ประชุม COP29 เกือบล่ม ผู้แทนวอล์กเอาต์ ก่อนปิดดีล 3 แสนล้านดอลลาร์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827241

ประชุม COP29 เกือบล่ม ผู้แทนวอล์กเอาต์ ก่อนปิดดีล 3 แสนล้านดอลลาร์

24 พ.ย. 2567 06:08 น.

ประชุม COP29 เกือบล่ม ผู้แทนวอล์กเอาต์ ก่อนปิดดีล 3 แสนล้านดอลลาร์

การประชุม COP29 เกือบล่ม เมื่อผู้แทนจากชาติกำลังพัฒนาวอล์กเอาต์จากที่ประชุม ก่อนที่ผู้แทนจากประเทศร่ำรวยจะยอมเพิ่มเงินช่วยเหลือ และบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 พ.ย. 2567 ว่า ผู้แทนจากนานาชาติกำลังพยายามกอบกู้การประชุม COP29 หรือการประชุม รัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 29 ที่กรุงบากู ของอาเซอร์ไบจาน หลังผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาตบเท้าวอล์กเอาต์

ผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาปฏิเสธแพ็กเกจเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate finance) มูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ที่ประเทศผู้ร่ำรวยและปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลเสนอจะมอบให้ โดยพวกเขาต้องการเงินจำนวนมากกว่าเดิม บางรายต้องการเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์

ในเวลาต่อมา ผู้แทนจากสหภาพยุโรป, สหรัฐฯ และประเทศผู้มั่งคั่งอื่นๆ ได้เข้าพบผู้แทนจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง เพื่อหาจุดร่วมเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน โดยพวกเขามีร่างข้อเสนอใหม่ เป็นข้อเสนอสุดท้าย เพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไปจนถึงปี 2578

จากนั้นในเวลาประมาณ 2.00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงบากู เหล่าผู้แทนกลับมาเจรจากันอีกครั้ง และบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้สำเร็จ สิ้นสุดการเจรจาที่ทำให้กำหนดการปิดการประชุม COP ครั้งที่ 29 ต้องยืดเยื้อออกไปนานถึง 32 ชั่วโมงอย่างงดงาม

ทั้งนี้ แพ็กเกจการเงินดังกล่าวคือทุนที่ประเทศร่ำรวยและปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก มอบให้แก่ประเทศรายได้น้อย ที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอ เพื่อนำไปใช้ควบคุมและปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

หนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ตัดสินใจวอล์กเอาต์ก่อนหน้านี้คือ กลุ่มพันธมิตรประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก (AOSIS) กับ กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“พวกเราไม่ใช่คนหรือ?” อิสราเอลถล่มตึก 8 ชั้นในเบรุต ดับพุ่ง 20 ศพแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827240

“พวกเราไม่ใช่คนหรือ?” อิสราเอลถล่มตึก 8 ชั้นในเบรุต ดับพุ่ง 20 ศพแล้ว

24 พ.ย. 2567 05:02 น.

“พวกเราไม่ใช่คนหรือ?” อิสราเอลถล่มตึก 8 ชั้นในเบรุต ดับพุ่ง 20 ศพแล้ว

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุต เพื่อสังหารสมาชิกระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ ทำให้ตึก 8 ชั้นพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าของอิสราเอลเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 4.00 น. วันเสาร์ที่ 23 พ.ย. 2567 ตามเวลาท้องถิ่น ทำลายตึกสูง 8 ชั้นอย่างน้อย 1 แห่ง ในเขตบัสตา ซึ่งมีประชากรหนาแน่น โดยเป็นความพยายามลอบสังหารสมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮามาส

สื่อของเลบานอนอย่าง NNA ระบุว่า อิสราเอลใช้ระเบิด “บังเกอร์ บัสเตอร์” (bunker buster) หรือระเบิดทะลวงหลุมหลบภัยในการโจมตี และเป็นอาวุธชนิดเดียวกับที่พวกเขาใช้สังหารแกนนำระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์หลายราย รวมถึงนาย ฮัสซัน นาสรัลเลาะห์ หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มด้วย

ตลอดวันเสาร์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เพื่อขนซากปรักหักพังให้พ้นทาง และค้นหาสูญหาย โดยพวกเขาพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 60 ราย แต่คาดว่าจำนวนผู้เคราะห์ร้ายจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจดีเอ็นเอของชิ้นส่วนศพที่พบ เพื่อระบุว่าเป็นของใคร

“มันเป็นระเบิดที่น่ากลัวมาก หน้าต่างและกระจกทุกบานแตกกระจายเต็มตัวผม ภรรยากับลูกๆ ของผมเต็มไปหมด บ้านของผมตอนนี้กลายเป็นสนามรบแล้ว” นายอาลี นัสเซอร์ อายุ 55 ปี ผู้อาศัยอยู่ใกล้กับอาคารที่ถูกโจมตี กล่าวและตัดพ้อว่า

“ต่อให้มีคน 1 คนซ่อนอยู่ในนั้น … คุณควรทำลายตึกที่มีผู้คนกำลังนอนหลับอยู่ด้านในอย่างนั้นหรือ? มันจำเป็นต้องฆ่าทุกคนเพื่อคนๆ เดียวหรืออย่างไร? หรือว่าเราไม่ใช่คน? นั่นคือสิ่งที่ผมอยากถาม”

ทั้งนี้ ตามรายงานของ KAN สถานีวิทยุโทรทัศน์ของอิสราเอล การโจมตีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายเพื่อสังหารนาย โมฮัมเหม็ด เฮย์ดาร์ แกนนำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่นาย อามิน เชอร์รี สส.เลบานอน สังกัดพรรคฮิซบอลเลาะห์ อ้างว่า ไม่มีแกนนำของกลุ่มคนใดอยู่ในอาคารที่ถูกโจมตี

ในวันเดียวกัน อิสราเอลยิงโจมตีทางอากาศที่เขตดาฮิเอห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต และเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยอ้างว่ามีอาคารหลายแห่งที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ พวกเขายังโจมตีภาคใต้และตะวันออกของเลบานอน รวมถึงที่เมืองบาลเบค ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ รวมเด็ก 4 รายด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสอ้าง ตัวประกันหญิงดับ ในการโจมตีของอิสราเอล ที่ภาคเหนือกาซา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827239

ฮามาสอ้าง ตัวประกันหญิงดับ ในการโจมตีของอิสราเอล ที่ภาคเหนือกาซา

24 พ.ย. 2567 03:38 น.

ฮามาสอ้าง ตัวประกันหญิงดับ ในการโจมตีของอิสราเอล ที่ภาคเหนือกาซา

กลุ่มฮามาสอ้างว่า ตัวประกันหญิงถูกสังหารระหว่างที่อิสราเอลมีปฏิบัติการโจมตีในภาคเหนือของฉนวนกาซา ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 พ.ย. 2567 ว่า กลุ่มฮามาสออกมากล่าวอ้างว่า ตัวประกันหญิงรายหนึ่ง เสียชีวิตระหว่างที่อิสราเอล มีปฏิบัติการโจมตีในภาคเหนือของฉนวนกาซาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่พวกเขาไม่เปิดเผยว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นใคร และไม่ระบุแน่ชัดว่า เธอเสียชีวิตได้อย่างไร

นายอาบู อูเบดา โฆษกกองพัน “อัล-คาสซาม” ฝ่ายทหารของกลุ่มฮามาสอ้างว่า การสื่อสารระหว่างพวกเขากับกลุ่มนักรบที่จับตัวประกันหญิงรายนี้เอาไว้ เพิ่งฟื้นฟูกลับมา หลังจากขาดหายไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และนั่นทำให้พวกเขารู้ข่าวการเสียชีวิตของเธอ และมีตัวประกันหญิงอีกคนได้รับบาดเจ็บ จนเสี่ยงเป็นอันตรายต่อชีวิตด้วย

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และยังไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธคำกล่าวอ้างของกลุ่มฮามาสได้ แต่ตัวแทนของพวกเขาติดต่อกับครอบครัวของตัวประกันหญิงรายนี้แล้ว

ทั้งนี้ ทางการอิสราเอลเชื่อว่า ในปัจจุบันมีตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ในฉนวนกาซาอีกประมาณ 60 คน รวมถึงศพของตัวประกันอีกหลายสิบคนที่เชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังอยู่ในกาซาด้วย

คำกล่าวอ้างเรื่องการเสียชีวิตของตัวประกันรายล่าสุด เกิดขึ้นในขณะที่อิสราเอลบุกโจมตีกดดันทั่วฉนวนกาซาในวันเสาร์ (23 พ.ย.) โดยกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมามากถึง 120 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช่วย 20 ชม.ไม่สำเร็จ ชายขาติดหินที่แม่น้ำแทสมาเนีย สุดท้ายต้องตัดทิ้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827237

ช่วย 20 ชม.ไม่สำเร็จ ชายขาติดหินที่แม่น้ำแทสมาเนีย สุดท้ายต้องตัดทิ้ง

24 พ.ย. 2567 02:33 น.

ช่วย 20 ชม.ไม่สำเร็จ ชายขาติดหินที่แม่น้ำแทสมาเนีย สุดท้ายต้องตัดทิ้ง

ชายวัย 60 ปี ต้องถูกตัดขา หลังลื่นล้มขาติดซอกหินที่แม่น้ำในแทสมาเนีย เจ้าหน้าที่พยายามช่วยเหลือนานกว่า 20 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถนำขาของเขาออกจากซอกหินได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัฐแทสมาเนีย ในออสเตรเลีย ว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพศชาย อายุในช่วง 60 ปี กำลังท่องเที่ยวพายเรือคายัคกับเพื่อนๆ ที่แม่น้ำแฟรงคลิน แต่เขากลับลื่นล้มระหว่างเดินสำรวจแม่น้ำ และขาเข้าไปติดในซอกหินในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 22 พ.ย. 2567

นายดั๊ก อูสเตอร์ลู รักษาการผู้ช่วยผู้กำกับการตำรวจแทสมาเนีย ระบุว่า นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะของชายคนนี้ ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ หลังเกิดเหตุราว 1 ชั่วโมง และทำให้เกิดปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่

“เจ้าหน้าที่พยายามหลายครั้งในช่วงเย็นวานและในช่วงข้ามคืน เพื่อนำขาของชายคนนี้ออกมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ” ตำรวจแทสมาเนียออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ (23 พ.ย.) “ชายคนนี้อยู่ในสภาพจมน้ำบางส่วน และเจ้าหน้าที่พยายามทำให้เขารู้สึกสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ทีมแพทย์อยู่เคียงข้างผู้ประสบภัยตลอดคืน และในท้ายที่สุดหลังจากผ่านไปกว่า 20 ชั่วโมง ทีมแพทย์ก็ลงความเห็นว่า อาการของชายคนนี้ย่ำแย่ลง เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจ ตัดขาของเขา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การช่วยชีวิตชายคนนี้

“การช่วยเหลือครั้งนี้เป็นปฏิบัติการที่เฉพาะทางและท้าทายอย่างยิ่ง มีความพยายามอย่างน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นตลอดหลายชั่วโมงเพื่อช่วยชีวิตชายคนนี้” นายอูสเตอร์ลูกล่าว “เจ้าหน้าที่พยายามทุกอย่างเพื่อนำตัวชายคนนี้ออกมาแล้ว ก่อนจะมีการตัดสินใจที่ยากลำบาก เรื่องการตัดขาของเขา”

หลังได้รับความช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวรายนี้ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที โดยมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

แคลิฟอร์เนียยืนยัน พบเด็กติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 รายแรกในสหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827234

แคลิฟอร์เนียยืนยัน พบเด็กติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 รายแรกในสหรัฐฯ

24 พ.ย. 2567 00:07 น.

แคลิฟอร์เนียยืนยัน พบเด็กติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 รายแรกในสหรัฐฯ

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ยืนยันว่า พบเด็กในรัฐแคลิฟอร์เนีย ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 เป็นรายแรกของประเทศ แต่ยังไม่รู้ว่าติดเชื้อมาจากที่ไหน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ยืนยันเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2567 ว่า พบเด็กในรัฐแคลิฟอร์เนีย ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 เป็นรายแรกของประเทศ โดยมีอาการไม่รุนแรง ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างฟื้นตัว

ด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า เด็กคนนี้อยู่ที่เขต อาลาเมดา เคาน์ตี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโอ๊คแลนด์และอื่นๆ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนว่าเด็กคนนี้ติดเชื้อได้อย่างไร โดยหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งสมมติฐานว่า เด็กอาจไปสัมผัสกับนกป่า

ทั้งนี้ ไวรัสไข้หวัดนกกำลังแพร่กระจายอย่างหนักในฟาร์มเลี้ยงวัวหรือสัตว์ปีก โดยเริ่มระบาดในฟาร์มโคนมตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมีแคลิฟอร์เนียเป็นศูนย์กลางการระบาด ตรวจพบฟาร์มที่ติดเชื้อแล้วถึง 402 แห่งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม คิดเป็น 65% จากทั้งหมด 616 ฟาร์มใน 15 รัฐที่พบการระบาดของโรค

การติดเชื้อของเด็กคนนี้ทำให้จำนวนมนุษย์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในสหรัฐฯ ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 55 รายแล้ว โดย 29 รายในจำนวนนี้อยู่ในแคลิฟอร์เนีย และส่วนใหญ่เป็นคนงานของฟาร์มเลี้ยงวัวหรือสัตว์ปีก

ผู้ติดเชื้อเกือบทุกคนมีอาการไม่รุนแรง ยกเว้นเพียงรายเดียวที่รัฐมิสซูรี ซึ่งไม่ได้ทำงานที่ฟาร์ม และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เขาติดเชื้อมาจากที่ใด อย่างไรก็ตาม CDC ยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า กำลังเกิดการแพร่กระจายของเชื้อแบบคนสู่คน

ที่รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ก็เพิ่งพบวัยรุ่นติดเชื้อไข้หวัดนก และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

รัสเซียรุกหนัก ยูเครนเสียดินแดนที่ยึดครองในแคว้นคูสค์ไปแล้ว 40%

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827231

รัสเซียรุกหนัก ยูเครนเสียดินแดนที่ยึดครองในแคว้นคูสค์ไปแล้ว 40%

23 พ.ย. 2567 23:31 น.

รัสเซียรุกหนัก ยูเครนเสียดินแดนที่ยึดครองในแคว้นคูสค์ไปแล้ว 40%

ยูเครนเสียดินแดนในแคว้นคูสค์ ของรัสเซีย ที่พวกเขาบุกยึดครองเมื่อหลายเดือนก่อนไปแล้วกว่า 40% หลังรัสเซียเริ่มการโต้กลับอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในกองทัพยูเครน ว่า ยูเครนสูญเสียดินแดนในแคว้นคูสค์ของรัสเซีย ที่พวกเขาบุกยึดมาได้ในปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไปแล้วกว่า 40% หลังกองทัพรัสเซียเริ่มการโจมตีตอบโต้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวรายนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะเสนาธิการกองทัพยูเครน ระบุว่า รัสเซียส่งทหารประมาณ 59,000 นาย เข้าสู่แคว้นคูสค์ และเพิ่มการโจมตีตอบโต้ ทำให้ตอนนี้ ขนาดของดินแดนที่ยูเครนยึดครองในรัฐแห่งนี้เหลือเพียงประมาณ 800 ตร.กม. จากเดิมที่ราย 1,376 ตร.กม.

ทั้งนี้ ปฏิบัติการโจมตีแคว้นคูสค์ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียถูกกองกำลังต่างชาติบุกเข้าโจมตี นับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยยูเครนมีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจมอสโกไปจากสมรภูมิทางตะวันออก และสามารถยึดดินแดนในแคว้นคูสค์ได้จำนวนหนึ่ง ทำให้เคียฟมีข้อต่อรองมากขึ้นในการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในการโจมตีดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ รัสเซียยังคงรุกคืบบุกโจมตีในภาคตะวันออกอย่างมั่นคง และค่อยๆ ยึดพื้นที่ของยูเครนได้มากขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงตอนนี้

แหล่งข่าวคนเดิมย้ำว่า ทหารเกาหลีเหนือจำนวนประมาณ 11,000 นาย ถูกส่งเข้าสู่แคว้นคูสค์ เพื่อช่วยสนับสนุนรัสเซียแล้ว แต่กองกำลังส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการฝึกฝนขั้นสุดท้าย ขณะที่รัสเซียไม่ยอมรับหรือปฏิเสธรายงานที่ว่า เกาหลีเหนือส่งทหารมาช่วยพวกเขา

ส่วนสมรภูมิทางตะวันออกของยูเครน แหล่งข่าวรายนี้ระบุว่า เมืองคูราคอฟ ซึ่งเป็นทางเชื่อมกับศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญอย่างเมืองโปครอฟสก์ ในแคว้นโดเนตสก์ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากตอนนี้ กองทัพรัสเซียรุกคืบเข้าใกล้อย่างมั่นคงวันละ 200-300 ม.

รัสเซียยังมีแผนเพิ่มจำนวนทหารที่ต่อสู้ในยูเครนจากตอนนี้ที่มีประมาณ 575,000 นาย เป็นประมาณ 690,000 นายด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คุยกัน7วันหน : เหล้าเถื่อน…ไม่ใช่แค่ สปป.ลาว แต่เป็นปัญหาร่วมชาติอาเซียน

คุยกัน7วันหน : เหล้าเถื่อน...ไม่ใช่แค่ สปป.ลาว  แต่เป็นปัญหาร่วมชาติอาเซียน

คุยกัน7วันหน : เหล้าเถื่อน…ไม่ใช่แค่ สปป.ลาว แต่เป็นปัญหาร่วมชาติอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

สถานการณ์คลัสเตอร์ผู้เสียชีวิตจากเหล้าเถื่อนใน สปป.ลาว ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้น หลังจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตเพิ่มรายที่ 6 เป็นหญิงชาวออสเตรเลีย เสียชีวิตขณะรักษาตัวในไทย

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดคือ ฮอลลี โบวล์ส ชาวออสเตรเลีย อายุ 19 ปีเสียชีวิตลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(22 พ.ย.) หลังจากถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในประเทศไทยตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกับเพื่อนสนิทชาติเดียวกันคือ เบียงกา โจนส์อายุเท่ากัน ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่21 พ.ย. ทั้งสองล้มป่วยลงหลังดื่มเหล้าเถื่อนที่คนในพื้นที่ลักลอบต้มกันเอง ระหว่างท่องเที่ยวที่เมืองวังเวียงเมืองท่องเที่ยวสำคัญใน สปป.ลาว และอาการป่วยหนักจนต้องถูกส่งตัวมารักษาอาการที่ประเทศไทย โดยมีพ่อแม่เดินทางมาเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและเป็นผู้ยืนยันการเสียชีวิตของทั้งสอง

ช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. ยังมีการยืนยันการเสียชีวิตของเหยื่อรายที่ 5 เป็นผู้หญิงชาวอังกฤษจากกรุงลอนดอน ชื่อ ซีโมน ไวท์ อายุ 28 ปีได้ร่วมดื่มเหล้าเถื่อนกับผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ จากคำบอกเล่ามีผู้ที่ล้มป่วยลงพร้อมกัน 14 คน โดยผู้ที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล มีทั้งชาวอังกฤษอีก 1 คน ชาวนิวซีแลนด์ และชาวเนเธอร์แลนด์ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวอเมริกันวัย 50 ปีเศษ 1 คน และนักท่องเที่ยวชาวเดนมาร์กอายุ 19-20 ปี อีก 2 คน เสียชีวิตจากสาเหตุเดียวกัน ทำให้ตอนนี้ ยอดนักท่องเที่ยวเสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 6 ราย

ในส่วนของการสืบสวนสอบสวน ค่อนข้างชัดเจนว่า สาเหตุการเสียชีวิตคือ พิษจากเมทานอล แอลกอฮอล์ที่เป็นพิษ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในการทำสุราเถื่อนที่ผู้ตายได้ดื่มกัน ตำรวจที่ทำคดีเชื่อว่า ช่วงที่เกิดเหตุเป็นคืนวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาจากแหล่งใด ระหว่างโรงแรมที่ผู้ตายพักซึ่งได้แจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฟรีให้กับผู้เข้าพัก หรืออาจเป็นบาร์ที่ผู้ตายเดินทางไปในคืนวันนั้น

ด้าน นานา แบ๊กแพ็กเกอร์ โฮสเทล โรงแรมที่สองนักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียเข้าพักและล้มป่วยก่อนเสียชีวิต ขณะนี้อยู่ระหว่างปิดทำการและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนเหตุการณ์นี้ เจ้าของโรงแรมบอกว่า นักท่องเที่ยวหญิงทั้ง 2 คน อยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาตินับร้อยคน ที่ได้รับแจกเหล้าขาวพื้นเมือง ที่เรียกว่า “วอดก้าลาว” คนละช็อตเมื่อสัปดาห์ก่อน จากนั้นก็ออกไปท่องราตรีกันต่อ ยืนยันว่านอกจากทั้งสองคนนี้แล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติคนอื่นๆ ที่พักในโรงแรมไม่มีอาการป่วยผิดปกติใดๆ และขอให้ตำรวจเร่งสืบสวนเหตุการณ์นี้ เพื่อช่วยกู้ชื่อเสียงของโรงแรมที่ตอนนี้ถูกมองว่าเป็นสาเหตุทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตและล้มป่วย

เมทานอลคืออะไร?

เมทานอล คือแอลกอฮอล์ชนิดเชื้อเพลิง เป็นสารพิษที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมและมีบ้างในครัวเรือน อาทิ ทินเนอร์ หรือ วานิชขัดเงา แต่ไม่ควรนำมาบริโภค เมทานอล เป็นสารพิษที่รู้จักกันดีในแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีการซื้อขายให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมื่อมีปาร์ตี้ของเหล่าแบ๊กแพ็กเกอร์ต่างชาติ มักมีการเติมเมทานอลลงในสุรา เพื่อเพิ่มฤทธิ์และดีกรีความเมา อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าแอลกอฮอล์ที่บริโภคได้หลายเท่า

อย่างไรก็ดี เมทานอลมีคุณสมบัติไร้สี ไร้กลิ่น และไร้รสชาติ จึงยากที่จะตรวจสอบและเมื่อดื่มเข้าไปจะไม่แสดงอาการในทันที ต้องรออย่างน้อย24 ชั่วโมง จึงจะเริ่มแสดงอาการ

การดื่มเมทานอลเพียง 25 มิลลิลิตร สามารถทำให้เสียชีวิตได้เริ่มตั้งแต่อาเจียนไปจนถึงหอบหายใจเร็วและลึกเป็นเวลานาน กรณีที่อาการหนักอาจส่งผลให้ตาบอด ตับเสียหาย หากรักษาช้าไปก็มีโอกาสจะเสียชีวิตถึง 20-40% ขึ้นอยู่กับปริมาณเมทานอลที่ดื่ม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาเหล้าเถื่อนผสมเมทานอลในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีรายงานคลัสเตอร์ยาดองในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย ล้มป่วยอีกกว่า 20 คน เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมา

องค์การแพทย์ไร้พรมแดนเผยสถิติว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการลักลอบนำเมทานอลมาผสมในสุราเถื่อนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทวีปอื่นๆ หลายประเทศในภูมิภาคเกิดเหตุลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชาเวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยมีอินโดนีเซียเป็นจุดศูนย์กลางและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด แต่เหตุที่เกิดในเมืองวังเวียงกลายเป็นข่าวดัง เพราะที่นี่เป็นแหล่งยอดนิยมของนักท่องเที่ยววัยหนุ่มสาวชาติตะวันตก ผู้เสียชีวิตและล้มป่วยทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ

ขณะเดียวกัน สปป.ลาว แทบจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการผลิตหรือจำหน่ายสารพิษชนิดนี้เลย รวมไปถึงมาตรฐานด้านมาตรฐานอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะส่วนใหญ่ การผลิตเหล้าเถื่อนใน สปป.ลาวเป็นการผลิตในลักษณะต้มและกลั่นกันเองที่บ้านหรือในชุมชน จนนำไปสู่เหตุสลดในครั้งนี้

ที่ผ่านมา บรรดาสถานทูตของชาติต่างๆ พยายามให้ข้อมูลและเตือนนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงมีเสียงเรียกร้องให้เปิดการณรงค์คู่ขนาน เพื่อกำจัดสุราเถื่อนพร้อมกับประกาศเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว

เพราะนี่คือปัญหาใกล้ตัว ที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

โดย ดาโน โทนาลี

คุณแหน : 24 พฤศจิกายน 2567

https://www.naewna.com/lady/843225

คุณแหน : 24 พฤศจิกายน 2567

คุณแหน : 24 พฤศจิกายน 2567

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● เห็นภาพ นายกรัฐมนตรีไทย แพทองธาร ชินวัตร อุ้มบุตรชายเข้าทำเนียบฯ ไปทำงานเป็นภาพที่เก๋ไปอีกแบบหนึ่ง นี่แหละประเทศไทย…

●● นพ.จตุรพร  ณ นคร อดีตรองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับตำแหน่งฝ่ายการแพทย์และควบคุมสารต้องห้าม ของสหพันธ์ เพาะกายฟิตเนสโลก WBPF. ในการประชุมใหญ่สามัญ ๒๐๒๔ ณ สาธารณรัฐมัลดีฟส์…

●● อดีตสว. สมชาย แสวงการ เขียนจดหมายเปิดผนึก ให้นายกรัฐมนตรี โปรดพิจารณาสั่งการให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งรัดแก้ไข กรณีปัญหาที่ธรณีสงฆ์ ของวัดธรรมิการาม วรวิหาร โดยเร็ว…

●● พระเขี้ยวแก้วของวัดหลิงกวง จีน ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานในประเทศไทย  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ (๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗) และเฉลิมฉลองครบรอบ ๕๐ ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน…

●● เสาร์ ๓๐ พ.ย.ตั้งแต่เช้า ๐๙.๐๐-๑๑.๓๐ น. มีพิธีมงคลสมรส ระหว่าง กิตติกวิน บุตรชายนพ.สุกรม-สิริพร ชีเจริญ กับฮาซานะ บุตรี อภิเดช – สุธาดาสุวรรณ์ ณ The Gardens of DinsorPalace (วังดินสอ) ร่วมแสดงความยินดีมา ณ โอกาสนี้…

●● พฤหัสฯ ๑๒ ธันวาคมตั้งแต่เวลาบ่ายโมง จะมีการประชุมใหญ่ของอดีต สว. ๖๒-๖๗ และ ค่ำมีกาลาดินเนอร์ ณ หอประชุมกองทัพอากาศ ดอนเมือง กับวงดนตรีสุนทราภรณ์ เพื่อสีสันของปีใหม่ รื่นรมย์ใจ ประธานกรรมการชมรมสมาชิก วุฒิสภา ๒๕๖๒ ศุภชัย สมเจริญ…

●● “การแจกเงินในช่วง ตรุษจีน แบบนี้แทนที่จะเป็นนโยบายช่วยผู้สูงอายุ กลับกลายเป็นนโยบายที่มุ่งสร้างอานิสงส์ทางการเมือง เพราะอีกไม่ช้า ก็ถึงการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภา ผู้สมัครในนามของรัฐบาล หรือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ย่อมได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน คู่แข่งกับไม่มีทรัพยากร ในระดับเดียวกัน” นิพนธ์บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว…●●

น้องนิ่ง….นิ่ง…

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

https://www.naewna.com/lady/843257

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จิตรกรไทยผู้รังสรรค์ภาพเขียนลายไทย ลายกนก และเรื่องราวของรามเกียรติ์พร้อมทั้งวรรณคดีไทยเรื่องต่างๆ รวมไปถึงฉากวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าสุดวิจิตรในยุคนี้ (นอกจากฝีมือสุดยอดของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตรกรรม พ.ศ. 2543) ก็เห็นจะต้องยกนิ้วโป้งชมว่ายอดเยี่ยมให้กับ หทัย บุนนาค

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower นำภาพจิตรกรรมไทยที่หทัยบรรจงวาดลงบนแพรพรรณของพัดด้ามจิ้ว ซึ่งเป็นพัดทรงของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี และภาพจิตรกรรมไทยอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของรามเกียรติ์ และภาพพุทธชาดก ที่จิตรกรฝีมือยอดเยี่ยมผู้นี้ตั้งใจทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาไว้ในอุโบสถวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม หรือวัดแคสามเสน มานำเสนอให้คุณได้ชื่นชมในความวิจิตรของงานจิตรกรรมไทยชั้นเยี่ยมยอด

ซึ่งอันที่จริงแล้ว หทัยยังมีงานจิตรกรรมรูปดอกไม้ที่งดงามอีกมากมาย รวมถึงภาพวาดของบุคคลต่างๆ จนกระทั่งถึงพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระฉายาลักษณ์ของเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์

แต่วันนี้ Mr.Flower ขอนำเสนองานจิตรกรรมต้นแบบที่ถูกนำไปสร้างพระสุพรรณเภตรา ที่งามสง่าซึ่งถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เกาะเกิด อยุธยา รวมถึงภาพสวนศิวาลัยในฝัน ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมที่หทัยรังสรรค์ขึ้นตามพระราชปรารภในสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมที่งดงามวิจิตรมากที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง

และที่สำคัญคือในวันนี้หทัยกำลังบรรจงรังสรรค์จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดแคสามเสน บริเวณที่เรียกว่าบานแผละ (บานแผละหมายถึงส่วนหนาของผนังอุโบสถและวิหาร ที่บานประตูหรือหน้าต่างติดอยู่ เมื่อปิดบานประตูหรือหน้าต่างแล้วจะมีผนังว่าง ซึ่งเป็นบริเวณที่จิตรกรมักจะวาดภาพประดับไว้) โดยหทัยบรรจงวาดภาพดอกโบตั๋นเป็นแบบพรรณพฤกษา โดยวาดรอบล้อมกรอบภาพไว้ แล้วมีภาพอุบะดอกรักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของงานจิตรกรรมชิ้นนี้

เมื่อครั้งก่อนได้เขียนเล่าและเชิญชวนคุณผู้อ่านคอลัมน์ไว้ว่า ในวันหนึ่งในเร็วๆ นี้เราจะไปทริปเดินทอดน่องชมวัดชมวัง และชมบ้านเรือนในชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพฯ ด้วยกันโดยกำลังนัดหมายวันที่หทัยไปวาดภาพบนผนังบานแผละ เพื่อจะได้มีโอกาสชมความงามของจริงจากจิตรกรรมฝาผนัง และได้สนทนากับจิตรกรเอกผู้นี้ แล้วที่สำคัญยิ่งกว่าคือจะได้ร่วมกันสมทบทุนเพื่อร่วมสร้างจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ซึ่งเท่ากับได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วย และยังสามารถซื้อหาภาพพุทธประวัติ และพุทธชาดก (ฉบับลอกแบบจากต้นตำรับของจริง) ที่วาดโดยหทัยไปถวายวัดต่างๆ ที่แต่ละคนศรัทธาได้อีกด้วย

ขออธิบายว่าภาพพุทธประวัติและพุทธชาดกที่หทัยทำถวายพระไว้ในอุโบสถวัดแคสามเสนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และถวายวัดแคสามเสนเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีผู้เสนอแนวคิดว่าน่าจะทำแบบใส่กรอบเพื่อนำไปติดผนังโบสถ์วิหารในวัดต่างๆ ได้ด้วย เพราะการที่วัดต่างๆ จะหาจิตรกรรมฝีมือเป็นเอกไปวาดภาพบนผนังโบสถ์วิหารเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น การนำภาพจิตรกรรมชั้นเยี่ยมไปประดับผนังโบสถ์วิหารจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ และถือได้ว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า และทำนุบำรุงพระศาสนาไปพร้อมๆ กัน และนี่คือต้นธารความคิดที่ทำให้หทัยคัดลอกงานจิตรกรรมของตนเองไว้บนเฟรมแล้วใส่กรอบงดงามพร้อมนำไปประดับผนังโบสถ์วิหารที่แต่ละคนมีจิตศรัทธา ซึ่งหากคุณสนใจจะนำภาพจิตรกรรมของหทัยไปถวายวัดแห่งใด ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ โดยติดต่อที่ facebook ชั้นเรียนสีน้ำบ้าน อ.หทัย บุนนาค หรือโทรศัพท์ 090-9717834

Science Update : ฟิลิปปินส์เริ่มสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่สุดในประเทศ

https://www.naewna.com/lady/843213

Science Update : ฟิลิปปินส์เริ่มสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่สุดในประเทศ

Science Update : ฟิลิปปินส์เริ่มสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่สุดในประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์รายงานว่า ฟิลิปปินส์เริ่มต้นก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่เมรัลโก เทอร์รา (Meralco Terra) ซึ่งถือเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 3,500 เฮกตาร์ (ราว 21,900 ไร่) ในจังหวัดนูเอวาเอซีฮาและจังหวัดบูลากัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงการนี้จะผลิตไฟฟ้ากว่า 5 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เมื่อเริ่มต้นดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ และจะมีส่วนส่งเสริมโครงข่ายไฟฟ้าของเกาะลูซอนอย่างมาก ตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดและยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ราฟาเอล ลอติลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และการกักเก็บพลังงานครั้งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญ
ในการบรรลุเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในส่วนประสมทางพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และตอบสนองความต้องการไฟฟ้าบนเกาะลูซอน

ลอติลลา เสริมว่า โครงการนี้จะเพิ่มความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางพลังงานของฟิลิปปินส์ และจะมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน