กลุ่มติดอาวุธอิรัก ข้ามพรมแดนเข้าซีเรีย ช่วยรัฐบาลสู้กบฏยึดเมืองอเลปโป

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828905

กลุ่มติดอาวุธอิรัก ข้ามพรมแดนเข้าซีเรีย ช่วยรัฐบาลสู้กบฏยึดเมืองอเลปโป

3 ธ.ค. 2567 02:59 น.

กลุ่มติดอาวุธอิรัก ข้ามพรมแดนเข้าซีเรีย ช่วยรัฐบาลสู้กบฏยึดเมืองอเลปโป

นักรบของกลุ่มติดอาวุธอิรัก ข้ามพรมแดนเข้าสู่ซีเรียแล้ว เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลอัสซาด หลังกลุ่มพันธมิตรกบฏบุกยึดเมืองอเลปโปได้เมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักรบของกลุ่มติดอาวุธอิรัก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่ซีเรียแล้ว ในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. 2567 เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลซีเรียต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรกบฏ ซึ่งบุกโจมตีและยึดเมืองอเลปโป เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศเอาไว้ได้เมื่อสัปดาห์ก่อน

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงของอิรัก 2 คนบอกกับ รอยเตอร์ส ว่า นักรบติดอาวุธอย่างน้อย 300 คน จากกลุ่ม บาดร์ และ นูจาบา ข้ามพรมแดนเข้าสู่ซีเรียแล้ว โดยใช้ถนนลูกรังเพื่อเลี่ยงด่านข้ามพรมแดนอย่างเป็นทางการ ขณะที่แหล่งข่าวในกองทัพซีเรียระบุว่า นักรบกลุ่มนี้ข้ามพรมแดนเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีทางอากาศ

“นี่คือกำลังเสริมล่าสุดที่กำลังถูกส่งไปช่วยพวกพ้องของเราในแนวหน้าทางตอนเหนือ” แหล่งข่าวระบุ

ทั้งนี้ กลุ่ม “ฮายัต ตาห์รีร์ อัล-ชาม” (HTS) พันธมิตรฝ่ายกบฏในซีเรียซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ บุกโจมตีเมืองอเลปโปสายฟ้าแลบเมื่อสัปดาห์ก่อน และยึดการควบคุมเมืองทั้งหมดได้ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยกเว้นบางย่านที่อยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นอริกับรัฐบาลซีเรีย

หลังการต่อสู้เริ่มขึ้น รัสเซีย มหามิตรของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ก็ส่งเครื่องบินช่วยโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่าน ซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธสาขามากมายในตะวันออกกลาง ก็คอยช่วยซีเรียมาตลอดนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองเริ่มขึ้นในปี 2554 รวมถึงการยึดเมืองอเลปโปคืนในปี 2559 ด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. นายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า กลุ่มติดอาวุธที่พวกเขาสนับสนุนในซีเรีย มีขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับกลุ่มกบฏ และอิหร่านจะคอยจัดหาการสนับสนุนใดๆ ที่จำเป็นให้แก่ซีเรียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ต้มเต่าทะเลกิน สุดท้ายท้องร่วงหนัก ดับ 3 ศพ ป่วยอื้อ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828904

ชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ต้มเต่าทะเลกิน สุดท้ายท้องร่วงหนัก ดับ 3 ศพ ป่วยอื้อ

3 ธ.ค. 2567 01:45 น.

ชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ต้มเต่าทะเลกิน สุดท้ายท้องร่วงหนัก ดับ 3 ศพ ป่วยอื้อ

ชนพื้นเมืองทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ต้มเต่าทะเลกิน สุดท้ายท้องร่วงหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ล้มป่วยอีกหลายสิบราย หมาแมวก็ไม่รอด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวเผ่าตีดูเรย์ (Teduray) ชนพื้นเมืองในเมืองดาตู บลาห์ ซินซูอัต ในจังหวัดมากินดาเนา เดล นอร์เต บริเวณชายฝั่งทางใต้ของฟิลิปปินส์ ต้มซุปเต่าทะเลแบ่งกันกินเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่หลังจากนั้นพวกเขาเริ่มเกิดอาการป่วยทั้งท้องร่วง, อาเจียน และปวดเกร็งท้อง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ เข้าโรงพยาบาลอีก 32 ราย

ทั้งนี้ การล่าหรือบริโภคเต่าทะเลเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมของฟิลิปปินส์ แต่ชนพื้นเมืองบางกลุ่มยังคงล่าและบริโภคพวกมันตามประเพณีที่ทำกันมานาน อย่างไรก็ตาม เต่าทะเลบางตัวกินสาหร่ายปนเปื้อนเป็นอาหาร ซึ่งอาจกลายเป็นพิษเมื่อผ่านการปรุงและมนุษย์กินเข้าไป

นอกจากนั้น สุนัข, แมว และไก่ ที่ชนพื้นเมืองกลุ่มนี้ให้กินเนื้อเต่าทะเลที่เหลือ ก็ล้มตายไปหลายตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่า สาเหตุการตายของคนและสัตว์เหล่านี้คืออะไรกันแน่

ตอนนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพ ถูกฝังตามประเพณีท้องถิ่นทันที

ด้านนายดาตู โมฮาหมัด ซินซูอัต จูเนียร์ สมาชิกสภาท้องถิ่น บอกกับสื่อว่า เขาได้กำชับเจ้าหน้าที่แล้วว่าให้บังคับใช้กฎห้ามล่าเต่าทะเลอย่างเข้มงวด และให้คำมั่นว่า เหตุการณ์อาหารเป็นพิษเช่นนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีก

อนึ่ง เมื่อปี 2556 ก็เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านในจังหวัดซามาร์ตะวันออก ของฟิลิปปินส์ ล้มป่วยหลังบริโภคเต่าทะเลถึง 68 ราย โดย 4 รายในจำนวนนี้ เสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด แฟนบอลกินีไม่พอใจคำตัดสิน ตะลุมบอนเหยียบกันตายกว่า 50 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828902

สลด แฟนบอลกินีไม่พอใจคำตัดสิน ตะลุมบอนเหยียบกันตายกว่า 50 ศพ

2 ธ.ค. 2567 23:53 น.

สลด แฟนบอลกินีไม่พอใจคำตัดสิน ตะลุมบอนเหยียบกันตายกว่า 50 ศพ

แฟนบอลในประเทศกินี ไม่พอใจคำตัดสินของกรรมการ จนเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในสนาม ทำให้มีผู้เหยียบกันเสียชีวิตมากกว่า 50 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มแฟนบอลจำนวนมากเหยียบ และเบียดเสียดกันระหว่างชมการแข่งขันที่สนามกีฬาในเมือง เอ็นเซเรกอเร เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศกินี ในแอฟริกาตะวันตก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค. 2567) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 56 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

ข่าวระบุว่า เหตุสลดเกิดขึ้นหลังจากกรรมการผู้ตัดสินในสนาม ตัดสินใจไล่ผู้เล่น 2 คนของทีม “ลาเบ” (Labé) ซึ่งเป็นฝ่ายทีมเยือนออก และให้เจ้าบ้านได้ลูกจุดโทษในกรอบเขตโทษแบบค้านสายตา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้ชม มีการขว้างปาก้อนหินเข้าใส่กรรมการ แฟนบอลจำนวนมากบุกลงไปในสนาม ขณะที่ตำรวจพยายามสกัดด้วยแก๊สน้ำตา

ขณะเดียวกัน มีคลิปวิดีโอเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพความวุ่นวายนอกสนามในวันเกิดเหตุ โดยฝูงชนจำนวนมากพยายามปีนข้ามกำแพง และมีร่างคนซึ่งไม่รู้ชะตากรรมนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 56 ศพ โดยหมอรายหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า ที่โรงพยาบาลของเขา มีศพนอนเรียงรายกันสุดลูกหูลูกตา ขณะที่ห้องดับจิตเต็มแล้ว

หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรี มามาดู อูรี บาห์ ออกแถลงการณ์ให้คำมั่นว่า จะดำเนินการสืบสวนเพื่อหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้มาลงโทษ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ และสัญญาจะสนับสนุนค่ารักษาแก่ผู้บาดเจ็บทุกคนด้วย

ด้านนาย พอล ซาคูโวกี นักข่าวท้องถิ่นในเมืองเอ็นเซเรกอเร บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคถูกจำกัด และมีตำรวจยืนคุ้มกันหน้าทางเข้าโรงพยาบาลที่ผู้บาดเจ็บกำลังรับการรักษาอยู่

ทั้งนี้ กินีเป็นหนึ่งในหลายประเทศในแอฟริกา รวมถึง เอธิโอเปีย, แกมเบีย, ชาด และเซียร์ราลีโอน ที่ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกาห้ามจัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ เนื่องจากสนามไม่ได้มาตรฐานสากล ทำให้การแข่งขันของทีมชาติกินีในรอบคัดเลือกรายการ “แอฟริกา คัพ” ที่ผ่านมา ต้องจัดในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไอวอรี โคสต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียจับโคเคนซุกเรือประมง 2.3 ตันมากสุดเป็นประวัติการณ์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828850

ออสเตรเลียจับโคเคนซุกเรือประมง 2.3 ตันมากสุดเป็นประวัติการณ์

2 ธ.ค. 2567 16:05 น.

ออสเตรเลียจับโคเคนซุกเรือประมง 2.3 ตันมากสุดเป็นประวัติการณ์

ตำรวจออสเตรเลียจับผู้ต้องสงสัย 13 คน และยึดของกลางโคเคนอีก 2.3 ตัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังพบเรือต้องสงสัยจอดเสียไม่ไกลจากชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์

ตำรวจออสเตรเลียสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้ล็อตใหญ่เป็นประวัติการณ์ โดยเป็นโคเคนน้ำหนักถึง 2.3 ตัน ถูกซุกซ่อนอยู่ในเรือประมง ที่จอดเสียอยู่นอกชายฝั่งรัฐควีนส์แลนด์ โดยยาเสพติดดังกล่าวถูกขนส่งมาจากประเทศในทวีปอเมริกาใต้ คิดเป็นมูลค่า 760 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท และหากมันถูกส่งถึงตลาดมืดของออสเตรเลีย จะสามารถนำไปขายได้มูลค่าสูงถึง 11.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย 

สเตฟาน เจย์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียกล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมานาน 1 เดือน หลังจากได้รับเบาะแสว่ากลุ่มนักปั่นจักรยานมอเตอร์ไซค์ “คอแมนเชอโรส” กำลังวางแผนขนยาเสพติดหลายตันเข้ามาในประเทศ โดยพยายามขนส่งโคเคนเข้ามาในออสเตรเลียโดยทางทะเล จากเรือแม่ที่ลอยอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร 

มีรายงานว่านอกจากเรือลำแรกที่เสียจนถูกจับได้แล้ว ยังมีเรือลำที่ 2 ที่ล่มเมื่อวันเสาร์ ทำให้ผู้ต้องสงสัยต้องติดอยู่กลางทะเลเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งตำรวจบุกเข้าจับกุมเรือประมงและยึดยาเสพติดได้ แต่เรือแม่อยู่ในน่านน้ำสากลและไม่ได้ถูกจับกุมแต่อย่างใด โดยผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นพลเรือนออสเตรเลีย โดยมี 2 คนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และทั้งหมดจะถูกนำตัวขึ้นศาลในวันจันทร์นี้ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ทั้งนี้ ตำรวจออสเตรเลียเคยยึดโคเคนได้มากกว่า 1 ตันมาแล้ว แต่การจับกุมในสุดสัปดาห์นี้เป็นการจับยาเสพติดในปริมาณที่มากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในออสเตรเลีย.

ที่มา : เอพี

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

การต่อสู้และคดีอื้อฉาวของ “ฮันเตอร์ ไบเดน ” ลูกชายประธานาธิบดีสหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828786

การต่อสู้และคดีอื้อฉาวของ "ฮันเตอร์ ไบเดน " ลูกชายประธานาธิบดีสหรัฐฯ

2 ธ.ค. 2567 14:26 น.

การต่อสู้และคดีอื้อฉาวของ “ฮันเตอร์ ไบเดน ” ลูกชายประธานาธิบดีสหรัฐฯ

  • นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามอภัยโทษให้แก่นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของเขาที่กำลังเผชิญคดีความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนและภาษี แม้ว่าก่อนหน้านี้ เขา เคยให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้สิทธิพิเศษของประธานาธิบดีในการอภัยโทษให้แก่ลูกชายก็ตาม
  • การประกาศอภัยโทษลูกชายนายไบเดน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ฮันเตอร์ ไบเดน จะต้องเข้าฟังการพิพากษาโทษจากความผิดทางอาญาหลายกระทงที่เกี่ยวข้องกับการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดระหว่างการตรวจสอบประวัติอาวุธปืน และการไม่จ่ายภาษีอย่างน้อย 1.4 ล้านดอลลาร์
  • การตัดสินใจของประธานาธิบดีที่กำลังจะพ้นตำแหน่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตั้งใจที่จะแต่งตั้งคนสนิทที่ภักดีกับเขามาคุมหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมืองของเขา

นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานครอบครองปืนอย่างผิดกฎหมาย และให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดระหว่างการซื้อปืน ซึ่งอาจนำไปสู่โทษจำคุก โดยเขากลายเป็นบุตรของผู้นำสหรัฐฯ ที่ยังดำรงตำแหน่งคนแรกที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญาของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ 

เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ฮันเตอร์วัย 54 ปีเกือบจะสามารถหลีกเลี่ยงโทษจำคุกผ่านข้อตกลงกับอัยการ แต่ข้อตกลงนั้นกลับล่มในศาล ทำให้อัยการที่ทำคดีนี้ไปยื่นฟ้องเขาในข้อหาครอบครองปืน

ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ฮันเตอร์ถูกตั้งข้อหาอีกครั้งในคดีที่ระบุว่าเขาไม่จ่ายภาษีรัฐบาลกลางอย่างน้อย 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2016-2019

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกแถลงการณ์ระบุว่า ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของเขาตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง และถูกดำเนินคดีอย่างเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม เพียงเพราะนามสกุล “ไบเดน” ของเขา โดยมีความพยายามในการทำลายฮันเตอร์ ซึ่งเลิกเหล้ามาได้ 5 ปีครึ่งแล้ว ทำให้เขาต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องและการดำเนินคดีที่เลือกปฏิบัติ

ไบเดนยังกล่าวว่าตลอดอาชีพการงานของเขา เขายึดถือหลักการในการบอกความจริงต่อสาธารณะโดยเชื่อว่าคนอเมริกันมีจิตใจที่ยุติธรรม และหวังว่าคนอเมริกันจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจแบบนี้ 

ความวุ่นวายในชีวิตส่วนตัว

ชีวิตส่วนตัวของฮันเตอร์ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน รวมถึงปัญหาการติดสุราและยาเสพติด รวมถึงปัญหาชีวิตสมรส เขาเคยแต่งงานกับแคธลีน บุห์ล ทนายความในปี 1993 และมีลูกด้วยกัน 3 คน ก่อนจะหย่าร้างในปี 2017 โดยอดีตภรรยาของเขาเคยกล่าวหาว่า เขาใช้เงินไปกับยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และความสัมพันธ์นอกสมรส

หลังจากการหย่าร้างกับแคธลีน บุห์ล ฮันเตอร์เริ่มความสัมพันธ์กับฮัลลี่ ไบเดน ภรรยาหม้ายของโบ ไบเดน พี่ชายที่เสียชีวิตไป ความสัมพันธ์นี้กินเวลา 2 ปี โดยทั้งคู่กล่าวว่าพวกเขาเชื่อมโยงกันจากความเศร้าโศกที่คล้ายคลึงกันจากการสูญเสียโบ 

ฮันเตอร์ยังเคยถูกปลดจากกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังตรวจพบสารโคเคนในวันแรกที่เริ่มงานในฐานะนายทหารสำรอง

ในระหว่างการพิจารณาคดีที่เดลาแวร์ ฮัลลี่ให้การว่า ฮันเตอร์ใช้โคเคนอย่างหนักและมักอยู่ในสภาพตึงเครียด เธอเล่าว่าได้พบปืนและกระสุนในรถของเขา หลังจากที่ต้องทำความสะอาดซากยาเสพติดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความกังวลว่าเขาอาจทำร้ายตัวเองหรือเด็กๆ เธอจึงโยนปืนลงในถังขยะ 

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย

ฮันเตอร์เกิดในปี 1970 และต้องประสบกับโศกนาฏกรรมตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุเพียง 2 ขวบ แม่และน้องสาวของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เขาและพี่ชายโบ ไบเดน ต้องเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย

ชีวิตที่ซับซ้อนของฮันเตอร์ยังรวมถึงคดีฟ้องร้องเรื่องความเป็นพ่อของลูกที่เกิดจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเขายอมรับว่าเป็นบิดาและจ่ายเงินค่าเลี้ยงดู

การสืบสวนของพรรครีพับลิกัน

พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสได้เปิดการไต่สวนเพื่อหาข้อมูลว่าฮันเตอร์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ตำแหน่งของบิดาแสวงหาผลประโยชน์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดของเขาหรือประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ข่าวนี้เผยให้เห็นถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาและการต่อสู้ส่วนตัวของฮันเตอร์ ไบเดน ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันที่ครอบครัวผู้นำประเทศต้องเผชิญในสังคมอเมริกัน

ข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อปืน

ฮันเตอร์ซื้อปืนในปี 2018 เพียง 2 เดือนหลังออกจากสถานบำบัดยาเสพจติด โดยทีมกฎหมายของเขาอ้างว่าเป็นการตัดสินใจแบบกระทันหันเพราะแรงกดดันจากเจ้าของร้านอาวุธ อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่าเขาให้ข้อมูลเท็จในแบบฟอร์มการซื้อปืน โดยให้ข้อมูลไปว่าเขาไม่ได้ใช้ยาเสพติดในช่วงเวลานั้น

การต่อสู้กับการติดยาเสพติด


ฮันเตอร์เปิดเผยถึงการต่อสู้กับการติดยาเสพติดในปี 2019 โดยยอมรับว่า การติดยาของเขาไม่ได้หายไป แต่เขาต้องหาวิธีอยู่กับมัน ขณะที่ในหนังสือบันทึกชีวิต Beautiful Things เขาเล่าว่าความรักและการสนับสนุนจากครอบครัวช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้

การสนับสนุนจากพ่อผู้เป็นประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนหยัดเคียงข้างลูกชายหลายครั้ง รวมถึงระหว่างการดีเบตประธานาธิบดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2020 อย่างไรก็ตาม เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากฮันเตอร์ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีนี้หรือคดีอื่นในอนาคต เขาจะไม่ได้รับการอภัยโทษ

ไบเดนกล่าวว่า เขาเป็นประธานาธิบดี แต่เขาก็เป็นพ่อคนด้วย เขาและภรรยารักลูกชายมาก และภูมิใจในตัวเขา โดยเรื่องราวของฮันเตอร์ ไบเดน สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ซับซ้อนและผลกระทบของความสัมพันธ์ส่วนตัวต่อชีวิตสาธารณะของครอบครัวผู้นำประเทศ

‘ผู้เลี้ยงหมู’ขอบคุณภาครัฐเข้มงวดสารเร่งเนื้อแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/845225

‘ผู้เลี้ยงหมู’ขอบคุณภาครัฐเข้มงวดสารเร่งเนื้อแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคยั่งยืน

‘ผู้เลี้ยงหมู’ขอบคุณภาครัฐเข้มงวดสารเร่งเนื้อแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.33 น.

‘ผู้เลี้ยงหมู’ขอบคุณภาครัฐเข้มงวดสารเร่งเนื้อแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคยั่งยืน

3 ธันวาคม 2567 นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เผยถึงมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงปศุสัตว์ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูขอขอบคุณในมาตรการที่มุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง  ถือเป็นความมุ่งมั่นที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในอาหาร ซึ่งเท่ากับเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนด้วย

“ในฐานะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และผู้บริโภคด้วย ขอขอบคุณกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานเกี่ยวข้องที่เข้มงวดในปฏิบัติการกวาดล้างสารเร่งเนื้อแดงทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจกับการบริโภคเนื้อหมูกับความปลอดภัยต่อสุขอนามัยที่ดี  เท่ากับลดโอกาสที่จะมีปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาว” นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าว

นายสุนทราภรณ์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายของกรมปศุสัตว์ดังกล่าว ถือเป็นมาตรการที่ช่วยคุ้มครองคนไทยไม่ให้ต้องเสี่ยงกับสารนี้ และยังช่วยให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูสามารถเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารให้กับคนไทย  และเพื่อความมั่นใจในการเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ว่าเป็นผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยในอาหาร

ทั้งนี้ ประเทศไทยประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง หรือสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ ในการเลี้ยงสัตว์มานานกว่า 20 ปีแล้ว ได้แก่ เคลนบิวรอล และซาลบิวทามอล  ทำให้หมูมีชั้นไขมันลดลง และเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ หรือเนื้อแดง ที่สำคัญแม้ว่าเนื้อหมูที่มีสาร อันตรายนี้จะถูกทำให้สุกแล้ว  ก็ไม่สามารถกำจัดสารให้หมดไปได้   จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค  โดยมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหลอดเลือด หลอดลม กระเพาะปัสสาวะ เป็นอันตรายมากสำหรับหญิงมีครรภ์  ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไฮเปอร์ไทรอยด์

ผู้ตรวจฯถกCIRDAPพัฒนาภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/845097

ผู้ตรวจฯถกCIRDAPพัฒนาภาคเกษตร

ผู้ตรวจฯถกCIRDAPพัฒนาภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้การต้อนรับ Dr. P Chandra Shekara ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์พัฒนาชนบทแบบผสมผสานสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Centre on Integrated Rural Development for Asia and the Pacific หรือ CIRDAP) ซึ่งเข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานการจัดฝึกอบรมTri-Country Training DesignWorkshop on Agri-based Cooperative Management เมื่อวันที่ 10–15 พฤศจิกายน 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับการบริหารจัดการสหกรณ์ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อสร้างประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานของ CIRDAP และประเทศสมาชิกCIRDAP ทั้งนี้ ผู้อำนวยการใหญ่CIRDAP แจ้งผลการพิจารณาของ UNGAประกาศให้วันที่ 6 กรกฎาคมของทุกปีซึ่งตรงกับวันก่อตั้ง CIRDAP เป็นวันพัฒนาชนบทโลก (World Rural Development Day) และความสำคัญของการพัฒนาชนบทในระดับโลก

นอกจากนี้ CIRDAP ได้ขอรับการสนับสนุนการจัดศึกษาดูงานด้านการแปรรูปอาหารในประเทศไทย ให้แก่ประเทศสมาชิก CIRDAP ในไตรมาสแรกของปี เพื่อแก้ปัญหาด้านการขาดแคลนบุคลากรในภาคการเกษตร เนื่องจากปัจจุบันเยาวชนรุ่นใหม่มักจะย้ายถิ่นฐานมาทำงานอยู่ในเมืองหลวงเพื่อแสวงหารายได้ที่ดีกว่าในชนบท และขอให้ประเทศไทยจัดฝึกอบรมสาขาการแปรรูปสินค้าเกษตรให้แก่ประเทศสมาชิก CIRDAP และการจัดตั้งธุรกิจ Start Up โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งนี้ นายถาวร ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้อำนวยการใหญ่ CIRDAP ในการศึกษาวิธีการบริหารจัดการแปรรูปสินค้าเกษตรภายใต้โครงการหลวง ซึ่งประเทศสมาชิกจะได้เห็นถึงการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

‘นฤมล’เคาะให้เพิ่มโกโก้ พืชเศรษฐกิจในกำกับอนุฯพืชสวน

https://www.naewna.com/local/845100

‘นฤมล’เคาะให้เพิ่มโกโก้  พืชเศรษฐกิจในกำกับอนุฯพืชสวน

‘นฤมล’เคาะให้เพิ่มโกโก้ พืชเศรษฐกิจในกำกับอนุฯพืชสวน

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2567 พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับปรุงคำสั่งคณะอนุกรรมการพืชสวนเพิ่มเติม โดยเพิ่มรายการพืชจากเดิมที่คณะอนุกรรมการพืชสวนกำกับดูแล 5 รายการ ได้แก่ เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา พริกไทย และลำไย เพิ่มอีก 1 รายการ คือ โกโก้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และยังไม่มีคณะกรรมการที่รับผิดชอบดูแลกำกับโดยตรง จึงเห็นชอบให้เพิ่มรายชื่อพืชโกโก้เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบดูแลโดยเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และส่งเสริมการพัฒนาให้พืชโกโก้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป อีกทั้งเห็นชอบให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการพืชสวน โดยเพิ่มผู้แทนองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้มีความชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานในการพัฒนาและแก้ปัญหาพืชสวนและผลิตภัณฑ์พืชสวนเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ก่อนเสนอ รมว.เกษตรฯ พิจารณาลงนามต่อไป

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพืชสวน เรื่องการยกเลิกหลักเกณฑ์การรับซื้อเมล็ดกาแฟในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตกาแฟในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ การคงไว้ซึ่งหลักเกณฑ์ข้อกำหนด 1 : 1 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อผลผลิตกาแฟภายในประเทศในปริมาณที่เท่ากับกาแฟที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อการขออนุญาตส่งออกตามระเบียบที่กำหนดในปี 2566 อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการส่งออกและการแข่งขันในตลาดโลก โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ

“ได้มอบให้คณะอนุกรรมการพืชสวนรับข้อสังเกตของที่ประชุมไปพิจารณาด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นการขอขยายปริมาณการเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบในโควตาเพิ่มเติมปริมาณ 200 ตัน ภายใต้ WTO ปี 2567 ที่มีมติมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพืชสวน รับไปดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้พิจารณาแผนการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบในระยะยาว (3 ปี) ให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศ รวมทั้งศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2567 ด้วย

ปลัดฯเร่งระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ เจ้าพระยาตอนล่างทันปลูกข้าว

https://www.naewna.com/local/845098

ปลัดฯเร่งระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ เจ้าพระยาตอนล่างทันปลูกข้าว

ปลัดฯเร่งระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ เจ้าพระยาตอนล่างทันปลูกข้าว

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมและลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างโดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา

นายประยูรกล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมหารือแนวทางกับภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อเร่งรัดการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแนวทางฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับทุ่งรับน้ำช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และเร่งระบายน้ำออกตามระบบ เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พี่น้องเกษตรกรทำการปลูกข้าวให้ทันในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567

ฉก.พญานาคราชจับ ขนยางพาราเถื่อน ยึดได้5หมื่นกิโลฯ ในพื้นที่ด่านสะเดา

https://www.naewna.com/local/845101

ฉก.พญานาคราชจับ  ขนยางพาราเถื่อน  ยึดได้5หมื่นกิโลฯ  ในพื้นที่ด่านสะเดา

ฉก.พญานาคราชจับ ขนยางพาราเถื่อน ยึดได้5หมื่นกิโลฯ ในพื้นที่ด่านสะเดา

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) กล่าวว่า กำลังเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช นำโดย พ.ต.ท.อัครเดชปิ่นทองพันธ์ รองผกก.สภ.คลองแงะจ.สงขลา นายฐิติพงษ์ เพ็งแพง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ด่านตรวจพืชสะเดา และว่าที่ ร.ต.ศุภชัย จันทร์แก้ว ผอ.การยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนล่าง ได้ร่วมกันทำการสุ่มตรวจยานพาหนะต้องสงสัยที่จะขนสินค้าทางการเกษตรผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกกึ่งพ่วงยี่ห้อวอลโว่ ทะเบียนประเทศมาเลเซีย หมายเลข BQR 7778 คนขับรถเป็นชาวมาเลเซีย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าคนขับรายดังกล่าว ได้ขับรถขนเศษยางพาราน้ำหนักรวม 50,000 กิโลกรัมตรวจสอบเบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐานพยายามลักลอบขนเศษยางพาราออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร รวมทั้งยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมส่งออกให้การยางแห่งประเทศไทย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 วรรคหนึ่ง มาตรา 242 วรรคสอง, พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 มาตรา 26 มาตรา 52 และพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 47 มาตรา 48 จึงคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป