UN คาด เหยื่อดินถล่มปาปัวนิวกินีทะลุ 670 ศพแล้ว จนท.เร่งหาผู้รอดชีวิต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788603

UN คาด เหยื่อดินถล่มปาปัวนิวกินีทะลุ 670 ศพแล้ว จนท.เร่งหาผู้รอดชีวิต

27 พ.ค. 2567 01:35 น.

UN คาด เหยื่อดินถล่มปาปัวนิวกินีทะลุ 670 ศพแล้ว จนท.เร่งหาผู้รอดชีวิต

หน่วยงานของสหประชาชาติประเมินว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ที่ปาปัวนิวกินี อาจมากถึง 670 ศพ ขณะชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ค. 2567 ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) คาดว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ กลืนหมู่บ้าน ‘ยัมบาลี’ บริเวณเชิงเขา ‘มุงกาโล’ ในจังหวัดเอ็นกา ตอนกลางของประเทศปาปัวนิวกินี อาจสูงถึง 670 ศพเป็นอย่างน้อย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างไม่ลดละ

เหตุดินถล่มซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันศุกร์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา ทำลายหมู่บ้านเชิงเขาที่เคยคึกคักแห่งนี้จนแทบหมดสิ้น ฝังบ้านเรือนจำนวนมากไว้ใต้ดินโคลน พร้อมกับชาวบ้านที่กำลังหลับไหล

นายเซอร์ฮาน อัคโตปรัค ผู้แทนของ IOM กล่าวว่า ตัวเลขโดยประมาณของบ้านเรือนที่ถูกกลบฝังตอนนี้อยู่ที่ 150 หลังเป็นอย่างน้อย ขณะที่มีประชาชนที่คาดว่าเสียชีวิตแล้ว 670 รายหรือมากกว่านั้น ขณะที่สถานการณ์ยังเลวร้ายมาก เนื่องจากดินกับน้ำยังสไลด์ไม่หยุด ทำให้เกิดความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพพื้นผิวที่เลวร้าย, ถนนซึ่งได้รับความเสียหาย และสถานการณ์ความรุนแรงในชนเผ่าใกล้เคียง ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติได้ยาก แต่ชาวบ้านยังคงพยายามใช้อุปกรณ์เท่าที่หาได้ ขุดหาบุคคลอันเป็นที่รัก ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินโคลน

นายโอเมอร์ โมฮามุด เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเดินทางถึงที่เกิดเหตุในวันอาทิตย์ กล่าวว่า เขารู้สึกช้ำใจมากที่ได้เห็นชาวบ้านต้องใช้ท่อนไม้และพลั่วขุดหาผู้ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน

เหตุดินถล่มครั้งนี้ยังทำให้ประชาชนมากกว่า 1,000 คนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยที่สวนครัวและน้ำที่เก็บเอาไว้ถูกทำลายหมด

ในเบื้องต้น องค์กรช่วยเหลือกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นคาดว่า อาจมีผู้เสียชีวิตในเหตุดินถล่มระหว่าง 100-300 ศพ แต่จำนวนถูกปรับเพิ่มขึ้นหลังจากพวกเขาทราบจำนวนประชากรที่แท้จริง

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ขุดพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ กับขาข้างหนึ่งของผู้ที่เชื่อว่าเป็นศพที่ 6 แต่เชื่อว่าจำนวนร่างที่พบจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายวันหลังจากนี้ เมื่อเครื่องจักรขนาดใหญ่ถูกส่งมาถึงเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระทึกอีก เครื่องบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 12 ราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788596

ระทึกอีก เครื่องบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 12 ราย

26 พ.ค. 2567 23:51 น.

ระทึกอีก เครื่องบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 12 ราย

เที่ยวบินของ กาตาร์ แอร์เวย์ส ตกหลุมอากาศระหว่างเดินทางไปยังไอร์แลนด์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 คน หวิดซ้ำรอยสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เมื่อ 5 วันก่อน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ค. 2567 สนามบิน ดับลิน ในประเทศ ไอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส เที่ยวบินจากกรุงโดฮามายังไอร์แลนด์ ประสบเหตุตกหลุมอากาศระหว่างบินเหนือประเทศตุรกี เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารและลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 12 ราย

แถลงการณ์ของสนามบิน ดับลิน ระบุว่า เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ เที่ยวบินที่ QR017 ลงจอดอย่างปลอดภัยและตรงตามกำหนดการในเวลาก่อน 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน, ตำรวจสนามบิน และหน่วยกู้ภัยรอให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งประกอบด้วย ผู้โดยสาร 6 คน แลบะลูกเรืออีก 6 คน

ด้านสถานีวิทยุ RTE ของไอร์แลนด์ รายงานอ้างการเปิดเผยของผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินดับลินว่า เครื่องบินตกหลุมอากาศไม่ถึง 20 วินาที แต่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม

ส่วนสายการบิน กาตาร์ แอร์เวย์ส ออกแถลงการณ์โดยไม่พูดถึงเรื่องหลุมอากาศโดยตรง แต่ระบุว่า มีผู้โดยสารและลูกเรือจำนวนไม่มาก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างการเดินทาง และพวกเขากำลังรับการรักษาทางการแพทย์ และว่าพวกเขากำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการภายใน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 5 วัน หลังจากเครื่องบินโดยสารของ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงระหว่างเดินทางจากกรุงลอนดอนมายังสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา นักบินต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในประเทศไทย

เหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เป็นชายชราชาวสหราชอาณาจักรอายุ 73 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 104 ราย ในจำนวนนี้ 20 รายต้องรับการรักษาในห้องไอซียู ด้วยอาการบาดเจ็บบริเวรกระดูกสันหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชิลีรวบอาสาดับเพลิง-จนท.ป่าไม้ ลอบวางเพลิงไฟป่า คร่า 137 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788463

ชิลีรวบอาสาดับเพลิง-จนท.ป่าไม้ ลอบวางเพลิงไฟป่า คร่า 137 ศพ

26 พ.ค. 2567 10:49 น.

ชิลีรวบอาสาดับเพลิง-จนท.ป่าไม้ ลอบวางเพลิงไฟป่า คร่า 137 ศพ

ทางการชิลีจับกุมนักดับเพลิงอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 คน

อัยการชิลีตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการกับนักดับเพลิงอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบจุดไฟป่าที่ลุกลามอย่างรุนแรงในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 137 ศพ

อัยการระบุว่า จนถึงขณะนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องคือนายฟรานซิสโก อิกนาซิโอ มอนดากา อาสาสมัครดับเพลิง และนายฟรานซิสโก ปินโต เจ้าหน้าที่จากสำนักงานป่าไม้แห่งชาติของชิลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงเกษตร ที่รับผิดชอบในการป้องกันไฟป่า

สำนักงานอัยการเมืองบัลปาไรโซ เมืองชายฝั่งใกล้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุเพลิงไหม้ ระบุเมื่อวันเสาร์ (25 พ.ค.) ว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองถูกควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่กล่าวว่านายมอนดากา เป็นผู้ก่อเหตุ โดยอ้างว่านายปินโตเป็นผู้บงการ

อัยการกล่าวว่า พวกเขาเข้าถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านายมอนดากา และนายปินโต กระทำการโดยเจตนา และพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศที่เหมาะสมที่สุดในการจุดไฟ “เรามีเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาตกลงที่จะร่วมกันก่อเหตุเมื่อสภาพอากาศมีความเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าไฟจะลุกลาม” เจ้าหน้าที่กล่าวว่าในสถานที่ทั้ง 4 แห่งที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยังพบอุปกรณ์ที่ทำจากบุหรี่และไม้ขีดไฟที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้

โพสต์ในบัญชี X ของสำนักงานอัยการบัลปาไรโซ ระบุว่า ผู้พิพากษาให้เวลาเจ้าหน้าที่ 6 เดือนในการสอบสวนให้เสร็จสิ้น โดยระบุว่า จะต้องดำเนินการเพิ่มเติมกับคดีของเหยื่อที่ยังคงสูญหายและโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องสงสัยแต่ละราย ด้านอัยการ ออสวัลโด ออสซานดอน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถเชื่อมโยงนายมอนดากากับเหตุเพลิงไหม้ 6 ครั้งก่อนหน้านี้ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ไฟป่าดังกล่าวถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในชิลี นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2553 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 ศพ ประชาชนมากกว่า 16,000 คน ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ซึ่งทำลายบ้านเรือนและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภูมิภาคซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองวินา เดล มาร์ ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยม

ชิลี อาร์เจนตินา และพื้นที่ส่วนอื่นๆ ทางใต้ของทวีปอเมริกาใต้ เผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

“Anora” คว้าปาล์มทองเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788455

"Anora" คว้าปาล์มทองเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

26 พ.ค. 2567 10:12 น.

“Anora” คว้าปาล์มทองเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

“Anora” ภาพยนตร์คอมเมดี้-ดราม่าจากสหรัฐฯ ได้รับรางวัลปาล์มทอง ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุด จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 77

“Anora” ภาพยนตร์คอมเมดี้-ดราม่า เกี่ยวกับนักเต้นสาวที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกชายของผู้มีอำนาจชาวรัสเซีย ได้รับรางวัลปาล์มทอง ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในการประกาศผลเมื่อคืนวันเสาร์ (25 พ.ค.)

ภาพยนตร์ของ ฌอน เบเกอร์ ผู้กำกับชาวสหรัฐฯ เอาชนะภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อีก 21 เรื่องที่เข้าชิง ซึ่งรวมถึงผลงานของผู้กำกับชื่อดังอย่างฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และเดวิด โครเนนเบิร์ก

“Anora” เป็นภาพยนตร์ของเบเกอร์ ที่ยังคงเล่าเรื่องราวของผู้ค้าบริการทางเพศ ต่อจากภาพยนตร์ของเขาที่เคยเข้าชิงที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เรื่อง “Red Rocket” ในปี 2021 และ “The Florida Project” ในปี 2017 

เบเกอร์กล่าวอุทิศชัยชนะครั้งนี้ ในระหว่างการรับรางวัลให้กับ “ผู้ค้าบริการทางเพศทุกคนทั้งในอดีตและอนาคต” ขณะเดียวกันก็ขอบคุณ “ไมกี้ เมดิสัน” ดารานำหญิงของภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงซาแมนธา ควาน ภรรยาและโปรดิวเซอร์ของเขา

ด้านเกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “Barbie” ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินประจำปีนี้ กล่าวว่า “Anora” เป็น “ภาพยนตร์ที่มีความเป็นมนุษย์และมีมนุษยธรรมอย่างไม่น่าเชื่อ” ส่วนรางวัลกรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดเป็นอันดับสองรองจาก ปาล์มทอง ตกเป็นของ “All We Imagine As Light” ของผู้กำกับหญิงชาวอินเดีย “ปายาล คาปาเดีย” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผู้กำกับชาวอินเดียได้รับรางวัลนี้ โดยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างผู้หญิงสามคน ถือเป็นภาพยนตร์อินเดียเรื่องแรกที่เข้าชิงรางวัลในเทศกาลเมืองคานส์ในรอบ 30 ปี

โมฮัมหมัด ราซูลอฟ ผู้กำกับชาวอิหร่าน ซึ่งอยู่ในเมืองคานส์ประมาณสองสัปดาห์ หลังจากประกาศการหนีออกจากประเทศ ได้รับรางวัลพิเศษจากภาพยนตร์เรื่อง “The Seed of the Sacred Fig” เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ศาลอิหร่านที่ต้องต่อสู้กับความไม่ไว้วางใจและความหวาดระแวงเมื่อการประท้วงทางการเมืองทั่วประเทศทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2565

“เอมิเลีย เปเรซ” ภาพยนตร์เพลงเกี่ยวกับหัวหน้าแก๊งค้ายาชาวเม็กซิกันที่เปลี่ยนจากชายเป็นหญิง ได้รับถึง 2 รางวัล โดยผู้กำกับ ฌาร์ก ออดิอาร์ด ได้รับรางวัลรางวัลจูรี ไพรซ์ หรือขวัญใจกรรมการ ส่วนคาร์ลา โซเฟีย กัสคอน ผู้รับบทนำ ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแสดงข้ามเพศคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ โดยเธอได้รับรางวัลร่วมกับทีมนำแสดง ได้แก่ โซอี ซัลดานา และเซเลนา โกเมซ

ด้าน เจสซี่ เปลมอนส์ ได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม จากการรับ3 บทบาทที่แตกต่างกัน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สมาชิกลัทธิ และชายที่ถูกควบคุมโดยเจ้านาย ในภาพยนตร์เรื่อง “Kinds of Kindness” ของผู้กำกับยอร์กอส แลนธิมอส

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ “The Substance” ภาพยนตร์สยองขวัญที่นำโดยเดมี มัวร์ ขณะที่ มิเกล โกเมส คว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก “Grand Tour” ซึ่งเป็นการเดินทางผ่านทวีปเอเชียของข้าราชการชาวอังกฤษ.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไขคำตอบ ‘ย้ายทะเบียน’ ช่วงไหนแล้วยังได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท อยู่ไหม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575481

26 พ.ค. 2567

20:09 น.

ไขคำตอบ 'ย้ายทะเบียน' ช่วงไหนแล้วยังได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท อยู่ไหม

ไขคำตอบ ‘ย้ายทะเบียน’ ช่วงไหนแล้วยังได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท อยู่ไหม หากช่วงนี้จะเปลี่ยนที่อยู่อาศัยหรือต้องย้ายทะเบียนบ้าน เหตุการใช้จ่ายยึดขอบเขต “อำเภอ” ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นยังไง ไปหาคำตอบกัน

ไขคำตอบ \'ย้ายทะเบียน\' ช่วงไหนแล้วยังได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท อยู่ไหม

เปิดเงื่อนไขเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไตรมาส 4 ได้ใช้แน่ ๆ เรื่องนี้ชัดเจนเป็นที่แน่นอนแล้วหลังจาก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดไทม์ไลน์การดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะเริ่มลงทะเบียนทั้งร้านค้าและประชาชนภายในไตรมาสที่ 3 และ โอนเงินเข้าวอลเล็ต ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้จ่ายในไตรมาสที่ 4 ในปี 2567 

สำหรับประชาชนที่ต้องการย้ายที่อยู่ในทะเบียนบ้าน สามารถดำเนินการได้ในช่วงก่อนจะถึงวันลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเมื่อมีการลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถย้ายได้อีก

“การย้ายทะเบียนบ้าน เราขีดเส้นที่วันลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ” 

สำหรับการยืนยันตัวตน ประชาชนที่มีสิทธิต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” แล้วลงทะเบียนเข้าร่วม-ยืนยันตัวตน ซึ่งจะมีกระบวนการตรวจสอบสิทธิต่อไป ทั้งเรื่องรายได้ บัญชีเงินฝาก หรืออายุ และเมื่อตรวจสอบเสร็จจะมีข้อความให้กดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ 

โดยมี 2 กลุ่ม จะมีขั้นตอนเข้าร่วมโครงการต่างกันดังนี้


-ประชาชนที่เคยยืนยันตัวตนผ่านโครงการรัฐในหลาย ๆ โครงการ ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ ถือว่าขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบ แต่ต้องมีการยืนยันรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ และรอยืนยันสิทธิ

–ผู้ไม่เคยเข้าร่วมโครงการรัฐมาก่อน ต้องทำกระบวนการยืนยันตัวตนตั้งแต่ต้น และยืนยันรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ ประชาชนจำนวนประมาณ 50 ล้านคน โดยจะมีเกณฑ์ ได้แก่

-อายุเกิน 16 ปี ณ เดือนที่มีการลงทะเบียน

-ไม่เป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาทต่อปีภาษี

-มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท


ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่าย มีดังนี้

-ประชาชนกับร้านค้า ใช้จ่ายเชิงพื้นที่ในระดับอำเภอ (878 อำเภอ) โดยกำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเท่านั้น

-กลุ่มร้านค้ากับร้านค้า ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายเชิงพื้นที่ระหว่างร้านค้ากับร้านค้าในระดับอำเภอ และขนาดของร้านค้าการใช้จ่ายเงินสามารถใช้จ่ายได้หลายรอบ

นายกฯใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกินก๋วยเตี๋ยวย่านทรงวาด ชี้โปรโมทการท่องเที่ยว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575484

26 พ.ค. 2567

17:00 น.

นายกฯใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกินก๋วยเตี๋ยวย่านทรงวาด ชี้โปรโมทการท่องเที่ยว

นายกฯ เศรษฐา ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกินก๋วยเตี๋ยวย่านทรงวาด พร้อมประสาน ททท.และผู้ว่าฯ กทม. โปรโมทการท่องเที่ยวย่านทรงวาด ชี้มีศักยภาพ รัฐต้องเร่งส่งเสริม

นายกฯชิมก๋วยเตี๋ยวถนนทรงวาดนายกฯชิมก๋วยเตี๋ยวถนนทรงวาด

วันนี้ (26พ.ค.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาช่วงวันหยุดหลังจากเดินทางกลับจากปฎิบัติภารกิจที่ต่างประเทศไปรับประทานก๋วยเตี๋ยว โดยระบุว่า“เดินทางไปต่างประเทศร่วม 10 วัน ขอมาจัดก๋วยเตี๋ยวเนื้อทรงวาดสักหน่อยครับ ช่วงที่ผ่านมากินแต่เส้นสปาเกตตี้ วันนี้ได้เส้นเล็กหมี่แห้งเนื้อสดเปื่อย กับโอเลี้ยง อร่อยมาก ๆ ครับ“

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “หลังกินก๋วยเตี๋ยว ถือโอกาสไหนๆก็มาเยือนถิ่นทรงวาดแล้ว ขอเดินชมถนนสายท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยมของคนไทย และชาวต่างชาติหน่อยครับ

ที่นี่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขนม แกลเลอรี่ ศิลปะ และเป็นเมืองเก่าที่มีตึกรามบ้านช่องสวยงาม ผมได้คุยกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในย่านนี้ เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคนที่ต้องการจะยกระดับให้ย่านนี้เป็นย่านเศรษฐกิจ คิดว่า จะต้อง promote ย่านนี้ให้มากขึ้น ผมจึงได้ประสานกับททท. และผู้ว่าฯกทม. ให้ช่วยกันจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ และดูถึงระบบ สาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา และความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวย่านนี้ให้ดีขึ้นอีก พื้นที่ศักยภาพแบบนี้ ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมครับ”
 

นายกฯลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่นายกฯลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่จากนั้นในช่วงบ่าย 13.00 น.  นายกฯเศรษฐา ยังใช้เวลาช่วงวันหยุดเดินทางลงพื้นที่ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ เขตคลองเตย เป็นการส่วนตัว โดยไม่มีการแจ้งเป็นภารกิจทางการ เพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชุมชนเมือง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย อาชีพ รายได้ รวมถึงปัญหายาเสพติด เนื่องจากชุมชนนี้ในปี 2565 เคยถูกไฟไหม้ทำให้บ้านเรือนในชุมชนได้รับความเสียหายไฟไหม้ทั้งหลัง จำนวน 100 กว่าครัว ทำให้ประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัย

ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่พบว่ายังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่มีความแออัด ขณะที่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้ยังไม่มีที่อยู่อาศัย และแม้ตอนนี้จะมีโครงการสร้างอาคารที่อาศัยแห่งใหม่ แต่ประชาชนยังมีปัญหาด้านการเงิน และการหาสินเชื่อมาซื้อห้องพัก

นายกรัฐมนตรีจึงรับปากว่าจะไปหาวิธีและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึง สถาบันทางการเงินของรัฐเข้ามาดูแลเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในเบื้องต้น ซึ่งอาจจะพัฒนาให้ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่เป็นชุมชนต้นแบบนำร่องแก่ชุมชนอื่นๆ
 

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าสถานที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนของชุมชนมีปัญหาหลังคารั่วและน้ำท่วมขังช่วงเวลาฝนตก จึงได้สั่งการให้ประสานไปยังมูลนิธิและภาคเอกชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว พร้อมทั้งยังได้ประสานไปยังกรุงเทพมหานครและหน่วยทหารพัฒนาให้มาขุดลอกท่อระบายน้ำและทำเส้นทางน้ำไหลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตก

นายกฯตรวจเยี่ยม สน.โคกครามนายกฯตรวจเยี่ยม สน.โคกคราม



จากนั้นนายกรัฐมนตรี ไปตรวจเยี่ยมการการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ สน.โคกคราม ในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ พนันออนไลน์ ยาเสพติด

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ “พิธา” เป็นนายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575480

26 พ.ค. 2567

15:00 น.

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ "พิธา" เป็นนายกฯ

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ “พิธา” เป็นนายกฯ คะแนนนิยมก้าวไกลทิ้งห่างเพื่อไทย

สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง 76 จังหวัด ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี : 1 ปีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาฯ 2566” จำนวน 1,620 ตัวอย่าง

โดยทำการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 7-18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ใช้วิธีการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (stratified random sampling) ในทุกจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานคร กำหนดค่าความเชื่อมั่นไว้ที่ร้อยละ 95 และค่าความคลาดเคลื่อนที่ ±2.5

ผลการสำรวจพบว่า ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงนี้ คนส่วนใหญ่ยังคงจะเลือกพรรคก้าวไกลมากเป็นอันดับ 1 ทั้งสองบัตร

เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างว่า “ถ้ามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต” ผู้ตอบ ร้อยละ 35.7 ระบุว่า จะลงคะแนนเลือกผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล

รองลงมา ระบุว่า จะลงคะแนนเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 18.1 ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 11.2 ผู้สมัครจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 9.2 ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 7.8 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5 ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 1.6 ผู้สมัครจากพรรคประชาชาติ ร้อยละ 1.2 ตามลำดับ

ในขณะที่มีผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าจะลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ หรือยังไม่ตัดสินใจเลือกใครในตอนนี้ รวมกันอีกร้อยละ 10.2

เมื่อสอบถามต่อไปว่า “แล้วในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ถ้ามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านจะลงคะแนนให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคใด” ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 44.9 ระบุว่า จะลงคะแนนให้พรรคก้าวไกล

รองลงมา ระบุว่า จะลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 20.2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 10.9 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 3.5 พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 3 พรรคประชาชาติ ร้อยละ 1.3 และพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 0.7 ตามลำดับ

นอกจากนี้ น่าสนใจว่า ยังมีผู้ตอบที่ระบุว่าจะลงคะแนนให้พรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่ต้องการลงคะแนนให้พรรคใดเลยในตอนนี้ รวมกันถึงร้อยละ 12.6

  • คะแนนนิยมของก้าวไกลทิ้งห่างเพื่อไทย จนทำให้ก้าวไกลอาจได้ ส.ส. มากกว่าเพื่อไทย เกือบ 2 เท่า

เมื่อนำผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในครั้งนี้เปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ปรากฏว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพิ่มขึ้นมี 2 พรรค คือ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชาติ

โดยพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 9.67 ซึ่งอาจส่งผลให้พรรคมีโอกาสชนะการเลือกตั้งและได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นถึง 49 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชาติ ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 0.35 ซึ่งอาจทำให้พรรคมีโอกาสชนะการเลือกตั้งและได้ ส.ส. เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ \"พิธา\" เป็นนายกฯ

ในขณะที่มีพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตลดลง จำนวน 6 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 7 และอาจส่งผลให้พรรคมีโอกาสเสียที่นั่งที่มีอยู่เดิมไปราว 28 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 3.41 มีโอกาสเสียที่นั่ง 11 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 2.64 มีโอกาสเสียที่นั่ง 10 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 1.13 มีโอกาสเสียที่นั่ง 3 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้รับคะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 0.47 และพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้รับคะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 0.02 นั้น คะแนนนิยมที่ลดลงดังกล่าวยังไม่มากพอที่จะส่งผลให้พรรคการเมืองทั้งสองมีที่นั่งลดลง

ในส่วนของการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่า มีพรรคการเมือง 5 พรรคได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้น คือ

  • พรรคก้าวไกล ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 8.33
  • พรรคพลังประชารัฐ ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.62
  • พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.66
  • พรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.6
  • พรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.19

อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้พรรคก้าวไกล มีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 8 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง เพียงสองพรรคเท่านั้น ส่วนคะแนนที่เพิ่มขึ้นของอีกสามพรรคยังไม่มากพอที่จะทำให้ได้ที่นั่งเพิ่ม

ในขณะที่มีพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลดลง จำนวน 3 พรรค คือ

  • พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนนิยมลดลง คิดเป็นร้อยละ 7.49
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 1.18
  • พรรคประชาชาติ ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 0.24

คะแนนนิยมที่ลดลงดังกล่าวมีผลให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้ที่นั่งจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อน้อยลง 8 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติมีโอกาสได้น้อยลง 2 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติมีโอกาสได้ที่นั่งน้อยลง 1 ที่นั่งตามลำดับ

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ \"พิธา\" เป็นนายกฯ

เมื่อนำตัวเลขประมาณการที่นั่งที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีโอกาสได้รับจากการเลือกตั้งทั้งสองระบบมารวมกัน พบว่า หากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเวลานี้ พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มีโอกาสได้ที่นั่งมากที่สุด รวม 208 ที่นั่ง

รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย 105 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 61 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 34 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 30 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง ตามลำดับ ส่วนที่นั่งที่เหลือจะกระจายไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ รวม 21 ที่นั่ง

  • คนส่วนใหญ่อยากให้ พิธา เป็นนายกฯ ตามด้วยพลเอกประยุทธ์ ส่วนนายกฯ เศรษฐา มาที่ 4 

เมื่อสอบถามว่า “ถ้าเลือกได้ ท่านอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในช่วงเวลานี้มากที่สุด” ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ระบุว่า อยากให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.9 รองลงมาระบุว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 17.7 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 10.5 นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 8.7 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.3 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.7 และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 0.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีผู้ตอบที่ระบุชื่อคนอื่น ๆ รวมกับที่ยังไม่เห็นว่ามีคนที่เหมาะสมอีก ร้อยละ 10.9 

สถาบันพระปกเกล้า สำรวจ 1 ปีหลังเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่อยากให้ \"พิธา\" เป็นนายกฯ

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806694

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.37 น.

โลกใต้น้ำมีความงดงามไม่น้อยไปกว่าโลกเหนือผิวน้ำ เพราะมีสิ่งมีชีวิตมากมายอยู่ใต้ผิวน้ำในท้องทะเล ท้องมหาสมุทร เราจะได้พบปลาสารพัดชนิดสีสันงดงามราวภาพวาดที่แต่งแต้มด้วยสีสุดสวย ปะการังนานาชนิด ดอกไม้ทะเล กัลปังหา หอย กระเบน และหมึก แต่เราจะได้พบความงดงามที่สมบูรณ์เหล่านี้ได้ในโลกใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากทะเลไม่สมบูรณ์แล้ว เราจะไม่เห็นสิ่งที่กล่าวมาแม้แต่น้อย 

หลายคนอาจกลัว (จม) น้ำ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น บางคนอาจจะกลัวว่าจะเจอฉลามเมื่อลงน้ำทะเล บางคนกลัวสารพัดจะกลัว แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวทะเล จะมีความสุขมากเวลาได้ดำดิ่งลงไปดูโลกใต้ทะเล เพราะเป็นโลกที่สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และยังมีสีสันของโลกใต้ทะเลเป็นของขวัญที่ล้ำค่ามากที่สุด

เราทุกคนรู้มานานแล้วว่าโลกของเรามีพื้นน้ำมากกว่าแผ่นดิน (หมายถึงแผ่นดินที่อยู่เหนือผิวน้ำ) โดยมีแผ่นน้ำมากกว่าแผ่นดินคือมีแผ่นน้ำสามส่วน แผ่นดินหนึ่งส่วน และสิ่งมีชีวิตที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกใต้ท้องทะเลคือปะการัง รวมถึงแพลงก์ตอน โดยเฉพาะแพลงก์ตอนเป็นตัวหลักที่ช่วยผลิตออกซิเจนให้กับโลกของเรา นอกจากนั้นยังมีปลาสารพัดสารพันชนิด ทั้งปลาสีสันสวยงาม ปลารูปร่างประหลาดมหัศจรรย์ และยังมีสัตว์อื่นๆ ที่เรารู้จักดี เช่น แมงกะพรุน หมึก หอย กุ้ง กระเบนปลาไหลทะเล หอยเม่น ดอกไม้ทะเล และกัลปังหาซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับปะการัง (ไฟลัมไนดาเรีย)

แน่นอนว่าโลกใต้ทะเลมีความงดงาม แต่ก็มีอันตรายแฝงอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น เวลาจะลงไปชมโลกใต้ทะเลจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวคุณเองเป็นอันดับแรก แล้วก็ต้องไม่ลงไปสร้างอันตราย หรือมลภาวะให้กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลด้วย ส่วนคนที่บอกว่ากลัวฉลามกัดหรือกินนั้น ต้องบอกเลยว่าในเขตท้องทะเลไทย และประเทศเมียนมานั้น ไม่ค่อยจะพบเจอฉลามนักล่าที่กินคนเป็นอาหารมากนัก เพราะฉลามคงกลัวการพบเจอคนมากกว่า เพราะฉลามรู้ดีว่าเวลาพบเจอคน ตัวของฉลามจะมีอันตรายมากกว่า 

ตามปกติ เวลาพวกเรา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เรียนการดำน้ำลึก (scuba diving) ก็จะไม่ดำน้ำลงไปในระดับที่ลึกเกิน 15-20 เมตร เพราะไม่น่าจะมีความสามารถลงไปได้ลึกถึงเพียงนั้น ดังนั้น พวกเราก็จึงใช้การดำน้ำแบบผิวๆ คือ snorkeling แค่เพียงสวมแว่นตากันน้ำแล้วใช้ท่อช่วยหายใจทางปาก แล้วก็ก้มหน้าลงไปใต้ผิวน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะได้พบโลกแสนสวยใต้ท้องทะเลสีครามแล้ว 

ภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ มาจากการชวนผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งไปเที่ยวเกาะนาวโอพี (Nyaung Oo Phee) ในเขตประเทศเมียนมา โดยเราไปเที่ยวกันมาเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ และขอบอกว่าหลายคนว่ายน้ำไม่เป็น แต่เนื่องจากเขาไม่กลัวการลงน้ำ (ที่มีการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย) เขาเหล่านั้นจึงได้พบกับโลกใต้น้ำแสนสวย ได้พบปะการังสารพัดชนิด เช่นเขากวาง จาน ดอกกะหล่ำสมอง เป็นต้น และได้พบกับกัลปังหาสีสวยสด แล้วก็ได้พบกับกระเบน หมึก เต่า และปลาไหลทะเลอีกด้วย และที่ตรงไหนซึ่งมีดอกไม้ทะเลก็จะมีปลาการ์ตูนสีสวยสดไปอาศัยหลบภัยอยู่อย่างแน่นอน เพราะดอกไม้ทะเลคือบ้านที่แสนปลอดภัยของปลาการ์ตูน   

ช่วงนี้ทะเลฝั่งอันดามันมีคลื่นลมแรงไม่เหมาะกับการออกไปท่องเที่ยวและสำรวจท้องทะเล ต้องรอให้หมดฤดูมรสุมก่อน ซึ่งก็ประมาณช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงไม่ไปเที่ยวทะเลอันดามันในช่วงนี้ แต่เราสามารถเที่ยวทะเลฝั่งอ่าวไทยได้ แม้ปะการังจะไม่สมบูรณ์เท่าทะเลอันดามัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีโลกใต้ทะเลที่สวยงามในทะเลอ่าวไทยรอให้คุณไปสัมผัสความงามได้ 

สนใจท่องเที่ยวกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 เราเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบเจาะลึก และเน้นด้านศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806695

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน  เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.12 น.

เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน SQ321 ต้นทางจากลอนดอน และปลายทางสิงคโปร์ พร้อมผู้โดยสาร 221 คนและลูกเรือ 18 คน หลังได้รับผลกระทบจากการเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน เมื่อเวลา 15.06 น.ตามเวลาไทย และเกิดหลุมอากาศกะทันหันเหนือลุ่มน้ำอิรวดี ในเมียนมาจนส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน ทำให้ต้องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จากข้อมูลการติดตามเที่ยวบินของ FlightRadar24 ชี้ว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ลำนี้ ตกหลุมอากาศรุนแรงขณะที่บินอยู่เหนือปากแม่น้ำอิรวดี ไม่ไกลจากทะเลอันดามัน ขณะนั้นเครื่องบินอยู่ที่ระดับเพดานบิน 37,000 ฟุต ซึ่งถือเป็นเพดานบินปกติของการบินเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ทำให้เที่ยวบินพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแนวดิ่ง ก่อนที่จะลดระดับเพดานบินลงมาอยู่ที่ระดับ 31,000 ฟุต หรือดิ่งลงถึง 6,000 ฟุตภายในเวลาเพียง 4 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงหลุมอากาศ และค่อยๆลดระดับเพดานลงต่อเนื่อง จนลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 15.51 น.

หลังจากลงจอดสำเร็จ เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากเครื่อง เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายสัญชาติอังกฤษ วัย 73 ปี คาดสาเหตุของการเสียชีวิตมาจากภาวะหัวใจวายส่วนสาเหตุที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เพราะการตกหลุมอากาศเกิดขึ้นในระหว่างที่พนักงานของสายการบินกำลังเสิร์ฟอาหาร ทำให้อุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ รวมถึงผู้โดยสารและลูกเรือที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเจอกับแรงกระแทกโดยตรงจนร่างลอยไปกระแทกกับเพดานและพื้นของห้องโดยสารเครื่องบิน

สำหรับเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศ จะได้รับผลกระทบหรือความเสียหายที่แตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ซึ่งหลุมอากาศ หรือ Air Turbulence คือการเคลื่อนที่ของอากาศที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของเครื่องบิน ซึ่งมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เบาไปจนถึงรุนแรงมาก  โดยระดับความรุนแรงของการการตกหลุมอากาศ มี 3 ระดับ ได้แก่

-หลุมอากาศรุนแรงระดับต่ำ (Light Turbulence) เครื่องบินจะขึ้น-ลง 1 เมตร ผู้โดยสารแทบไม่รู้สึกโดยทั้งลูกเรือและนักบินจะมีการสื่อสารกัน หากต้องเสิร์ฟอาหารในระหว่างนี้ หากรุนแรงมากขึ้นก็จะทำการเปิดสัญญาณให้ทุกคนคาดเข็มขัด เพื่อความปลอดภัย

-ความรุนแรงหลุมอากาศระดับปานกลาง (Moderate Turbulence) ขึ้น-ลง 3 ถึง 6 เมตร ผู้โดยสารรู้สึกได้และน้ำในแก้วอาจหก โดยจะสั่นแรงเพิ่มขึ้นมา หากไม่คาดเข็มขัด หรือเดินอยู่บริเวณทางเดินอาจจะสั่นจนตัวลอยขึ้นมาได้ เพื่อความปลอดภัยควรหาที่สามารถนั่งได้ใกล้เคียง และคาดเข็มขัดให้เร็วที่สุด

-ความรุนแรงของหลุมอากาศระดับรุนแรง (Severe Turbulence) เครื่องบินขึ้น-ลงได้มากถึง 30 เมตร ซึ่งในกรณีที่ไม่รัดเข็มขัดผู้โดยสารอาจหลุดออกจากเก้าอี้ผู้โดยสารและเกิดอันตรายได้

โดยปกติแล้วหลุมอากาศทั้ง 3 แบบ นักบินจะสามารถมองเห็นได้จากเรดาร์ แต่จะมีหลุมอากาศอีกประเภทที่เรดาร์ไม่สามารถตรวจจับได้ เรียกว่า Clear AirTurbulence เป็นหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมแรง เปลี่ยนทิศกะทันหัน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าระดับรุนแรงสูงสุด เป็นปรากฏการณ์หลุมอากาศที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันและรุนแรง จึงยากที่จะตรวจจับหลุมอากาศได้ล่วงหน้าที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบันที่เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

สอดคล้องกับความเห็นของเจฟฟรีย์ โทมัส บรรณาธิการนิตยสารการบิน แอร์ไลนเรทติ้ง ชาวออสเตรเลียถึงการสืบสวนกรณีนี้ว่า เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบหลายด้าน ตั้งแต่การสอบปากคำนักบินว่า ในเวลานั้นระบบเรดาร์ของเครื่องให้ข้อมูลอะไรบ้าง สภาพอากาศขณะเกิดเหตุโดยละเอียด แล้วนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ จากนั้นยังต้องตรวจสอบกล่องบันทึกข้อมูลการบิน แล้วนำทุกอย่างมาสรุปไล่เลียงว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังกล่าวว่า เหตุตกหลุมอากาศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าไม่ได้บินผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งปกตินักบินจะไม่บินเข้าไปในบริเวณนั้นและยังมีเรดาร์คอยตรวจจับได้ล่วงหน้าถึง 500 กิโลเมตรด้วย แต่แม้ว่าอากาศจะปลอดโปร่งก็สามารถเกิด Clear Air Turbulence ซึ่งไม่อาจพยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วง20 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากหลุมอากาศ 3 คน รวมถึงรายล่าสุดนี้ด้วย แต่ก็ถือว่าลดลงจากในอดีตมากเนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยที่ดีขึ้นขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ส่งผลให้สายการบินแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบินเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เช่นเดียวกับ เอ็ด ฮอว์คกิน นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเร็ดดิงในอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลเรื่องอันตรายจากการตกหลุมอากาศและโลกร้อนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจากการรวบรวมสถิติในช่วง40 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกิดหลุมอากาศรุนแรง ชนิด Clear Air Turbulenceเพิ่มขึ้นถึง 55% หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินต่อไป อัตราการเกิดหลุมอากาศในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางข้อมูลชี้ว่า อัตราการเกิดหลุมอากาศ จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าภายในปี 2593 และอาจมีเครื่องบินต้องเผชิญกับหลุมอากาศที่รุนแรงมากขึ้นถึง 40% แม้ในขณะที่บินผ่านในบรรยากาศที่ปลอดโปร่งก็ตาม

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า เมื่อโดยสารเครื่องบิน ควรคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘Golden Boy’ เทวรูป ศิลปะขอม-พิมายกลับคืนถิ่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806710

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘Golden Boy’ เทวรูป ศิลปะขอม-พิมายกลับคืนถิ่น

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘Golden Boy’ เทวรูป ศิลปะขอม-พิมายกลับคืนถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.02 น.

จากการที่ไทยโดยกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากร ได้รับเทวรูปสำริดที่รู้จักกันดีว่า “Golden Boy” ประติมากรรมสำริดยืนปิดทองทั้งองค์ อันเป็นโบราณวัตถุสำคัญ ๑ ใน๒ ชิ้น ซึ่งเป็นประติมากรรมสตรีนั่งชันเข่าพนมมือสูงอีกชิ้นหนึ่งที่ไทยได้รับแจ้งคืนจากThe Metropolitan Museum of Art (The MET)ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ นับเป็นเรื่องน่ายินดีในประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยที่มีการศึกษาใหม่จากนักวิชาการ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี ได้ศึกษาและติดตามมาแต่แรกให้ความเห็นว่า เทวรูป “Golden Boy” นี้คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ มีรูปแบบศิลปะเขมรแบบพิมาย พ.ศ. ๑๖๒๓-๑๖๕๐ พบที่ปราสาทบ้านยางหรือบ้านยางโปร่งสะเดา ตำบลตาจงอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยชาวบ้านขุดพบตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ แล้วขายให้พ่อค้าในราคา ๑ ล้านบาท จากนั้นได้ถูกนำออกอย่างผิดกฎหมาย โดยผ่าน บริษัทประมูล Spink & Son และนำไปจัดแสดงที่ The MET นิวยอร์ก หากกำหนดรูปแบบศิลปะเขมรโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศส มักเรียกตามชื่อแบบศิลปะตามปราสาทสำคัญหรือปราสาทประจำรัชกาล เช่นปราสาทบาปวน สร้างโดยราชวงศ์ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (พ.ศ.๑๕๖๐-๑๖๒๓) เรียกว่าศิลปะเขมรแบบบาปวน และมีโบราณวัตถุอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทพนมวัน ปราสาทสด็อกก็อกธม เป็นต้น

คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากร

สำหรับปราสาทนครวัด ปราสาทประจำรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ซึ่งเป็นหลานของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ โบราณวัตถุเรียก ศิลปะเขมรแบบนครวัด พ.ศ. ๑๖๕๕-๑๖๘๘ ที่พบในไทย ได้แก่ โบราณวัตถุของปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทศรีขรภูมิ เป็นต้น ปราสาทบายน ซึ่งเป็นปราสาทประจำรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เหลนของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ เรียกโบราณวัตถุว่าศิลปะเขมรแบบบายน พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓ที่พบในไทยก็ได้แก่ ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน กุฏิฤๅษีเมืองพิมาย เป็นต้น

ส่วนปราสาทหินพิมายนั้นเป็นปราสาทประจำรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ เรียกศิลปะนครวัดตอนต้น จึงควรเปลี่ยนชื่อตามปราสาทคือ ศิลปะเขมรแบบพิมาย พ.ศ. ๑๖๒๓-๑๖๕๐ ซึ่งมีรูปแบบศิลปะเขมรแบบพิมายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยได้พัฒนาการต่อเนื่องจากศิลปะแบบบาปวน และถ่ายทอดอิทธิพลต่อไปยังศิลปะแบบนครวัด จึงทำให้มีความแตกต่างไปจากศิลปะแบบบาปวนกับศิลปะแบบนครวัดอย่างชัดเจน ศิลปะแบบพิมายที่พบในกัมพูชานั้นพบที่ ปราสาทพงตึก สำหรับเทวรูป “GoldenBoy” นี้ มีพัฒนาการของผ้านุ่งสั้นที่มีชายสมอรูปหางปลาด้านหน้า ผ้านุ่งสั้นที่โค้งเว้าเห็นสะดือแบบบาปวน มีเข็มขัดรัด แต่ไม่มีชายผ้าบนชายสมอต่อตรงลงมาจากขอบผ้านุ่งเหนือเข็มขัด ได้ส่งต่อยังศิลปะแบบพิมาย ซึ่งยังใช้ต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะแบบนครวัดตอนต้น ด้วยเหตุที่ลักษณะผ้านุ่งของ Golden Boy นั้นใกล้เคียงกับภาพสลักผ้านุ่งที่ปรากฏในปราสาทหินพิมายมากกว่าที่อื่น จึงเรียกศิลปะเขมรแบบพิมาย ในส่วนที่ว่าเป็น รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ ขุดพบที่บ้านยางนั้นมีความสำคัญสอดคล้องกับหลักฐานจารึก ที่พบบริเวณที่ราบเขาพนมรุ้ง ซึ่งกล่าวถึงต้นกำเนิด“ราชวงศ์มหิธรปุระ” ราชวงศ์ใหม่ที่สถาปนาโดยพระองค์  จารึกปราสาทพระขรรค์ นั้นได้กล่าวถึงพระองค์ที่ทรงเลือกถิ่นฐานเดิม เพื่อตั้งราชธานีปกครองอาณาจักรเขมร เชื่อว่าคือ “เมืองพิมาย” ก่อนที่เชื้อสายของราชวงศ์มหิธรปุระจะย้ายเมืองหลวงกลับไปยังเมืองพระนคร แล้วสร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลกคือ “ปราสาทนครวัด” ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังมีความเห็นต่างจากนักวิชาการ อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องพากันไปชมที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และขอบคุณคณะผู้ติดตามขอคืนจนสำเร็จ

ทวรูปสำริดนั่ง และเทวรูปสำริดยืน ที่ได้รับคืน

ทวรูปสำริดนั่ง และเทวรูปสำริดยืน ที่ได้รับคืน

ทวรูปสำริดนั่ง และเทวรูปสำริดยืน ที่ได้รับคืน

ทวรูปสำริดนั่ง และเทวรูปสำริดยืน ที่ได้รับคืน

การบรรจุขนส่งอย่างดี

การบรรจุขนส่งอย่างดี

บรรยากาศการเข้าชม

บรรยากาศการเข้าชม

การตรวจรับโบราณวัตถุ

การตรวจรับโบราณวัตถุ