เป็นเรื่อง อิสราเอลปิดด่านกาซา หลังฮามาสยิงจรวดโจมตี เจ็บ 10 ราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783362

เป็นเรื่อง อิสราเอลปิดด่านกาซา หลังฮามาสยิงจรวดโจมตี เจ็บ 10 ราย

6 พ.ค. 2567 00:10 น.

เป็นเรื่อง อิสราเอลปิดด่านกาซา หลังฮามาสยิงจรวดโจมตี เจ็บ 10 ราย

อิสราเอลปิดหนึ่งในด่านข้ามพรมแดนกาซา หลังกลุ่มฮามาสยิงจรวดหลายลูกเข้าโจมตี จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ท่ามกลางการเจรจาหยุดยิงที่ยังไม่คืบหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลดำเนินการปิดด่าน ‘เคเรม ชาลอม’ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซาแล้ว หลังจากกลุ่มฮามาสยิงจรวดหลายลูกข้ามพรมแดนเข้ามา จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย โดยบางรายอาการสาหัสด้วย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า จรวด 10 ลูกถูกยิงมาจากพื้นที่ใกล้ด่านเมืองราฟา ห่างประมาณ 3.6 กม. จากด่าน เคเรม ชาลอม ซึ่งเป็นหนึ่งในทางข้ามพรมแดนไม่กี่แห่ง ที่เปิดให้ขนส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา

IDF อ้างด้วยว่า พื้นที่ยิงจรวดอยู่ห่างจากที่หลบภัยของประชาชนเพียง 350 ม. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างชัดเจนของการแสวงหาประโยชน์อย่างเป็นระบบ ที่กลุ่มฮามาสใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่สำหรับมนุษยธรรม เพื่อก่อการร้าย ในขณะที่ใช้พลเมืองเป็นโล่มนุษย์

กองทัพอิสราเอลระบุอีกว่า หลังจากเกิดเหตุ พวกเขาส่งเครื่องบินรบโจมตีเครื่องยิงจรวดในพื้นที่ดังกล่าว และโจมตีอาคารทางทหารอีกแห่งที่อยู่ใกล้กันด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดของกลุ่มฮามาสเกิดขึ้นในขณะที่ ฮามาสส่งผู้แทนไปร่วมการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันฉบับใหม่ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

จุดขัดแย้งหลักของการเจรจาในตอนนี้คือ ระยะเวลาในการหยุดยิง โดยข้อเสนอล่าสุดของอิสราเอลคือ ให้หยุดยิง 40 วัน ขณะที่กลุ่มฮามาสต้องการหยุดยิงถาวร ซึ่งนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ออกมาต่อต้านอย่างหนัก โดยให้เหตุผลว่า การหยุดยิงถาวรจะทำให้ฮามาสออกมาควบคุมกาซาอีกครั้ง และเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล

นายเนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภายในรัฐบาลร่วมฝ่ายขวาจัดของเขา ให้ดำเนินการโจมตีเมืองราฟาห์ ตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ แต่ชาติตะวันตกรวมถึงสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนแผนการนี้ เนื่องจากเมืองราฟาห์มีผู้พลัดถิ่นเพราะการต่อสู้ในพื้นที่อื่นๆ ของกาซา อพยพไปอาศัยอยู่ถึง 1.4 ล้านคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สินค้าขายพ่วง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยอีสานชูครูใหญ่ ‘ทักษิณ’ สยบคลื่นใต้น้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574164

05 พ.ค. 2567

17:22 น.

สินค้าขายพ่วง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยอีสานชูครูใหญ่ ‘ทักษิณ’ สยบคลื่นใต้น้ำ

หลบกระแสแบงก์ชาติ อุ๊งอิ๊ง เปิดแนวรบ อบจ.สีแดง สยบแรงกระเพื่อม ครม.เศรษฐา 2 ย้ำครูใหญ่ทักษิณ-ครูประจำชั้น อยู่บ้านหลังเดียวกัน

ไปต่อเพื่อไทย อุ๊งอิ๊ง ชิงรุกอีสาน เปิดแนวรบ อบจ.สีแดง สยบแรงกระเพื่อม ครม.เศรษฐา 2 ย้ำขายแบรนด์พ่อทักษิณ พ่วงลูกสาว

ดีเอ็นเอทักษิณพลาด อุ๊งอิ๊งวิจารณ์แบงก์ชาติ ปฏิกิริยาโต้กลับแรง ชิ่งลุยพื้นที่หลบกระแสเชิงลบ เอารากหญ้าเสื้อแดงเป็นโล่กำบัง

วันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.2567 ทั้งพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลเศรษฐา มีกิจกรรมมวลชนบนเวทีเดียวกันที่ด้านหน้าศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

ภาคเช้า อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร่วมกับ สส.มหาสารคาม ขึ้นเวทีเพื่อไทยพบประชาชน เปิดตัวน้องชาย เสี่ยเปิ้ล-พลพัฒน์ จรัสเสถียร ลงสมัครนายก อบจ.มหาสารคาม

นายกฯเศรษฐา บนเวทีเดียวกับอุ๊งอิ๊ง ที่เวทีมหาสารคามนายกฯเศรษฐา บนเวทีเดียวกับอุ๊งอิ๊ง ที่เวทีมหาสารคาม

ภาคบ่าย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศูนย์ประสาน งานพรรคเพื่อไทย อ.พยัคฆภูมิพิสัย ขึ้นเวทีบอกเล่าผลงารัฐบาล พร้อมกับย้ำว่า ดิจิทัลวอลเลตได้ใช้แน่ช่วงปลายปีนี้

นี่คือ อีเวนต์ลงพื้นที่ของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายกฯเศรษฐา หลังการจัดงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ซึ่งจัดขึ้นในอาคารสำนักงานพรรคเพื่อไทย เมื่อ 3 พค.ที่ผ่านมา

สาเหตุที่แกนนำเพื่อไทย เลือกภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.มหาสาร คาม และ จ.ร้อยเอ็ด เพราะผลพวงจากการปรับ ครม.เศรษฐา 2 ปรา กฏว่า มีคลื่นใต้น้ำในกลุ่ม สส.อีสาน

เนื่องจาก ไชยา พรหมา ถูกปรับพ้นเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ และกระทรวงเกษตรฯ ตกอยู่ในมือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพียงคนเดียว


อุ๊งอิ๊งจึงปราศรัยบนเวทีที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย เรื่องครูใหญ่และครูประจำชั้น สส.อีสานคนไหน มีความคับข้องใจ ก็บอกครูอุ๊งอิ๊งได้ เพราะปัญหาทั้งหลาย ครูอุ๊งอิ๊งก็จะถ่ายทอดให้ครูใหญ่ทักษิณได้รับทราบ

ดีเอ็นเอทักษิณพลาด

อีเวนต์เพื่อไทยไปต่อ ทำท่าว่าจะจบสวยแล้ว หากไม่เกิดกรณี อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เกิดความผิดพลาดในการนำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ เติมเพื่อไทยให้เต็ม 10 สนับสนุนรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ

เนื่องจากอุ๊งอิ๊งวิจารณ์ความเป็นอิสระและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อมีการตัดต่อคลิปของอุ๊งอิ๊งผ่านโซเชียล ลูกสาวทักษิณกลายเป็นตำบลกระสุนตก พร้อมกับกระแสปกป้อแบงก์ชาติ


ร้อนถึงพรรคเพื่อไทย ต้องออกแก้ข่าวว่า รัฐบาลไม่ได้แทรกแซงความเป็นอิสระของ ธปท. และการที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแสดงความเห็น ก็ต้องการให้ ธปท.รับฟังเสียงของรัฐบาลบ้าง คนบางกลุ่มที่ไม่ไว้ใจทักษิณ ชินวัตร ก็ฉวยโอกาสถล่มอุ๊งอิ๊ง โดยชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นการแทรกแซงแบงก์ชาติของฝ่ายการเมือง

อุ๊งอิ๊งถือโอกาสนี้ หลบพายุเซฟแบงก์ชาติออกไปต่างจังหวัด เพื่อพบปะมวลชนคนรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงของนายใหญ่

ขายแบรนด์ครูใหญ่

ประเด็นคำปราศรัยบนเวทีที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร เปรียบเทียบ ‘ครูใหญ่’ กับ ‘ครูประจำชั้น’ นั้น ในมติการหาเสียง เธอต้องการสื่อสารเรื่องแบรนด์การเมือง


พูดง่ายๆ อุ๊งอิ๊ง บารมียังไม่แก่กล้าอาศัยพ่อทักษิณ เป็นร่มเงา ซึ่งในวันนี้ พ่อกลับมาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว ขอให้พี่น้องคนรากหญ้าหมดกังวลได้  “เรามีโรงเรียนหนึ่ง มีครูใหญ่บริหารโรงเรียน และเรามีครูประจำชั้นหลายๆห้อง เพราะเวลานักเรียนมีปัญหาอะไร มักจะร้องหาครูประจำชั้นก่อน แต่คราวนี้ เรามีครูประจำชั้น อยู่บ้านเดียวกับครูใหญ่ ดังนั้น ปัญหาของพี่น้องได้รับการแก้ไขแน่นอนค่ะ”

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะเคยออกมาบอกว่า อุ๊งอิ๊งมีดีเอ็นเอทั้งพ่อและแม่ แต่บารมีการเมืองไม่ได้สืบสายโลหิตกัน เป็นเรื่องที่ลูกสาวของนายใหญ่จะต้องสร้างใช้เวลาสั่งสมสร้างประสบการณ์ขึ้นมา

นับจากนี้ไป อุ๊งอิ๊ง คงใช้กลยุทธ์ครูใหญ่-ครูประจำชั้น เรียกความมั่นใจจากเอฟซีเพื่อไทย เหมือนการตลาดขายพ่วง ทำนองซื้ออุ๊งอิ๊งได้ทักษิณ

‘รองเลขาธิการไทยสร้างไทย’ ยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยได้อะไรบ้าง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574160

05 พ.ค. 2567

16:24 น.

'รองเลขาธิการไทยสร้างไทย' ยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยได้อะไรบ้าง

‘นรุตม์ชัย บุนนาค’ เตือนสติรัฐบาล ทำงานไม่ตรงปก หลายนโยบายไม่ทำตามที่ประกาศ พร้อมยก 10 ข้อ ไม่มีรัฐบาลนี้คนไทยชีวิตเป็นอย่างไร

นายนรุตม์ชัย บุนนาค รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า หลายเรื่องแล้วที่รัฐบาลตระบัดสัตย์ อ้างว่า จะเข้ามาทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น กลับไม่ตรงกับที่ประกาศไว้และให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชน ขณะที่หลายนโยบาย ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา กลับไม่ปฏิบัติตาม 10 เดือนที่ผ่านมา 

จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมเตือนสติรัฐบาล เพื่อสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน รับฟังความต้องการ และรับผิดชอบ ต่อคำพูดคำสัญญาที่ให้ไว้ โดยเฉพาะ ความคิดเห็นที่แตกต่าง แม้จะไม่ถูกใจรัฐบาล แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องรับฟัง

นายนรุตม์ชัย บุนนาคนายนรุตม์ชัย บุนนาค

ทั้งนี้นายนรุตม์ชัย ยก 10 สิ่งขึ้นมาให้เห็นว่า ถ้าไม่มีรัฐบาลตระบัดสัตย์  10 เดือน คนไทยได้อะไรบ้าง 

1) เด็กจะไม่ถูกปลูกฝังค่านิยม ว่าการโกหก หรือการตระบัดสัตย์ เป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคมไทย 

2) คนไทยได้ธรรมนูญใหม่ ได้ประชาธิปไตยเต็มใบ 

3) คนที่ครอบครองยาบ้า 5 เม็ด ยังผิดกฏหมายต้องถูกลงโทษ ไม่ถือเป็นผู้เสพ 

4) ประเทศไทยจะไม่มีกัญชาเสรี จะได้กัญชาเพื่อการแพทย์

5) เศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่านี้เพราะ ได้ใช้งบประมาณปี 67 ตั้งแต่เดือนตุลาปีที่แล้ว ไม่ถูกกั๊กไว้ทำDigital Wallet 

6) คนไทยทั้งประเทศ ไม่ต้องเป็นหนี้ เงินกู้ 500,000 ล้าน เพื่อมาแจกดิจิทัล วอลแล็ท ที่ต้องใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน โดยผลได้ทางเศรษฐกิจไม่คุ้ม และ ใครกันแน่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 

7) สถาบันหลักของชาติ ที่ทุกคนเคารพเทิดทูน จะไม่ถูกแอบอ้าง ทำให้เสียหายเช่นทุกวันนี้

8) คนไทยจะได้นายก และรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมากับมือ ไม่ใช่นายกที่มาจาก สว.

9) ขบวนการยุติธรรมไทย จะไม่ถูกทำลายจนย่อยยับ เพียงเพื่อต้องการ ช่วยให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้สิทธิพิเศษแบบเทวดา 

10) ประชาชน จะได้รับการดูแลเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน จะไม่ได้รัฐบาลที่อุ้มแต่พรรคพวกตนเอง ให้มาสูบเลือดจากคนจน

‘ชัยชนะ’ ซัดเพื่อไทย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ไม่คืบหน้ามีแต่หา ‘แพะรับบาป’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574158

05 พ.ค. 2567

15:49 น.

'ชัยชนะ' ซัดเพื่อไทย 'ดิจิทัลวอลเล็ต' ไม่คืบหน้ามีแต่หา 'แพะรับบาป'

‘ชัยชนะ’ เตือนเพื่อไทย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ได้ไม่คุ้มเสีย ทิ้งความเสียหายให้ประเทศ ผ่านมา 8 เดือน ไม่คืบหน้ามี แต่หา ‘แพะรับบาป’

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราชและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบาย “เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรว่า ขณะนี้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำบริหารประเทศมาเป็นระยะเวลา 8 เดือนแล้ว และชาวบ้านต่างคาดหวังว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีภาพจำว่าเป็นพรรคการเมืองที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดี จะสามารถทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ผ่านนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่พรรคเพื่อไทยอวดอ้างว่า จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจถึง 4 ลูก 

แต่ในความเป็นจริงนโยบายดังกล่าวไปเป็น พายุหมุนที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อไปตามที่คาดหวังไว้ และเหมือนกับที่ตนเคยให้ข่าวว่า เป็นนโยบายที่เข้าทำนองว่า “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” เพราะพรรคเพื่อไทยคงคิดเอาเองว่า ที่มีคนเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา คือ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ก็เลยพยายามเดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มที่ 

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจริงๆ แล้ว ปรากฏพบความจริงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่ยังสามารถเดินหน้าไปต่อได้ จนทำให้ขุนพลของพรรคเพื่อไทยต้องออกมาพูดกล่อมประสาทประชาชนว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต จึงจำเป็นต้องมีนโยบายแบบ เงินดิจิทัลวอลเล็ต ความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นต้น 

สำหรับแหล่งเงินทุนซึ่งหวยไปออกที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นหลักนั้น ถือว่า รัฐบาลเกิดอาการเข้าตาจน เพราะอย่าลืมว่า ขณะนี้รัฐบาลยังคงค้างหนี้ในโครงการจำนำข้าวอยู่อีก 2.4 แสนล้านบาท และยิ่งก่อหนี้ตามนโยบายดังกล่าว ซึ่งคาดว่า จะใช้งบ 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลก็จะติดหนี้ ธกส. 4.1 แสนล้านบาท รวมทั้งจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ว่า ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ไม่นับเสียงคัดค้านที่มาจากทุกสารทิศ ที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อโครงการ 

นายชัยชนะ เดชเดโชนายชัยชนะ เดชเดโช

โดยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า จะเป็นโครงการที่เข้าทำนอง ได้ไม่คุ้มเสีย และมีนโยบายอื่นๆ ที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า ดังนั้นตนจึงอยากให้รัฐบาล มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนเสียใหม่ เพราะเชื่อว่า หากดันทุรังไปจนถึงปลายทางแล้ว 

พรรคเพื่อไทยอาจจะได้รับความนิยมจนชนะการเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ทิ้งความเสียหายให้กับประเทศที่จำนวนมาก ยิ่งเอาเงินจริงไปผูกกับความผันผวนในตลาดเงินดิจิทัลแล้ว ถือเป็นการเอาอนาคตประเทศไปแขวนอยู่กับเส้นด้ายที่บอบบางเป็นอย่างมาก

นายชัยชนะ ระบุว่า ความจริงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็มีความคืบหน้าอยู่ แต่เป็นความคืบหน้าในการหา แพะรับบาป เพราะแรกเริ่มเดิมที แพะตัวแรกที่สังเวยไปแล้ว ก็คือ กฤษฎีกา เพราะเมื่อมีความเห็นทางกฎหมายออกมาว่า ต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กลายเป็นว่า มวลชนที่สนับสนุนก็ออกมาโจมตีกฤษฎีกา 

ต่อมาก็มีแนวคิดที่จะใช้เวทีรัฐสภาในการออกพระราชบัญญัติ ตนก็รู้ทันทีว่า รัฐบาลจะโยนบาปให้กับ สส. ที่ไม่เห็นด้วยและลงมติไม่เห็นชอบ จะได้มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ประชาชนโกรธแค้น และกลายเป็นแพะรับบาปในสายตาประชาชน

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยถึงกับเล่นใหญ่ โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นอุปสรรคในการทำงาน ซึ่งพรรคเพื่อไทยพยายามให้ประชาชนเข้าใจว่า ธปท. เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย ซึ่งจะกลายเป็นแพะรับบาปอีกรายหนึ่ง 

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ราบรื่นนัก เพราะฉะนั้น ตนจึงเห็นว่า การนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว อย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ชาวบ้านเข้าใจเป็นอย่างดี และก็มีแอป ‘เป๋าตัง’ อยู่แล้ว มาปรับให้เกิดความเหมาะสม เพราะชาวบ้านก็ยืนยันแล้วว่า โครงการคนละครึ่ง สามารถสร้างกำลังซื้อให้เกิดความคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น ส่วนข้อบกพร่องของโครงการคนละครึ่งที่เจ้าของร้านค้าเกรงว่า จะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลก็ต้องหามาตรการจูงใจให้คลายกังวลเพื่อให้เจ้าของร้านค้ามาร่วมโครงการให้ได้ มากกว่าการคิดโครงการที่หวือหวาให้คนมาลงคะแนนเสียง แต่เสี่ยงที่จะดำเนินการไม่ได้ในทางกฎหมายและข้อปฏิบัติ

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574140

05 พ.ค. 2567

11:53 น.

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท.

นายกฯ ยืนยัน รัฐบาลให้เกียรติ ไม่เคยบีบผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำประชาชนเดือดร้อนปัญหาดอกเบี้ยสูง เดินหน้าคุยธนาคารเอกชนลดดอกเบี้ย แก้หนี้นอกระบบ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์กล่าวหาธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เป็นอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่า นางสาวแพทองธาร ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน และไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ปัญหาภาวะดอกเบี้ยสูง เป็นประเด็นสำคัญ และเป็นรายจ่ายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงถือเป็นการสะท้อนความเห็นของประชาชน ซึ่งตนเองเข้าใจความเป็นอิสระของ ธปท. และพยายามทำงานร่วมกัน ให้เกียรติ ธปท. แต่หากมีข้อเรียกร้อง ตนก็ได้เรียกร้อง และพูดคุย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ที่ควรลดลงมา แต่ก็เชื่อว่า ธปท. มีเหตุผลที่จะไม่ลด ตนเองจึงเดินหน้าในส่วนของรัฐบาลต่อไป ทั้งการแก้ไขหนี้นอกระบบ การคุยกับธนาคารเอกชน ที่ได้ลดดอกเบี้ยลงมาแล้ว เพราะแม้จะลด 25 หรือ 50 สตางค์ ก็มีส่วนช่วยประชาชนได้ จึงเชื่อว่า จะสามารถยึดโยงกับประชาชนได้

ในการลงพื้นที่ทั้งในวันนี้ (5 พ.ค.) และพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ที่มหาสารคาม และร้อยเอ็ด รวมถึงในปลายสัปดาห์ ที่สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ตนก็จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ สถาบันการเงิน นักการเมือง สส. ผู้บริหารพรรคฯ ก็ต่างมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชน ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหา ก็อาจจะแตกต่างกันไป และทุกคนมีสิทธิวิจารณ์วิจารณ์กันได้ แต่ขอให้ยึดโยงกับประชาชนเป็นหลัก และนำความเดือดร้อนของประชาชน มาเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา 

ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์จากเวทีดังกล่าวทำให้ฝ่ายค้านมองรัฐบาล พยายามบีบผู้ว่าฯ ธปท.ให้เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยบีบ และสามารถไปฟังจากคำแสดงวิสัยทัศน์ได้ เพราะเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชน ถึงการแก้ไขปัญหา 

ส่วนกังวลหรือไม่ที่เมื่อมีการวิจารณ์วิจารณ์ดังกล่าวออกมาแล้ว จะทำให้การทำงานระหว่างรัฐบาล กับ ธปท.ห่างเหิน นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ตนเองมีความกังวลทุกเรื่อง เพราะก็ไม่อยากให้มีความขัดแย้ง และพยายามแก้ไขปัญหาในส่วนที่สามารถทำได้ เชื่อว่าคำแนะนำของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่า ธปท. ที่เคยได้แนะนำมาว่า การประสานงานระหว่างรัฐบาล กับ ธปท. ควรกระทำผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ที่เป็นหน่วยงานของกระทรวงการคลัง จึงจะมีการพยายามพูดคุยกันต่อไป พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้เกียรติทุกองค์กร 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโอกาสการพบเจอกับผู้ว่า ธปท. อีกครั้งว่า หากมีโอกาสก็จะได้พบ แต่ผู้ว่าฯ ธปท.ได้ขอให้พูดคุยผ่าน สคร. ซึ่งหลังจากนี้ ตนเองก็จะไปหารือกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ว่า จะมีการประสานงานช่องทางใดซึ่งมีหลายช่องทาง เพื่อพูดคุยกับผู้ว่า ธปท.ได้บ้าง และยืนยันว่า รัฐบาลพยายามทำงานกับทุกคนองค์กรให้ดีขึ้น ไม่สร้างความขัดแย้งจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

‘ธนกร’ หนุนโพล เผย ปชช.ส่วนใหญ่เห็นชอบ แก้รธน.ไม่แตะหมวด1-2

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574134

05 พ.ค. 2567

10:26 น.

'ธนกร' หนุนโพล เผย ปชช.ส่วนใหญ่เห็นชอบ แก้รธน.ไม่แตะหมวด1-2

‘ธนกร’ เผย โพลสำรวจพบปชช.ส่วนใหญ่เห็นชอบ แก้รธน.แต่ไม่แตะหมวด1-2 ย้ำประเทศก้าวหน้าฝ่ายการเมืองต้องโปร่งใส

นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า หลังจากที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างเรื่องการแก้ไขและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.07 ระบุว่า  เห็นชอบ รองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ไม่เห็นชอบ 

ซึ่งตนมองว่า แม้เป็นกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่ง ยังไม่ใช่เสียงจากทั้งประเทศก็ตาม แต่เชื่อว่า เป็นแนวทางในภาพรวมที่นำมาเทียบเคียงกันได้ และมั่นใจว่า เมื่อถึงการออกเสียงทำประชามติของประชาชนทั้งประเทศ คาดว่าผลก็จะอยู่ในแนวทางนี้ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มองว่าหมวด 1 เกี่ยวกับอธิปไตยการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หมวด 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ไม่ควรมีการแก้ไข 

ส่วนคำถามที่ถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นนั้น พบว่า ร้อยละ 37.95 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย รองลงมา ร้อยละ 26.03 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 19.31 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 15.11 ระบุว่า เชื่อมั่นมากนั้น  

นายธนกร ระบุว่า เสียงและคำตอบของประชาชนถือว่ามีความสำคัญมากต่อนักการเมือง ต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อรัฐบาล ที่ต้องนำมาเป็นโจทย์ให้ตัวเอง พรรคการเมือง ว่า ได้ทำหน้าที่ทั้งในสภาฯและการดูแลรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ดีที่สุดแล้วหรือไม่ 

“การแก้รัฐธรรมนูญเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่สิ่งสำคัญคือตัวนักการเมือง พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร รวมถึง รัฐบาล ที่จะทำงานตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ไม่ทุจริตคดโกง ไม่อิงผลประโยชน์ทางการเมือง หากมีการทำงานที่สร้างสรรค์ ไม่สร้างความแตกแยกวนซ้ำอีก ทำให้ประเทศเข้มแข็ง พัฒนาไปข้างหน้า จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระยะยาวได้” นายธนกร กล่าว

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802777

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน  ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพบนพรมแดนจีน-เวียดนาม ณ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ได้รับรองการนำเข้าทุเรียนสดในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้รวม 48,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านหยวน (ราว 9.25 พันล้านบาท)

ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดข้างต้นแบ่งเป็นนำเข้าจากเวียดนาม 35,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1.28 พันล้านหยวน (ราว 6.4 พันล้านบาท)และนำเข้าจากไทย 13,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 570 ล้านหยวน (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 59.5 และร้อยละ 63.5 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยด่านโหย่วอี้กวนของกว่างซี จัดเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดในการนำเข้าทุเรียนและจุดสังเกตกระแสการบริโภคทุเรียนของตลาดจีน โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่ามูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดผ่านด่านแห่งนี้ในปี 2023 รวมอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน(ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 353 เมื่อเทียบปีต่อปี

ด้านสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2023 ราว 1.42 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) โดยปริมาณทุเรียนที่นำเข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทุเรียนนำเข้าทั้งหมดของจีน

บรรดาคนวงในอุตสาหกรรมมองว่า ปริมาณทุเรียนสดนำเข้าจากไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวนที่ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นไทยส่งผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนชี้ว่าสถานะ “ผู้นำ” ของทุเรียนไทยในตลาดจีนกำลังสั่นคลอน เนื่องด้วยผลกระทบจากการส่งออกทุเรียนสู่จีนของแหล่งผลิตทุเรียนที่พัฒนามาทีหลังอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้ทุเรียนไทยในตลาดจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้น

ช่ายเจิ้นอวี่ ผู้จัดการของบริษัทกว่างซี โอวเหิง อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ช่วงก่อนปี 2023 บริษัทฯ นำเข้าทุเรียนจากไทยเท่านั้น แต่พอปี 2023 ทุเรียนที่นำเข้ามากกว่า 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์แบ่งเป็นทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามอย่างละครึ่ง โดยบริษัทฯ เลือกแหล่งผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคทั่วจีน

ช่ายกล่าวว่า การปลูกทุเรียนในไทยมักปลูกโดยครัวเรือนทั่วไปหรือกลุ่มหมู่บ้าน แต่การปลูกทุเรียนของเวียดนามมุ่งเน้นการเพาะปลูกขนานใหญ่รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากระยะทางขนส่งสั้น ความเป็นอุตสาหกรรมระดับสูง และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสรุกเข้าท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

คนวงในอุตสาหกรรมเผยว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศอาเซียนได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดสู่จีน ทำให้โครงสร้างตลาดทุเรียนของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดเสมอจนกระทั่งเวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดสู่จีนในเดือนกันยายน 2022 ทำให้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนลดลง

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า ปี 2022 จีนนำเข้าทุเรียน 825,000 ตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทยมากกว่า 780,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 95 ต่อมาปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียน 1.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 929,000 ตัน และทุเรียนเวียดนาม 493,000 ตัน ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปีและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน แม้ปริมาณทุเรียนสดส่งออกจากฟิลิปปินส์สู่จีนไม่ได้สูงมากแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่าปริมาณการขนส่งทุเรียนด่วนผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวีในไตรมาสแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1,201 ตัน ซึ่งมาจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยการนำเข้าทุเรียนฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี

สวี่เฉียง รองผู้จัดการบริษัทที่ให้บริการขนส่งทุเรียนทางอากาศ เผยว่า มีการนำเข้าทุเรียนจากฟิลิปปินส์ทางอากาศทุกวัน คิดเฉลี่ยราว 4 ตันต่อเที่ยวบิน โดยต้นทุนการขนส่งไม่สูงเพราะเป็นเที่ยวบินขากลับ และการขนส่งทางอากาศช่วยการันตีรสชาติสดใหม่ด้วย

นอกจากเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว ทุเรียนมาเลเซียกำลังบุกตลาดจีนเช่นกัน โดยมาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งสู่จีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกสู่จีนในปี 2019

ข้อมูลจากหอการค้าแห่งประเทศจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลผลิตพื้นเมือง ผลผลิตพลอยได้จากสัตว์ ระบุว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนมาเลเซียแช่แข็งสู่จีนในปี 2023 อยู่ที่ 25,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบปีต่อปี

ฟาทิล อิสมาอิล กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำนครหนานหนิง กล่าวว่าจีนกลายเป็นตลาดแห่งสำคัญของทุเรียนมาเลเซียหลังจากพัฒนามานานหลายปี โดยปัจจุบันมาเลเซียและจีนกำลังทำงานร่วมกันเพื่อการส่งออกทุเรียนสดจากมาเลเซียสู่จีน

คนวงในอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่าตลาดผู้บริโภคทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และความต้องการทุเรียนไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับอีกหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยนอกจากควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสถานะ “ผู้นำ” ในตลาดจีน

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัว

โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802769

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันนักเขียน ๕ พฤษภาคม’ ภูมิงานวรรณศิลป์ของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ขุนวิจิตรมาตรา

วันที่ ๕ พฤษภาคม วันนี้ ทุกปีถือเป็นวันนักเขียนไทยจุดเริ่มของการรวมตัวของนักเขียนนั้นส่วนใหญ่มักจับกลุ่มกันในกองบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์มีวารสารเผยแพร่นิยายและเรื่องบันเทิง ซึ่งมีอยู่หลายค่าย แต่ละแห่งนั้นมีบรรณาธิการและนักเขียนที่มีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กในการอ่านนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล และนักเขียนหลายท่านก็มีผลงานในค่ายอื่นด้วยเพียงแต่ใช้นามปากกาไม่ให้ซ้ำกัน สรุปว่าวงการนักเขียนหรือนักประพันธ์นั้น ต่างเป็นพี่เป็นน้องมีความสัมพันธ์กันแม้จะอยู่ต่างค่าย ในปี พ.ศ.๒๕๑๑นายเลียว ศรีเสวก เจ้าของนามปากกา “อรวรรณ” ซึ่งเป็นนักประพันธ์เอกแห่งยุคสมัยได้ ป่วยหนัก บรรดานักเขียน-นักเขียน ใหญ่น้อยที่เคารพนับถือ “อรวรรณ” นั้นนายสุวัฒน์ วรดิลก ได้นัดรวมตัวกันจัด “งานชุมนุมน้ำใจ” ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๑ เพื่อหาเงินช่วยการรักษา “อรวรรณ” หลังจากการจัดงานครั้งนั้น นักเขียน ทั้งหลายได้รวมตัวกัน ตั้ง “ชมรมนักเขียน ๕ พฤษภา” และถือเอาวันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล นั้นเป็นวันมงคลของนักเขียน เพื่อร่วมชุมนุมกันเป็นประจำทุกปี “ชมรมนักเขียน 5 พฤษภา” นั้น มีนายสุวัฒน์ วรดิลก เป็นประธานจัดชุมชนุม ใน๒ ปีแรก ใน พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๑๒ นายอุทธรณ์พลกุล เป็นประธานในปี พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๑๔ภายหลังชมรมนักเขียน๕ พฤษภา ได้จัดตั้งเป็น“สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย”เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔  โดยการมีผู้ก่อตั้ง ๓ คน คือ นางสุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา, นายเสนีย์ บุษปะเกศ และนายถาวร สุวรรณ ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคม คนแรก คือ นายอุทธรณ์ พ กุล นามปากกา “งาแซง” ซึ่งให้ข้อคิด ในวันนักเขียน๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ว่า “นักเขียนทุกคนย่อมมีภาระหน้าที่ส่วนตัว โดยปรากฏผลงานออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร และตีพิมพ์อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ต่างๆ ผลงานเหล่านี้จะคงทาบติดฝาผนังอันยาวเหยียดของกาลเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และยังคงห้อยแขวนอยู่ตามราวแห่งความคิดคำนึงในภายหลัง ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็นมาในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตข้างหน้า” บุคคลผู้ก่อตั้งสมาคมทั้งสามท่านนั้นได้วางข้อบังคับและภาระกิจของสมาคมเพื่อให้สมาคมฯ ส่งเสริมให้นักเขียนได้สร้างสรรค์ผลงานและยกย่องเชิดชูผลงานเหล่านั้นให้ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในสังคมไทยและในสังคมโลก รวมทั้งเป็นศูนย์กลางให้นักเขียนได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และช่วยเหลือคุ้มครองและส่งเสริมสวัสดิภาพให้นักเขียนเท่าที่จะสามารถทำได้

ขุนวิจิตรมาตรากับนักเขียน

ปัจจุบันการเขียนหนังสือในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่เคยนิยมมาก่อนนั้นได้ถูกสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และมีการพัฒนาเข้าถึงคนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ เว็บไซต์ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อกจนกิจการการพิมพ์ สำนักพิมพ์ และหนังสือต้องปรับเปลี่ยนบทบาทลง แต่ความเป็นนักเขียนอาชีพจึงทำให้หันมาใช้สื่อออนไลน์ทำหน้าที่การเผยแพร่แทน และต้องทันสื่อใหม่ ที่นำ AI มาใช้ ดังนั้น กิจกรรมของนักเขียนจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนความเป็นนักเขียนที่มีศักดิ์ศรีไม่เหมือนเดิม กิจกรรมหลักวันนักเขียนที่สร้างขึ้นเป็นประจำในวันนักเขียนนั้น คือ การทำบุญอุทิศบุญกุศลให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว ในตอนเช้า และจัดเสวนาจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงและนักวิชาการ ต่อจนถึงช่วงเย็นก็สังสรรค์เฮอาจากการสนับสนุนจากค่ายนักเขียนสำนักต่างๆ และมีหนังสือจากสำนักพิมพ์มาร่วมจำหน่ายด้วย ทุกปีที่งานนวนิยาย เฟื่องฟูจนไปทำละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ สร้างดารายอดนิยมและนักเขียนชื่อดังหลายคน วันนี้ต้องทบทวนว่าอาชีพนักเขียนยังเป็นงานอดิเรกหรืออาชีพมั่นคงผลงานยอดนิยมในอดีตของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหายไปใหนหมด หรือจะค้นหานักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงให้รางวัลกันไปจนไม่สนใจ ปัญหาคือทำอย่างไรให้งานเขียนของนักเขียนมีผลงานไปสู่สากลได้อ่านให้ได้

ทรงเป็นกันเองกับนักเขียน

ทรงเป็นกันเองกับนักเขียน

สมเด็จพระกนิษฐาเจ้าฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับนักเขียน

สมเด็จพระกนิษฐาเจ้าฯ ทรงฉายพระรูปร่วมกับนักเขียน

สุภัทร สวัสดิรักษ์

สุภัทร สวัสดิรักษ์

สุภาว์ เทวกุล เสาหลักสมาคมฯ

สุภาว์ เทวกุล เสาหลักสมาคมฯ

สุวัฒน์ วรดิลก แม่งานรวมใจนักเขียน

สุวัฒน์ วรดิลก แม่งานรวมใจนักเขียน

กิจกรรมเสวนา

กิจกรรมเสวนา

อรวรรณ มาร่วมฟัง

อรวรรณ มาร่วมฟัง

สังสรรค์เป็นกันเอง

สังสรรค์เป็นกันเอง

สำนักพิมพ์มาจำหน่ายหนังสือ

สำนักพิมพ์มาจำหน่ายหนังสือ

วิทยากรเสวนา

วิทยากรเสวนา

วันนักเขียนในอดีต

วันนักเขียนในอดีต

นักเขียนร่วมงาน

นักเขียนร่วมงาน

นักเขียนเก่าใหม่ร่วมสังสรรค์

นักเขียนเก่าใหม่ร่วมสังสรรค์

ทำบุญอุทิศกุศลแด่นักเขียนในอดีต

ทำบุญอุทิศกุศลแด่นักเขียนในอดีต

ทำบุญให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับ

ทำบุญให้กับนักเขียนผู้ล่วงลับ

‘Shoring up with Xiaomi-Earth day activity 2024’ ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802783

‘Shoring up with Xiaomi-Earth day activity 2024’  ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล

‘Shoring up with Xiaomi-Earth day activity 2024’ ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เสียวหมี่ ประเทศไทย ร่วมมือกับ PADI สมาคมครูผู้สอนดำน้ำมืออาชีพ/Professional Association of DivingInstructors) จัดกิจกรรมเพื่อสังคมพาอาสาสมัครจากเสียวหมี่แฟนกว่า 50 ชีวิต ร่วมกันเก็บขยะ ณ หาดบางแสน จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ“Shoring up with Xiaomi-Earth day activity 2024” เพื่อร่วมส่งเสริมการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและมอบหาดที่สะอาดให้กับทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทางทะเลเนื่องในวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งเสียวหมี่ได้เห็นถึงปัญหาว่าขยะหรือมลภาวะที่เกิดขึ้นจากมนุษย์นั้นจะไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทรซึ่งขยะกว่า 80% นั้น จะไหลลงสู่ท้องทะเลผ่านแม่น้ำ โดยที่ขยะพลาสติกกว่า 94%จะตกลงสู่พื้นทะเลและส่งผลโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลและสภาพแวดล้อมของชายฝั่ง เสียวหมี่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและต้องการตอกย้ำถึงจุดยืนของบริษัทที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงและยั่งยืนให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของโลกที่ส่งผลโดยตรงต่อมนุษยชาติอีกด้วย จึงเกิดขึ้นเป็นโครงการ “Shoring up with Xiaomi-Earth day activity 2024” นอกจากนี้ เสียวหมี่ ประเทศไทย ยังได้พาผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปเรียนรู้ถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพาอีกด้วย

กทพ. ทดลองปิดทางออกรถบรรทุกน้ำหนักเกินด่านบางนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802772

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบนทางพิเศษ บริเวณทางออกรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางนา ทางพิเศษเฉลิมมหานคร โดยจะทดลองปิดทางออกรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางนา ตั้งแต่บริเวณด่านชั่งน้ำหนักรถบรรทุกถึงช่องเก็บค่าผ่านทางพิเศษช่องที่ 3 เป็นระยะทางประมาณ 50 เมตร โดยติดตั้งกำแพงพลาสติก (Plastic Barrier) พร้อมทั้ง แผงกั้นสเตนเลสยืดหดได้ (Folding Gate) สำหรับการเปิดให้เฉพาะรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. เฉพาะวันทำการ เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดและลดปัญหาการตัดกระแสจราจรบริเวณหน้าด่านฯ ระหว่างรถที่ใช้ทางพิเศษกับรถที่ใช้ทางออกรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

ทั้งนี้ กทพ. ขอความร่วมมือผู้ที่ใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าว  โปรดปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย และหากมีข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ (EXAT Call Center) โทร. 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง