พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) นำแอนิเมชัน สติมา ‘เณรน้อยอัจฉริยะ’สู่สามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/804754

พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)  นำแอนิเมชัน สติมา 'เณรน้อยอัจฉริยะ'สู่สามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10

พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) นำแอนิเมชัน สติมา ‘เณรน้อยอัจฉริยะ’สู่สามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.16 น.

พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)  นำตัวอย่างแอนิเมชันเรื่อง สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” นำไปสอนสามเณรในปีที่ 10 ของโครงการ สามเณรปลูกปัญญาธรรมปีที่ 10โดยในเนื้อหาของการสอนครั้งนี้ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ได้เมตตาสอนเรื่องการรักในความแตกต่างผ่านแอนิเมชันสติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” ในตอน “นักเรียนแลกเปลี่ยน” เพื่อเผยแพร่ความรักและความเข้าใจในชุมชน ให้เข้าใจว่าแม้คนเราจะมีสีผิว เชื้อชาติและหน้าตาที่ต่างกันแต่ทุกคนก็เป็นมนุษย์โลกเหมือนกัน การปฏิบัติต่อกันและกันอย่างเท่าเทียมจึงเป็นเรื่องพื้นฐานในสังคมนอกจากนี้ พระอาจารย์ยังสอนบทเรียนแห่งความกตัญญูผ่านการเล่านิทานธรรม เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของการเคารพและเข้าใจในบทบาทของอาจารย์ในการสอนและชี้นำและในห้องเรียนนี้ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)ได้พยายามช่วยสอนสามเณรให้เห็นถึงความสามัคคีและการให้อภัย แสดงถึงความยั่งยืนแห่งความดีในความสัมพันธ์และความเข้าใจในชุมชนของเรา

นอกจากนี้ แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมียอดวิวเข้าชมทะลุสองแสนวิวในTrueID ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมและการยอมรับจากเด็ก เยาวชน และครอบครัวทั่วทั้งประเทศแอนิเมชันซีรีส์   สติมา   “เณรน้อยอัจฉริยะ”   สร้างขึ้นเพื่อนำหลักคำสอนของ    พระเมธีวชิโรดม(ว.วชิรเมธี) ที่สร้างสรรค์เป็นแอนิเมชันที่มีเนื้อหาสนุกสนาน เข้าใจง่ายและเป็นสากลเพื่อนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาหลักต่างๆของสังคมไทยมาสร้างเป็นแอนิเมชันธรรมะที่เข้าใจง่ายผ่านตัวละคร สามเณร สติมาโดยสามารถรับชมผ่านช่องทางสตรีมมิ่ง TrueIDหรือhttps://www.trueid.net/watch/th-th/series/PNPGWd5zr6d8/8b3nn8MEmqgaและทางโทรทัศน์ ช่อง 7HD ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09:40 น. และ ทาง ALTV ช่อง 4 ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 16:40 น. Official Trailer https://bit.ly/4cAPOrc

*ขอบคุณเครดิตภาพจาก Facebook สามเณรปลูกปัญญาธรรม

เปิดความลับ ‘แคทรียา – หญิง – หว่าหวา – เบลล์’ ใครกันที่ชอบหลงตัวเองและเรดาร์เรื่องผู้ชายพัง!?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/804753

เปิดความลับ 'แคทรียา - หญิง - หว่าหวา - เบลล์' ใครกันที่ชอบหลงตัวเองและเรดาร์เรื่องผู้ชายพัง!?

เปิดความลับ ‘แคทรียา – หญิง – หว่าหวา – เบลล์’ ใครกันที่ชอบหลงตัวเองและเรดาร์เรื่องผู้ชายพัง!?

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.15 น.

สัปดาห์นี้รายการ“วอดอวอแว” จะพาทุกคนย้อนเวลาไปกับ4สาว“2002ราตรี”ได้แก่แคทรียาอิงลิช, หญิงรฐา, หว่าหวาไพลินและเบลล์สุภัชญาพร้อมเปิดความลับของทุกคนใครกันที่ชอบหลงตัวเองและเรดาร์เรื่องผู้ชายพัง!?เผยตำนานในกองถ่ายเอ็มวีที่ไม่เคยบอกใคร

ถ้าย้อนกลับไปดูในเอ็มวีHula Hulaหน้าเบลล์จะซีดๆหน่อย?

แคทรียาอิงลิช :พวกเราไปถ่ายเอ็มวีที่เกาะเรื่องนี้เป็นตำนานมากคือที่อยู่ของเราก็จะเป็นอีกเกาะหนึ่งตามเกาะต่างๆก็จะมีเวลาปิดไฟทุกเกาะเลยเพราะฉะนั้นก็คือเราจะอยู่กลางทะเลแบบมืด

เบลล์ :คือเราก็ต้องข้ามเกาะกลับไปนอนอีกฝั่งหนึ่งตอนนั้นก็ถ่ายประมาณตี2

หว่าหวา :แล้วเรือเข้าจอดประมาณเที่ยงคืนซึ่งเที่ยงคืนเราก็ยังถ่ายไม่เสร็จเราก็เลยพร้อมกลับซึ่งเบลล์ก็ลบหน้าจะกลับ

เบลล์ :แบบว่าฉันจะเลิกงานแล้วแต่ผู้กำกับไม่ฉันจะถ่ายต่อแล้วพี่ช่างแต่งหน้าก็ต้องเอาดินสอเขียนคิ้วกับปากมาทาให้

หญิงรฐา :ซีนที่เป็นริมหน้าผาชุดขาว5คนหน้าเบลล์จะซีดที่สุด (หัวเราะ)

ความลับของสาวๆ2002ราตรีที่ไม่เคยบอกใคร?

หญิงรฐา :คือสมัยก่อนหญิงจะมีเพื่อนๆLGBTQ เยอะนะแต่เรดาร์เรื่องผู้ชายพัง (หัวเราะ)

หว่าหวา :ถ้าเมื่อไหร่หญิงบอกว่าชายแท้เป็นแน่นอน

แคทรียาอิงลิช :เป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองไม่ว่าจะเรื่องของการเต้นจำท่าเต้นไม่ได้จำเนื้อเพลงไม่ได้แม้กระทั่งการแต่งตัวหรือทุกอย่างคือเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองแต่ถ้าอยู่บนเวทีจะไม่รู้สึกแบบว่าองค์ลงแต่พอลงเวทีมาปุ๊บสลับกันทันทีและไม่มั่นใจในคำพูดของตัวเองเพราะกลัวว่าจะพูดอะไรผิดไป

เบลล์ : บางคนจะเห็นว่าเบลล์เป็นคนNice แต่ก็แบบอย่าให้ถึงกับล้ำเส้นถึงจุดหนึ่งมันก็จะไม่สนุกแล้ว

หญิงรฐา :ใน5คนภาพจะออกมาถ้าระเบิดคนก็จะคิดว่าหญิงแรงสุดแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นระเบิดเวลาเบลล์คือระดับนิวเคลียร์อ่ะแบบไม่สนใจใครอีกแล้วเบลล์พร้อมบวก

หว่าหวา :อันนี้ยังไม่เคยบอกใครเลยเป็นคนหลงตัวเอง (หัวเราะ) อันนี้พูดตรงๆนะคือคิดว่าตัวเองสวยกว่าคนอื่นตั้งแต่เด็กแล้วคิดว่าตัวเองสวยมีครั้งหนึ่งไปไต้หวันพี่แดนเซอร์ก็ถามว่ามีผู้หญิงไต้หวันสวยๆไหมเราบอกไม่มีค่ะก็หว่าหวาสวยที่สุดแล้วแดนเซอร์ก็มองหน้าโห! เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากนะสมมุติถ้าวันนี้เราแต่งหน้าแต่งตัวสวยเต็มทำงานเหนื่อยแล้วปกติก็ต้องกลับบ้านใช่ไหมคะถ้าเรามั่นใจว่าวันนี้เราสวยมากเราก็จะขอไปเดินเอ็มควอเทียร์ความสวยนี้ทุกคนต้องได้เห็น (หัวเราะ)

สามารถติดตาม วอดอวอแวได้ที่ช่องทาง Facebook: Woody, Youtube: Woody วันอังคารเวลา 19.00 น.

คลิกชมย้อนหลัง :https://www.youtube.com/watch?v=Dq9gDfks-Pk&ab_channel=WOODY

สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสาร รายการ วอดอวอแว

Facebook: Woody – Instagram: Woodytalk – YouTube: Woody – Twitter: @Woodytalk

TikTok: woodywoody- LINE: @woodytalk

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804840

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’  ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่  ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.29 น.

ทุกๆ เทศกาล “วันหยุดยาว” ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวันตรุษจีนหรือวันชาติจีนของประเทศจีนวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นช่วง “ปีใหม่-สงกรานต์” ของประเทศไทยเรา หนึ่งในภาพที่เห็นจนชินตาคือ “การเดินทางกลับภูมิลำเนา” ของประชากรวัยทำงานเพื่อกลับไปใช้เวลาอยู่กับ “ครอบครัว” ซึ่งหมายความรวมทั้งพ่อแม่ผู้แก่ชรา และเด็กน้อยที่ลืมตาดูโลกและกำลังเติบโต ก่อนที่เมื่อวันหยุดหมดลง ประชากรวัยแรงงานเหล่านั้นก็จะต้องเดินทางกลับไปสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว

ภาพเหล่านี้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายสิบปีตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนแสวงหางานและรายได้ที่สามารถยกระดับฐานะของตนเองตลอดจนสมาชิกในครอบครัว จนกลายเป็น “วิถีปกติ” ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า “ภายใต้รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น..ในอีกด้านหนึ่งมีอะไรต้องสูญเสียไปบ้าง?” ซึ่งหนึ่ง
ในนั้นก็คือ “พัฒนาการของเด็ก” ที่พบว่า “เด็กที่อยู่ห่างพ่อแม่” มีแนวโน้ม “ความเสี่ยง” มากกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า

“9 พ.ค. 2567” เกือบ 1 เดือน หลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ แต่ก็ใกล้ถึงวันที่โรงเรียนจะเปิดเทอม (ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีข่าวพ่อแม่พยายามเร่งหาเงินส่งไปให้ลูกในภูมิลำเนาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ ม.มหิดล (วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม) เพื่อพูดคุยกับ รศ.ดร.อารี จำปากลายหนึ่งในนักวิชาการที่ให้ความสนใจประเด็นนี้

l อยากให้อาจารย์ปูพื้นก่อนว่าครอบครัวไทยทุกวันนี้ต่างจากในอดีตอย่างไรบ้าง? : ประเภทของครอบครัว ก็จะมี 6 ประเภท คือ 1.ครัวเรือนอยู่คนเดียว 2.ครัวเรือนสามีภรรยาเท่านั้น 3.ครัวเรือนพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว 4.ครัวเรือนแบบพ่อ-แม่-ลูก 5.ครัวเรือนสามรุ่น หรือครอบครัวขยายที่มีหลายรุ่น คือมีปู่ย่าตายาย พ่อแม่และลูก และ 6.ครัวเรือนข้ามรุ่น หรือที่บอกว่าเป็นครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งตัวเองชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า

l อาจารย์พอจะมีข้อมูลหรือไม่ว่า ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวข้ามรุ่นมาก-น้อยเพียงใด? : ถ้าพูดถึงตัวเลขก็พอจะมีอยู่เหมือนกัน ปีล่าสุดที่สถาบันฯ พอจะมีสมมุติว่ามี 100 ครัวเรือน มีครอบครัวข้ามรุ่นสักกี่ครัวเรือนปี 2561 ล่าสุดที่เรามี 2.1% ของครัวเรือนเป็นครัวเรือนข้ามรุ่น ซึ่งถ้าครัวเรือนมีสัก 20 ล้านครัวเรือน จริงๆ เกือบจะ 25 ล้านครัวเรือน ก็ประมาณสัก 4.5 แสน มันก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่จริงๆ สำหรับตัวเองประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่ว่ามันมี Implication(นัยสำคัญ) อย่างไรกับสังคม

l คำว่า “ครอบครัวข้ามรุ่น” กับ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ต่างกันอย่างไร? เหตุใดในมุมของอาจารย์ถึงอยากใช้คำว่าครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า? : คำว่าแหว่งกลางมันเหมือนขาดๆ หายๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป คำว่าแหว่งมันดู Negative (เชิงลบ) ก็เลยชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่น ก็คือข้ามไปรุ่นหนึ่ง ข้ามรุ่นพ่อแม่ไป คือเราไม่ชอบใช้คำที่มันสื่อไปทางใดทางหนึ่ง นักวิจัยเราพูดกันด้วยข้อมูล พูดกันด้วยหลักฐานการวิจัยโดยไม่ต้องการชี้ว่าอันนี้มันไม่ดีนะ คือไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นปัญหา เพียงแต่ว่าเวลาเราบอกว่าครอบครัวข้ามรุ่นมันมีอะไรที่ต้องระมัดระวัง

บางทีนักวิจัยเขาทำวิจัยเขาก็ต้องมีการเปรียบเทียบ ว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นกับเด็กที่อยู่ในครอบครัวปกติ (อยู่กับพ่อแม่) แบบนี้มันมีมุมไหนมุมหนึ่งที่ต้องระวัง คือมันมีบางมุมที่ต้องระวัง อย่างเช่นที่ไปอ่านมา ไปรีวิวมา จะมีปัญหาพฤติกรรมบ้างอะไรแบบนี้ แต่เราจะบอกว่าดีหรือไม่ดีก็ต้องเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่เขาอยู่กับพ่อแม่ด้วย บางงานวิจัยมันก็ไม่ได้เจอว่าแตกต่างกันนะ อยู่กับพ่อแม่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน แต่บางงานวิจัยก็อาจจะเจอว่ามีความต่าง หรือถ้าไปดูเรื่องอื่นที่ไม่ใช่พัฒนาการ ไม่ใช่พฤติกรรม เรื่องความสุขอะไรอย่างนี้บางทีเขาก็ไม่ได้เจอว่ามีความแตกต่างกัน ก็เลยไม่อยากพูดเหมือนเชิงตีตราว่าถ้าเป็นครอบครัวแบบนี้แล้วจะมีปัญหา

l แบบนี้ที่พูดกันเยอะเรื่อง “ช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation)” เป็นปัญหาของครอบครัวข้ามรุ่น จริงๆ แล้วก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป? : ใช่! มันก็ไม่ได้เสมอไป อย่างที่ว่าเอาข้อมูลมาพูดกัน แล้วงานวิจัยบางทีก็ทำกันที่ใดที่หนึ่ง แต่เราจะไปเหมารวมว่ามันจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ว่างานของตัวเองมี เรื่องผลกระทบในทางที่ต้องระมัดระวัง มีความเสี่ยง มีหลักฐานอยู่

คืองานวิจัยของตัวเองเป็นพื้นที่ในภาคอีสาน ยังไม่เคยไปทำในภาคใต้ หรือไม่เคยทำทั้งประเทศ งานวิจัยจะเป็นแบบนี้ ถ้าเราต้องการตัวเลขสักกี่เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเป็นแบบนี้ ก็ต้องไปดูภาพที่เขาเก็บข้อมูลทั้งประเทศ อย่างเช่นงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) งานของยูนิเซฟ เราบอกได้ว่าทั้งประเทศประมาณเท่าไร ซึ่งตัวเองจะสนใจไม่ใช่เชิงครอบครัวข้ามรุ่น แต่สนใจเรื่องเด็กที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

อย่างงานที่ NSO เขาเก็บโดยที่ยูนิเซฟสนับสนุน มีข้อมูลเยอะเลย จะบอกว่ามีเด็กอายุ 0-17 ปี ถึง 23% ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่แต่เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือโตขึ้นมาโดยที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ เยอะไหม? เยอะนะ เกือบ 1 ใน 4 คือใน 4 คน เด็ก 1 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ที่บอกเยอะเพราะเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ข้างบ้านด้วยว่าเขาไม่ได้มีเยอะขนาดของเรา

l เด็กที่ “ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่” ต่างจากครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไร? ทำไมอาจารย์ใช้คำนี้? : ส่วนหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่ แต่ไม่ใช่พ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่ไปทำงานที่อื่น
ส่วนหนึ่งอาจเป็นพ่อแม่หย่าร้างกัน เลิกกัน แต่บางทีครอบครัวไม่ได้มีแต่ปู่ย่าตายาย แต่มีลุงป้าน้าอาอยู่ด้วย (อายุไล่เลี่ยหรือรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่) เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าข้ามรุ่นเสียทีเดียวก็ไม่ได้

l มีความแตกต่างอย่างไร? ระหว่างเด็กที่อยู่และไม่อยู่กับพ่อแม่ : เอางานที่ตัวเองทำนะ ก็คือจะมีมุมหนึ่งที่เราทำ จริงๆ เราก็สนใจเพราะว่าดูข้อมูลจากของยูนิเซฟ เออ! มันเยอะขนาดนี้ ก็ดึงมาเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานจังหวัดหนึ่ง แล้วก็ภาคเหนืออีกจังหวัดหนึ่ง แล้วก็มาเปรียบเทียบ เราสนใจเฉพาะเด็กเล็กนะตอนนั้น ก็คือเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งนะ อยู่ที่ว่าเด็กรุ่นไหนอีกที่เราไปดู อย่างของตัวเองที่ดูก็คือ 0-3 ปี แล้วดูประเด็นไหน? เด็กเล็กก็จะดูได้ไม่มากหรอก ก็ดูพัฒนาการ

ก็คือใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน ที่ทั่วโลกใช้ไม่ใช่เฉพาะที่ไทย คือเครื่องมือ Denver ให้ผู้เชี่ยวชาญไปวัดว่าเด็กมีพัฒนาการปกติหรือช้ากว่าปกติ ที่น่าสนใจคือเราพบว่า “เด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน คือแม่ไปทำงานที่อื่นเด็กที่แม่ไปทำงานที่อื่นจะมีพัฒนาการช้ากว่า” ก็คือถ้าพ่อไม่อยู่แต่แม่อยู่ในบ้านไม่เป็นไรนะ พัฒนาการจะช้าจะเร็วไม่แตกต่างกัน

อันนี้เป็นการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเฉยๆ แต่ดูว่ามันสูงกว่า คือ “ถ้าเด็กที่แม่ไม่อยู่โอกาสที่เขาจะมีพัฒนาการช้านี่ประมาณ 2 เท่า เปรียบเทียบกับเด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน” แต่ถ้าแม่อยู่พ่อไม่อยู่ ไม่เป็นไร ไม่แตกต่างกัน อันนี้ก็ต้องกลับไปดูทฤษฎีต่างๆ เขาก็มีเรื่องอธิบายเหมือนกันว่าจริงๆ เด็กที่โตขึ้นมาโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ก่อนวัยเรียนอะไรอย่างนี้ เหมือนเขาต้องการคนที่ดูแลเขาเป็นหลักที่เขาพึ่งพาได้ทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เขาสามารถอยู่ในโลกได้ มีความกล้าหาญอะไรอย่างนี้

ก็คือต้องการแค่คนคนเดียวที่เป็นหลัก ไม่ต้องการมากเลย ทั้งๆ ที่บางทีทฤษฎีครอบครัวว่าเด็กถ้ามีโอกาสเจอคนหลากหลายมากก็จะมีพัฒนาการดี มันก็จริงนะ แต่ว่าคนที่เด็กเขาต้องการเป็นหลักเขาต้องการอย่างน้อย 1 คน แล้วคนคนนั้นที่ดีที่สุดก็ควรเป็นแม่ด้วย อันนี้ก็คือทางทฤษฎี แล้วก็มันมีงานวิจัยขึ้นมารองรับพอดี มันสอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีบอก คือพ่อมีความสำคัญมากก็จริง แต่เหมือนกับเป็นลักษณะรองจากแม่ เป็นลักษณะของการมีบทบาทช่วยเหลือแม่ทางด้านโน้นด้านนี้เท่านั้นเองในการเลี้ยงลูกแต่ขาดแม่เป็นหลักแล้วจะมีผลกระทบกับเด็ก

l ก็เหมือนกับที่คำโบราณเขาว่า “ขาดพ่อเหมือนถ่อหัก..แต่ขาดแม่เหมือนแพแตก” อย่างนั้นหรือ? : ใช่! จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากจะเชื่ออะไรแบบนั้นเสมอไป เพราะเรารู้ว่าเด็กยุคนี้-ครอบครัวยุคนี้ มันไม่สามารถที่จะเป็นพ่อแม่อยู่พร้อมหน้ากันได้ 100% แต่งานวิจัยออกมาแบบนั้น คือข้อมูลมันไม่โกหก ก็ต้องว่ากันแบบนี้ อันหนึ่งที่เขาคิดว่าเป็นไปได้ก็คือว่า เขาบอกว่าถ้ามีแม่อยู่แม่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็ก หรือให้เวลาในการทำกิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือน

อย่างเช่นอ่านหนังสือ-ร้องเพลงกับเด็ก ข้อมูลบอกว่าถ้ามีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือนจะมีการทำกิจกรรมแบบนี้กับเด็กมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วย ซึ่งบางทีเราก็มองว่า อ้าว! ถ้ามีปู่ย่าตายายอยู่เขาก็ทำได้ แต่เขาทำได้ไม่เท่ากัน อันนี้ก็คือข้อมูลบอกมา ก็ทำได้ไม่เหมือนกับที่แม่ทำ

l แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเด็กยุคนี้ขาดโอกาสมากกว่าเด็กยุคก่อนหรือ? : พ่อแม่ไปทำงานที่อื่นมานานแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็น แล้วมันเป็นเหมือนกับวงจร คือ พ่อแม่
ยุคนี้ที่ว่าเขาทำงานที่อื่นแล้วก็ให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายายคนรุ่นก่อนตอนเขาเป็นเด็กพ่อแม่ก็ไปทำงานที่อื่นเหมือนกันแล้วเขาก็อยู่กับปู่ย่าตายายเหมือนกัน มันก็เยอะแบบนั้นเพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เราเห็นตัวเลขที่ทำมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตัวเลขมันก็ไมได้เปลี่ยนแปลงไป ก็อยู่ประมาณนี้ ประมาณ 1 ใน 4ก็ 23-25% ที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันเหมือนกับว่า“สิ่งที่ตัวเองกลัวก็คือว่าสังคมมันทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ (Normalize) ไป” กลายเป็นว่าใครๆ ก็เป็น หลายๆ คนก็เป็น ในหมู่บ้านก็เป็นทั้งนั้น มันก็เลยเหมือนไม่ให้ความสำคัญ แต่ว่าจริงๆ แล้ว “คำว่าพัฒนาการเด็กมันจะสำคัญมากกับอนาคตของประเทศชาติ” รู้สึกว่า เออ! พอเขามองว่าพัฒนาการเด็กช้ากว่า จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่เป็นนัยมากมายเลยจากตรงนั้น

l ถ้าเรื่องเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ (โดยเฉพาะเด็กห่างแม่) มีความสำคัญขนาดนั้น อาจารย์อยากให้ข้อเสนออะไรกับภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายบ้าง? : จริงๆ เขาพูดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วนะ พูดจนกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจไปเสียแล้ว แต่มันก็ยังไม่ค่อยมีการทำอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เราพูดมาตลอดว่าเด็กที่ไม่ได้
อยู่กับพ่อแม่มีความเสี่ยง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคนแต่โอกาสที่เขาจะเป็นแบบนั้นมันมากกว่าเด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่

อยากให้รัฐบาลฟังตรงนี้ด้วย ฟังข้อมูลและให้ความหมายกับข้อมูล ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้วย คือ ถ้าเขาไม่ให้ความสำคัญแล้วก็มองเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเกิดว่ามองเป็นเรื่องใหญ่นะ เราต้องมาแก้ไขแล้วนะ ก็ต้องมีการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่บอกว่าคุณไม่ต้องไปทำงานที่อื่น คุณเลี้ยงลูกก่อน มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะมันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของหลายๆ อย่าง เขาจะเอาอะไรกินถ้าเขาไม่ไปทำงานที่อื่น ถ้าไม่ช่วยเขา

ภาครัฐสามารถทำได้หลายอย่าง อย่างเช่นสนับสนุนอย่างไรให้คนมาทำงานโดยที่ว่าไม่ต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน อาจจะมี Child Care ที่โรงงานหรือสถานที่ทำงาน พ่อแม่ก็ไม่ต้องทิ้งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง แต่รัฐต้องช่วย Subsidize (อุดหนุน) สถานประกอบการ อย่างเช่นเรื่องลดหย่อนภาษีอะไรแบบนี้ มีแรงจูงใจให้สถานประกอบการเขาต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย

l แต่ถ้าสุดท้ายจำเป็นต้องให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงจริงๆ จะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไรบ้าง? : เราพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าถ้าอยู่กับปู่ย่าตายาย อันหนึ่งเนื่องจากว่าปู่ย่าตายายอาจจะไม่ได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเท่ากับที่แม่ทำ อันหนึ่งก็ต้องให้ความรู้ ก็คือให้ทดแทนความเป็นพ่อแม่ได้ กิจกรรมอะไรบ้างในการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กสำคัญมาก เพราะมันจะบอกอนาคตไปข้างหน้า บางทีพอถึงวัยรุ่นมันก็สายไปเสียแล้ว ฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ก็เลยกลายเป็นว่าเลี้ยงเด็กเล็กปู่ย่าตายายก็ต้องเลี้ยงแบบ Intensive (เข้มข้น)ก็คือต้องเลี้ยงแบบจริงจัง ให้เวลาจริงจัง

l แต่มันก็มีความท้าทายอีก เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แถมเป็นการสูงวัยแบบ “แก่ก่อนรวย” ที่ทุกวันนี้หลายคนอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังต้องทำงานหารายได้เลี้ยงตนเอง แถมก็ยังต้องถูกคาดหวังให้เลี้ยงหลานอีก : ปู่ย่าตายายอายุก็มากแล้ว ต้องทำงานด้วยบางที มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ฉะนั้นชุมชนต้องมีส่วนไหม?เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มาช่วยด้วย ก็คือมันแล้วแต่บริบทของแต่ละบ้าน-แต่ละชุมชนด้วย ต้องหาหลายๆ วิธี

l แล้วนโยบายที่ดีควรจะเป็นแบบใด? : ตัวเองไม่ชอบถ้าจะมีนโยบายแบบกว้าง คือคุณสนับสนุนส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ให้ทางเขาไปออกแบบเองได้ไหม? ให้เขาสามารถใช้ทรัพยากรง่ายในการทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ต้องมาขออนุมัติจากส่วนกลาง นโยบายนั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับทุกที่ บางทีงบมันไปผ่าน อบต. อะไรอย่างนี้ อบต.ก็อาจต้องให้ชาวบ้านเขามีส่วนร่วมว่าทำอย่างไร แล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น เขาต้องการอะไรเราให้ คือมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าพอเขาไม่ขอมาเราก็เฉย มันต้องมีการติดตาม

l หมายถึงภาครัฐส่วนกลางให้นโยบายเพียงกรอบกว้างๆ พอ แล้วภาครัฐส่วนท้องถิ่นก็ทำไป แต่ก็ทำแบบให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ? :ใช่! ก็คือส่วนกลางเป็นนโยบาย แต่กิจกรรมอะไรต่างๆ ให้ทางพื้นที่เขาเป็นคนคิดเองเถอะว่าจะทำอย่างไรแล้วแน่นอนต้องให้ชาวบ้านมา บางทีชาวบ้านเขาอาจจะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ว่าอันนี้งานวิจัยก็มีส่วนนะนักวิชาการอาจจะทำอย่างไรให้ข้อมูลมาจากชาวบ้านให้มากที่สุด เป็นปากเสียงของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด ช่วยกันคิด

l คำถามสุดท้าย..เราพูดกันถึงบทบาทของภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นแล้ว และมีบทบาทของภาควิชาการแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไปควรจะมองสถานการณ์แบบนี้อย่างไร? : ประชาชนไม่ควรจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ อันนี้เป็นเรื่องที่พิเศษนะถ้าเกิดว่าเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันควรจะเป็นอะไรที่ต้องให้ความสนใจ มันต้องมีอะไรสักอย่าง ทำอย่างไรให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ก็ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“ไม่ควรจะมองว่า โอ๊ย! ไม่เป็นไรหรอก ใครๆก็อยู่กับยายกับตากันทั้งนั้นแหละ ก็เห็นไปได้ดีกัน ไม่เห็นมีปัญหา ในส่วนที่ไม่มีปัญหามันก็มี แสดงว่าเขาก็มีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง มันต้องมีอะไรที่ช่วยส่งเสริมเขา ต้องมองหาตรงจุดนั้น ว่าอะไรมันจะช่วยทดแทนสิ่งที่เขาขาดไปตรงนั้น” อาจารย์อารี ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804779

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มอบนโยบายเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนของอาชีวะ ซึ่งในส่วนของการเปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ.ปีการศึกษา 2567 ในสถานศึกษาทั้งรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ กว่า 900 แห่ง นั้น สอศ.ตั้งเป้าไว้ที่ 281,220 คน แบ่งเป็น รัฐ 209,841 คน และเอกชน 71,379 คน ปัจจุบันมีผู้สมัครเรียนแล้วกว่า 160,000 คน ซึ่ง รมว.ศธ.ก็กำชับว่า หากยังไม่สามารถเปิดรับนักเรียน นักศึกษาได้ตามเป้า ก็ให้เปิดรับต่อเนื่องในภาคเรียนที่ 2 โดย สอศ.คาดการณ์ว่าตัวเลขรับนักเรียน นักศึกษา ถึงวันที่ 10 มิถุนายน จะอยู่ที่ประมาณ 210,000 ราย ใกล้เคียงกับทุกปี แม้จะห่างจากเป้าหมายที่วางไว้พอสมควร แต่ก็เข้าใจ เพราะมีเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยบางรายอาจจะมีปัญหาเรื่องติด 0 , ร , มส. ก็ให้รับไว้ก่อน จากนั้นค่อยไปช่วยแก้ไขปัญหาให้เด็กในภายหลัง เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายแล้วเด็กกลุ่มนี้ก็ถือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้าเรียนอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่อง จัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สอศ.ได้ประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ.2567 เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ และโลกอาชีพในปัจจุบัน ซึ่งเนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มีการปรับปรุงใหม่ จึงได้มีแนวทางให้สถานศึกษาสามารถเลือกใช้หนังสือเรียนที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน โดยประยุกต์ใช้เนื้อหาของหนังสือเรียนที่สอดคล้อง กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 หรือจัดการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยจัดทำสื่อประกอบการเรียนการสอนอื่นๆ หรือสืบค้นข้อมูลที่ทันสมัยจากสื่อหรือหน่วยงานองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ และกรณีหนังสือเรียนมีเนื้อหาไม่ครบถ้วนหรือบางสาขาวิชา เนื่องจากเป็นรายวิชาที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้ผู้สอนเลือกใช้ หนังสือเรียนหรือสร้างสื่อการสอนประกอบการจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม โดยต้องมีเนื้อหาสอดคล้อง ครบถ้วนกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชาให้ครบถ้วนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 จนกว่าจะมีหนังสือเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาตามหลักสูตรดังกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้มีการประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ.2567 ให้ใช้ในแนวทางเดียวกัน โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไป

นายยศพล กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมครู และผู้บริหาร ก็ถือว่ามีความพร้อม โดยได้สั่งการให้ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อสั่งการของ รมว.ศธ.ในการดำเนินการตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ประหยัด พอเพียง ลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่สร้างภาระแก่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น “โครงการ สุขาดี มีความสุข” ไม่ต้องผูกผ้าประดับตกแต่งห้องสุขา กำชับในการเดินทางไปตรวจราชการของผู้บังคับบัญชา หรือการตรวจเยี่ยม ให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม ให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย ไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึกหรือของฝาก และให้ควบคุม กำกับ ดูแล และมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น ป้องกันปราบปรามไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา การสอบบรรจุ การแต่งตั้งโยกย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา การทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ต่างๆ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804769

'สิริพงศ์'มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.04 น.

“สิริพงศ์”มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ ดันปลี่ยนแปลงการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือให้เชื่อมต่อกับนโยบาย“เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”และ“เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเลือแห่งชาติ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกลูกเสือเข้าร่วมงานการประชุมฯ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนให้เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการลูกเสือเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ผ่านนโยบายการขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” และ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อปลูกฝังและสร้างเจตคติที่ดี ให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ มีระเบียบวินัย มีความรัก ความสามัคคี รู้จักเสียสละ และบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมวิชาการด้านลูกเสือในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านลูกเสือซึ่งจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ และต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือที่จะช่วยให้กระบวนการลูกเสือเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมในยุคปัจจุบันนี้ และเด็กๆ ตั้งคำถามกับวิชาลูกเสือมาก ว่าสิ่งที่เราทำการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นมีความทันสมัยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ ผมได้หารือกับท่านวรัท และได้รองนำวิชาลูกเสือ 76 วิชามาดูและรู้สึกว่าสังคมยังไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ แต่ความจริงวิชาลูกเสือดีอยู่แล้ว และมีหลายวิชาที่มีความทันสมัย เป็นวิชาที่อยู่ร่วมกับยุคสมัย อย่างเช่น วิชาลูกเสือดนตรี วิชาลูกเสือการพูดในที่สาธารณะชน วิชาลูกเสือนักแสดง สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือวิชาการเหล่านี้ เป็นวิชาที่มีมาก่อนหน้านี้จนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราขาดก็คือ 1.ขาดการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น 2.ขาดการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ ก็หวังว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอในวันนี้จะมาช่วยกระบวนการเรียนรู้ลูกเสือได้  วิชาใดที่สมควรจะปรับเปลี่ยน ปรับปรุง รูปแบบการนำเสนอการเรียรการสอนให้เข้ากับยุคสมัย วันนี้เราถูกตั้งคำถามว่า การเรียนลูกเสือนั้น เป็นการสร้างภาระมากเกินไปสำหรับผู้ปกครองและเด็กๆ ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ แต่ผมเชื่อว่าเราได้รับฟังปัญหามามากพอสมควร และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ก็ตระหนักถึง

เรื่องนี้มากพอสมควร ผมเข้าใจว่าในวันนี้ เราตกผลึกกันแล้วว่าเราจะมีการดำเนินกิจการลูกเสืออย่างไรให้ผู้เรียนเกิดความสุขและให้บวนการเรียนรู้ลูกเสือนั้นสามามรถดำเนินการเรียนการสอนไปได้โดยไม่มีอุปสรรค วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังยืนยันว่า วิชาลูกเสือนั้นมีความจำเป็นและการเรียนลูกเสือไม่ใช่เรื่องล้าสมัย เพราะการเรียนลูกเสือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่มีทั่วโลก หลายต่อหลายครั้งท่านได้มีการไปร่วมชุมชุมลูกเสือโลก ก็จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่สากลยอมรับ แต่ขบวนการเรียนรู้ที่จะต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยก็ยังคงมีความสำคัญ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการนำเสนอผลงานของลูกเสือในวันนี้ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในกิจกรรมลูกเสือและจะสามารถเชื่อมต่อกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) และ “เรียนดี มีความสุข”

ด้าน นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวรายงานว่า โครงการการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค.2567 ณ หอประชุมคุรุสภา เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best practice ทางด้านลูกเสือ กระตุ้นให้เกิดการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างเครือข่ายการวิจัยงานวิชาการด้านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดทักษะและสมรรถนะ ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตามนโยบายการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ การดำเนินงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรทางการลูกเสือ ส่งผลงานเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 93 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานวิจัย จำนวน 16 ผลงาน ผลงานทางวิชาการอื่น จำนวน 22 ผลงาน และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 55 ผลงาน ได้กำหนดให้มีการเสวนาทางวิชาการ โดยผู้แทนจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมเสวนากับผู้แทนของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือ และเนตรนารี ในหัวข้อ เยาวชนกับงานลูกเสือ

และหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนาทางวิชาการ จะเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านลูกเสือ ภาคบรรยาย จำนวน 9 ผลงาน จากนั้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 จะเป็นการนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์ ในรูปแบบ Onsite ณ หอประชุมคุรุสภา และ Online ผ่านโปรแกรม ZOOM และพิธีมอบรางวัล

– 006

บุคคลในข่าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2785799

"อนันต์ นาคนิยม" เปิดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้เยาวชนด้วยทักษะศิลปะจากครูศิลปะชั้นนำ

16 พ.ค. 2567 05:09 น.

“อนันต์ นาคนิยม” เปิดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้เยาวชนด้วยทักษะศิลปะจากครูศิลปะชั้นนำ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่าย มากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2567

  • การเมือง การละคร เข้าสู่มิติ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล……ประเด็นยาเสพติด จากปากของ รมว.สาธารณสุข สมศักดิ์ เทพสุทิน…..อธิบายยืดยาว การนำกัญชากลับไปสู่บัญชียาเสพติด…ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศระบุ ช่อ ดอก สารสกัดเป็นยาเสพติด เป็นยาเสพติดแบบอ่อน….ยกเว้น เส้นใย เมล็ด หรือ พื้นที่ควบคุมการปลูกกัญชา ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน…..กระทรวงสาธารณสุข ต้องออกกฎกระทรวง การปลูก การเก็บ การรักษา…คนที่มีธุรกรรมกัญชาอยู่ต้องมาคุยกัน….ตีความว่า กัญชา จะไม่กลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะมี ข้อยกเว้นทางการแพทย์ และ ธุรกิจกัญชา….(ตามกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอไว้ในรัฐบาลชุดที่แล้วเป๊ะ) ที่ยังเป็นเสรี….เช่นเดียวกับ ที่จะ แก้กฎกระทรวงสาธารณสุข ประกาศ การครอบครองยาบ้า 5 เม็ด ถือเป็นผู้เสพ ให้แก้มาเป็น ครอบครอง 1 เม็ด ถือเป็นผู้เสพ….โดยจะเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องในวันนี้…รับฟังความเห็นของประชาชนในวันที่ 17 พ.ค. …จากนั้นอีก 15 วันจะ เสนอเข้าที่ประชุม ครม. รับทราบออกเป็นประกาศต่อไป….อย่างฮา ฝากขู่ไปถึงผู้ค้า พบยาบ้าเพียงเม็ดเดียว มีโทษถึงยึดทรัพย์
เบิร์ธเดย์ – นลินัส มัคคพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายจิวเวลรีชั้นสูงแห่ง Van Cleef & Arpels จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ จรรยา สว่างจิตร และ รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล โดยมี พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ และ ธงชัย ตรีพิพัฒน์กุล มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.
  • “อินทรีเหล็ก” ได้ยินแล้ว ว้าเหว่ ….กับกระบวนการคิดแก้ปัญหาแบบศรีธนญชัย….เปิดช่องว่างของกฎหมายเอาไว้…..แก้ปัญหาแบบไม่สะเด็ดน้ำ….ไปแบบน้ำขุ่นๆ….ในขณะต่างชาติ เฝ้าระวัง ประเทศไทยเป็นที่พักยาเสพติด เป็นแหล่งส่งออกยาเสพติด ก็เพราะ ความหละหลวมของกฎหมาย และ มีฝ่ายการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง…..คงไม่ต้องมานั่งอธิบายรายละเอียดให้เมื่อยตุ้ม…..คุณภาพทรัพยากรบุคคลในประเทศเสื่อมถอย เพราะ เยาวชนของชาติ เสพกัญชา น้ำกระท่อม ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย….ถ้าจะแลกกับความร่ำรวยของ ธุรกิจการเมือง ที่ลงทุนปลูกกัญชาเอาไว้จำนวนมหาศาลกับ อนาคตของชาติ….ได้ไม่คุ้มเสีย…..ยังมีเรื่องของ บ่อนพนันเสรี……แนวคิดที่จะ แก้กฎกระทรวงมหาดไทย ให้การ แข่งวัวลาน ไม่ผิดกฎหมาย….ทั้งที่คนในพื้นที่ รู้กันเต็มอก ว่า การแข่งวัวลานแต่ละครั้งเต็มไปด้วยการพนันและยาเสพติด…..การแก้กฎหมายให้ สิ่งที่ผิดกฎหมาย ถูกกฎหมาย…..เอาธุรกิจสีเทามาฟอกขาว ประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ทำกัน
  • ไหนๆ ก็ไหนๆ เปิดจดหมายลาออกของ กฤษฎา จีนะวิจารณะ อดีต รมช.คลัง ที่ส่งถึง นายกฯเศรษฐา ทวีสิน “เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ปัจจุบัน คือนายพิชัย ชุณหวชิร) โดยมีแนวคิดในการทำงานที่แตกต่างกัน รวมทั้งการไม่ให้เกียรติต่อกันในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม กระผมจึงเห็นว่าคงไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้”….ถึงบางอ้อ
เตรียมฉลอง – แพทองธาร ชินวัตร และ สรัลธร อัศเวศน์ แถลงข่าวการจัดงาน “The Celebration : Right to Love” ฉลองเดือนแห่ง Pride กับกิจกรรมตลอดเดือน มิ.ย. โดยมี สุมา วงษ์พันธุ์, อรรณว์ ชุมาพร และ อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน มาร่วมงานด้วย ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ วันก่อน.
เรียนรู้ได้ – อนันต์ นาคนิยม ผวจ.ชัยภูมิ เปิดกิจกรรม “เรียนรู้พลังงานสะอาด สร้างโลกสีเขียว ด้วยวิถีศิลป์” เพื่อส่งเสริมความรู้ให้เยาวชนด้วยทักษะศิลปะจากครูศิลปะชั้นนำ โดยมีเรวัตร สุวรรณกิตติ, สมาน คลังจัตุรัส และ ธีวรา วิตนากร มาร่วมงานด้วย ที่ จ.ชัยภูมิ วันก่อน.
  • ครม.สัญจรที่ จ.เพชรบุรี เที่ยวนี้ ที่ประชุม ครม. อนุมัติ โครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงครามและสมุทรสาคร) รวม 18 โครงการ ภายใต้วงเงิน งบประมาณกว่า 514 ล้านบาท…..ส่วนใหญ่เป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป….ไม่มีอะไรในกอไผ่…..ตามประสาคนหาข่าว….หลังจากกลับตะลอนทัวร์ต่างประเทศ…..นายกฯเศรษฐา กำหนดจะมีการประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปที่ จ.นครราชสีมา….ตามข่าวจากการยืนยันของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีิอีเอส เจ้าของพื้นที่….เช่นเดียวกับอดีตผู้นำ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไป โคราช ในวันที่ 25 พ.ค.นี้….เพื่อร่วมพิธีศพ คนใกล้ชิด …..ปี่กลองการเมืองเริ่มขยับ อีกกระทอก
  • การเลือก สว. ที่ กกต.กำหนดไทม์ไลน์เอาไว้เรียบร้อย…ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ ดังนี้…..วันเลือกระดับอำเภอ วันที่ 9 มิ.ย…..วันเลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิ.ย. …..วันเลือกระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย. ….กำหนดให้ มีการรับสมัครเลือก สว.ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. ถึงวันที่ 24 พ.ค. ระหว่างเวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. ณ สถานที่อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอไม่เว้นวันหยุดราชการ….. ทั้งหมด 20 กลุ่มสาขาอาชีพ (ใครก็ได้ที่ประสงค์จะลงสมัคร รวมทั้งอาชีพอิสระ) ….ผู้สมัครจะต้องยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง พร้อมหลักฐานตามที่ กกต.กำหนด (ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ)…. โดย เสียค่าธรรมเนียมสมัคร คนละ 2,500 บาท….และ มีสิทธิสมัครได้เพียงกลุ่มสาขาอาชีพเดียวและอำเภอเดียว…… จบข่าว
ช่วยผู้สูงวัย – ปราณี ประดิษฐ์ จัดการอบรมโครงการธรรมานามัย รุ่นที่ 21 เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง โดยมี พล.ร.อ.เชษฐา ใจเปี่ยม, นพ.พล หิรัณยศิริ, นพ.สุรศักดิ์ สัมปัตตะวนิช และ ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ มาร่วมงานด้วย ที่มูลนิธิชีวิตพัฒนา วันก่อน.
สตรีทฟู้ด – วิทสุวัฒน์ อำคาเพท เปิด “METRO MALL Feel Good Food Aroi” จุดนัดพบแห่งใหม่รวมเมนูสตรีทฟู้ดร้านเด็ดไว้ที่เดียว โดยมี จิรนันท์ วรจักร, ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล และ ดร.อารยา ปานุราช มาร่วมงานด้วย ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันก่อน.
  • “อินทรีเหล็ก” แนะให้จับตาการเลือก นายก อบจ. เที่ยวนี้มีเดือด….ประเดิมที่ จ.ปทุมธานี หลัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ลาออก….ว่ากันว่า เป็นพื้นที่วัดดวง ระหว่าง ก้าวไกล ที่มี สส.เต็มพื้นที่ กับ เพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เดิม ที่เหลือ สส.อยู่แค่ 1 คน…..ตามข่าว บิ๊กแจ๊ส ได้รับการสนับสนุน จากบรรดา สส.ของก้าวไกล เป็นหลัก ส่วนคู่แข่งคนสำคัญ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย ชาญ พวงเพ็ชร์ จะกลับมาทวงเก้าอี้คืน ภายใต้การสนับสนุนของ เพื่อไทย ที่ สรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคลงไปเปิดตัวผู้สมัครด้วยตัวเอง…..งานบวชลูกชาย สส.เพื่อไทย ปทุมธานี ในเดือนหน้า…แว่วว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานด้วย…..ร้อนกว่านี้ไม่มีแล้ว
  • กกต.แจกใบดำ ใบแดง เพิกถอนการรับสมัครเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้ง ของ สุวรรณา กุมภิโร สส.บึงกาฬ เขต 2 พรรคภูมิใจไทยเป็นรายที่สองในข้อหากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง….ยังมี สส.ที่ถูกร้องอยู่อีกบานตะไท รวมทั้งเรื่องร้อง ให้ยุบพรรคภูมิใจไทย ที่ยังคาราคาซัง….การเมืองมันร้าย
  • ขอแสดงความยินดีกับ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมขับเคลื่อน ปตท.ด้วยวิสัยทัศน์ ปตท.แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตใน ระดับโลกอย่างยั่งยืน…บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล…..ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดบุฟเฟต์มื้อกลางวัน และมื้อเย็นราคา 690 บาท สำรองที่นั่งที่ 0-2159-5888
  • พระราชทานเพลิงศพ พิเชฐ พิภพไชยาสิทธิ์ วัดชลประทานฯ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 16 พ.ค. 10.00 น.
ตามไปกิน – ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ มอบดอกไม้แสดงความยินดีให้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในโอกาสเปิด “เยี่ยมใต้” ร้านอาหารใต้รสชาติต้นตำรับสไตล์นครศรีธรรมราช โดยมี สิริสกุล ใสยเกื้อ, ธฤตชญา ช่างเพียร และ ยุวรัตน์ ชิณแสน มาร่วมงานด้วย ที่เดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ วันก่อน.
ปลายทางชีวิต – ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรม เยาวพา วณิชย์วรนันท์ มารดา พิมลรัชดา อินทรปาณ โดยมี พรวดี โรจน์รุ่งสัตย์, นงลักษณ์ จิตต์เจนการ, ศศิเพ็ญ จันทร์ศรี และ ชนะศักดิ์ นิยะถิรกุล มาร่วมในพิธีด้วย ที่วัดพระศรีมหาธาตุ วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

สุดช็อก นายกฯ สโลวาเกียโดนพยายามลอบสังหาร มือปืนบุกยิง อาการโคม่า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785938

สุดช็อก นายกฯ สโลวาเกียโดนพยายามลอบสังหาร มือปืนบุกยิง อาการโคม่า

15 พ.ค. 2567 21:48 น.

สุดช็อก นายกฯ สโลวาเกียโดนพยายามลอบสังหาร มือปืนบุกยิง อาการโคม่า

นายกรัฐมนตรีฟิโกแห่งสโลวาเกีย โดนพยายามลอบสังหาร มือปืนสาดกระสุนยิงใส่หลายนัด อาการโคม่า ตร.ควบคุมตัวคนร้ายได้ทันควัน

เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย วัย 59 ปี ถูกมือปืนพยายามลอบสังหาร ดักยิงสาดกระสุนเข้าใส่หลายนัด ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟิโกเสร็จสิ้นการประชุม และเดินออกมาทักทายประชาชนบริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์วัฒนธรรมในเมืองแฮนด์โลวา ห่างจากกรุงบราติสลาวา เมืองหลวงของสโลวาเกีย ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 180 กิโลเมตร เมื่อ 15 พ.ค. 2567 เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีฟิโกได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ถูกคนร้ายดักยิงหลายนัด อาการโคม่า

จากการเปิดเผยของสื่อโซเชียลในสโลวาเกีย ประเทศในยุโรปตอนกลาง ระบุว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีฟิโกได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า เป็นตายเท่ากัน เนื่องจากเขาถูกกระสุนเจาะเข้าที่ท้อง แขน และขา ในขณะที่มือปืนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ได้แล้ว เบื้องต้นยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุสุดอุกอาจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจสโลวาเกียจับกุมชายคนหนึ่งต้องสงสัยเป็นมือปืนยิงนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟิโก

ที่มา : BBC

ทัพยูเครนระส่ำ ถอนทหารจากหลายหมู่บ้านที่คาร์คีฟ โดนรัสเซียบุกโจมตีหนัก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785889

ทัพยูเครนระส่ำ ถอนทหารจากหลายหมู่บ้านที่คาร์คีฟ โดนรัสเซียบุกโจมตีหนัก

15 พ.ค. 2567 18:06 น.

ทัพยูเครนระส่ำ ถอนทหารจากหลายหมู่บ้านที่คาร์คีฟ โดนรัสเซียบุกโจมตีหนัก

ทัพยูเครน สั่งถอนกำลังทหารออกจากหลายหมู่บ้านที่แคว้นคาร์คีฟ หลังรัสเซียเปิดแนวรบใหม่ บุกโจมตีภาคพื้นดินอย่างหนัก จนสามารถรุกคืบได้ครั้งใหญ่ ขณะที่ ปธน.ปูติน เตรียมไปเยือนจีน พบ ปธน.สี จิ้นผิง

เมื่อ 15 พ.ค. 2567 กองทัพยูเครน สั่งถอนกำลังทหารออกจากฐานที่มั่นใกล้หมู่บ้านหลายแห่งในแคว้นคาร์คีฟ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน ซึ่งมีชายแดนติดกับแคว้นโบโกรอด ทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของรัสเซีย หลังจากกองกำลังรัสเซียได้เปิดแนวรบใหม่ ส่งทหารบุกภาคพื้นดินเพื่อบุกยึดแคว้นคาร์คีฟ และเมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน เมื่อ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งขณะนี้ฝ่ายกองกำลังทหารรัสเซียสามารถยึดหมู่บ้านในแคว้นคาร์คีฟได้แล้วหลายหมู่บ้าน

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน ได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางไปเยือนสเปนและโปรตุเกส ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ขณะที่ทหารยูเครนได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการให้ถอนกำลังออกจากหลายหมู่บ้านในแคว้นคาร์คีฟ ก่อนที่ทหารบกรัสเซียซึ่งกำลังรุกคืบจะบุกมาถึง และทหารรัสเซียได้ยิงปืนใหญ่โจมตีจนสามารถยึดหมู่บ้าน 2 แห่ง คือ โวฟชานสก์ (Vovchansk) และ Lukyantsi ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียราว 30 กิโลเมตร ได้ก่อนหน้าแล้ว

ทัพรัสเซียเปิดแนวรบใหม่ บุกโจมตีแคว้นคาร์คีฟ ขณะที่ฝ่ายยูเครนเพลี่ยงพล้ำ ถอนทหารออกจากหลายหมู่บ้าน

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่ที่แคว้นคาร์คีฟ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เพื่อพยายามฉกฉวยความได้เปรียบในสมรภูมิรบ ขณะที่กองกำลังทหารยูเครนกำลังขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลบาดเจ็บและอ่อนล้าจากการสู้รบมานานกว่า 2 ปี 

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย มีกำหนดการจะเดินทางเยือนจีน ระหว่างวันที่ 16-17 พ.ค.นี้ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯเยือนกรุงเคียฟ พบกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เมื่อ 14-15 พ.ค. 2567

ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียชี้ถึงกรณี นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงเคียฟเมื่อวันที่ 14-15 พ.ค. 2567 ว่า ดูเหมือนเป็นสัญญาณเตือนเพิ่มขึ้นต่อสถานการณ์การสู้รบในแนวหน้า ซึ่งทหารยูเครนกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายรัสเซีย

โดยนายบลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ นับเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับสูงสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เดินทางมายูเครน หลังจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้ผ่านงบประมาณช่วยเหลือแก่ยูเครนวงเงิน 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกค้างเติ่งในรัฐสภามานานหลายเดือน ขณะที่ นายบลิงเคน ให้คำมั่นกับ ประธานาธิบดีเซเลนสกี ว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนและยืนหยัดเคียงข้างยูเครน เพื่อรับรองความมั่นคงทางอธิปไตยของยูเครน.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera 

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน กลับสู่โลกแห่งความจริง เดินทางถึงแคลิฟอร์เนีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785785

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน กลับสู่โลกแห่งความจริง เดินทางถึงแคลิฟอร์เนีย

15 พ.ค. 2567 14:52 น.

เจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน กลับสู่โลกแห่งความจริง เดินทางถึงแคลิฟอร์เนีย

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน เดินทางถึงสนามบินในแอลเอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปิดทริปการเยือนไนจีเรียที่ประทับใจอย่างไม่มีวันลืม กลับสู่โลกแห่งความจริง เจอเรื่องวุ่นเกี่ยวกับมูลนิธิอาร์ชีเวลล์

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เดินทางจากประเทศไนจีเรีย กลับถึงนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังจากเดินทางไปเยือนไนจีเรียเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 10 พ.ค. 2567 โดยเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งการแข่งกีฬา พบเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกทุพพลภาพชาวไนจีเรีย เนื่องในวาระสำคัญครบรอบ 10 ปี อินวิคตัส เกมส์ 

เดลี่เมล สื่อแนวสีสันในอังกฤษ รายงานเมื่อ 15 พ.ค. 2567 ว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติในนครลอสแอนเจลิส หลังจากนั่งเครื่องบิน 18 ชั่วโมง จากท่าอากาศยานในกรุงอาบูจา เมืองหลวงไนจีเรีย กลับมายังรัฐแคลิฟอร์เนีย และขึ้นรถยนต์ออกไปจากสนามบิน

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จบทริปการเยือนไนจีเรีย อย่างแสนประทับใจ เดินทางถึงสนามบินในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯแล้ว

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน กล่าวถึงความประทับใจในการไปเยือนไนจีเรียครั้งนี้ ซึ่งเดลี่เมลเรียกว่าเป็นการ ‘เยือนแบบกึ่งราชนิกูล’ ว่า เป็นการเยือนที่ ‘มหัศจรรย์’ และจะเป็นทริปหนึ่งในความทรงจำของหลายๆ ทริปในการไปเยือนต่างชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งยังรวมถึงช่วงเวลาที่เมแกนได้กล่าวยกย่องไนจีเรียว่าเป็นประเทศของเธอ หลังจากผล DNA บ่งชี้ว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของไนจีเรีย

อย่างไรก็ตาม การเดินทางกลับมาไนจีเรียของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ต้องเจอกับเรื่องวุ่นๆ เมื่อกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ออกหนังสือเมื่อ 3 พ.ค. 2567 ประกาศขึ้นบัญชีมูลนิธิอาร์ชีเวลล์ ว่า ‘กระทำผิดกฎหมาย’ และสั่งให้หยุดการรับบริจาคเงินในฐานะองค์กรการกุศล

โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แจ้งว่า มูลนิธิอาร์ชีเวลล์ ซึ่งได้รับเงินบริจาคในปี 2022 เป็นเงิน 9 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 328.5 ล้านบาท คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 36.5 บาท) ไม่ได้ยื่นจ่ายค่าธรรมเนียมภาษีในปี 2022 เป็นเงิน 200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7,300 บาท

อย่างไรก็ตาม ต่อมาโฆษกของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนได้ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า ดูเหมือนเกิดความผิดพลาด เพราะทางกระทรวงยุติธรรมในแคลิฟอร์เนียไม่ได้รับเช็คที่สั่งจ่ายเงินจำนวนนี้ และทางมูลนิธิอาร์ชีเวลล์จะรีบแก้ปัญหานี้โดยเร็ว

ทั้งนี้ มูลนิธิอาร์ชีเวลล์ ถูกก่อตั้งโดยเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ซึ่งย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ หลังจากขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงราชวงศ์อังกฤษ และเมื่อต้นปี 2567 เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนได้มีการยกเครื่อง ปรับเปลี่ยนการทำงานของมูลนิธิฯ โดยมีการตั้งชื่อเว็บไซต์ใหม่เป็น sussex.com ซึ่งเป็นตำแหน่งของสำนักงานเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน. 

ที่มา : Dailymail

ไต้หวันโวย พบเครื่องบินจีนบินเฉียดน่านฟ้า 45 ลำในวันเดียว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2785793

ไต้หวันโวย พบเครื่องบินจีนบินเฉียดน่านฟ้า 45 ลำในวันเดียว

15 พ.ค. 2567 14:06 น.

ไต้หวันโวย พบเครื่องบินจีนบินเฉียดน่านฟ้า 45 ลำในวันเดียว

ไต้หวัน เผย ตรวจพบเครื่องบินรบของจีนบินวนเวียนเฉียดใกล้น่านฟ้าของไต้หวันถึง 45 ลำในวันเดียว นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่เคยพบในปีนี้

กระทรวงกลาโหมของไต้หวัน ระบุ มีการตรวจพบเครื่องบินรบของจีนบินวนเวียนมาเฉียดน่านฟ้าของไต้หวันถึง 45 ลำ และเรืออีก 6 ลำที่ปฏิบัติการอยู่รอบเกาะไต้หวันในรอบ 24 ชั่วโมง ของวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดใน 1 วัน ของปีนี้นับตั้งแต่มีการจดบันทึกข้อมูลไว้ โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ก่อนที่ไต้หวันจะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่มองว่าเป็นภัยคุกคาม เนื่องจากเขามีจุดยืนสนับสนุนเอกราชไต้หวันอย่างแข็งขัน ขณะที่จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และควรยึดหลักการจีนเดียว

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมของไต้หวันยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา มีเครื่องบินของจีน 23 ลำที่เข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ไต้หวัน มีทั้งเครื่องบินรบ และโดรน ในช่วงเวลาราวๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงกลาโหมกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะมีการตอบโต้ตามความเหมาะสมต่อไป

โดยก่อนหน้านี้ทางการจีนเตือนว่า นายไล่ ชิงเต๋อ ว่าที่ผู้นำไต้หวัน ที่กำลังจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ อาจจะนำมาสู่สงครามและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและไต้หวันได้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กองทัพจีนก็มีความเคลื่อนไหวทางทหารเหนือเกาะไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเครื่องบินรบ โดรน หรือเรือรบมาวนเวียนอยู่รอบๆ เกาะไต้หวันอยู่บ่อยครั้ง.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน