ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

https://www.naewna.com/local/845164

ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

ทำความรู้จัก‘VMS’ ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.10 น.

ทำความรู้จัก”VMS” ระบบตรวจสอบการเดินเรือประมง แจ้งเตือนได้หากล้ำอาณาเขตเพื่อนบ้าน

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับเหตุเรือประมงไทยถูกทหารเมียนมายิง มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงทหารเมียนมายังได้ยึดเรือและควบคุมตัวลูกเรือไว้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา โดยฝ่ายเมียนมาอ้างว่าเรือไทยรุกล้ำเข้าไปในในพื้นที่ของเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (2 ธ.ค.2567) นายวรวุฒิ ชัยธนะวิวรรธ ผู้ช่วย สส.ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล พรรคประชาชน ภูเก็ต เขต 3 ซึ่งลงพื้นที่บ้านน้ำเค็มหมู่ 2 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้ทราบข้อมูลจากไต๋เรือหลายรายว่า ชาวประมงทราบกันดีว่า เรือประมงทุกลำจะมีเครื่อง VMS แจ้งเตือนอยู่แล้วเวลาเรือที่รุกล้ำไปในแนวเขตอุทยานและน่านน้ำที่เข้าไปไม่ได้

“ไต๋เรือทุกลำยืนยันมาแล้วว่าไม่มีเรือลำไหนเข้าไปทำการประมงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน ซึ่งจากการสอบถามชาวประมงเรื่องที่เป็นไปได้ก็น่าจะเป็นพื้นที่พิพาทที่ไม่ชัดเจนว่าทางเราได้รุกล้ำหรือไม่ คิดว่าจากกรณีที่ทหารพม่าใช้อาวุธปืนยิงเรือประมงไทยซึ่งยิงเข้าห้องโดยสารเรือจนทำให้ไต๋เรือเกือบเอาชีวิตไม่รอด มองว่าทหารพม่าทำเกินกว่าเหตุ” นายวรวุฒิ กล่าว

สำหรับเครื่อง “VMS” นั้น บทความ “ระบบติดตามเรือประมง VMS” โดย บริษัท เอ. แอนด์ มารีน (ไทย) จำกัด ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์เดินเรือ อธิบายว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยถูกจับตาจากสหภาพยุโรป (EU) เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (lilegal, Unreported and Unregulated Fishing) หรือ IUU จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไข เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคทางการค้าและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ นำมาสู่การที่กรมประมงได้จัดทำระบบติดตามตำแหน่งเรือ (Vessel Monitoring System : VMS ) โดยใช้ระบบดาวเทียมขึ้น

เว็บไซต์ vmsthailand.com ของ บริษัท อีสท์อินอินโนเวชั่น จำกัด ที่ให้บริการแอปพลิเตชั่น VMS Thailand อธิบายไว้ในบทความ “VMS ทำงานอย่างไร?” ว่า เมื่อติดตั้งอุปกรณ์ VMS แล้ว อุปกรณ์จะจับสัญญาณดาวเทียม เพื่อบอกให้ทราบถึงตำแหน่งปัจจุบัน วันที่ เวลา ความเร็ว ระดับน้ำมัน ทิศทางที่เรือกำลังแล่น และข้อมูลต่างๆ ของเรือ แล้วทำการส่งข้อมูลดังกล่าว ผ่านเครือข่ายสื่อสารจากผู้ให้บริการ เพื่อทำการสำรองข้อมูลบนระบบเซิร์ฟเวอร์

จากนั้น ระบบจะทำการประมวลผลโดยโปรแกรม เพื่อรายงานข้อมูลการใช้งานเรือออกมา เช่น ตำแหน่ง เส้นทางการเดินเรือ ความเร็ว เพื่อให้ผู้ควบคุมสามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานเรือ และหาวิธีปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินเรือ โดยเจ้าของเรือสามารถติดตามดูเรือหรือกลุ่มเรือของตัวเองได้ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ บนเว็บเบราว์เซอร์ และ แอปพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android และ iOS

ขณะที่ทางกรมประมงก็มีแพลตฟอร์ม VMS ของตนเอง โดยชาวเรือสามารถสมัครเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ vms.fisheries.go.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Fisheries Touch โดยข้อมูลจาก “เอกสารแนะนำโปรแกรมประยุกต์ระบบติดตามเรือประมง Vessel Monitoring System (VMS)” ของกรมประมง ในส่วน “เมนูติดตามเรือ” เป็นฟังก์ชั่นสำหรับการติดตามสถานะของเรือแต่ละลำ โดยจะทราบสถานะต่างๆ เกี่ยวกับเรือ ได้แก่ ตำแหน่งที่เรือจอด ความเร็วและทิศทางในการเดินเรือ เป็นต้น

นอกจากนี้ ระบบยังจะแสดงตำแหน่งเรือบนแผนที่ทางทะเล พร้อมทั้งแสดงข้อมูลอื่นๆ เช่น ชื่อและรูปกัปตันเรือ , ชื่อเรือ , ทะเบียนเรือ , Cell site ในการส่งข้อมูล , เวลาอัพเดตข้อมูลล่าสุดของกล่อง GPS ที่ส่งมายังระบบ รวมถึงระบบแผนที่และขอบเขต EEZ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศต่างๆ หมายถึงบริเวณที่อยู่เลยไปจากและประชิดกับทะเลอาณาเขต โดยแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะต้องไม่ขยายออกไปเลย 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐานซึ่งได้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ข้อ 55 และ 57)

วันที่ 2 ธ.ค. 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป ตามประกาศของกรมประมงจะต้องติดตั้งระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS) ซึ่งเป็นระบบติดตามเรือที่ประมงทั่วโลกนำมาใช้ควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ด้วยการนำเทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ต จุดพิกัดดาวเทียม (GPS) และเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือ (Global Service Mobile : GSM) มาทำงานร่วมกันเพื่อให้ทราบถึงพิกัดเรือประมง (Vessel Positioning System : VPS) ได้แบบ Real time รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบประวัติการเดินเรือประมงย้อนหลังได้ด้วย

“ตอนนี้ได้สั่งการให้ทางกรมประมงตรวจสอบเรือของเรา ว่ารุกช้ำเข้าไปในเขตเขาไหม เมื่อได้ข้อมูลที่แน่ชัด จะเร่งหารือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อกำหนดท่าทีและแก้ไขปัญหา พร้อมกันนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของชาวประมงที่เสียชีวิต รวมถึงแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ยังอยู่ในความควบคุมของทางการเมียนมา”นางนฤมล กล่าว

ถึงเวลานี้ก็คงต้องขอเอาใจช่วยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ทางทหารเมียนมาปล่อยลูกเรือทั้ง 31 คน ที่ถูกควบคุมตัว กลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว!!!

ขอบคุณภาพประกอบจาก : http://www.marinethai.net , VMS Thailand

อ้างอิง

– https://www.marinethai.net/vessel-monitoring-system-vms/

– https://vmsthai.com/how-does-vms-work/

– https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20161115130450_file.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ‘ไต๋เรือ’ยัน‘เรือไทย’ไม่ล้ำแดนพม่า-มีเครื่อง VMS แจ้งเตือน

– สั่งกรมประมงตรวจสอบ VMS หาพิกัดเรือประมงไทยที่ถูกเมียนมายิง

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/845125

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ : กุญแจสู่อนาคตอาหารปลอดภัยและสมดุลสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่อุตสาหกรรมเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Sustainable Animal Welfare) เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบอาหารที่มั่นคง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามเส้นทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกชีวิตบนโลก

การเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความต้องการอาหารที่ยั่งยืน และแรงผลักดันด้านสวัสดิภาพสัตว์ การสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มผลผลิต การรักษาสิ่งแวดล้อม และดูแลสัตว์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตลอดจนเป็นแรงกระตุ้นให้การเลี้ยงสัตว์ปีกเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลกรวมถึงบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมสู่การทำฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) ด้วยการนำแนวทาง “ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์” มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาสมดุลระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จากการนำหลักการสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ (Five Freedoms) ซึ่งเป็นพื้นฐานการเลี้ยงสัตว์สู่ความยั่งยืน มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสัตว์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ ดังนี้

•อิสระจากความหิวกระหาย

•อิสระจากความไม่สบายกาย

•อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย

•อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

•อิสระจากความกลัวและความเครียด

หลักสวัสดิภาพสัตว์ จะช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ป้องกันโรค และทำให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพสูงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนในระยะยาวและเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Internet of Things (IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซ็นเซอร์อัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการจัดการฟาร์มแบบ Smart Farm ช่วยเพิ่มความแม่นยำและเรียลไทม์ในการติดตามสุขภาพสัตว์ การจัดการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลดความเครียดและป้องกันการเกิดโรคระบาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์สู่ระดับสากล

นอกจากนี้ การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud-based Data Management) ช่วยให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานได้ในระยะยาว

ในขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าอาหารยังได้เพิ่มเงื่อนไขด้านความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และถั่วเหลืองจากแหล่งเพาะปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยซีพีเอฟ ตั้งเป้าหมาย “Zero Deforestation” ภายในปี 2568 เพื่อการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ความยั่งยืนด้านสวัสดิภาพสัตว์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิดนี้ ทุกชีวิตจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพื่อสมดุลในอนาคตที่ดีกว่าระหว่าง คน สัตว์ และโลกของเรา

#นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองผู้อำนวยการด้านมาตรฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

https://www.naewna.com/local/845008

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ และงานโครงการหลวง 2567

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ The Royal Project International Conference : From Alternative Development to Sustainable Development Goals : Empowering Alternative Development to Address Global Challenges และทรงเปิดงานโครงการหลวง 2567 “Hats on Hills ห่มเขาด้วยเงาไม้ ใต้ร่มพระบารมี 55 ปี โครงการหลวง” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

‘รุ้ง ธนิภา’ร่วมกับตำรวจภูธรภาค1 ‘ก้อย สก.ชญาดา’ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนกะหล่ำปลี

https://www.naewna.com/lady/845229

‘รุ้ง ธนิภา’ร่วมกับตำรวจภูธรภาค1 ‘ก้อย สก.ชญาดา’ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนกะหล่ำปลี

‘รุ้ง ธนิภา’ร่วมกับตำรวจภูธรภาค1 ‘ก้อย สก.ชญาดา’ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนกะหล่ำปลี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.58 น.

หลังจากทราบข่าวราคากะหล่ำปลีตกต่ำในรอบปีของเกษตรกรชาวสวนในไทย วานนี้ 2 ธันวาคม 2567 ภาคเอกชนนำโดยคุณรุ้ง ธนิภา พุ่มเรือง กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยดีเอฟ2564 จำกัด ได้ตั้งจุดรับซื้อกะหล่ำปลีเบื้องต้นจำนวน 2 ตัน ที่ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในสภาวะกะหล่ำปลีล้นตลาด โดยผักกะหล่ำปลีจำนวน 2 ตันที่รับซื้อมาในช่วงเช้าของวานนี้ได้รับการสนับสนุนการขนส่งทั้งหมดจาก คุณณัฐ  ณัฐดนัย เจริญลาภนพรัตน์ และคุณกบ อัญญากาณต์ อิงเกียรติกุลณ์  ในการนำมาแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ โดยได้รับความอนุเคราะห์ที่ดีจากรักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1  พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร  ในการตอบรับให้กระจายผักกะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรภายในกองกำกับการตำรวจภูธรภาค1 ได้   ซึ่งพล.ต.ท. สุรพล เปรมบุตร ให้เหตุผลว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ตำรวจภูธรภาค1 ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนันสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทย  นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนของข้าราชการตำรวจอีกด้วย  ทั้งนี้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตรให้เกียรติรับมอบผักกะหล่ำปลีพร้อมคณะข้าราชการตำรวจในกองกำกับการตำรวจภูธรภาค1  จำนวน 500 กิโลกรัม  หน่วยงานต่อมาที่ตอบรับการช่วยกระจายผักกะหล่ำปลีในครั้งนี้คือ กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก โดย พล.ท.จินตมัย ชีกว้าง เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้ส่งตัวแทนของกองทัพบกรับมอบและนำไปกระจายต่อให้กับข้าราชการทหารบกจำนวน 500 กิโลกรัม สำหรับสำนักงานเขตคลองสามวาก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการกระจายผักกะหล่ำปลี อีกทั้ง ผอ.ธัญนภัส มณีศรี  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตคลองสามวาพร้อมคณะเจ้าหน้าที่บุคคลากรได้ให้เกียรติรับมอบผักกะหล่ำปลีจำนวน 300 กิโลกรัม และสุดท้ายคุณรุ้ง ธนิภา ยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในการแจกจ่ายผักกะหล่ำปลีต่อให้ถึงมือของประชาชนในชุมชนต่างๆของพื้นที่เขตคันนายาวและเขตบึงกุ่ม  จากกำลังหลักอย่าง คุณก้อย สก.ชญาดา วิภัติภูมิประเทศ 

โดยการร่วมด้วยช่วยกันครั้งนี้ของหลากหลายภาคส่วนนั้น  นอกจากจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนกะหล่ำปลีในสภาวะที่ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำนี้แล้ว ยังถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้รับอีกด้วย

‘กรมลดโลกร้อน’เตรียมจัดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม.แห่งชาติ พร้อมเปิดเวทีสรุปผล COP29

https://www.naewna.com/lady/845228

'กรมลดโลกร้อน'เตรียมจัดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม.แห่งชาติ พร้อมเปิดเวทีสรุปผล COP29

‘กรมลดโลกร้อน’เตรียมจัดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม.แห่งชาติ พร้อมเปิดเวทีสรุปผล COP29

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.54 น.

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทยและวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “Impact – Driven Policy: Empowering Action for Change รวมพลังลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” พร้อมเปิดเวทีสรุปผล COP29 ยกระดับการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมไทย สู่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ในวันพุธที่ 4 ธันวาคม 2567

ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ฯ  และกล่าวรายงานโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทยและวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวให้ประชาชนได้เกิดความตระหนักรู้และหันมาร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องทุกปี ประกอบกับปัจจุบัน สถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้นานาประเทศทั่วโลกมีการกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขวิกฤตโลกเดือดร่วมกัน ดังนั้น เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมไทย ไปสู่เป้าหมายการแก้ปัญหาโลกเดือดในระดับโลก การจัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย ฯ ในปีนี้ จึงได้กำหนดจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Impact – Driven Policy: Empowering Action for Change รวมพลังลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก”

สำหรับกิจกรรมสำคัญในครั้งนี้ จะมีการนำเสนอ “สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง” เมื่อวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน โดยอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การเสวนาในหัวข้อ “Impact – Driven Policy: Empowering Action for Change รวมพลังลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” โดยผู้แทนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและเยาวชน และการเสวนา “สาระสำคัญจาก COP29 สู่การดำเนินงานของประเทศไทย” โดยผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อีกทั้ง การจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้สาระสำคัญจากการประชุม COP29 อาทิ กรอบความโปร่งใสภายใต้ความตกลงปารีส การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสูญเสียและความเสียหายและเป้าหมายการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสริมพลังการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของ ทสม. และเครือข่าย ทสม. เป็นต้น 

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานและเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทยฯ ได้ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/FevuNdQsSvzwK1TH9  หรือร่วมกิจกรรมผ่านการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Fanpage กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

หนีห่างจากหวัด ช่วยผิวใสไม่มีโทรม ด้วยวิตามินซี

https://www.naewna.com/lady/845061

หนีห่างจากหวัด ช่วยผิวใสไม่มีโทรม ด้วยวิตามินซี

หนีห่างจากหวัด ช่วยผิวใสไม่มีโทรม ด้วยวิตามินซี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.05 น.

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะเจ็บป่วยแต่ละทีทรมานร่างกาย ไหนจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูให้สุขภาพกลับมาแข็งแรง ยิ่งอากาศแปรปรวนก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการป่วยได้ง่าย ชีวิตที่ต้องสลับสวิตช์สู้ทนกับอากาศ ทั้งความร้อนจากแดดเมืองไทยที่หนียังไงก็ไม่พ้น แต่ชีวิตการทำงานในออฟฟิศที่อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศบางวันฝนมาเช็คอินให้เปียกและชื้น เมื่อต้องเจอความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ชีวิตจึงต้องมีเกราะป้องกันให้มากพอ การดูแลและเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและมองเป็นเรื่องเล็กน้อยจนละเลยในการดูแลสุขภาพตัวเองมากเกินไป

เริ่มต้นใส่ใจสุขภาพได้ด้วย วิตามิน ซี ซึ่งมีคุณประโยชน์ในด้านต่างๆทั้ง ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงต่อต้านการอักเสบจากการติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เมื่อทานเป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยในการสร้างคอลลาเจน ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อและหลอดเลือด ช่วยในการสมานแผล และเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ใช้รักษาภาวะเลือดออกตามไรฟัน

วิตามินซีมีอยู่ในผักและผลไม้ ทั้ง ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี พริกหวาน บรอกโคลี คะน้า ปวยเล้งและอีกมากมาย ซึ่งร่างกายควรได้รับวิตามินซี 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวันนอกจากการเลือกทานอาหารแล้ว วิตามินซีในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นอีกทางเลือกในการเสริมภูมิคุ้มกันที่ทานง่ายและสะดวก อีกทั้ง ได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อวัน โดย Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย มอบความใส่ใจและห่วงใยสุขภาพคนไทยด้วย Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.)วิตามินซีที่ควรมีติดบ้าน ใน 1 เม็ด มีวิตามินซีมากถึง 1,000 มก. จึงเหมาะในการดูแลสุขภาพอย่างยิ่ง

สำหรับ Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.)ใช้วิตามินซี 3 ชนิด ทั้งกรดแอสคอร์บิกรวมถึงแคลเซียม แอสคอร์เบต และโซเดียม แอสคอร์เบต ที่มีความเป็นกรดน้อย จึงอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร และทำให้วิตามินซีมีความคงตัวมากขึ้น เหมาะมากสำหรับผู้ที่ขาดวิตามินซี และต้องการเติมวิตามินซีให้ร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณเนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะคอยดูแลผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เสริมเกราะให้ร่างกายด้วยการทาน Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) เป็นประจำได้ทุกวัน โดยทานวันละ 1 เม็ด พร้อมอาหาร และแนะนำว่าควรดื่มน้ำตามมากๆเพื่อช่วยเพิ่มการขับวิตามินซีที่เหลือออกจากร่างกาย

เพราะร่างกายเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ต้องรอให้ป่วย ปรับพฤติกรรมเริ่มต้นได้ง่ายๆ แค่เลือกวิตามินซี

เปิดไฟต้นคริสต์มาส Sparkling Happiness Light Up Ceremony เนรมิตสี่แยกแห่งความสุขเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่

https://www.naewna.com/lady/845070

เปิดไฟต้นคริสต์มาส Sparkling Happiness Light Up Ceremony เนรมิตสี่แยกแห่งความสุขเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่

เปิดไฟต้นคริสต์มาส Sparkling Happiness Light Up Ceremony เนรมิตสี่แยกแห่งความสุขเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตปทุมวัน หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และ บีทีเอส ต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ในกิจกรรมเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส MBK Center Sparkling Happiness Light Up Ceremony โดยปีนี้รังสรรค์ต้นคริสต์มาส Joyous Junctionเนรมิตสี่แยกแห่งความสุขในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีให้กับทุกคนได้มาสัมผัสความสนุกรื่นรมย์กันในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ แลนด์มาร์คของแยกปทุมวัน ครองใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกติดอันดับ Shopping Malls in Bangkok ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนจาก Tripadvisor Travelers’ Choice Awards 2024

พิธีเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาสได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค นำโดย สมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) พร้อมต้อนรับ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดไฟต้นคริสต์มาส พร้อมด้วย เมธาวี ธารดำรงค์สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน จรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพลศึกษา อิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน พนา อังกาบ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพจำกัด (มหาชน) ชาญยุทธ มนูญวิริยะกุลผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมเปิดงาน โดยมีนักร้องสาวเสียงดี แพรว คณิตกุล เนตรบุตร ร่วมมอบ Special Moment กับไฮไลท์โชว์สุดพิเศษร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียง มอบความสุขให้กับผู้ชมงานลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับต้นคริสต์มาสยักษ์ Joyous Junction เป็นความร่วมมือกับ จักรกฤษณ์ อนันตกุล ศิลปินที่มีชื่อเสียงและร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ มากมาย ทั้งในประเทศและแบรนด์ระดับโลก เป็นที่รู้จักในวงการงาน illustration มาเนิ่นนาน ด้วยสไตล์การวาดภาพประกอบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแฝงด้วยความหมายที่สื่อออกมาได้อย่างชัดเจน โดยการร่วมรังสรรค์ต้นคริสต์มาสซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากจุดยุทธศาสตร์ด้านทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน และเป็นที่รู้กันว่าเป็น 1 ในแลนด์มาร์คของแยกปทุมวัน จึงตั้งใจออกแบบเป็น “สี่แยกแห่งความสุขในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง สำหรับทุกคนได้มาสัมผัสความสุขความสนุกกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์”

ต้นคริสต์มาสยักษ์ Joyous Junctionตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่บริเวณลานสกาย วอล์ก ด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ประดับประดาไปด้วยไฟจราจรหลากสีจำนวนมากมาย กล่องไฟจราจรยักษ์ กรวยจราจรเดินได้ รวมถึงความน่ารักของแซนต้าลุงถ่อม ซึ่งคาแร็กเตอร์ของลุงถ่อมเป็นซิกเนเจอร์ของศิลปิน จักรกฤษณ์ อนันตกุล โดยในต้นคริสต์มาส Joyous Junction ได้แปลงโฉมลุงถ่อมเป็นลุงแซนต้าแสนน่ารักส่งมอบความสุขให้กับประชาชนและลูกค้าของศูนย์ฯทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มาสัมผัส ไม่ว่าจะมุมไหนก็สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนต์แห่งความสุขเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปสุดประทับใจนอกจากนี้ ยังนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาร่วมรังสรรค์ต้นคริสต์มาส อาทิรถตุ๊กตุ๊กสีธงชาติไทย ตุ๊กตายาดมไทย ต้นคริสต์มาสหมอนสามเหลี่ยม สะท้อนความเป็นตัวตนของเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้อย่างชัดเจนในการเป็นศูนย์การค้าที่รวบรวมความเป็นไทยไว้ครบครันครองใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

สมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่เป็นช่วงเวลาพิเศษของการใช้เวลาร่วมกัน เอ็ม บี เคฯร่วมกับร้านอาหารและร้านค้าภายในศูนย์ฯ ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างโมเมนต์สุดประทับใจให้กับลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีสำหรับการสังสรรค์ของทุกคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อน คู่รักการมองหาของขวัญส่งต่อความปรารถนาดีให้แก่กัน รวมถึงการตกแต่งต้นคริสต์มาสของศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้งที่พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์เพื่อเป็นของขวัญแทนใจในเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีให้กับลูกค้าของศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค สร้างบรรยากาศให้คึกคักเต็มไปด้วยสีสันความสนุกหรรษา และเป็นแลนด์มาร์คแห่งความสุขสำหรับทุกคน”

ด้าน จักรกฤษณ์ อนันตกุล ศิลปินผู้รังสรรค์ต้นคริสต์มาส Joyous Junction กล่าวว่า “ผมได้แรงบันดาลใจจากการนำความหมายที่แท้จริงของวันคริสต์มาส กล่าวถึงพระเยซูคือของขวัญที่พระเจ้าได้ส่งมอบมาให้ชีวิตใหม่บนโลกนี้แก่ผู้ที่วางใจ จึงออกแบบคาแร็กเตอร์ที่ตกแต่งรอบๆ และอยู่บนต้นคริสต์มาส Joyous Junctionถ่ายทอดเรื่องราวว่ามีกล่องใบใหญ่ตกลงมากลางสี่แยก MBK แห่งนี้ และกล่องของขวัญนี้ได้ทำให้เกิดชีวิตใหม่ สิ่งทั้งหลายที่อยู่บนสี่แยก เช่น ไฟเขียวไฟแดง เครื่องหมายจราจรได้มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา เพื่อมอบความสุข ความชื่นชมยินดี ความสนุกสนานให้กับทุกคนครับ”

ห้ามพลาด!! จุดหมายปลายทางของการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ชมไฟประดับต้นคริสต์มาส JoyousJunction ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้งพาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

‘ใส่ไทย เฟสติวัล’ จังหวัดสุรินทร์ งานเฟสติวัลครั้งใหญ่ส่งท้ายปี

https://www.naewna.com/lady/845074

‘ใส่ไทย เฟสติวัล’ จังหวัดสุรินทร์ งานเฟสติวัลครั้งใหญ่ส่งท้ายปี

‘ใส่ไทย เฟสติวัล’ จังหวัดสุรินทร์ งานเฟสติวัลครั้งใหญ่ส่งท้ายปี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามสำหรับงานเฟสติวัลครั้งยิ่งใหญ่ “ใส่ไทย เฟสติวัล” จังหวัดสุรินทร์ดัน SOFT POWER ด้านแฟชั่น โดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดสุรินทร์ เชิญชวนทุกคนใส่ชุดไทย เที่ยว แชะ ชม กิน ช้อป มันส์ๆ ร่วมผลักดันให้เป็น SOFT POWER ด้านแฟชั่นให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

พิธีเปิดงาน นำโดย นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และ นางพัชรินทร์ สิทธิพรรณโยธาอำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม ททท.พร้อมด้วย นางศรีสุภรณ์ ชมศรีหาราชพร ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุรินทร์ ให้เกียรติร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดงานใส่ไทย เฟสติวัล ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ80 พรรษา อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ด้วยแนวคิดที่ได้มีการรวบรวมเอาแฟชั่นผ้าไทยพื้นบ้านศิลปิน องค์กร หมู่บ้านผ้าไทย มาส่งเสริมพัฒนา และยกระดับให้หัตถกรรมและแฟชั่นไทยสู่สากล ด้วยการดึงเอา ISAN SOFT POWER ดนตรี อาหาร ศิลปวัฒนธรรม นำมาผสมผสานเข้ากับสิ่งใหม่ นำเสนอความร่วมสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงผ่านการจัดงานในรูปแบบเฟสติวัลก่อให้เกิดการพำนักที่นานวันขึ้น มีการใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว “5 Must Do in Thailand” ได้แก่ 1.Must See นำเสนอเทศกาล งานประเพณีท้องถิ่นจนถึงกิจกรรมนานาชาติ 2.Must Seek นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม กระตุ้นให้เกิดการเดินทาง 3.Must Buy สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ และชุมชน ด้วยสินค้าท้องถิ่น 4.Must Taste ต่อยอดอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์จาก Local สู่ Royal 5.Must Try กิจกรรมท่องเที่ยวที่กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย

กิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ได้แก่ โซนที่ 1 Sai Thai Fashion Village เป็นโซนเวิร์กช็อป และทอล์กในรูปแบบหมู่บ้านทอผ้า เรียนรู้แฟชั่นไทยและวัฒนธรรมอีสานอย่างสร้างสรรค์ กับการ Craft workshop และการบรรยายให้ความรู้,การเรียนรู้การทอผ้าและออกแบบ Thai Craft สร้างสรรค์และการจำลองวิถีชุมชนในพื้นที่ โซนที่ 2 Sai Thai Artจุดถ่ายภาพ Art Installation สุดคูล ใส่ความเท่ให้ผ้าไทยกับการนำผ้าไทยมาทำงานอาร์ต สร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงามมาจัดแสดงให้ได้ชมภายในงาน นอกเหนือจากความอาร์ตแล้ว ในแต่ละวัน ยังมีการแสดง แสง สีเสียง วันละ2 รอบ เพิ่มบรรยากาศ ให้เต็มอิ่มมากขึ้นในงาน โซนที่ 3Sai Thai Lifestyle Market โซนจัดจำหน่าย อาหารเครื่องดื่ม ของที่ระลึก จากชุมชนและผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสินค้าพื้นเมือง มากกว่า 50 บูธ

โซนที่ 4 Sai Thai Fun Stage โซนเวทีหลัก ได้จัดให้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้ได้ชมกันในแต่ละวันรวมถึงมีดาราศิลปินที่มีชื่อเสียง มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกตลอดระยะเวลา 4 วันด้วย เช่น เก็ตสึโนวา,ไผ่ พงศธร, ซีซั่นไฟฟ์ และ ไอซ์-ศรัณยู เป็นต้น และสำหรับพิธีเปิดในวันนี้ก็ได้จัดให้มีไฮไลท์ การเดินแฟชั่นโชว์ จากดีไซเนอร์ชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี มาให้ได้ชมกันด้วย

ทั้งนี้ งาน “ใส่ไทย เฟสติวัล” เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่กระตุ้นการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวที่จะได้สัมผัสและเข้าถึงแฟชั่นผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์ได้อย่างชัดเจน ว่า “5 Must Do in Thailand” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รพ.สัตว์อารักษ์เผยสุนัขเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจรั่วถึง 75% แนะทางเลือกใหม่รักษาด้วยการ ‘ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล’

https://www.naewna.com/lady/845065

รพ.สัตว์อารักษ์เผยสุนัขเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจรั่วถึง 75%  แนะทางเลือกใหม่รักษาด้วยการ ‘ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล’

รพ.สัตว์อารักษ์เผยสุนัขเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจรั่วถึง 75% แนะทางเลือกใหม่รักษาด้วยการ ‘ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล’

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ เผยว่า 10% ของจำนวนสุนัขที่มาโรงพยาบาลพบปัญหาโรคหัวใจ และพบว่าในสุนัขอายุมากมีปัญหาโรคหัวใจจากความเสื่อมถึง 60% ที่มักพบได้บ่อยคือ โรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม (Myxomatous mitral valve disease, MMVD) โดยพบประมาณ 75% ของสุนัขที่เป็นโรคหัวใจ รองลงมาได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยาย (Dilated cardiomyopathy, DCM) ซึ่งโรคหัวใจมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเมื่อโรคมีการพัฒนามากขึ้น เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และถึงแก่ชีวิตได้

ทั้งนี้ เจ้าของควรหมั่นสังเกตอาการและพาสุนัขเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพ และตรวจหัวใจประจำปี จะช่วยให้สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนหาแนวทางการดูแลรักษาได้ เพิ่มทางเลือกในการรักษานอกจากทางยา เช่น การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ หรือการผ่าตัดแก้ไขกรณีเป็นโรคหัวใจมาแต่กำเนิด เพื่อช่วยลดภาระค่ายารักษาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว ย้ำศูนย์โรคหัวใจของโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง 3D Echocardiogram เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใกล้เคียงกับการรักษามนุษย์ และทีมสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านโรคหัวใจ

สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กาญจนฉายา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อารักษ์ แอนิมัล เฮลท์แคร์ จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ กล่าวว่า “โรคหัวใจเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยในสุนัข ที่โดยส่วนใหญ่รักษาด้วยการใช้ยาเป็นหลักและต้องรับยาไปตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศเริ่มมีการใช้การผ่าตัดในการรักษาโรคหัวใจบางประเภท อาทิ การซ่อมลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วในสุนัขกันมากขึ้น ซึ่งต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและความชำนาญ จึงอาจทำให้การผ่าตัดในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ที่ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร เราจึงลงทุนด้านเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยและครบครันพร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ด้านโรคหัวใจที่มีประสบการณ์ ให้ศูนย์โรคหัวใจของโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยและวางแผนหาแนวทางและทางเลือกการรักษาโรคหัวใจเพื่อความปลอดภัยในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง”

โรคหัวใจในสุนัขมีทั้ง ที่เป็นมาแต่กำเนิดจากพันธุกรรม และที่เกิดขึ้นภายหลังจากความเสื่อมของร่างกาย โดยแบบหลังมักพบในกลุ่มสุนัขอายุ 7-8 ปีขึ้นไป หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน โดยสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ได้แก่ คาวาเลียร์คิง ชาลส์ สแปเนียล ชิวาว่า ปอมเมอเรเนียน บีเกิล พุดเดิ้ลดัชชุน มอลทีส บอสตัน เทอร์เรียร์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์โดเบอร์แมน และค็อกเกอร์ สแปเนียล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้โรคหัวใจในสุนัขจะเป็นโรคที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง แต่หากตรวจพบได้เร็ว และได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องก็จะสามารถชะลอความรุนแรงของโรค ทำให้สุนัขมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานขึ้น

นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว สุนัขสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง หรือสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 7 – 8 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจ (Heart Check Up) ร่วมด้วยโดยไม่ต้องรอให้แสดงอาการ โดยสัตวแพทย์จะวินิจฉัยหลายวิธีร่วมกัน ทั้งการฟังเสียงหัวใจ และการตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความทันสมัยและครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพเอกซเรย์ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงเครื่อง 3D Echocardiogram สำหรับการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจแบบ 3 มิติที่จะช่วยให้เห็นภาพโครงสร้างหัวใจได้อย่างชัดเจน เพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยและยังใช้ในการพิจารณาเคสที่สามารถรักษาด้วยแนวทางอื่นนอกจากการใช้ยาได้ โดยเจ้าของสามารถทราบผลการตรวจสุขภาพหัวใจได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ หากต้องการความชัดเจนของโครงสร้างหัวใจมากยิ่งขึ้น เช่น ในกรณีความผิดปกติโดยกำเนิดอย่างภาวะเส้นเลือดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus, PDA) หรือการตรวจก่อนการผ่าตัด ก็สามารถตรวจหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-Scan) ที่โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ได้เลยเช่นกัน

“อารักษ์มุ่งดำเนินการภายใต้แนวคิด Pet Humanizationตอบโจทย์กลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์เสมือนลูกหรือคนในครอบครัว เราจึงลงทุนในเครื่องมือการแพทย์เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับการรักษาของคน ซึ่งจะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ลงลึกมากขึ้น ช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการรักษาให้กับเจ้าของและสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก” สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม การตรวจเจอโรคได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา เพียงดูแลควบคุมไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อม ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร ควบคุมน้ำหนัก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจทำงานหนัก ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ หรือหากตรวจเจอในระยะที่ต้องรักษาด้วยยาแล้ว การดูแลไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตก็สามารถช่วยลดการใช้ยาได้ นอกจากนี้ โรคหัวใจบางประเภทยังมีทางเลือกการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งไม่เพียงมีแนวโน้มที่จะทำให้สุนัขหายจากโรคหัวใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายหรืออาจช่วยจบวงจรค่าใช้จ่ายยารักษาที่เจ้าของต้องจ่ายในทุกเดือนได้ด้วย

“การรักษาด้วยการใช้ยาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายราว 5,000-15,000 บาทต่อเดือน ไปจนตลอดชีวิตของสัตว์เลี้ยง การผ่าตัดจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เจ้าของสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว การรักษาด้วยการผ่าตัดในประเทศไทยอาจยังไม่แพร่หลายมากนักด้วยข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่เป็นทางเลือกการรักษาที่หลายประเทศเริ่มหันมาทำกันมากขึ้น เนื่องจากการผ่าตัดมีแนวโน้มจะช่วยให้สุนัขหายหรือดีขึ้นจากโรคได้ ซึ่งศูนย์โรคหัวใจของอารักษ์มีความพร้อมในทุกด้าน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย นำเสนอแนวทางการรักษา ประเมินโอกาสความสำเร็จในการผ่าตัด อุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัย ห้องผ่าตัดที่มีมาตรฐาน ทีมสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์และชำนาญการรักษาโรคหัวใจ ไปจนถึงพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง (Pet-Centric Design) เหมาะสมกับการพักฟื้น พร้อมทีมดูแลหลังผ่าตัดตลอด 24 ชั่วโมง” สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กล่าวปิดท้าย

เจ้าของสุนัขสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง หรือมีอายุตั้งแต่ 7-8 ปีขึ้นไป ควรหมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยง หากมีอาการไอหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมน้อยลง ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียน อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคหัวใจ ควรรีบพามาพบสัตวแพทย์โดยเร็ว โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์เปิดให้บริการสัตว์เลี้ยงทั่วไปตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการศูนย์โรคหัวใจและคลินิกพิเศษอื่นๆ โดยสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ หรือนัดหมายบริการได้ที่ โทรศัพท์ 02-1069977 เว็บไซต์ https://arakanimal.com Line OA @arakanimal หรือ https://www.facebook.com/ArakAnimalHospital

สยามพิวรรธน์เปิดตัวน้ำดื่มดีไซน์รักษ์โลก พร้อมเฉลิมฉลองความสุขแบบไร้ขีดจำกัด

https://www.naewna.com/lady/845075

สยามพิวรรธน์เปิดตัวน้ำดื่มดีไซน์รักษ์โลก พร้อมเฉลิมฉลองความสุขแบบไร้ขีดจำกัด

สยามพิวรรธน์เปิดตัวน้ำดื่มดีไซน์รักษ์โลก พร้อมเฉลิมฉลองความสุขแบบไร้ขีดจำกัด

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำแนวคิด #วิถีสยามพิวรรธน์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อยอดน้ำดื่ม ONESIAM กระป๋องรักษ์โลกด้วยดีไซน์ใหม่ล่าสุด ภายใต้ธีม “The Magical Celebration”เตรียมร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อส่งมอบความสุขให้กับทุกคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมรณรงค์ให้ผู้คนร่วมกันดูแลโลกผ่านแนวคิดบริโภคอย่างยั่งยืน

น้ำดื่ม ONESIAM ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด “The Magical Celebration” ผ่านลวดลายกระป๋องที่ออกแบบโดยใช้ลูกเล่นทรงกลมที่มีสีสันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผสมผสานเข้ากับสโนว์เฟลค สัญลักษณ์ของการประดับตกแต่งในช่วงเทศกาลรื่นเริงในช่วงสิ้นปี สื่อถึงความสุขทุกมิติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับทุกคนในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ลวดลายแห่งความสุขนี้ได้รับการออกแบบจาก สมชนะกังวารจิตต์ นักออกแบบผู้คว้ารางวัลระดับโลกกว่า 200 รางวัล สร้างสรรค์โดย Greenery Water ผู้ผลิตน้ำดื่มกระป๋องอะลูมิเนียมแบรนด์แรกของไทย

สยามพิวรรธน์เปิดตัวน้ำดื่ม ONESIAM ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2566 ภายใต้นโยบายบริหารจัดการขยะแบบ 360 องศาอย่างครบวงจร มุ่งสู่เป้าหมายการขับเคลื่อนสู่องค์กรขยะเป็นศูนย์ หรือ Zero Waste โดยการสร้างสรรค์น้ำดื่มรักษ์โลก เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิลไม่ต่ำกว่า 70% ในการผลิต สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยการรีไซเคิลได้อย่างไม่รู้จบ ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตวัตถุดิบอะลูมิเนียมได้ถึง 95% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (การรีไซเคิลอะลูมิเนียม 1 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 9.13 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2eq) และยังผ่านการรับรองมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพ 100% โดยในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยังได้ออกดีไซน์พิเศษ “The Celebration : Right To Love” ซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนจำนวนมากด้วยลายเส้นบนกระป๋องสื่อความหมายถึงธงสีรุ้ง สัญลักษณ์ของ Pride Month เพื่อร่วมฉลองความรักทุกรูปแบบ

โครงการน้ำดื่ม ONESIAM ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของสยามพิวรรธน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดปริมาณการฝังกลบขยะจากการดำเนินงาน 50% ภายในปี 2030 และเดินหน้าสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zeroในปี 2050

น้ำดื่ม ONESIAM มีจำหน่ายที่ ร้าน Loft ชั้น 2 สยามดิสคัฟเวอรี่ และชั้น 3 ไอคอนสยาม, ร้าน Ecotopia ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่และชั้น 5 ไอคอนสยาม, Grab & Go ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ สั่งซื้อออนไลน์ผ่าน ONESIAM SuperApp