สุดสลด พ่อสิงคโปร์ลงโทษยัดพริกเข้าปากลูกชาย 4 ขวบ สุดท้ายติดหลอดลมดับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789514

สุดสลด พ่อสิงคโปร์ลงโทษยัดพริกเข้าปากลูกชาย 4 ขวบ สุดท้ายติดหลอดลมดับ

30 พ.ค. 2567 15:44 น.

สุดสลด พ่อสิงคโปร์ลงโทษยัดพริกเข้าปากลูกชาย 4 ขวบ สุดท้ายติดหลอดลมดับ

ศาลสิงคโปร์ตัดสินจำคุก พ่อชาวสิงคโปร์วัย 38 ปี เป็นเวลา 8 เดือน หลังลงโทษลูกชายวัยเพียง 4 ขวบ ด้วยการยัดพริกเข้าปาก จนทำให้พริกอุดหลอดลมเสียชีวิตสลด

นับเป็นคดีสุดสะเทือนใจ หลังพ่อแท้ๆ ยัดพริกเข้าปากลูกชายวัยเพียง 4 ขวบ หลังโมโหที่เด็กชายปัสสาวะราดใส่ตัวเองแล้วโกหก จนกระทั่งเด็กเสียชีวิตเนื่องจากพริกไปอุดหลอดลม โดยล่าสุดศาลสิงคโปร์ได้มีคำตัดสินลงโทษพ่อเด็กรายดังกล่าว ด้วยโทษจำคุก 8 เดือน พร้อมตักเตือนพ่อเด็กว่าเหตุการณ์อันน่าสลดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่ใช้วิธีการลงโทษเกินกว่าเหตุ แม้จะเพื่อต้องการสร้างวินัยให้เด็กก็ตาม โดยวิธีการลงโทษนี้เป็นการทำร้ายเหยื่อ และทำให้ต้องมาเสียใจทีหลังต่อผลที่ตามมา ขณะที่ทนายความของพ่อเด็ก ยืนยันกับศาลว่าลูกความของเขาเป็นพ่อที่รักลูก และดูแลลูกๆ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด และหลังเหตุการณ์นี้พ่อของเด็กก็โทษตัวเอง และตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และยังมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วย

คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ปี 2022 หลังพ่อของเด็กได้กลิ่นปัสสาวะจากตัวลูกชาย ทั้งๆ ที่เด็กกำลังอยู่ในระหว่างการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อม และให้นั่งห้องน้ำ โดยพ่อของเด็กเคยกำชับว่า หากลูกชายต้องการปัสสาวะ จะต้องบอกพ่อกับแม่ แต่เด็กชายกลับโกหกและไม่ยอมรับว่าตัวเองปัสสาวะราด ทำให้พ่อลงโทษเด็กชายด้วยการให้กินพริก แต่เด็กชายปฏิเสธและนอนลงไปกับพื้น ทำให้พ่อนำพริกหลายเม็ดยัดเข้าไปในปากเด็ก ก่อนที่เด็กชายจะวิ่งหนี และชี้ไปที่คอของตัวเอง ก่อนที่จะล้มลงและหมดสติ

หลังเกิดเหตุ แม่ของเด็กพยายามช่วยปฐมพยาบาลด้วยการกดอัดหน้าท้อง เพื่อให้สิ่งที่ติดคอหลุดออกมาแต่ก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดพ่อของเด็กก็ให้ภรรยาโทรเรียกรถพยาบาล ก่อนจะรีบอุ้มเด็กไปยังคลินิกที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อเร่งช่วยชีวิต แต่เมื่อไปถึงแพทย์ก็พบว่าเด็กชายไม่หายใจ และไม่มีชีพจรแล้ว ก่อนที่จะให้รถพยาบาลที่มาถึงช่วยทำ CPR แต่เด็กน้อยก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งผลจากการชันสูตร พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากการอุดตันของทางเดินหายใจเฉียบพลันจากสิ่งแปลกปลอม โดยพบพริกยาว 10-15 มิลลิเมตร ติดอยู่ในหลอดลมของเด็ก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สิงคโปร์

เผยกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมายึดพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789494

เผยกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมายึดพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น

30 พ.ค. 2567 13:15 น.

เผยกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมายึดพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น

กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธหลายกลุ่มแผ่อิทธิพลควบคุมพื้นที่ได้มากขึ้น หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเสียการควบคุมพื้นที่เป็นวงกว้าง รวมถึงการเข้าถึงพรมแดนระหว่างประเทศ

รายงาน 2 ฉบับที่ประเมินความขัดแย้งในเมียนมา ระบุว่า รัฐบาลทหารของเมียนมาสูญเสียการควบคุมพื้นที่เป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงพรมแดนระหว่างประเทศ ทำให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์สามารถขยายและรวบรวมภูมิภาคภายใต้การควบคุมได้เพิ่มขึ้น 

เมียนมาตกอยู่ในความวุ่นวายนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เมื่อทหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งนำโดยนางออง ซาน ซูจี ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง ที่นำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรง ได้แปรสภาพไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลด้วยอาวุธของกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก ก่อให้เกิดความท้าทายที่สำคัญต่อกองทัพเมียนมาในรอบหลายทศวรรษ

จากการระบุของสภาที่ปรึกษาพิเศษสำหรับเมียนมา (SAC-M) รัฐบาลทหารเมียนมาได้สูญเสียอำนาจโดยสิ้นเชิงเหนือเมืองต่างๆ ที่ครอบคลุมพื้นที่ 86% ของประเทศ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 67% 

SAC-M ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศอิสระ ที่จัดตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารเพื่อสนับสนุนการกลับมาของประชาธิปไตย กล่าวในเอกสารสรุปว่า “รัฐบาลเผด็จการทหารไม่ได้ควบคุมดินแดนของเมียนมามากพอที่จะรักษาหน้าที่หลักของรัฐ” และกล่าวว่า “รัฐบาลเผด็จการได้ละทิ้งดินแดนสำคัญและถูกบีบให้ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับในพื้นที่ที่รัฐบาลยังควบคุมอยู่ในเวลานี้”

“ปฏิบัติการ 1027” ซึ่งเป็นปฏิบัติการรุกร่วมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นำโดยกองทัพชาติพันธุ์ 3 กองทัพ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงกองทัพที่อ่อนแอลง ซึ่งจำเป็นต้องสละพื้นที่แนวชายแดนทางตอนเหนือของเมียนมา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การรุกรานกองทัพชาติพันธุ์อีกหลายครั้ง ได้ผลักดันรัฐบาลทหารต้องออกจากพื้นที่รอบนอกตลอดแนวชายแดนติดกับประเทศไทย ไปจนถึงบริเวณชายฝั่งทะเลเลียบอ่าวเบงกอล

“ไครซิส กรุ๊ป” องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ระบุในรายงานว่า “กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ได้รับชัยชนะหลายครั้ง กำลังรวบรวมการควบคุมพื้นที่ดินแดนมาตุภูมิที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยที่หลายกลุ่มกำลังอยู่ระหว่างการสถาปนารัฐอิสระ”

ไครซิส กรุ๊ป ยังระบุว่า ความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นของกองทัพ และความตกตะลึงต่อข่าวดังกล่าวในกลุ่มชนชั้นนำในกรุงเนปิดอว์ ส่งผลให้อนาคตของมิน ออง หล่าย ผู้นำเผด็จการทหาร ตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ยังมีความภักดีต่อเขาก็ตาม คำแถลงระบุว่า “เขาอาจจะสามารถรักษาตำแหน่งของเขาไว้ได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงระดับความไม่พอใจ เขาก็ยังต้องเผชิญกับแผนการที่จะขับเขาออกจากตำแหน่ง

รายงานทั้งสองฉบับระบุว่า เนื่องจากรัฐบาลเผด็จการทหารสูญเสียการควบคุมพรมแดนเกือบทั้งหมดของประเทศ และฝ่ายบริหารที่ไม่ใช่รัฐมีแนวโน้มที่จะขยายตัว ประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มภูมิภาค และประชาคมระหว่างประเทศ ควรเพิ่มการมีส่วนร่วมกับกลุ่มต่อต้าน 

ตามการระบุของหน่วยงานสหประชาชาติ สถานการณ์การพลัดถิ่นภายในประเทศในเมียนมาพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยประชาชนมากกว่า 3 ล้านคนต้องอพยพออกจากถิ่นฐาน เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

ยางฮี ลี หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง SAC-M กล่าวว่า “ประชาคมระหว่างประเทศต้องเข้าใจความเป็นจริงนี้ และทำงานโดยตรงกับหน่วยงานต่อต้านและภาคประชาสังคมเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่ชาวเมียนมา”.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ช็อก เจอชิ้นส่วนร่างผู้หญิงในปากจระเข้ ที่เท็กซัส หลังสามีแจ้งความภรรยาหาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789631

ช็อก เจอชิ้นส่วนร่างผู้หญิงในปากจระเข้ ที่เท็กซัส หลังสามีแจ้งความภรรยาหาย

30 พ.ค. 2567 20:17 น.

ช็อก เจอชิ้นส่วนร่างผู้หญิงในปากจระเข้ ที่เท็กซัส หลังสามีแจ้งความภรรยาหาย

(ภาพประกอบ)

สุดช็อก จนท.เจอชิ้นส่วนร่างผู้หญิงในปากจระเข้ ที่ทะเลสาบในรัฐเท็กซัส หลังสามีร้อนใจ แจ้งความภรรยาหายไปนานอย่างผิดสังเกต

เกิดเหตุสะเทือนขวัญ หญิงสูงอายุ วัย 60 กว่าปีคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ถูกพบชิ้นส่วนของร่างกาย อยู่ในปากจระเข้น้ำเค็ม หรืออัลลิเกเตอร์ตัวหนึ่งที่ทะเลสาบฮอร์สเพน บายู ในรัฐเท็กซัส หลังจากหญิงรายนี้ได้สูญหายไปอย่างผิดปกติ เมื่อเช้าวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 จนสามีไม่สบายใจ ที่ภรรยาหายไปนานอย่างผิดสังเกต จึงได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ระบุว่า จากการออกติดตามค้นหา เจ้าหน้าที่ได้พบชิ้นส่วนร่างกายของมนุษย์เพศหญิงอยู่ตามเขี้ยวในปากจระเข้ตัวหนึ่งในทะเลสาบฮอร์สเพน บายู เมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. ของวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหญิงสูงอายุที่สูญหายไป จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจยิงปลิดชีพจระเข้ตัวนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันกัดกินชิ้นส่วนร่างกายของเหยื่อที่ยังเหลืออยู่ในปาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐเท็กซัส ยังคงสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงรายนี้ต่อไป รวมทั้งการระบุชื่อผู้เสียชีวิต

ตามรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง KTRK ระบุว่า ผู้คนที่คุ้ยเคยกับพื้นที่ในบริเวณที่พบชิ้นส่วนร่างกายของผู้หญิงอยู่ในปากจระเข้นั้น รู้กันดีว่ามีจระเข้หลายตัวอาศัยอยู่ในทะเลสาบฮอร์สเพน บายู และนับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคนถูกจระเข้ขย้ำกินจนถึงแก่ความตาย อีกทั้งเหตุการณ์ที่จระเข้ทำร้ายคนในรัฐเท็กซัส ยังเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นอีกด้วย

ที่มา :yahoonews

ศาลฮ่องกงตัดสิน 14 นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ผิดฐานบ่อนทำลาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789469

ศาลฮ่องกงตัดสิน 14 นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ผิดฐานบ่อนทำลาย

30 พ.ค. 2567 11:12 น.

ศาลฮ่องกงตัดสิน 14 นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ผิดฐานบ่อนทำลาย

ศาลฮ่องกงตัดสินให้นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง 14 คน มีความผิดฐานบ่อนทำลาย ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุด

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง 14 คนถูกตัดสินว่ามีความผิด และอีก 2 คนถูกตัดสินให้พ้นโทษ ในการพิจารณาคดีครั้งสำคัญ ที่นักวิจารณ์กล่าวว่าอาจสร้างความเสียหายอีกครั้งต่อหลักนิติธรรมของฮ่องกงและชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก

ทั้ง 14 คนอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยใน 47 คน ซึ่งรวมถึงผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงของฮ่องกงบางคน ถูกตั้งข้อหาว่าการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการในปี 2563 เพื่อเลือกผู้สมัครรับการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งถูกเลื่อนออกไปในภายหลัง

ผู้พิพากษา ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคดีต่างๆ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2563 ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน ได้เปิดเผยเหตุผลในการตัดสินในเอกสารความยาว 319 หน้าที่ถูกโพสต์ทางออนไลน์

จำเลยสองคน ได้แก่ ลอเรนซ์ เลา ทนายความและอดีตสมาชิกสภาเขต และลี เยว่ชุน นักสังคมสงเคราะห์และอดีตสมาชิกสภาเขต ถูกตัดสินให้พ้นโทษ ทำให้พวกเขาเป็นคนแรกที่พ้นข้อกล่าวหาจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ นับตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เกือบสี่ปีที่แล้ว โดยนายเลา หนึ่งในจำเลยไม่กี่คนที่ได้รับการประกันตัว ได้ดำเนินการต่อสู้คดีด้วยตัวเอง

คำตัดสินในการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงต่อฝ่ายค้านประชาธิปไตย เกิดขึ้นนานกว่า 3 ปี หลังจากที่ตำรวจจับกุมกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 47 คนในการบุกจับกุมครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคม 2564 พวกเขาถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดบ่อนทำลายภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีน

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 47 คน มีอายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปีเศษ และรวมถึงบุคคลสำคัญในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮ่องกง ซึ่งรวมถึง เบนนี ไท วัย 59 ปี นักวิชาการด้านกฎหมาย และเป็นหนึ่งในผู้จัดการเลือกตั้ง, โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย วัย 27 ปี, คลอเดีย โม วัย 67 ปี อดีตนักข่าวและสมาชิกสภานิติบัญญัติ และเหลียง กว๊ก-ฮุง วัย 68 ปี นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของฮ่องกง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ผมยาว”

การพิจารณาพิพากษาจะมีขึ้นในภายหลังสำหรับผู้ที่พบว่ามีความผิด โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีจนถึงตลอดชีวิต สำหรับความผิดด้านความมั่นคงของชาติ จำเลย 31 รายรับสารภาพ และอีก 4 รายเป็นพยานโจทก์

สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ บางประเทศวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาคดีดังกล่าวว่าเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาทันที ขณะที่การรักษาความปลอดภัยรอบศาลฎีกาเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีนักการทูตจากสหรัฐฯ อังกฤษ และยุโรปเข้าร่วมในการพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจและยานพาหนะเข้าตรวจตราพื้นที่ ผู้สนับสนุนบางคนรอเข้าคิวข้ามคืนเพื่อฟังการพิจารณาคดี

จำเลยถูกกล่าวหาว่ามี “แผนการชั่วร้าย” เพื่อทำให้รัฐบาลตกอยู่ในภาวะชะงักงัน และบังคับให้ผู้นำฮ่องกงลาออก ผ่านการลงคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ในเดือนกรกฎาคม 2563 นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยยืนยันว่าเป็นความพยายามอย่างไม่เป็นทางการในการคัดเลือกผู้สมัครที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อพยายามคว้าเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติของฮ่องกง

การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในฮ่องกงในปี 2562 เพื่อต่อต้านแผนการของรัฐบาลจีนในการออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวโต้แย้งว่าละเมิดเสรีภาพที่จีนให้การรับประกัน หลังฮ่องกงถูกอังกฤษส่งคืนให้กับจีนในปี 2540.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สุดสยอง คนร่วงลงไปในเครื่องยนต์ไอพ่น ดับคาสนามบินอัมสเตอร์ดัม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789465

สุดสยอง คนร่วงลงไปในเครื่องยนต์ไอพ่น ดับคาสนามบินอัมสเตอร์ดัม

30 พ.ค. 2567 11:09 น.

สุดสยอง คนร่วงลงไปในเครื่องยนต์ไอพ่น ดับคาสนามบินอัมสเตอร์ดัม

เกิดเหตุสลด เมื่อมีผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งตกลงไปในเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบินสายการบิน KLM จนถูกใบพัดตัดร่างเสียชีวิต ตำรวจเร่งสอบหาสาเหตุ

เหตุการณ์สุดสยองครั้งนี้เกิดขึ้นในลานจอดเครื่องบิน ในขณะที่เครื่องบินของสายการบิน KLM กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางจากสนามบินสคิปโพล ในนครอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ไปยังเดนมาร์ก โดยเครื่องยนต์ไอพ่นที่อยู่ข้างตัวเครื่องเริ่มทำงาน แต่กลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดดังกล่าว โดยภาพที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลจะเห็นเครื่องบินถูกล้อมรอบไปด้วยรถดับเพลิง และรถพยาบาลหลายคัน

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตพลัดตกลงไปในใบพัดเครื่องยนต์จนถูกใบพัดตัดลำตัวเสียชีวิตสลด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้เสียชีวิต รวมทั้งสาเหตุที่เขาพลัดตกลงไปในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด โดยตำรวจเนเธอร์แลนด์ระบุว่าหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ช่วยอพยพผู้โดยสารทั้งหมดลงจากเครื่อง และกำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเครื่องบินที่เกิดเหตุเป็นเครื่องบินเจ็ต เอ็มบราเออร์ (Embraer) ที่ใช้ทำการบินระยะสั้น ของ KLM ซึ่งให้บริการเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศที่อยู่ใกล้เคียง ขณะที่สนามบินสคิปโพลที่เกิดเหตุ นับว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และแทบจะไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแม้ว่าที่นี่จะเป็นสนามบินที่มีการสัญจรพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ตาม โดยเฉพาะเดือนที่แล้วเพียงเดือนเดียวก็มีผู้โดยสารที่มาใช้บริการสนามบินแห่งนี้มากถึงราว 5.5 ล้านคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อุบัติเหตุเครื่องบิน

เปิดคำสั่งตั้ง ‘วิษณุ’ เป็น ที่ปรึกษานายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575752

30 พ.ค. 2567

16:08 น.

เปิดคำสั่งตั้ง ‘วิษณุ’ เป็น ที่ปรึกษานายกฯ

เปิดคำสั่ง แต่งตั้ง ‘วิษณุ เครืองาม’ เป็น ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ ด้านกฎหมาย ให้คำแนะนำ ในฐานะที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายกฯมอบหมาย

วันที่30พ.ค.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  มี คำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 205ก2567 เรื่อง การแต่งตั้ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็น และประสานความร่วมมือกับหน่วยราชการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  จึงสมควรแต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย

  1. ตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมายและร่างนุบัญญัติที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ร้องขอ
  2. ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรีตามที่มอบหมาย
  3. เชิญเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม หรือให้ข้อมูลรายละเอียดหรือจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานได้ตามที่เห็นสมควร
  4. ให้ข่าวสารในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนได้ตามความจำเป็น ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
  5. แต่งตั้งคณะทำงานหรืออนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนการดำเนินการของที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ และคณะทำงาน หรืออนุกรรมการ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ศาลยืนยกฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575751

30 พ.ค. 2567

16:05 น.

ศาลยืนยกฟ้อง "ปารีณา ไกรคุปต์" ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” ยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ปกปิดบัญชีพระเครื่อง เตรียมฟ้องกลับ ป.ป.ช. ถามกลับเป็นองค์กรอิสระจริงหรือไม่

ที่ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดี อม.อธ. 10/2566 ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง “ปารีณา ไกรคุปต์” อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ โดย องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง และ เตรียมฟ้องกลับ ป.ป.ช. มาตรา 157 พร้อมถามกลับเป็นองค์กรอิสระจริงหรือไม่

คำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2565 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน 2 รายการ ขอให้ลงโทษตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 114 วรรคสอง (1), 167และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 81 ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

คดีนี้เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มติเสียงข้างมาก เห็นว่า สำหรับรายการเงินให้กู้ยืม นาย ป. ยอมรับว่า ผู้ถูกกล่าวหาให้เงินสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้งเเละทำสัญญากู้ยืมไม่ได้เป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสัญญาเงินกู้ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิปลอม หรือมีการสมคบกันทำสัญญาเงินกู้ขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ 

ส่วนรายการ พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ส้นด้าย และ พระสมเด็จนางพญาพิษณุโลก พิมพ์อกนูนใหญ่ ศาลมติเสียงข้างมาก เห็นว่า นาย อ. อดีตสามี เป็นเจ้าของพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย (กรุใหม่) และพระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พิมพ์อกนูนใหญ่ ซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของคู่สมรส เนื่องจากนาย อ.กำลังจะหย่ากับผู้ถูกกล่าวหา นาย อ. เคยให้ผู้ถูกกล่าวหายืมใส่พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย (กรุเก่า) และพระนางกำแพง หลังจากหย่ากันผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้คืนให้ 

พระเครื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาครอบครองเป็นคนละองค์กับพระเครื่องสององค์ดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำว่าหลังจดทะเบียนหย่าผู้ถูกกล่าวหาครอบครองพระเครื่อง สององค์เรื่อยมาเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของพระเครื่องทั้งสององค์ที่อยู่กับตนและเป็นองค์เดียวกับที่เคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจมาโดยตลอดว่าพระเครื่องทั้งสององค์ที่ได้รับมาจากนาย อ. ระหว่างสมรสและอยู่ในความครอบครองเรื่อยมา พฤติกรณ์แห่งคดีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาแสดงรายการพระเครื่องไม่ตรงกับที่มีอยู่จริงและระบุราคาสูงกว่าความเป็นจริง พิพากษายกคำร้อง

โดยในวันนี้ น.ส.ปารีณา เดินทางมาศาลพร้อมทนายความเเละบุตรชาย โดยองค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง 

ภายหลังอ่านคำพิพากษา นายทิวา การกระสัง ทนายความของ “ปารีณา” กล่าวว่า ป.ป.ช. มีการอุทธรณ์ใน 2 ประเด็น ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า น.ส.ปารีณา จะให้การในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช. ที่แตกต่างกันว่า มีการกู้เงินจริง เพราะลูกหนี้ยอมรับ ว่า น.ส.ปารีณา ได้ช่วยเหลือในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2555 จึงมีการกู้เงินจำนวน 10 ล้านบาท แต่ใช้คืนไม่หมด จึงมีการทำสัญญาในปี 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมูลเหตุของคดีนี้ โดยในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาไม่ได้เชื่อคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีครอบครองพระ 2 องค์ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า น.ส.ปารีณาไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่อง จึงเชื่อได้ว่าพระ 2 องค์ดังกล่าว เป็นพระองค์เดียวกัน ถึงแม้กรอบพระจะแตกต่างกัน แต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการตีราคาพระ ไม่ได้ตีราคากรอบพระ จึงเชื่อได้ว่าน.ส.ปารีณาไม่ได้มีเจตนาจงใจ ที่จะไม่แสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน หรือที่มาของทรัพย์สิน พร้อมกับย้ำว่าศาลฎีกาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงมีคำวินิจฉัยยกคำร้องอุทธรณ์ของ ป.ป.ช. นอกจากนี้จะมีการฟ้องกลับในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 เนื่องจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ผู้ที่แสดงเป็นเท็จต้องมีเจตนาพิเศษคือ การจงใจที่จะปกปิดทรัพย์สินไม่ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ทั้งยังไม่เชื่อเอกสารที่มีการยื่นโต้แย้งไป อีกทั้งยังยืนยันว่าเรามีเจตนาพิเศษที่จะปกปิด ดังนั้นจึงมีสิทธิฟ้องเรื่องการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยหลังจากนี้จะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวกับ น.ส.ปารีณา อีกครั้ง 

ในขณะที่ “ปารีณา” ระบุว่า วันนี้รู้สึกดีใจ และรู้สึกว่าวันนี้ยังมีข้อบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม และเรื่องขององค์กรอิสระที่ไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งมีการใช้หน้าที่เกินขอบเขตของกฎหมายกฎหมาย โดยในวันนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีที่พึ่งหวังคือศาลฎีกา ที่ยังสามารถใช้ต่อสู้คดี เพื่อหาความยุติธรรม

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย ฟ้องกลับ ป.ป.ช. หรือไม่ น.ส.ปารีณา ระบุว่า จะมีการฟ้องกลับอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับผู้อื่น เพราะการกู้ยืมเงินครั้งนี้ มีสัญญาเงินกู้ บ้านและที่ดินค้ำประกัน มีการเซ็นเช็ก เพื่อชำระ และเรื่องของพระ ก็มีฎีกาออกมาแล้ว ว่าเป็นเรื่องของความพอใจ และยืนยันว่าส่วนตัวตนไม่เคยครอบครองพระมาก่อนแต่งงาน

แต่หลังจากนั้นอดีตสามีได้มอบพระให้กับตน ยืนยันว่าตนไม่ใช่เซียนพระที่มีความรู้เรื่องพระ เพียงแต่มีสามีที่เป็นเซียนพระเท่านั้น และเคยมอบพระให้กับตน พร้อมยืนยันว่ามีความบริสุทธิ์ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมระบุว่า ตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ถูกชี้มูลความผิดในครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการทำเกินขอบเขตอำนาจของกฎหมาย และก่อนที่จะถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทนายความตนได้ทำหนังสือไปค้าน และขอยื่นอุทธรณ์แล้วว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. ยังคงเดินหน้าชี้มูลความผิดตน 

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้กล่าวขอบคุณศาลฎีกา ที่ได้ให้ความยุติธรรม และเตรียมฟ้อง ป.ป.ช.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ สิ่งที่ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการกับตนเองนั้น ตนมองว่าเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ วันนี้คนจำนวนมากถูกชี้มูลความผิดอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ได้ต่อสู้ ซึ่งตนรู้สึกว่า กฎหมายธรรมนูญปี 60 ได้ให้อำนาจกับ ป.ป.ช. มากเกิน และหลงอำนาจมากเกินไปหรือไม่ หากเมื่อองค์กรอิสระทำผิดพลาด ก็ต้องถูกดำเนินการตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ การใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ล่ารายชื่อประชาชน เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.บางท่านนั้น น.ส.ปารีณา มองว่า เป็นความเห็นของประชาชนกลุ่มหนึ่ง แต่ตนมองว่าควรจะยุบ ป.ป.ช.ไปเลย เพราะไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม ซึ่งความรู้มีไม่เท่ากับอัยการ และ ป.ป.ช. ไม่มีความรู้ด้วยกฎหมาย ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์หรือไม่ อย่างไร จึงบอกว่าควรยุบ ป.ป.ช. และให้อำนาจชี้มูลกับทางอัยการ จะดีกว่าหรือไม่ ซึ่งวันนี้ ป.ป.ช. ก็เป็นองค์กรอิสระ แต่ตั้งคำถามว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม “ปารีณา” เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี ไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 กรณีรุกที่ป่าสงวนครอบครอบที่ดินโดยไม่คืนที่ดินสู่การปฏิรูป จำนวน 711 ไร่ทำฟาร์มไก่ใน จ.ราชบุรี จากคำร้องของ ป.ป.ช.ฐานกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561

‘วิษณุ’ ไม่ขอตอบ ประเด็นอัยการสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575749

30 พ.ค. 2567

15:39 น.

‘วิษณุ’ ไม่ขอตอบ ประเด็นอัยการสั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’

‘วิษณุ’ ปัดตอบปม อัยการสูงสุด สั่งฟ้อง ‘ทักษิณ’ โยนถามเจ้าตัวเองกังวลหรือไม่ ตั้งข้อสังเกตระยะหลังคดี ‘ม.112’ ได้ประกันตัวหมด

วันที่30พ.ค.2567 นายวิษณุ เ​ครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดี ม.112 โดยนัดให้มาพบเพื่อยื่นฟ้องศาลในวันที่18มิ.ย.2567 หลังจาก นายทักษิณ ให้ทนายความยื่นขอเลื่อนนัดฟังการสั่งคดี เนื่องจากติดโควิด โดยมีการวิเคราะห์กัน ว่า ดีลมีปัญหา ว่า

ตนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้ดีลด้วย และระหว่างตนกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มีดีล ไม่ได้แลกเปลี่ยนอะไร

เมื่อถามว่า คดี ม.112 น่ากังวลกับ นายทักษิณ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ให้ไปถาม นายทักษิณ น่าจะตอบได้ หากถามตน ตนตอบไม่ถูก แต่ในวันที่18มิ.ย.2567นี้ อัยการต้องคุมตัว นายทักษิณ ไปที่ศาล หากศาลประทับรับฟ้อง ก็จะต้องมาดูว่า ศาลให้ประกันตัวหรือไม่

เมื่อถามว่า หากศาลไม่ให้ประกันตัว นายทักษิณ ก็ต้องติดคุกใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า ใช่ แต่ในระยะหลัง คดี ม.112 ศาลให้ประกันตัวแทบทุกคดี

‘วิษณุ’ เปิดใจ 3 สาเหตุ ไม่นั่งรองนายกฯ กับเรื่องราวที่ ‘นายกฯเศรษฐา’ ตามตื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575735

30 พ.ค. 2567

13:01 น.

‘วิษณุ’ เปิดใจ 3 สาเหตุ ไม่นั่งรองนายกฯ กับเรื่องราวที่ 'นายกฯเศรษฐา' ตามตื้อ

‘วิษณุ เครืองาม’ เปิดใจ ถึง 3 เหตุผล ที่ไม่รับตำแหน่ง รองนายกฯ พร้อมเผยถึงลูกตื้อของ ‘นายกฯเศรษฐา’ จนยอมเป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี

วันที่30พ.ค.2567 นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ​เตรียมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่าที่นายกรัฐมนตรีพูดไปก่อนหน้านี้

แต่จะเล่าเหตุการณ์​ให้ฟังว่า นายกรัฐมนตรี เดินทางมาพบตนเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2567 บอกให้ช่วยเป็น รองนายกรัฐมนตรี แต่ตนแจง 3 เหตุผล ปฏิเสธนายกรัฐมนตรีไป คือ 1. เรื่องสุขภาพ ที่เป็นทั้งโรคไต และโรคตา  2.ในช่วงเวลา 10 เดือนที่พ้นจากตำแหน่ง ได้รับงานอื่นไว้จำนวนมาก หากต้องลาออก งานก็จะเสียงาน 3.มีปัญหาที่บ้านต้องจัดการหลายอย่าง

นายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้เป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตนจึงตอบว่า ไม่อยากจะวุ่นวาย กับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน จึงถูกชวนอีกว่า ให้มาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่มีห้องและรถประจำตำแหน่ง มีแค่เบี้ยประชุม เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้รัฐบาล

ตนจึงถามกลับว่า รัฐบาลมีปัญหาอะไร นายกรัฐมนตรี รับว่า ที่ผ่านมามีการถกเถียงระหว่างผู้ไม่รู้กับผู้ไม่รู้ หรือบางครั้งเป็น ครม.กับชาวบ้านนอก ครม. ดังนั้น เมื่อมีปัญหาอะไรจึงอยากปรึกษา ตนจึงตอบรับว่า งั้นเป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือ สลค. จะได้โลว์โปรไฟล์มาหน่อย และอาจจะช่วยดูวาระ ครม. ที่สำคัญๆ นายกรัฐมนตรี จึงพูดว่า จากการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เห็นตรงกันว่า อยากให้นายวิษณุ ร่วมประชุม ครม.ด้วย เพื่อจะได้ทักท้วงได้ทันท่วงที ไม่ใช่มีมติไปแล้วจึงมาแก้ไข

ตนก็ท้วงไปอีกว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีกฤษฎีกา และรัฐมนตรีหลายคน ก็เป็นนักกฎหมาย เช่น นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า ในบางเรื่องอยากจะได้ผู้ที่เป็นกลาง เพราะหากนายพีระพันธ์ พูดอะไร ก็มีหัวโขนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานด้วย และหากทะเลาะข้ามกระทรวงแล้วใครจะฟัง ตนจึงบอกว่า แล้วแต่ท่านนายกรัฐมนตรีไปจัดการ แต่หากหาผู้ที่มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ตนขอบ๊ายบาย กลับไปทำงาน

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า  ขณะนี้ดำรงตำแหน่งอะไร นายวิษณุ ระบุว่า ตอนแรกจะเป็นที่ปรึกษาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แต่ติดปัญหาหลายอย่างเช่น การเบิกเบี้ยประชุม และไม่มีสิทธิ์​ออกความเห็นไปนั่งในที่ ประชุม ครม. จึงได้ยิน ว่า จะยกขึ้นเป็นตำแหน่ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะอย่างไร ก็ไม่มีรถ และห้องประจำตำแหน่ง

เมื่อถามย้ำว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง เป็นเพราะนายกรัฐมนตรี ถูก 40สว. ยื่นร้องใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรี จะมาปรึกษาเรื่องนี้ แต่ตนไม่ใช่เจ้าของเรื่อง นายพิชิต ชื่นบาน ต้องเป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งกฤษฎีกา ทีมกฎหมาย และอัยการ ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ และอาจจะให้ตนเข้าไปช่วยดูได้

เมื่อถามต่อว่า คดีนี้จะเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่เห็นสำนวน และคำร้อง แต่ก็เข้าใจว่านายกรัฐมนตรี อยากให้ตนเข้าไปช่วยดู ซึ่งเมื่อครั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกร้อง 5 คดี ตนก็เข้าไปช่วยดู แต่ไม่ได้เข้าไปดูในฐานะหัวหน้าทีม ส่วนคดีนี้ตนยังไม่สามารถตอบได้ ว่า คดีนี้จะเป็นอย่างไร เนื่องจากยังไม่เห็นคำร้อง แต่หากจะ จะตอบแบบมีความหวัง ก็คิดว่า พอมีหนทางในการสู้คดี แต่สู้แล้วชนะหรือไม่ ไม่รู้

เมื่อถามว่ามีการขุดกันในโซเชียล ว่า นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ เคยรีทวิต​ พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ไม่มียางอาย” จากการให้ความเห็นที่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล​ นายวิษณุ​ ย้อนถามคำถามว่า “ใครไม่มียางอาย ผมไม่รู้ และไม่ติดใจ อย่างที่นายกทักษิณ​ เคยโพสต์ข้อความว่าตน​ และตอนนั้นตนก็แลกกันไปคนละหมัดแล้ว”

ส่วนที่นายเศรษฐา ออกมาชี้แจงว่า ที่พูดไปคือว่าที่ความ ไม่ได้ว่าที่คน นายวิษณุ รับว่า อันนี้จริงท่านก็พูดกับผม ก็พูดอย่างนั้น ท่านถึงว่าเราเอาความเป็นใหญ่​ อย่าไปเอาคน​ และตนสนิทและรู้จักกับนายเศรษฐา​ อยู่ก่อนนานแล้ว ก่อนที่ท่านจะว่าอะไรที่คุณว่าด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่าเหตุผลที่ใจอ่อน เพราะ ขณะนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตระบัดสัตย์ว่า  ก่อนหน้านี้จะไม่รับตำแหน่ง และกลับไปเลี้ยงหลาน นายวิษณุ​ ระบุว่า ตนก็ปฏิเสธ​ ไม่รับตำแหน่ง ถ้าตระบัดสัตย์ ก็รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว

ผมอุตส่าห์เขียนหนังสือเรื่องชีวิตที่เหมือนทรายกับทะเล วันหนึ่งทะเลก็คือการเมือง ก็ขึ้นมาซัดทรายอยู่เรื่อยๆ ที่หมอดูเคยทายเอาไว้ ซึ่งวันนี้ก็มาถึง ว่าให้เป็นรองนายกฯตนไม่เป็น และย้ำว่าถ้าใครมาชวนตนก็เปิดสะดือให้ดู และก็เปิดจริงๆ เมื่อเขาชวนเป็นรองนายกฯ แต่พอชวนเป็นที่ปรึกษา ซึ่งสถานที่ธรรมดาอาทิตย์หนึ่งทำงานที่บ้าน 6 วัน ใครมีเรื่องอะไรก็เอาแฟ้มมาให้ตนดูที่บ้าน ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร ทุกวันนี้สอนหนังสือเนติบัณฑิตเหนื่อยกว่าอีก

โดย นายวิษณุ​ ยืนยันว่า​ ไม่ได้รู้สึกหนักใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของโซเชียล​มีเดีย​ ไม่ได้ลำบากใจ เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ใครจะว่าอย่างไรก็ว่ากันได้​ ข้อสำคัญคือ “สุทธิ​ อสุทธิปัจจัตตัง” บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ใจ​ ย่อมรู้แก่ตัวเอง 

ส่วนหากนายกรัฐมนตรี หากยังหารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายไม่ได้ ก็จะทำงานต่อไปหรือไม่ นายวิษณุ​ กล่าวว่า ไปถึงจังหวะพอสมควร ถ้านานเกินไป ตนก็มีเหตุผล 108 เช่นเจ็บป่วยลง ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวแซวนายวิษณุว่า อย่าแช่งตัวเอง

ส่วนที่มีการมองกันว่าการมาของ นายวิษณุ เพื่อปูทางการกลับมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี และมาช่วยดูคดีของนายทักษิณ​ ใช่หรือไม่​ นายวิษณุ​ ระบุว่า  ยืนยันว่าไม่จริง เพราะการที่จะนำคุณยิ่ง​ลักษณ์​กลับมา ไม่ได้ยากเลย​ ซื้อตั๋วส่งไปให้แก แกก็มาได้แล้ว สิงคโปร์-กรุงเทพฯ ลอนดอน-กรุงเทพฯ หรือดูไบ-กรุงเทพฯ ส่งไปแกก็มาแล้ว​ ปัญหาคือมาแล้วถูกจำคุก 5 ปี เป็นการจำคุกที่ศาลได้ตัดสินแล้ว ตนจะไปช่วยอะไรตรงนี้ได้

ส่วนนายทักษิณ เองก็ไม่มีใครจะไปช่วยอะไรได้ เพราะแกได้รับพระราชทานอภัยโทษ แล้วตนจะไปช่วย พระราชทานอภัยโทษอะไรได้อย่างไร เขาก็ต้องทำของเขาเองทั้งหมด

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีดีลในการเชิญ มารับตำแหน่งในครั้งนี้ จากกลุ่มขั้วอำนาจเดิม นายวิษณุ​ ยืนยันว่า ไม่มีดีล ไม่เกี่ยวเลย พร้อมกับระบุว่า ช่วงนี้ไม่ได้มีการติดต่อกับ พล.อ.ประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ เพราะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ องคมนตรี​ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์​ ท่านไม่ได้ติดต่ออะไรกับใครเพราะท่านไม่ยุ่งการเมืองอยู่แล้ว พล.อ.ประวิตร​ ก็ไม่รู้​ แต่ได้ยินว่าท่านป่วย

ส่วนที่มีคนไปโยงว่าเกี่ยวข้องกับ บิ๊ก ฉ.​ อดีตปลัดกระทรวง​ นายวิษณุ ย้อนถามว่า ปลัดฉิ่ง​ รู้จักแต่ไม่ได้มาดีลกับตน สื่อมวลชนจึงย้อนถามว่าแล้วใครดีล  นายวิษณุ​ จึงระบุว่า​ คนดีลคือนายกรัฐมนตรี นายกฯเศรษฐา​ โทรศัพท์มาจากเมืองนอก​ จากอิตาลี หรือฝรั่งเศส​ ตนไม่แน่ใจ​ แต่ใครไปแนะนำท่านผมไม่รู้

ส่วนนายกรัฐมนตรี โทรหาก่อนหรือหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของ 40สว.​ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่รู้ไม่ได้นับแต่รู้สึกว่า จะโทรมาจากอิตาลี

ประมงหนุนคนรุ่นใหม่ พัฒนาสู่‘YoungSmartFarmer’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807506

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งในปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่นี้ยังมีจำนวนน้อย แต่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องภายหลังเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น การส่งเสริมอาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้แก่เกษตรรุ่นใหม่ จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่การเป็น Young Smart Farmer กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้จัดโครงการส่งเสริมอาชีพประมง ภายใต้กิจกรรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Young Smart Farmer เป็นการ จัดฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 300 ราย ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (ศพจ.) 24 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับ ศพจ.ทั้ง 24 แห่ง ประกอบด้วย ศพจ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย แพร่ พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุดรธานี หนองคาย นครพนม ศรีสะเกษ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี สิงห์บุรี ราชบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี คุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุระหว่าง 17-45 ปี เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ.1) มีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นของตัวเอง และมีภูมิลำเนาในจังหวัดที่ ศพจ.รับผิดชอบ
ซึ่งในหลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกรสู่ Young Smart Farmer” จะจำแนกเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่ม Aคือกลุ่มที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาสู่ Young Smart Farmer ได้ 2.กลุ่ม B คือกลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ ความพร้อม และศักยภาพในระดับพื้นฐาน และ 3.กลุ่ม C คือกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในขั้นตอนการเรียนรู้และมีความต้องการพัฒนาศักยภาพ โดยจะมีการจัดหลักสูตรให้เหมาะสมกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในหัวข้อการอบรมประกอบด้วย ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) การบริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำและวางแผนการตลาด การวางแผนการจัดการฟาร์ม ทักษะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตลอดจนการศึกษาดูงานฟาร์มเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จ เป็นต้น

นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผ่านโครงการส่งเสริมอาชีพประมง สู่การเป็น Young Smart Farmer ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด