปร์รายงานว่า นายซิ่วเฉียงเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเที่ยวบิน TR305 จากสนามบินนานาชาตินครโฮจิมินห์ ซิตี้ของเวียดนาม มุ่งสู่สนามบินนานาชาติชางงีของสิงคโปร์ ช่วงเวลาไฟลท์ 09.30 น. ถึง 12.30 น. วันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหลังจากเครื่องบินทะยานจากสนามบินไม่นานนั้น นายซิ่วเฉียงได้ถูกกล่าวหาว่า ขโมยของผู้โดยสารบนเครื่อง 3 ราย แอบฉวยโอกาสล้วงเงินออกจากเป้สะพาย และซองเอกสาร มีทั้งเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินดองเวียดนาม รวมกว่า 814,735 บาท.

(แฟ้มภาพ)

บึมคลังน้ำมันหลักของกินี ไฟไหม้เป็นทะเลเพลิง ชาวบ้านดับ 13 ศพ บาดเจ็บกว่า 80 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748811

บึมคลังน้ำมันหลักของกินี ไฟไหม้เป็นทะเลเพลิง ชาวบ้านดับ 13 ศพ บาดเจ็บกว่า 80 ราย

19 ธ.ค. 2566 09:39 น.

บึมคลังน้ำมันหลักของกินี ไฟไหม้เป็นทะเลเพลิง ชาวบ้านดับ 13 ศพ บาดเจ็บกว่า 80 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่คลังน้ำมันหลัก ในเมืองหลวงของประเทศกินี ไฟไหม้รุนแรงเป็นทะเลเพลิง ชาวบ้านเสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ บาดเจ็บกว่า 80 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงและไฟลุกไหม้ที่คลังน้ำมันหลัก ในกรุงโกนากรี เมืองหลวงของประเทศกินี โดยเปลวไฟลุกท่วมพื้นที่คลังน้ำมัน และบริเวณโดยรอบที่เป็นถนนและเขตชุมชน โดยพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ และบาดเจ็บสาหัสมากกว่า 80 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ทางด้านประธานาธิบดีของกินี กล่าวว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่คลังน้ำมันของบริษัทน้ำมันกินี เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ที่ 17 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากบริเวณใจกลางเขตบริหารกาลูม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันมีคำสั่งปิดโรงเรียนและสถานที่สาธารณะหลายแห่ง

ทางการกินีระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดที่คลังน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ในประเทศ และคลังน้ำมันแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมย้ายไปยังสถานที่ห่างไกลเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ แต่ปรากฏว่ามาเกิดเหตุสลดแบบนี้เสียก่อน.

ชาวออสเตรเลียอ่วม อพยพคนกว่า 1.4 หมื่น ‘น้ำท่วมใหญ่’ ที่ควีนส์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748750

ชาวออสเตรเลียอ่วม อพยพคนกว่า 1.4 หมื่น ‘น้ำท่วมใหญ่’ ที่ควีนส์แลนด์

18 ธ.ค. 2566 19:53 น.

ชาวออสเตรเลียอ่วม อพยพคนกว่า 1.4 หมื่น ‘น้ำท่วมใหญ่’ ที่ควีนส์แลนด์

ชาวออสเตรเลียอ่วม น้ำท่วมใหญ่ที่รัฐควีนส์แลนด์ เผชิญฝนตกหนักสุดเป็นประวัติการณ์ จากอิทธิพลพายุไซโคลนแจสเปอร์ หลายเมืองถูกตัดขาด อพยพประชาชนกว่า 1.4 หมื่นคนแล้ว

เมื่อ 18 ธ.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนกว่า 14,000 คน ในรัฐควีนส์แลนด์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม หลังเกิดฝนตกหนักสุดเป็นประวัติการณ์ในรัฐควีนส์แลนด์ จากอิทธิพลของพายุไซโคลนแจสเปอร์ที่ได้ขึ้นฝั่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้หลายเมืองประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน เมืองถูกตัดขาด ยานพาหนะไม่สามารถสัญจรได้ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. 

ทางการรัฐควีนส์แลนด์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารอพยพประชาชนที่ประสบอุทกภัยกว่า 300 คน เนื่องจากบริเวณที่อาศัยอยู่ถูกน้ำท่วมสูงจนถนนถูกตัดขาด

ส่วนที่ เมืองแคนส์ เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็น ‘ประตู’ ในการออกไปดูแนวพืดหินปะการังใต้ทะเลที่ยาวที่สุดในโลก หรือ ‘เกรตแบร์ริเออร์รีฟ’ ปรากฏว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของเมืองแคนส์ถูกน้ำท่วมสูง จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่าประชาชนในเมืองแคนส์ 160,000 คน จะไม่มีน้ำสะอาดสำหรับบริโภค

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังเผยว่า เมืองแคนส์ เผชิญกับฝนตกหนักจนวัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 600 มิลลิเมตร ในช่วง 40 ชั่วโมง จนถึงเช้าวันจันทร์นี้ (18 ธ.ค.) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงเดือนธันวาคมถึง 3 เท่า

เครื่องบินจอดแช่น้ำอยู่ที่สนามบินแคนส์ ในเมืองแคนส์ ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน หลังฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุไซโคลนแจสเปอร์

สถานการณ์น้ำท่วมในเมืองแคนส์ได้ทำเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกที่สนามบินแคนส์ ต้องถูกยกเลิก หรือไม่ก็ต้องเลื่อนกำหนดเดินทางออกไป เนื่องจากรันเวย์ของสนามบินแคนส์ถูกน้ำท่วม และยังทำให้เครื่องบินหลายลำต้องจอดแช่น้ำอยู่ภายในสนามบิน ในขณะที่ยังมีรายงานว่าอาคารบ้านเรือนกว่า 14,000 แห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะการไฟฟ้าต้องตัดการจ่ายกระแสไฟ 

มีคนเห็นจระเข้หลายตัวว่ายมากับน้ำ ขณะที่หลายเมืองของรัฐควีนส์แลนด์กำลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่

เมืองวูจัล วูจัล เมืองชนบทซึ่งกลุ่มชนพื้นเมืองเผ่าอะบอริจินอาศัยอยู่ ก็ประสบภัยน้ำท่วมสูง จนทำให้ประชาชน 9 คน รวมทั้งเด็กชายวัย 7 ขวบ ต้องอพยพหนีน้ำท่วมขึ้นไปอยู่บนหลังคาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีคนเห็นจระเข้หลายตัวว่ายอยู่ในน้ำที่บ่าท่วมพื้นที่ในเขตชนบทหลายแห่ง รวมทั้ง วูจัล วูจัล และอิงแฮม

หญิงออสเตรเลียสวมกอดกันด้วยความโล่งใจ หลังต้องอพยพหนีภัยน้ำท่วมใหญ่ในเมืองแคนส์ รัฐควีนส์แลนด์ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2566

มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ ‘สตีเวน ไมลส์’ กล่าวด้วยความวิตกว่า สถานการณ์น้ำท่วมในรัฐควีนส์แลนด์ครั้งนี้ถือเป็นภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในรัฐควีนส์แลนด์เลยทีเดียว.

ที่มา :Aljazeera

สงครามอิสราเอล-ฮามาส วันที่ 73 ถล่มค่ายลี้ภัยจาบาเลียในกาซา ตาย 110 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748694

สงครามอิสราเอล-ฮามาส วันที่ 73 ถล่มค่ายลี้ภัยจาบาเลียในกาซา ตาย 110 ศพ

18 ธ.ค. 2566 16:50 น.

สงครามอิสราเอล-ฮามาส วันที่ 73 ถล่มค่ายลี้ภัยจาบาเลียในกาซา ตาย 110 ศพ

สงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส มาถึงวันที่ 73 นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลแบบไม่คาดคิด เมื่อ 7 ตุลาคม 2566

  • กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) หรือกองทัพอิสราเอล โจมตีทางอากาศถล่มค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย ทางตอนเหนือฉนวนกาซา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 110 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย
  • กองทัพอิสราเอล ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลียที่โดนโจมตี หลังจากที่ผ่านมาอิสราเอลยืนยันว่าเป้าหมายการโจมตีคือระบบโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลจัดเป็นกลุ่มก่อการร้าย โดยค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย เป็นค่ายลี้ภัยใหญ่ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์มานานแล้ว และนับตั้งแต่อิสราเอลโจมตีทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ได้เตือนให้ชาวปาเลสไตน์อพยพ
  • ‘ลอยด์ ออสติน’ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนออสเตรเลีย คาดจะหารือกับนายกรัฐมนตรี และผู้นำระดับสูงอิสราเอล ในวันนี้ (18 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ในขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีออกมาร่วมเรียกร้องกับชาวโลกให้หยุดยิงในฉนวนกาซาทันที เนื่องจากมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก
  • เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์หลายคนบอกว่าทหารอิสราเอลได้ควบคุมตัว นายแพทย์อาห์เหม็ด มูฮันนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล al-Awda แต่ไม่รู้ว่าถูกควบคุมตัวไว้ที่ไหน
  • กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารงานโดยกลุ่มฮามาส แจ้งว่าการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอลตั้งแต่ 7 ต.ค. 2566 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 18,700 ศพ และบาดเจ็บนับ 50,000 คน
  • กองทัพอิสราเอลพบเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มฮามาส เท่าที่เคยพบมา ในบริเวณใกล้ชายแดนตอนใต้ของอิสราเอล ติดกับทางตอนเหนือของฉนวนกาซา โดยอุโมงค์ยักษ์นี้ห่างจากด่านเอเรซ แค่เพียง 400 ม. มีความยาวกว่า 4 กม. และมีความกว้าง ความสูงเพียงพอสำหรับยานพาหนะขนาดเล็กแล่นได้.

ที่มา : Aljazeera,BBC

ควีนส์แลนด์น้ำท่วมอ่วมหนัก เครื่องบินจอดแช่น้ำ มีจระเข้ยาวกว่า 2 ม. ลอยคอ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748643

ควีนส์แลนด์น้ำท่วมอ่วมหนัก เครื่องบินจอดแช่น้ำ มีจระเข้ยาวกว่า 2 ม. ลอยคอ (คลิป)

18 ธ.ค. 2566 14:04 น.

ควีนส์แลนด์น้ำท่วมอ่วมหนัก เครื่องบินจอดแช่น้ำ มีจระเข้ยาวกว่า 2 ม. ลอยคอ (คลิป)

รัฐควีนส์แลนด์ถูกน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานเครื่องบินจอดจมน้ำในรันเวย์สนามบินแคนส์ แถมมีรายงานประชาชนพบจระเข้ยาวกว่า 2 เมตร ลอยมากับน้ำ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งจับ หวั่นเกิดอันตราย

โลกโซเชียลมีการเผยคลิปสภาพภายในรันเวย์สนามบินแคนส์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย ที่กลายสภาพเป็นเหมือนท่าเรือ หลังน้ำไหลทะลักเข้าท่วมฉับพลันจนเครื่องบินต้องจมอยู่ในน้ำ ทางการต้องสั่งปิดสนามบินชั่วคราว เช่นเดียวกับถนนและทางรถไฟที่ถูกตัดขาด ขณะที่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ถูกน้ำท่วมสูง ประชาชนบางส่วนต้องหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านและหลังคาโรงพยาบาล เพื่อรอให้กู้ภัยใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ โดยมีประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือตลอดทั้งคืนที่ผ่านมามากกว่า 300 คน เคราะห์ดีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีความกังวลว่าประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้ราว 160,000 คน อาจจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม รวมทั้งไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ยังมีรายงานคนพบเห็นจระเข้ ความยาว 2.4 เมตร ลอยคออยู่ในน้ำท่วม จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาจับ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับประชาชนในพื้นที่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับตัวได้อย่างรวดเร็ว ก่อนนำไปดูแลที่ศูนย์พิทักษ์สัตว์ต่อไป โดยทางการยังคงเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการลงไปลุยน้ำในระยะนี้ เพื่อความปลอดภัย

โดยเหตุน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีพายุไซโคลนเขตร้อนระดับ 2 พัดเข้าพื้นที่ โดยพัดเข้าใกล้เมืองวูจัล วูจัล ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของกลุ่มชนพื้นเมืองอะบอริจิน ทำให้มีฝนตกหนักสุดเป็นประวัติการณ์ แต่คาดว่าปริมาณฝนในเมืองแคนส์จะค่อยๆ ลดลงแล้ว แต่อาจจะมีปริมาณฝนมากขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป.

ที่มา : BBC

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ตอบโต้สหรัฐฯ-เกาหลีใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748630

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ตอบโต้สหรัฐฯ-เกาหลีใต้

18 ธ.ค. 2566 12:58 น.

เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ตอบโต้สหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น เผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธข้ามทวีป ที่มีพิสัยการยิงไกลไปถึงที่ใดก็ได้ในสหรัฐฯ นับเป็นการยิงขีปนาวุธ ครั้งที่ 2 ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่เกาหลีเหนือประณามการแสดงกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่จะทำสงคราม

ชินโง มิยาเกะ รองรัฐมนตรีกลาโหม รัฐสภาของญี่ปุ่น กล่าวว่า ขีปนาวุธข้ามทวีปสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 15,000 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่าสามารถไปถึงทุกที่ในญี่ปุ่น และแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกาหลีใต้เตือนว่าเกาหลีเหนืออาจพร้อมที่จะยิงขีปนาวุธข้ามทวีป คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ กล่าวว่า ขีปนาวุธถูกยิงจากพื้นที่ใกล้กรุงเปียงยางไปยังทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของภาคเหนือ บินเป็นระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร

กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น รายงานว่า การบินดังกล่าวใช้เวลา 73 นาที ซึ่งน้อยกว่าระยะเวลา 74 นาที ของขีปนาวุธข้ามทวีปที่เกาหลีเหนือยิงในเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นระบุว่า มันขึ้นไปถึงระดับความสูงสุดมากกว่า 6,000 กิโลเมตร และตกลงไปในทะเลทางตะวันตกของเกาะฮอกไกโด นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

ตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญจากการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือครั้งก่อนๆ ระบุว่า ขีปนาวุธที่ยิงไปที่วิถีโคจรด้วยรัศมีสูงสุดดังกล่าว หมายความว่าขีปนาวุธดังกล่าวมีความสามารถในการยิงได้ไกลถึง 15,000 กิโลเมตร ในวิถีโคจรปกติ 

การยิงดังกล่าวตอกย้ำความพยายามของเกาหลีเหนือในการพัฒนาคลังแสงด้วยอาวุธพิสัยไกล ที่อาจยิงไปได้ไกลถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ส่วนพื้นที่ใกล้กับสนามบินนานาชาติของกรุงเปียงยาง คือจุดที่เกาหลีเหนือเคยปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป และต้องสงสัยว่าเป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบขีปนาวุธ

การปล่อยขีปนาวุธเมื่อวันจันทร์ เกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เมื่อคืนวันอาทิตย์ บินเป็นระยะทางประมาณ 570 กิโลเมตร และตกลงไปในทะเล และแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ที่เตรียมการในสิ่งที่เรียกว่า “การเผยตัวอย่างสงครามนิวเคลียร์” รวมถึงการมาถึงของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้เมื่อวันอาทิตย์

เมื่อวันศุกร์ หลังการประชุมระดับสูงของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เกี่ยวกับการใช้อาวุธทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามทางทหารของเกาหลีเหนือ สหรัฐฯ เตือนว่าการโจมตีด้วยนิวเคลียร์จะนำไปสู่การสิ้นสุดระบอบการปกครอง

เกาหลีใต้ประณามการยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุด ว่าเป็นการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ห้ามใช้เทคโนโลยีขีปนาวุธ ซึ่งเกาหลีเหนือปฏิเสธว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการป้องกันตนเอง

หลังจากการยิงขีปนาวุธในช่วงดึก กระทรวงกลาโหมของเกาหลีเหนือวิพากษ์วิจารณ์ “กลุ่มอันธพาลทหาร” ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดด้วยการจัดการซ้อมรบ การแสดงกำลัง และการวางแผนสงครามนิวเคลียร์ กระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือยังประณามการประชุมของเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี ว่าเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของความพยายามในการเตรียมสงคราม และการแสดงกำลังที่ยั่วยุ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ประมวลสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748595

ประมวลสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศเอเชีย

18 ธ.ค. 2566 12:16 น.

ประมวลสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศเอเชีย

  • สิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นกว่า 20,000 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลประกาศขอความร่วมมือประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ และหลีกเลี่ยงการรวมตัวในที่คนพลุกพล่าน
  • หลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างอินโดนีเซีย และมาเลเซีย เริ่มกลับมาใช้มาตรการคัดกรองนักเดินทางตามสนามบิน และด่านคนเข้าเมืองต่างๆ หวั่นตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปี
  • จีนยืนยันว่าอัตราการพบผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศยังต่ำ และยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสสายพันธุ์แปลกประหลาดที่ไม่รู้จักมาก่อน หลังจากที่มีผู้ป่วยปอดอักเสบติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศแถบเอเชีย เริ่มทำให้เกิดความวิตกมากขึ้น โดยการติดเชื้อ ทั้งติดใหม่ และติดซ้ำ มีมากขึ้นชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่พบสายพันธุ์ย่อย BA.2.86.x มาแทนที่สายพันธุ์เดิมที่ระบาดเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง JN.1 ซึ่งก็คือสายพันธุ์ BA.2.86.1.1 ที่กลายพันธุ์ต่อยอดออกมานั่นเอง โดยเกิดการเปลี่ยนกรดอะมิโนที่ตำแหน่ง L455S ทำให้ดื้อต่อภูมิคุ้มกันอย่างมาก จนทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปมากขึ้น

สิงคโปร์วอนประชาชนสวมหน้ากากอนามัย หลังยอดป่วยโควิดพุ่ง

หลังจากพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศสิงคโปร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ได้ออกมาประกาศขอความร่วมมือประชาชนให้กลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะ สถานที่ที่มีฝูงชนรวมตัวกันหนาแน่น โดยเฉพาะในสถานที่ปิด หรือการไปพบปะกับกลุ่มคนเปราะบาง

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า ช่วงตั้งแต่วันที่ 3-9 ธันวาคม สิงคโปร์มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56,043 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับยอดผู้ติดเชื้อรวม 32,035 ราย ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยผู้ป่วยโควิดส่วนใหญ่ พบว่าติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย JN.1 ซึ่งกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ BA.2.86.

ขณะเดียวกันผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจากจำนวน 225 ราย เป็น 350 ราย และมีผู้ที่ต้องพักรักษาตัวในห้องไอซียู ขยับเพิ่มขึ้นจากวันละ 4 ราย เป็น 9 ราย 

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากข้อมูลระหว่างประเทศและท้องถิ่นที่มีอยู่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าโควิดสายพันธุ์ BA.2.86 หรือ JN.1 สามารถแพร่เชื้อได้ หรือทำให้เกิดโรคที่รุนแรงกว่าเชื้อกลายพันธุ์ที่แพร่กระจายอื่นๆ

หลายชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาใช้มาตรการคัดกรองที่สนามบิน

การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เริ่มการคัดกรองผู้เดินทางที่สนามบินอีกครั้ง โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ติดตั้งเครื่องสแกนอุณหภูมิร่างกาย ที่สนามบินนานาชาติในกรุงจาการ์ตา และเส้นทางเรือข้ามฟากสายหลัก

ขณะเดียวกันสำนักงานสาธารณสุขท่าเรือบาหลี ยังได้ดำเนินการตรวจวัดอุณหภูมิที่จุดเข้าชายแดน 3 จุด ได้แก่ ท่าเรือเบนัว เซลัค บาวัง และสนามบินนานาชาติอิกุสตี งูระห์ไร และขอให้นักเดินทางสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรู้สึกว่ามีอาการป่วย ไม่สบาย โดยหากนักท่องเที่ยว หรือชาวต่างชาติมีผลการทดสอบเป็นบวกสำหรับโรคโควิด-19 เมื่อมาถึง พวกเขาจะถูกกักตัวทันทีในสถานพยาบาลที่กำหนด หรือโรงพยาบาลรับส่งต่อในบาหลี ตามหนังสือเวียนที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุขในสัปดาห์นี้

หน่วยงานด้านสุขภาพของอินโดนีเซียยังได้เรียกร้องให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย ให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน และเลื่อนการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ข่าวสเตรทไทม์ส ของมาเลเซีย รายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในมาเลเซีย เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในช่วงเวลาเพียง 1 สัปดาห์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 6,796 ราย เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นเกือบ 13,000 ราย ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 

โดย นายซูลเคฟลาย อาหมัด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซีย แนะนำว่า ประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัย และรับวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว 

อินเดียพบโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยตัวใหม่

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่อาจแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ขณะที่ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย แถลงว่า เพิ่งตรวจพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ย่อย JN.1 ของสายพันธุ์ย่อย BA.2.86 ในเมืองคารากุราม เขตธีรุวานันทปุรัม ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของประเทศ

แพทย์ระบุว่า ตรวจพบผู้ป่วยรายนี้ในกลุ่มตัวอย่างที่มีผลการตรวจแบบ RT-PCR เป็นบวก เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม โดยผู้ป่วยรายนี้ เป็นหญิงชราวัย 79 ปี มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ และปัจจุบันหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ระบุว่า การเปิดเผยของอินเดีย นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยในแวดวงสาธารณสุขทั่วโลก 

สำนักข่าว ANI ของอินเดีย รายงานอ้างคำเปิดเผยของ นายแพทย์อุชวาล ปรากาศ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเวชศาสตร์ทรวงอก ที่โรงพยาบาลคงคาราม ในกรุงนิวเลีเดลี ซึ่งระบุว่า การค้นพบสายพันธุ์ย่อยนี้ในอินเดีย ทำให้พบว่าการเฝ้าระวังจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้คนตื่นตระหนก โดยทุกคนจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องตื่นตระหนก หรือทำอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการระมัดระวัง

สำหรับผู้ป่วยจะมีอาการไข้ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ปวดศีรษะ และในบางกรณีจะมีปัญหาทางเดินอาหารเล็กน้อย ถือเป็นอาการหนึ่งที่ได้รับการบันทึกไว้ในผู้ป่วยจนถึงตอนนี้ แพทย์เสริมว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการทางเดินหายใจส่วนบนเล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไปจะดีขึ้นภายใน 4-5 วัน โดยในบางราย ผู้ป่วยอาจมีอาการบางอย่างรุนแรงกว่าคนอื่นๆ แต่การติดเชื้อก็เหมือนกับการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ไม่มากก็น้อย 

จีนยังมีอัตราติดเชื้อรายใหม่ต่ำ ย้ำ ไม่พบไวรัสสายพันธุ์ประหลาด

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคโควิด-19 ในจีน ล่าสุด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของจีน ออกมาแถลงว่า ขณะนี้การพบผู้ติดโควิด-19 รายใหม่ ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ แม้ว่าจะมีการรายงานกรณีการติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย JN.1 ในหลายประเทศทั่วโลกก็ตาม ขณะเดียวกัน พบว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขของจีนก็ยังอยู่ในระดับต่ำ

นางฉาง จ้าวรุ่ย นักวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของจีน ระบุว่า ตัวแปรย่อยสำหรับโรคโควิด-19 JN.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์ย่อย Omicron BA.2.86 โดยจากการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา การแพร่กระจายของสายพันธุ์ BA.2.86 โดยเฉพาะสายพันธุ์ย่อย JN.1 ได้เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และได้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรที่โดดเด่นในบางประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดว่า โควิดสายพันธุ์ย่อย BA.2.86 ยกระดับจากจากตัวแปรภายใต้ที่เฝ้า (variant under monitoring -VUM) มาเป็นตัวแปรที่น่าสนใจ (variant of interest-VOI) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรงทางคลินิกยังได้รับการประเมินว่าต่ำ และความเสี่ยงด้านสาธารณสุขโดยรวมได้รับการประเมินว่าต่ำเช่นกัน

นอกจากนี้ ทางการจีนระบุว่า ผลการติดตามสายพันธุ์โควิด-19 ของจีน ยังแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่มีรายงานกรณีการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์ BA.2.86 จากต่างประเทศ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พบผู้ติดเชื้อจำนวน 160 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยจากต่างประเทศ 148 ราย และผู้ป่วยในพื้นที่ 12 ราย และไม่พบผู้ป่วยรุนแรงถึงขั้นวิกฤติ

จีน ระบุว่า ในปัจจุบันสัดส่วนของการติดเชื้อ BA.2.86 และอื่นๆ ในจีนนั้นต่ำมาก แต่สัดส่วนของผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน และแนวโน้มการเติบโตก็ค่อยๆ มาบรรจบกับตัวเลขของระดับโลก ขณะเดียวกัน หลังจากทำการวิจัยและวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศจีนอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบไวรัสและแบคทีเรียใหม่ๆ ในการเฝ้าระวังเชื้อโรคของโรคระบบทางเดินหายใจในจีน.

ระทึก รถยนต์ปริศนาพุ่งชนขบวนรถของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748621

 ระทึก รถยนต์ปริศนาพุ่งชนขบวนรถของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (คลิป)

18 ธ.ค. 2566 12:14 น.

ระทึก รถยนต์ปริศนาพุ่งชนขบวนรถของประธานาธิบดีโจ ไบเดน (คลิป)

สุดระทึก รถยนต์ปริศนาขับพุ่งชนขบวนรถของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคราะห์ดีที่นายไบเดนปลอดภัย และได้รับการคุ้มกันกลับสู่บ้านพักอย่างปลอดภัย

เกิดเหตุระทึกขึ้นกับขบวนรถของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ โดยรถยนต์คันหนึ่งได้พุ่งเข้าชนกับรถในขบวนที่กำลังจอดรอผู้นำสหรัฐฯ อยู่ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ นายไบเดน กำลังเดินออกมาจากสำนักงานหาเสียง และโบกมือทักทายสื่อ หลังจากรับประทานอาหารพร้อมด้วย นางจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และทีมงานช่วยหาเสียง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่อารักขารีบวิ่งเข้ามาคุ้มกันนายไบเดน และพาขึ้นรถที่จอดอยู่ทันที ก่อนจะพาผู้นำสหรัฐฯ ไปส่งที่บ้านพักในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ ได้อย่างปลอดภัย

โดยคลิปในโลกโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพขณะที่ นายไบเดน เดินออกมาจากอาคาร ก่อนจะได้ยินเสียงรถชนดังขึ้น จนนายไบเดนมีท่าทีตกใจ ก่อนจะถูกกันตัวขึ้นรถไป ส่วนรถคันที่ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมไว้ และได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่บอกให้คนขับรถลดกระจกลง ก่อนจะควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมของผู้ก่อเหตุ รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้แต่อย่างใด.

ที่มา : USAtoday

ศาลฮ่องกงเริ่มพิจารณาคดี “จิมมี ไหล” ข้อหาด้านความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2748622

ศาลฮ่องกงเริ่มพิจารณาคดี "จิมมี ไหล" ข้อหาด้านความมั่นคง

18 ธ.ค. 2566 12:13 น.

ศาลฮ่องกงเริ่มพิจารณาคดี “จิมมี ไหล” ข้อหาด้านความมั่นคง

การพิจารณาคดีของจิมมี ไหล นักธุรกิจสื่อที่สนับสนุนประชาธิปไตย ต่อข้อกล่าวหาว่าเขาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ ได้เริ่มขึ้นแล้วในฮ่องกง

จิมมี ไหล วัย 76 ปี ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 อาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหากพบว่ามีความผิดจริง นายไหลถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจีนถูกกล่าวหาว่าใช้กฎหมายนี้เพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง คดีของเขาสร้างความโกลาหลไปทั่วโลก และถูกมองว่าเป็นบททดสอบความเป็นอิสระของระบบตุลาการของฮ่องกง

รัฐบาลจีนซึ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในปี 2563 เพื่อตอบโต้การประท้วงเพื่อประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ยืนยันว่ากฎหมายมีความจำเป็นเพื่อจัดการกับความไม่สงบ โดยกล่าวหาว่านายไหลเป็นคนทรยศที่พยายามบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติจีน แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า คดีของนายไหลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่รัฐบาลจีนควบคุมฮ่องกงอย่างเข้มงวด

ทีมกฎหมายของนายไหลกล่าวว่า เขาถูกปฏิเสธสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม พวกเขาชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าเขาถูกปฏิเสธในการเลือกตัวแทนทางกฎหมาย หลังจากที่จีนห้ามไม่ให้เขาแต่งตั้งทนายความในสหราชอาณาจักร และผู้พิพากษา 3 คน ได้รับการคัดเลือกโดยนายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง เพื่อพิจารณาคดีของเขา

นายไหล ซึ่งเกิดในประเทศจีนและย้ายไปฮ่องกงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ปัจจุบันเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักร โดยนายเซบาสเตียน ไหล ลูกชายของเขา กำลังล็อบบี้รัฐบาลอังกฤษให้เข้ามาแทรกแซงในนามของบิดาของเขา 

นายไหล ซึ่งมักแสดงการวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเปิดเผย เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง

ก่อนที่เขาจะถูกควบคุมตัว เขามักจะเป็นแนวหน้าของการประท้วงเพื่อประชาธิปไตย เช่น แนวร่วมเคลื่อนไหวร่มเหลืองในปี 2557 และการประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2562 เขาก่อตั้งและบริหารสื่อที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮ่องกงหลายแห่ง รวมถึงหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ที่ถูกปิดตัวไปแล้ว นายไหลยังเผชิญข้อหายุยงปลุกปั่นภายใต้กฎหมายยุคอาณานิคม โดยอิงจากทวีตของเขา บทสัมภาษณ์ที่เขาเป็นพิธีกร รวมถึงบทความที่ตีพิมพ์ในแอปเปิล เดลี

ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดต่อนายไหล มีศูนย์กลางอยู่ที่แอปเปิล เดลี ซึ่งเขาก่อตั้งในปี 2538 หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ภาษาจีนดังกล่าวมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน และยังเรียกร้องให้นานาชาติคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนและท้องถิ่น

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ถูกบังคับให้ปิดตัวลงในเดือนมิถุนายน 2564 หลังจากที่ตำรวจอายัดทรัพย์สินมูลค่า 2.3 ล้านดอลลาร์ บุกเข้าไปในสำนักงาน และจับกุมบรรณาธิการบริหารระดับสูงบางคน โดยกล่าวหาว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ เพื่อเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ นายไหลถูกจับกุมพร้อมกับอดีตผู้บริหารแอปเปิล เดลี อีก 6 คนที่รับสารภาพข้อกล่าวหาดังกล่าว

ก่อนการพิจารณาคดีในวันจันทร์ ศาลได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเสื้อป้องกันการแทงและสุนัขตำรวจ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาบางคนถูกหยุดและตรวจค้น เนื่องจากมีผู้คนหลายสิบคนต่อคิวเพื่อเข้าไปในห้องพิจารณาคดี ในจำนวนนี้เป็นตัวแทนสถานกงสุลจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

นับตั้งแต่เขาถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 นายไหลก็ถูกคุมขังเดี่ยวในเรือนจำที่มีความปลอดภัยสูงสุดเป็นเวลากว่า 1,000 วัน การพิจารณาคดีซึ่งมีความล่าช้าเป็นเวลาหนึ่งปี คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 80 วัน 

การพิจารณาคดีของนายไหลเริ่มต้นขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ หลังจากข้อสรุปของการพิจารณาคดีด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ดำเนินมายาวนานอีกครั้งกับบุคคลสำคัญที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฮ่องกง 47” โดยคาดว่าจะมีคำตัดสินในเดือนมีนาคม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจฮ่องกงเสนอตั้งรางวัลนำจับสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 5 คนที่ลี้ภัยในต่างประเทศ.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทำความรู้จัก ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต.คนใหม่ ดีกรีไม่ธรรมดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565656

18 ธ.ค. 2566

ทำความรู้จัก 'สิทธิโชติ อินทรวิเศษ' กกต.คนใหม่ ดีกรีไม่ธรรมดา

วุฒิสภา ไฟเขียว ด้วยคะแนน175 เสียง ต่อ 16 เสียง ดัน ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต. คนใหม่ ดีกรีไม่ธรมดา พบประวัติ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา-ผู้พิพากษาศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี กกต. ที่ครบวาระดำรงตำแหน่ง โดยเป็นการประชุมลับ

ต่อมา ประธานแจ้งผลการลงมติ ปรากฏว่า นายสิทธิโชติ ได้รับเสียงเห็นชอบ 175 เสียง ต่อ 16 เสียง และไม่ลงคะแนน 8 เสียง ถือว่านายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ  เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจาก สว. เพราะได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. เท่าที่มีอยู่ หรือ 122 ขึ้นไป

เปิดประวัติ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษอายุ 64 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา, รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้, อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1, ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 1, รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และผู้พิพากษาศาลฎีกา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)7 คน ประกอบด้วย

  1. อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.
  2. ศ.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต.
  3. ปกรณ์ มหรรณพ กกต.
  4. เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กกต.
  5. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.
  6. ชาย นครชัย กกต.
  7. สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.