วงการลูกทุ่งเศร้า แดน บุรีรัมย์ เสียชีวิตอย่างสงบจากโรคประจำตัวในวัย 79 ปี

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2830890

วงการลูกทุ่งเศร้า แดน บุรีรัมย์ เสียชีวิตอย่างสงบจากโรคประจำตัวในวัย 79 ปี

14 ธ.ค. 2567 12:18 น.

วงการลูกทุ่งเศร้า แดน บุรีรัมย์ เสียชีวิตอย่างสงบจากโรคประจำตัวในวัย 79 ปี

วงการเพลงลูกทุ่งเจอข่าวเศร้าอีกแล้ว เมื่อ แดน บุรีรัมย์ นักร้องลูกทุ่ง ครูเพลง นักแสดง ศิลปินตลกชื่อดัง และเป็นกรรมการสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 79 ปี

ซึ่งในเฟซบุ๊กของ จอมขวัญ กัลยา นักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ได้โพสต์ภาพของ แดน บุรีรัมย์ พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “ขอแสดงความเสียใจ ต่อการจากไปของ คุณอาแดน บุรีรัมย์  ด้วยความอาลัยรักและเคารพค่ะ”

ในขณะที่เพจนิตยสารดัง ดาราภาพยนตร์ ได้โพสต์ภาพของ แดน บุรีรัมย์ เช่นกัน พร้อมทั้งเผยถึงการเสียชีวิตของนักร้องดัง รวมไปถึงประวัติและผลงานของเจ้าตัวไว้ดังนี้

“#เรื่องเศร้าคนบันเทิง #ปิดตำนานครูเพลงอารมณ์ดี #แดนบุรีรัมย์ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคประจำตัว สิริอายุ 79 ปี

วงการเพลงลูกทุ่งเศร้าอีกครั้ง กับการจากไปของ กรรมการสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย ครูเพลงอารมณ์ดี ครูแดน บุรีรัมย์ ศิลปินมากความสามารถที่ในชีวิตทำมาแล้วทุกบทบาท ตั้งแต่ ศิลปินตลก นักแสดง พิธีกร ดีเจ และคอมเมนเตเตอร์ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลศิริราชกาญจนา (ศาลายา) เมื่อเวลา 19:00 น. วันที่ 13 ธันวาคม (หลังจากเมื่อ 6 ปีก่อน ครูแดนเกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก จนต้องเข้าห้อง ICU และต้องเข้าออกโรงพยาบาลรักษาอาการอย่างต่อเนื่องตลอดมา)

ครูแดน บุรีรัมย์ (บุญชื่น บุญเกิดรัมย์) เกิดที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคุณพ่อโอ้ คุณแม่โป๊ป บุญเกิดรัมย์ คุณพ่อและคุณแม่ทำอาชีพเกษตรกร เมื่อเรียนจบการศึกษาจากวิทยาลัยการช่างบุรีรัมย์ (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์) ก็ได้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพเพื่อตามฝันการเป็นนักร้องพร้อมกับ เด่น บุรีรัมย์

แดน บุรีรัมย์ เข้าสู่วงการเมื่อปี พ.ศ. 2506 ตอนที่เข้าวงการมาแรกๆ มุ่งหวังที่จะหาชื่อเสียงเพื่อเป็นนักร้องอย่างเดียว และได้บันทึกเสียงเพลงแรกในชีวิตชื่อว่า “ผู้พ่าย” เมื่อปี พ.ศ. 2507 ซึ่งมันก็ไม่ประสบความสำเร็จ การเป็นนักร้องในสมัยก่อนมันยากมากๆ เพราะค่าตอบแทนก็ได้ไม่เยอะประมาณ 5-10 บาทเท่านั้น สูทหรือเสื้อผ้าที่ใส่ก็มีแค่ชุดเดียว พอร้องเสร็จก็เอาไปไว้หลังเวทีให้คนร้องคนต่อไปใส่ต่อ ชีวิตการเป็นนักร้องมันลำบากจริงๆ แต่เขาก็โชคดีที่เคยเรียนเป่าแซกโซโฟนมาตอนเด็กๆ ก็เลยผันตัวมาเป็นนักดนตรีแทน

ซึ่งตอนนั้นเขาก็ทั้งร้องทั้งเล่นดนตรีไปด้วย เขามีโอกาสได้ไปอยู่วงดนตรีรวมดาวกระจายของครู สำเนียง ม่วงทอง และมีเหตุให้เข้าใจผิดต้องออกจากวงจึงได้ไปตั้งวงดนตรีร่วมกับ ชลธี ธารทอง ประยงค์ ชื่นเย็น ชื่อวงดนตรีสุรพัฒน์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงได้ยุติลง แล้วไปอยู่กับวงดนตรีของ ผ่องศรี วรนุช เพลิน พรหมแดน ตามลำดับ

จนช่วงหลังๆ ในปี พ.ศ. 2514 เขาเริ่มผันตัวเองมาเล่นตลก เพราะได้เงินจำนวนมากกว่าการเป็นนักร้องนักดนตรี เขาก็เลยมาอยู่กับคณะของป๋าเทพ โพธิ์งาม อยู่พักใหญ่ ซึ่งระหว่างนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจคาเฟ่เริ่มเป็นที่นิยม เขาก็เลยตัดสินใจแยกออกมาตั้งคณะเองชื่อว่า “สี่ดาว” กับเพื่อนๆ แต่หลังจากนั้นพอวงเริ่มอิ่มตัวเพื่อนๆ หลายคนก็แยกย้ายกันไปอยู่กับคณะอื่นๆ เขาก็เลยต้องยุบคณะไป แต่ตอนนั้นดีที่เขายังมีโอกาสได้เล่นหนัง หรือละครทางทีวีบ้าง ก็เลยยังพอเลี้ยงตัวเองได้

#ผลงานเพลง

ผู้พ่าย

สั่งสาว

คอยหาคู่

เสือแก่ยังมีไฟ

อยากมีกิ๊กตอนแก่

#ละครโทรทัศน์

แม่นาคพระโขนง (บริษัท ทีวีเอ จำกัด/ช่อง 3)

โคกคูนตระกูลไข่ (เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์/ช่อง 5)

ระเบิดเถิดเทิง (เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์/ช่อง

บางรักซอย 9 (เอ็กแซ็กท์/ช่อง 9)

เพลงรักข้ามภพ (ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น/ช่อง 7)

แม่ศรีไพร (ช่อง 7)

สายฟ้ากับสมหวัง (เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ/ช่อง 5)

ผัดไทย สูตรลับลิขิตฝัน (TARA VISION/ช่องไทยพีบีเอส)

โปงลางฮักออนซอน (แฟมิลี่ พลัส/ช่อง 3)

#ภาพยนตร์

แก้วกาหลง

คุณนายซาอุ

เสน่ห์นักร้อง

อภินิหารน้ำมันพราย

อิทธิฤทธิ์น้ำมันพราย

แม่หมอน้ำมันพราย

ลูกทุ่งเสียงทอง

ระฆังผี

นักรบ 3 สลึง

ดาวอาถรรพ์

กองร้อย..สบายสบาย

ผีหัวขาด รับบท เพื่อนของพ่อของเดี่ยว

มนต์เพลงลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม. รับบท แดน

หลบผี ผีไม่หลบ

มนต์รักลูกทุ่ง รับบท มิ่ง

พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (รับเชิญ)

ครอบครัวตัวดำ รับบท ปู่ของแช่ม

โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า รับบท ลุงปาย

แหยมยโสธร รับบท พิธีกรเปิดเรื่อง (รับเชิญ)

แหยมยโสธร 2 รับบท พิธีกรเปิดเรื่อง (รับเชิญ)

รวมพลคนลูกทุ่งเงินล้าน (รับเชิญ)

และผลงานการจัดรายการวิทยุอีกมากมาย”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

แอน ทองประสม เล่าที่มาได้เงินล้านจาก มาดามแป้ง ลุ้นจนไมเกรนขึ้น (คลิป)

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2830887

แอน ทองประสม เล่าที่มาได้เงินล้านจาก มาดามแป้ง ลุ้นจนไมเกรนขึ้น (คลิป)

14 ธ.ค. 2567 11:39 น.

แอน ทองประสม เล่าที่มาได้เงินล้านจาก มาดามแป้ง ลุ้นจนไมเกรนขึ้น (คลิป)

เรียกเสียงฮือฮาเลยจ้า! เมื่อนางเอก-ผู้จัดละครสาว แอน ทองประสม เป็นผู้โชคดีคว้าเงิน 1 ล้านบาทในงานปีใหม่ของ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ปีนี้จัดขึ้นที่บ้านจันทร์เต็มดวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ในขณะที่ นนกุล ชานน สันตินธรกุล ที่ได้มีสิทธิ์ลุ้นเงินล้านเหมือนกัน สุดท้ายได้เงิน 100 บาทกลับบ้านไป

ล่าสุด แอน ทองประสม ได้โพสต์คลิปนาทีระทึกได้ ได้เป็นผู้โชคดีคว้าเงินล้าน พร้อมทั้งเขียนแคปชั่นเล่าโมเมนต์ดังกล่าว โดยบอกว่า “นาทีชีวิต …

– อ.ช้างบอก (ตอนใกล้จะจับรางวัล) ดวงคนที่จะมีโชคในวันนี้คือคนที่พูดน้อยที่สุด และแปลกมาก วันนี้คนที่คิดว่าน่าจะพูดน้อยคือแอฟ แต่กลายเป็นว่าวันนี้แอฟพูดมากกว่าแอน

– อั้มซึ้งคุยเก่งมาตลอดตั้งแต่เริ่มงาน พอหมอช้างทัก ตอนไปจับรางวัลนางเม้มปากตลอดไม่ยอมพูดเลย แต่ได้รางวัลที่ 3 ไป

– อ.ช้างบอกดวงแอนเป็นดวงเสียสละ ตอนชิงดำเข้ารอบ ลุ้นรางวัลใหญ่เหลือแอนกับ อ.ช้าง 2 คน แอนบอกอาจารย์เลือกก่อนเลยเหลือกล่องไหนไว้ให้แอนเป็นกล่องสุดท้าย แอนก็เอากล่องนั้น สรุปวันนี้กลายเป็นอาจารย์เสียสละให้แอน กล่องที่อาจารย์ไม่เลือก คือกล่องที่แอนได้เข้ารอบ

– อ.ช้างทักแล้วอย่าเผลอไปจับซอง 100 ก่อนจับรางวัลจริงเด็ดขาด แต่นนกุลก็เผลอเอามือไปจับซองนั้นก่อนใคร น้องเลยได้รับรางวัลที่ 2 เงิน 100 บาท ติดมือกลับบ้านไปจริงๆ

เป็นค่ำคืนที่ลุ้นจนไมเกรนขึ้น เพราะปกติจะจับได้รางวัลกังหันนำโชคตลอดค่ะ

#บ้านจันทร์เต็มดวง @panglamsam
กราบขอบพระคุณพี่แป้งและทีมดูแลทุกๆท่านมากๆที่จัดงานต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นทุกปีนะคะ”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

“นนกุล ชานน” นำทีมไทย-จีน เสิร์ฟหนังมันฮาน็อนสต็อป รีวิวชีวิตปีนี้ “ลักกี้อินเลิฟ”

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2830811

"นนกุล ชานน" นำทีมไทย-จีน เสิร์ฟหนังมันฮาน็อนสต็อป รีวิวชีวิตปีนี้ "ลักกี้อินเลิฟ"

14 ธ.ค. 2567 07:45 น.

“นนกุล ชานน” นำทีมไทย-จีน เสิร์ฟหนังมันฮาน็อนสต็อป รีวิวชีวิตปีนี้ “ลักกี้อินเลิฟ”

เสิร์ฟความสุขแบบมันส์ฮานอนสต็อปส่งท้ายปี สำหรับภาพยนตร์เติมฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้ก้าวผ่านอุปสรรค “Start It Up : วัยสตาร์ท น็อนสต็อป” ผลงานการร่วมทุนของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยและจีน บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสเอ็มจี พิคเจอร์ส แอนด์ วิงส์ มีเดีย จำกัด กำกับการแสดงโดย เบิร์ด ภคพล เลิศวชิรไพบูลย์ นำแสดงโดย “นนกุล ชานน” รับบท “เจีย” ทายาทเจ้าของร้านอาหารจีนชื่อดังในไทย “โจ๊ก กรภพ” หรือ โจ๊ก โซคูล รับบท พี่พั่ง รุ่นพี่สุดโข่งของเจีย, ใบเตย สุวพิชญ์ รับบท นานะ ยูทูบเบอร์สาวสุดมั่น ปะทะนักแสดงชื่อดังจากแดนมังกร “ปีเตอร์” เซิ่งอี้หลุน รับบท เหลียง, ตู้ซี่ยี่ รับบท จิว และ ต่งฟ่างฉือ รับบท มิน เข้าฉายแล้วในโรงภาพยนตร์ เลยชวน “นนกุล” หนุ่มฮอตแห่งปีมาเล่าความสนุก รวมทั้งรีวิวชีวิตในปีนี้ที่กราฟพุ่งขึ้นทุกด้าน เริ่มจาก…

เล่าถึงบทบาทเจียในเรื่องนี้?

“เจียจะเป็นเด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆไม่ค่อยเอาถ่าน ไม่มีความฝันเป็นชิ้นเป็นอันแล้วก็ไม่อยากทำงานที่บ้านด้วย พอมันเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่บ้านขึ้นก็เลยต้องจับพลัดจับผลูมารับผิดชอบแทน ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้อะไร เวลาทำอะไรก็ไปตายเอาดาบหน้าซะเยอะ ลองผิดลองถูก ด้วยตัวบทของตัวละครถามว่ามันยากมั้ย ส่วนตัวไม่คิดว่ามันยากมากขนาดนั้นแต่ที่ยากก็คงจะเป็นเรื่องความที่ต้องเล่นกับนักแสดงจีนที่เราพูดคนละภาษา แต่ว่าเราต้องทำเหมือนกับว่าพูดภาษาเดียวกัน ยากตรงความคอมเมดี้ที่มันต้องเข้าใจจังหวะกัน ถึงแม้ว่าเราจะฟังกันไม่รู้เรื่อง ต้องบอกว่าดีที่มีเวิร์กช็อปกันก่อนล่วงหน้ากันเกือบเดือนได้ เลยทำให้เราพอรู้ว่าต้องทำอะไรยังไง ตอนแรกคิดว่าจะมีปัญหามั้ยเพราะว่าเราก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย แต่ว่าทุกคนก็น่ารักมากครับ ทุกอย่างราบรื่น พอเล่นจริงก็ไปได้ด้วยดี” เข้าฉากกับปีเตอร์ เซิ่งอี้หลุน เยอะมั้ย? “เกือบทุกซีนครับ มีไปฝึกนู่นนี่นั่น ตัวเค้าจะฝึกเรื่องความเป็นเชฟ เราฝึกความแอ็กชัน เรื่องการทำงานเค้ามืออาชีพมาก พร้อมคุยพร้อมแก้ปัญหาไปกับเราตลอดเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ”

ร่วมงานกับโจ๊ก โซคูล และใบเตย สุวพิชญ์ เป็นไงบ้าง?

“ทุกคนเค้าตลกธรรมชาติ ทุกอย่างมันดีไปหมดแล้วเหมือนเค้าถนัดเรื่องนี้อยู่แล้ว เรื่องนี้มันจะมีพาร์ตทั้งดราม่ากับตลก ผมจะอยู่คาบเกี่ยวทั้งดราม่าและตลก ยิ่งพี่โจ๊กยิ่งไปกันใหญ่ พี่โจ๊กเป็นคนตลกหน้าตายแล้วก็คิดมุกใหม่ๆได้เสมอ ทำให้ผมตามเค้าทันยาก ทีมจีนทุกคนก็ชอบพี่โจ๊ก ธรรมชาติของพี่โจ๊กคือเค้าเป็นคนตลกสายใช้ร่างกายอยู่แล้วครับ ไม่ต้องพูดก็สื่อสารได้” ความยาก ความลุย ความมันส์ของเรา? “ตอนแรกนึกว่าตัวเองจะได้เป็นเชฟแต่ว่าสุดท้ายแล้วได้ อีกบทบาทนึงซึ่งผมก็ชอบอยู่ดีนะ คือในเรื่องมันจะมีรายการฮันเตอร์เชฟที่เราต้องไปแข่งขันมันจะมีการแบ่งเป็น 2 ทีม คือทีมทำอาหารกับทีมไปหาวัตถุดิบซึ่งผมอยู่ทีมนี้ แล้วพอได้ไปวิ่งหาอาหาร หาวัตถุดิบ ผมชอบนะ มันได้แอ็กชันเยอะ เรื่องนี้ก็เป็นประสบ การณ์ที่สนุกดี ได้วิ่งไล่ตาม วิ่งหนี มีคนปาทุเรียนใส่มีครบหมด” ฉากประทับใจ? “เป็นซีนดราม่าตอนช่วงท้ายๆเรื่องแล้วผมต้องเข้ากับ อาวอ-จิราวัฒน์ ผมทำได้ไม่ดีเลย เลยปรึกษากับอาวอว่าถ้าเกิดอาวอเล่นแบบนี้เพื่อช่วยผมพอจะทำให้ได้มั้ย แล้วอาวอก็ยินดีทำให้มากๆ อีกซีนคือพี่เบิร์ดผู้กำกับเห็นว่าเราเครียด ทำได้ไม่ได้สักที พี่เค้าก็เดินมา บอกว่าเราทำได้เค้าเชื่ออย่างนั้น มันเป็นคำให้กำลังใจที่ดีมากๆ คือช่วงเวลานั้นมันกดดันเพราะผมเพิ่งได้รางวัลสุพรรณหงส์ เป็นช่วงพีก พอเราทำได้ไม่ดีเราก็รู้สึกตั้งคำถามกับตัวเองว่าเนี่ยเหรอนักแสดงสุพรรณหงส์ ไม่มีใครใช้สิ่งนี้มากดดันเราหรอกแต่เราคิดเอง”

หนังเรื่องน่าสนุกยังไง?

“บันเทิงแน่นอนนะครับ เพราะมีทีมนักแสดงที่แข็งแรงมารวมกัน มีเรื่องของการให้แรงบันดาลใจกับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจออะไร เพราะว่าในเรื่องเจียไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความฝันอะไร แล้วพอมีโอกาสที่เค้าได้รับมา สุดท้ายเค้าก็ทำมันอย่างเต็มที่ หนังทุกเรื่องที่ผมเล่นสิ่งแรกที่รู้สึกว่าทุกคนน่าจะได้แน่นอนคือความบันเทิงครับ ส่วนจะได้เมสเสจดีๆมั้ยมันถือว่าเป็นโบนัสทุกคน”

รีวิวการทำงานปีนี้คิดว่าตัวเองเติบโตในด้านไหน?

“เติบโตขึ้นยังไงบ้าง ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโตขึ้นมั้ย แต่มันคงเป็นความแบบสัมผัสได้ว่าเราไม่ได้ Extreme เท่าเมื่อก่อนแล้วกันครับ”

มีคนแตะเบรกให้หรือเปล่า?

“(ยิ้ม) ไม่ๆครับ คือมันจะเป็นข้อเสียของผมอย่างนึงเวลารับงาน ที่ผมไม่เคยทำตามความตั้งใจของตัวเองได้เลย คือตั้งใจรับทีละเรื่องเท่านั้น แต่สุดท้ายเป็นนิสัยเสียของเรามากคือเราโลภ บทสนุกก็อยากเล่นแล้วมันจะกลายเป็นควบ 2 เรื่องแย่ที่สุดคือ 4 เรื่องพร้อมกัน ไม่ชอบเลย ณ ตอนนั้นที่เราเกลียดตัวเองมากแต่เราก็ชอบบท ก็อยากโฟกัสทีละเรื่องให้ได้”

ในปีนี้มีเรื่องความรักกับแอฟ ทักษอร ทำให้คนรักและเห็นเราในมุมต่างๆมากขึ้น?

“ก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะครับแล้วก็ขอบคุณทุกๆคนเลย”

ณ วันนี้ความรักเป็นไงบ้าง?

“ก็ดีครับ ยังคงไปในทิศทางที่ดีเหมือนเดิมเลยครับ เราก็ยังรู้สึกว่ายังแฮปปี้ทุกอย่าง”

เวลามีโมเมนต์ที่เราพูดถึงแอฟ และแอฟพูดถึงเรายิ่งทำให้คนอินคู่เรา?

“ผมว่ามันก็เป็นการแชร์ปกติ เราก็รู้สึกแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้ ไม่เคยคิดจะปิดบังอยู่แล้ว ถ้าถามก็บอกได้หมด แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะพูด”

ยังมีอะไรที่ต้องพิสูจน์ต่อกันอีกมั้ย?

“ก็คงต้องค่อยๆปรับเข้าไปเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้อาจจะคุยกันมาถึงขนาดนี้แต่สุดท้ายมันก็จะมีบางเรื่องต้องปรับกัน มันไม่มีคู่ไหนที่เข้ากันได้หมดทุกเรื่อง 100% อยู่แล้ว มันต้องปรับกันไปเรื่อยๆ”

ล่าสุดไปงานแต่งคุณเปิ้ล ผู้จัดการแอฟมาเป็นไงบ้าง?

“งานก็สบายๆมากๆ มันจะมีความเป็นทางการแต่ก็ไม่ได้ทางการขนาดนั้น มันค่อนข้างสบาย แต่คนที่ได้ดอกไม้จากเจ้าสาวคือพี่สาวผมนะ ตลกดี พี่แอฟเค้าก็จับเชือกจากช่อดอกไม้แต่ไม่ได้ ผมก็ลุ้น ไม่ได้ลุ้นให้เค้าได้ดอกไม้นะ ลุ้นให้พี่เค้าร้องเพลง อย่างที่คนบอกว่าเค้าเต้น ผมก็ไม่เห็นอะไรเลย”

ปีนี้ลักกี้อินเกม ลักกี้อินเลิฟ?

“ลักกี้อินเลิฟครับ”

ถามถึงอาการป่วย ของแอฟกับน้องปีใหม่ที่ป่วยจนต้องแอดมิตด้วยกัน ทั้งคู่ ล่าสุดรับบทบุรุษพยาบาลส่วนตัว เฝ้าไข้แอฟ?

“ผมเห็นอาการพี่เค้าไม่ค่อยดีมาเป็นอาทิตย์แล้วครับแต่พี่เขาดื้อ คือพี่เขาตั้งใจทำงานมากเราก็เลยรู้สึกว่าอยากพาพี่เค้าไปหาหมอจังเลย แต่เค้าก็ยังไม่ยอมไป จนนั่นแหละครับป่วยหนัก อ่อนเพลีย เป็นไข้หวัด ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว หายแล้วครับ”.


เรื่อง: สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย

บุคคลในข่าว 14 ธันวาคม 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2830757

บุคคลในข่าว 14 ธันวาคม 2567

14 ธ.ค. 2567 05:03 น.

บุคคลในข่าว 14 ธันวาคม 2567

ผลงานพิสูจน์จากเนื้องาน ไม่ใช่แค่ คำพูด

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทอดพระเนตรงาน “กุหลาบรวมน้ำใจ เทิดไท้องค์ราชัน” ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ณ สยามพารากอน เมื่อวันก่อน.

“ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน…อาศัยฤกษ์ดีช่วงใกล้ส่งท้ายปลายปี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดฟลอร์เป็นประธาน แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” พร้อมมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของ นายกรัฐมนตรี…โดย นายกฯแพทองธาร ระบุว่า ช่วงเวลา 90 วัน เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เข้ามาเรียนรู้และทำเรื่องต่างๆ เพื่ออนาคตประเทศ วางรากฐานโครงสร้างที่สำคัญไว้ให้กับ ประเทศไทย ในอีกทศวรรษข้างหน้า ให้ ประเทศไทย ของเรา มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ภาพประเทศไทยในปี 2568 เป็นปีของโอกาสที่จับต้องได้ สร้างสิ่งที่เป็นแค่ความฝันให้เกิดขึ้นจริงได้

ประชุม อาสา สารสิน จัดประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครั้งที่ 2/2567 โดยมี ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ, วิทิต ลีนุตพงษ์, สมพันธ์จารุมิลินท, ณินทิรา โสภณพนิช และ สุภัททา สังสิทธิ มาร่วมประชุมด้วย ที่หอศิลป์ วันก่อน.

นายกฯแพทองธาร ยังสำทับด้วยว่า เมื่อเกิดปัญหาของน้ำท่วมหนักในพื้นที่ ภาคเหนือและมีดินโคลนถล่ม สามารถเยียวยาได้รวดเร็ว รวมถึงน้ำท่วมพื้นที่ ภาคอีสาน และ ภาคใต้ ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งมีมานาน จากนี้ต้องแก้กฎหมายให้ประชาชน ขุดลอกคูคลองเอาดินไปขาย เป็นโครงการใหม่ที่จะศึกษาในรายละเอียดต่อไป มากไปกว่าการสร้าง ฟลัดเวย์ ที่เป็นโครงการใหญ่แก้ปัญหาน้ำแล้งให้คนภาคกลางโดยมอบให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการต่อไป….สำหรับปัญหา ฝุ่น PM2.5 ปีนี้พื้นที่ภาคเหนือลดการเผาได้ 50% แต่การจะให้หมดไปเลยต้องใช้เวลาอีกนาน จึงมีนโยบายไม่รับซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อคืนสุขภาพที่ดีให้ประชาชน ส่วนปัญหา ยาเสพติด รัฐบาลเอาจริง โดยจะทำแพลตฟอร์มให้ประชาชนแจ้งเบาะแสยาเสพติดได้โดยตรงมาถึงนายก รัฐมนตรี สำหรับเรื่อง ราคาพลังงาน เรื่องนี้จะต้องถูกจัดการและ ค่าไฟ ค่าพลังงาน ในปีหน้าจะต้องลดลงอย่างแน่นอน โดยให้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ให้ไปดูในเรื่องนี้ ส่วน ธุรกิจนอกระบบ หรือ ใต้ดิน จะนำเข้าสู่ระบบและเสียภาษี เพราะธุรกิจเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่า 49% ของ จีดีพี เป็นแหล่งรวมมาเฟียและการคอร์รัปชันของข้าราชการบางส่วน โดยมอบให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ รองนายกฯประเสริฐ ไปดำเนินการต่อไป

ให้ทุน เพิ่มพูน ไกรฤกษ์, จีรานุช ภิรมย์ภักดี และ ณัยณพ ภิรมย์ภักดี มอบทุนการศึกษา “ทุนมูลนิธิจำนงค์ ภิรมย์ภักดี” ประจำปี 2567 ให้นักศึกษาแพทย์และนักเรียนเตรียมทหาร โดยมี พิภพ อำนวยพร และ ม.ล.พงศ์พัฒนเดช ดิศกุล มาร่วมในพิธีด้วย ที่บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ วันก่อน.

ในปี 2568 จะนำนโยบายดีๆที่เคยใช้ในอดีตกลับมาใช้ อาทิ นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ส่งเด็กเรียนเก่งไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ โดยเงินกองสลากฯ หนึ่งอำเภอหนึ่งซัมเมอร์ แคมป์ ส่งเด็กไทยไปเรียนซัมเมอร์แคมป์ต่างประเทศ และนำเงิน กองสลากฯ มาพัฒนา โรงเรียนประจำอำเภอ นอกจากนี้จะ กระจายอำนาจสู่ชุมชน ส่งเงินถึงมือประชาชนโดยตรงทุกหมู่บ้าน และ โครงการบ้านเพื่อคนไทย ให้คนไทยโดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ไม่เคยมีบ้านได้มีที่อยู่ใจกลางเมือง รวมถึง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย และ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 สำหรับ ผู้สูงอายุ 4 ล้านคน จะได้ใน วันตรุษจีนปี 2568 และ เฟส 3 บุคคลทั่วไป จะให้ในรูปแบบดิจิทัล จะทำสำเร็จในปี 2568…โชว์ผลงาน 3 เดือนที่ผ่านมา และต่อยอดนโยบายใหม่ ส่วนจะสำเร็จจับต้องได้แค่ไหนต้องรอลุ้นกัน

อาร์ตทอย รวิศรา จิราธิวัฒน์ และ วิลเลี่ยม หล่อว จัดงาน “Teddy LuLu Party All TheTime” อาณาจักรแห่งความน่ารักสดใสของ LuLu the Piggy อาร์ตทอยหมูน้อยสีชมพูสุดฮิต จัดถึง 2 ก.พ.68 โดยมี อิสรีย์ ชินสวนานนท์ และ วิง แลม มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.

อืม…หลังจาก ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.พรรคเพื่อไทย ถอนฟืนออกจากกองไฟ ถอน ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม กลับไปศึกษาทบทวนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่าง กองทัพ กับ เพื่อไทย…ทางด้าน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า จริงๆเป็นความคิดริเริ่มของบางคน โดยที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรองของ พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าผ่านการกลั่นกรองของพรรคแล้วต้องรู้ว่า สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร…ส่วนที่บางคนมองว่านายใหญ่สั่งมานั้น ตนเองไม่รู้เรื่อง ทราบข่าวยังตกใจ จริงๆไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายด้วยซ้ำแค่แก้ ระเบียบกลาโหม ก็ทำงานคล่องตัวเยอะขึ้น คนที่เสนออาจไม่เข้าใจ นายกฯแพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็ตกใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เข้ากระบวนการของพรรค …สำหรับการที่ พรรคภูมิใจไทย ออกตัวว่าไม่สนับสนุนการแก้ไขเรื่องนี้ ทางพรรคภูมิใจไทย อาจจะพูดเร็วไปหน่อย ยังไม่ได้ถามเลยว่าเป็นมติของ พรรคเพื่อไทย หรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่มติพรรค แต่ พรรคภูมิใจไทย รีบหล่อเร็วไปนิด หล่อช้าๆอีกนิดก็ได้…ได้จังหวะเหน็บกลับพอหอมปากหอมคอ

เช่าพื้นที่ กรณ์ ณรงค์เดช และ ยูจิ โอกาโมโตะ ให้การต้อนรับ ออมสิน ศิริ และ ชัยพัชร์ นาคมณฑนาคุ้ม ในโอกาสเลือกเช่าพื้นที่เป็นสำนักงานใหญ่บริษัทหลักทรัพย์บียอนด์ โดยมีปทิตตา มิลินทจินดา และ ปลื้มจิตต์ ไชยา มาร่วมงานด้วย ที่อาคาร OCC ถนนเพลินจิต วันก่อน.

ฮัดชิ้ว…ถือเป็นข่าวใหญ่ กรณี ชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านของ สุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี โดยภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว “สุนทร” และลูกน้องรวม 7 คน พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต…งานนี้ นอกจากปมขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นแล้ว คงไม่แคล้วโยงการเมืองระดับชาติเรื่องเปลี่ยนขั้วย้ายข้างด้วย จบข่าว

เวลคัม วิชา พูลวรลักษณ์, นิธี สีแพร และ บุญชัย อัศวฤทธิพรหม์ จัดงาน “CineAsia 2024 Reception Night” เพื่อต้อนรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ โดยมี แอนดรูว์ ซันไชน์, ดร.มัน–นาง ชอง และ ริชาร์ด เกลฟอนด์ มาร่วมงานด้วย ที่ไอคอนสยาม วันก่อน.

สังคมทั่วไป…สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดฝึกอบรมหลักสูตร “วุฒิบัตรผู้ตรวจสอบภายในวิชาชีพ Professional Internal Auditor Certificate (PIAC) Part 2 รุ่นที่ 1” ที่ห้องพาโนรามา 1 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ 14 ธ.ค. 09.00 น.

มาเที่ยวไทย ทิม เทต และ อำไพ จักราจุฑาธิบดิ์ จัดงานเลี้ยงต้อนรับ วิกตอเรีย เคียร์ ธีลวิก มิสยูนิเวิร์ส 2024 ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมี ทัชฐนีย์ ศิริเยี่ยม, พ.ต.อ.โกวิทย์ จิรชนานนท์ และ ดร.สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน วันก่อน.

ดร.ปุณิกา เพ็ญสุวรรณ จัดงานประกวด Miss Landscapes of the World Thailand 2024 นางงามรักษ์โลก รอบตัดสินเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสู่เวทีระดับโลก ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแมนดาริน 14 ธ.ค. 19.00 น.

ฉลองมงคลสมรส ณพรรษศร ตั้งวิรุฬห์ กับ ชานน ไพศาลยกิจ ที่ห้องพระวิษณุ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น 14 ธ.ค. 12.30 น.

เล่นเพลิน รัตนธร สัณหอุไร และ ธนชาติ พงษ์ประสิทธิ์ เปิด “Bouncetopia” บ้านลมยักษ์ส่งตรงจากสิงคโปร์ มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยมี สลิลทิพย์ นิยมมาลัย, ชลวิภา สุวิชานิจกุล และ ภัสสรา อมรพิมลธรรม มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่ วันก่อน.

ศพคุณแม่วารินทร์ ลลิตนันทวงศ์ มารดา ลูกขวัญ ลลิตนันทวงศ์ ตั้งสวดศาลา 7 วัดพรหมวงศาราม ประชาสงเคราะห์ 27 ดินแดง กทม. 18.00 น. ถึง 17 ธ.ค. ฌาปนกิจ 18 ธ.ค. 15.00 น.

“ธนูเทพ”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเปิดประมูลเนื้อวาฬฟิน “ที่ถูกจับได้ครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830734

ญี่ปุ่นเปิดประมูลเนื้อวาฬฟิน "ที่ถูกจับได้ครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี

14 ธ.ค. 2567 06:53 น.

ญี่ปุ่นเปิดประมูลเนื้อวาฬฟิน “ที่ถูกจับได้ครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี

ญี่ปุ่นเปิดการประมูล “เนื้อวาฬฟิน” ที่จับได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปีนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดยถูกประมูลไปในราคาสูงกว่า 42,000 บาทต่อกิโลกรัม

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า วาฬฟินน้ำหนักประมาณ 1.4 ตันที่ถูกจับได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปีจากบริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ถูกนำมาแล่เป็นชิ้น แล้วถูกนำออกมาประมูลในตลาดปลา โดยวาฬฟินเป็นวาฬที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 รองจากวาฬสีน้ำเงิน ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งจะเพิ่มชื่อวาฬสายพันธุ์นี้เข้าไปในบัญชีล่าวาฬเชิงพาณิชย์ และเพิ่งมีการจับวาฬฟินได้ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

การประมูลเนื้อวาฬฟิน มีขึ้นที่ตลาดปลาซัปโปโร และท่าเรือชิโมโนเซกิ ซึ่งเป็นของเนื้อปลาที่ถูกจับได้นอกชายฝั่งเกาะฮอกไกโด เกาะหลักทางตอนเหนือของญี่ปุ่น และเนื้อส่วนหาง จะถูกนำไปทำเมนูที่เรียกว่า “โอโนมิ” ทำราคาได้สูงสุด 200,000 เยน หรือประมาณ 44,000 บาท ต่อกิโลกรัม

โดยญี่ปุ่นกำลังพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงแบบดั้งเดิมที่มีการล่าวาฬ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั่วโลกเนื่องจากวาฬอยู่ในรายชื่อสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ที่ผ่านมากว่า 30 ปี ญี่ปุ่นปฏิบัติตามแนวทางล่าวาฬเพื่อการวิจัยเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นเพียงข้ออ้างในการล่าวาฬเพื่อการค้า โดยญี่ปุ่นกลับมาดำเนินการล่าปลาวาฬเพื่อการค้า ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกครั้ง หลังจากถอนตัวจากคณะกรรมาธิการการล่าปลาวาฬระหว่างประเทศในปี 2019 และในปีนี้สำนักงานการประมงของญี่ปุ่นได้เพิ่มวาฬฟินเข้าไปในรายชื่อวาฬ 3 สายพันธุ์ที่สามารถล่าได้อย่างถูกกฎหมาย

ขณะที่อย่างไรก็ตามปัจจุบันเนื้อวาฬไม่ได้เป็นที่นิยมรับประทานมากนัก ตามข้อมูลของสำนักงานประมงระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื้อวาฬถูกแทนที่ด้วยเนื้อปลาสายพันธุ์อื่นอย่างรวดเร็ว และปริมาณการจำหน่ายเนื้อวาฬก็ลดลงเหลือประมาณ 2,000 ตันต่อปี

สลด ไฟไหม้โรงพยาบาลที่อินเดีย ตาย 7 ศพ บาดเจ็บกว่า 30 ราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830850

สลด ไฟไหม้โรงพยาบาลที่อินเดีย ตาย 7 ศพ บาดเจ็บกว่า 30 ราย

14 ธ.ค. 2567 03:55 น.

สลด ไฟไหม้โรงพยาบาลที่อินเดีย ตาย 7 ศพ บาดเจ็บกว่า 30 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วที่โรงพยาบาลในอินเดีย ขณะเกิดเหตุมีผู้ป่วยรับการรักษาอยู่กว่า 100 ราย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ บาดเจ็บกว่า 30 ราย

วันที่ 14 ธันวาคม 2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงเผาวอดอาคาร 4 ชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลรักษาโรคกระดูกและข้อ ที่เมืองฑิงฑิคุล ในรัฐทมิฬนาฑู โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำรถดับเพลิงไปยังจุดเกิดเหตุแล้วเร่งดับไฟ ในขณะที่เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงผู้หญิงและเด็ก นอกจากนี้ยังพบผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถูกไฟไหม้ตามร่างกาย และมีอาการสำลักควัน ประมาณ 30 ราย

สื่อท้องถิ่นรายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ที่ระบุว่า มีรถพยาบาลประมาณ 50 คันช่วยกันเร่งขนย้ายอพยพผู้ป่วยไปยังศูนย์พยาบาลแห่งอื่นๆ เบื้องต้นเชื่อว่าต้นเพลิงมาจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณห้องโถงรับรองชั้นล่าง ก่อนที่จะลุกลามไปทั้งอาคารอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทางการรัฐทมิฬนาฑูส่’สารแสดงความเสียใจถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงพยาบาล พร้อมระบุว่าผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

https://www.naewna.com/local/847430

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.47 น.

13 ธ.ค. 2567 ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2565 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว รวม 15 ราย ซึ่งเป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ระบุว่า ผู้ร้องได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไก่กระทงประกันราคากับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีข้อสัญญากำหนดให้ผู้ร้องต้องซื้อลูกไก่ อาหาร และเวชภัณฑ์จากบริษัท และเลี้ยงไก่ตามกระบวนการของบริษัท โดยบริษัทจะประกันราคารับซื้อไก่คืน แต่บริษัทกลับเอาเปรียบด้วยการส่งมอบลูกไก่ที่ไม่แข็งแรงและอาหารไก่ที่ไม่มีคุณภาพให้ ทำให้ไก่ป่วยและตายจำนวนมาก แม้ผู้ร้องจะพยายามเจรจากับบริษัทหลายครั้งเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาใดๆ เป็นเหตุให้ผู้ร้องประสบกับภาวะขาดทุนและต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก จึงประสงค์ให้ กสม. ตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี กรณีตามคำร้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว หรือเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว อันเป็นไปตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 กสม. จึงไม่สามารถพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม กรณีตามคำร้องอาจมีผลกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มเกษตรกรจึงเห็นควรให้มีการพิจารณาศึกษา รวบรวมข้อเท็จจริง และวิเคราะห์กรณีดังกล่าว เพื่อมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กสม. ได้พิจารณาจากคำร้อง ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน เอกสารที่เกี่ยวข้องและความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 73 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้

โดยที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลที่ทำงานในพื้นที่ชนบท (UNDROP) หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ได้วางกรอบแนวทางให้รัฐต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อทำให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานในภาคเกษตรกรรมเป็นจริงอย่างสมบูรณ์

ซึ่งรวมถึงการตรากฎหมายและนโยบาย และการจัดให้มีกลไกการชดเชยและเยียวยาแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิ เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งมักเผชิญกับความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานประเภทอื่นๆ ได้รับความคุ้มครองให้มีสภาพการทำงานที่เป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตลอดจนกลไกการเยียวยาเมื่อถูกละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่เป็นข้อจำกัดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา 6 ประเด็น ดังนี้

(1) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 คำนิยาม “ระบบเกษตรพันธสัญญา” มีลักษณะเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจแต่มีศักยภาพที่จะทำสัญญากับเกษตรกรจำนวนน้อยกว่า 10 ราย และเกษตรกรคู่สัญญา ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฯ อีกทั้งก่อให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยการทำสัญญากับเกษตรกรน้อยกว่า 10 ราย นอกจากนี้ เกษตรกรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดา ยังไม่ได้รับความคุ้มครองพื้นฐานจากการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาตามนิยามของกฎหมายด้วย

(2) การกำหนดรูปแบบสัญญา เงื่อนไขของสัญญา และการเก็บรักษาสัญญา พบว่า ข้อสัญญาในระบบเกษตรพันสัญญา ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในหลายประเด็น เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีจากมูลหนี้ที่ค้างชำระ การผลักภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงไก่กระทงให้เกษตรกรแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหาย นอกจากนี้ กระบวนการทำสัญญายังมีลักษณะเร่งรัด ไม่โปร่งใส เกษตรกรถูกเร่งให้ลงนามในสัญญาโดยไม่มีโอกาสต่อรองหรือแก้ไขเงื่อนไขของสัญญา ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาภายหลังผ่านช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเกษตรกร

(3) มาตรฐานคุณภาพของปัจจัยการผลิต พบว่าปัจจัยการผลิตที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจัดหาให้แก่เกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ลูกไก่ไม่แข็งแรง อาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและรายได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจมักให้เกษตรกรปกปิดข้อมูลความเสียหาย ไม่ให้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและเข้าตรวจสอบ โดยให้คำมั่นว่าจะชดเชยความเสียหายในภายหลัง แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง

(4) คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พบว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการมีตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเกษตรพันธสัญญา คือ ผู้แทนเกษตรกรเพียง 3 คน จากองค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งหมด 25 คน ซึ่งอาจส่งผลให้เสียงของเกษตรกรถูกลดทอนความสำคัญ และอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ไม่ครอบคลุมหรือไม่สามารถสะท้อนมุมมองของเกษตรกรอย่างแท้จริง

(5) คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ ยังขาดองค์ประกอบของนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกร ที่มีความเข้าใจบริบทของการทำการเกษตรในพื้นที่ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในกระบวนการไกล่เกลี่ยได้

และ (6) บทกำหนดโทษ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ กำหนดโทษปรับสูงสุดแก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนกฎหมายไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนและผลกำไรที่ได้จากการลงทุนแล้วเห็นว่า โทษไม่สมดุลและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด รวมทั้งไม่มีผลในการป้องกันและหยุดยั้งการกระทำผิดของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 มีมติให้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สรุปได้ดังนี้

(1) ทบทวนนิยามคำว่า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” และ “เกษตรกร” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองในหลักการพื้นฐานของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาให้ครอบคลุมถึงนิติบุคคลที่มีธุรกิจขนาดเล็ก (S) และขนาดกลาง (M)

(2) ออกประกาศกำหนดรูปแบบของสัญญา เพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาและป้องกันมิให้กำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือเอาเปรียบคู่สัญญา รวมทั้งให้แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 มาตรา 20 โดยกำหนดให้บริษัทต้องมอบสัญญาให้เกษตรกรเก็บรักษาไว้ 1 ฉบับ และเก็บรักษาที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอีก 1 ฉบับ

หรือในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงแก้ไขสัญญาร่วมกัน ให้นำสัญญาฉบับใหม่มาให้หน่วยงานเก็บรักษาด้วย เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาโดยที่คู่สัญญาไม่ทราบรายละเอียด และแก้ไขปรับปรุงมาตรา 21 โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติให้ชัดเจนว่า การระบุรายละเอียดในสัญญาต้องไม่มีลักษณะหรือมีผลทำให้เกษตรกรปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะคาดหมายได้ตามปกติ และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องได้รับการตรวจร่างและดำเนินการต่อหน้าพนักงานอัยการประจำสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อสัญญาแก่เกษตรกรได้โดยตรง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ควรกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำสัญญาที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

(3) ออกประกาศกำหนดรายละเอียดในสัญญาเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ในสัญญาต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจทางเกษตรในการรับรองคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตก่อนส่งมอบแก่เกษตรกรเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลการทำสัญญาต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของปัจจัยการผลิต รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือกระบวนการตามกฎหมายในการใช้สิทธิโต้แย้งดังกล่าว ตลอดจนบทลงโทษกรณีผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรปกปิดข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

(4) ทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด โดยเพิ่มสัดส่วนของกรรมการที่เป็นนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

และ (5) ทบทวนบทกำหนดโทษกรณีการไม่ส่งมอบสัญญาให้เกษตรกรในวันทำสัญญาและกรณีการกำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายไว้ในสัญญา โดยแก้ไขปรับปรุงบทลงโทษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกษตรกรอาจได้รับ

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าจัดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ต่อเนื่องปีที่ 3

https://www.naewna.com/lady/847454

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าจัดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ต่อเนื่องปีที่ 3

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าจัดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ต่อเนื่องปีที่ 3

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.22 น.

ท่านพระครูวินัยธรจีรเดช จิรเตโช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (ประธานพิธีฝ่ายสงฆ์) กล่าวสัมโมทนียกถา นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) (ประธานพิธีฝ่ายฆราวาส) กล่าวเปิดงาน โดยมี ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประชาชนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ร่วมพิธีเปิดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 “สื่อ เตือน สติ” ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายในการส่งเสริมสร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม พัฒนาพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อเสริมพลังสร้างสรรค์ให้คนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม มีความยินดีที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมไทย และการส่งเสริมสถาบันพระพุทธศาสนา โดยเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบกิจกรรมสื่อผสมผสานอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั้งภายในและต่างประเทศ ให้เข้าถึงได้โดยง่าย ผ่านการจัดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 3 ในรูปแบบ On Ground Event ซึ่งได้รับความกรุณาจาก วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ในการจัดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “สื่อ เตือน สติ” เผยแพร่สื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินมายังวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2567

ดร.ธนกร ศรีสุขใส กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงได้สร้างสรรค์กิจกรรมทั้งในรูปแบบ On Ground Event และ Online Event สร้างพื้นที่ให้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับสื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา เผยแพร่ให้ประชาชนทั้งภายในและ ต่างประเทศเข้าถึงสื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาได้โดยง่าย โดยการจัดงานพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “สื่อ เตือน สติ” ซึ่งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มุ่งเน้นที่จะให้ผู้ที่มาชมงานครั้งนี้ ได้รับสาระ ความรู้ หลักธรรม หลักคิด รวมถึงความสนุกสนานเบิกบานใจ ต้องการให้ทุกท่านมีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาการเจริญปัญญาโดยการคิดแบบโยนิโสมนสิการ   มาประยุกต์เป็นให้เป็นหลักธรรมนำสุข โดยในวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ได้มีการเปิดงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 “สื่อ เตือน สติ” ในรูปแบบ On Ground Event เพื่อให้ประชาชน ผู้สนใจ ได้เข้าชม

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมนิทรรศการแบบผสมผสาน กิจกรรมสุขาใจ นำโดยครูโกโก้ กกกร ทีมอาสาธนาคารสติ เครือข่ายชีวิตสิกขา รับฟังการเสวนาธรรมจากวิทยากร รศ.สุเชาว์ พลอยชุม, คุณเพชรี พรหมช่วย,คุณฤดีมาส ปางพุฒิพงศ์ และการแสดงจากผู้รับทุนโครงการเมตะดนตรีไทย ระนาดไทยเมตะเวิร์ส โดยงานมหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 “สื่อ เตือน สติ” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร

และวันที่ 14 ธันวาคม 2567 จะเป็นการเปิดงานในรูปแบบ Online Event ซึ่งประชาชนผู้สนใจ สามารถศึกษาธรรมในรูปแบบดิจิทัล ได้อย่างสะดวกผ่านระบบออนไลน์ทาง http://www.tmfbuddhistmedia.thaimediafund.or.th ซึ่งจะเผยแพร่ข้อมูลธรรมะอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั้งภายในและต่างประเทศ ให้เข้าถึงได้โดยง่าย โดยรวบรวมผลงานด้านพุทธศาสนามาแบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่ อ่านธรรม ดูธรรม ฟังธรรม ท่องเที่ยวธรรม และ สนทนาธรรม

-(016)

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/847323

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14  ธันวาคม 2567

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 14 ธันวาคม 2567

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Krispy Kreme ชวนชิมโดนัทในกล่อง “Krispy Kreme Holiday Greetings Tin Box” ให้เลือกสะสม 2 สี 2 สไตล์ถึง 5 ม.ค. ที่ ร้านคริสปี้ ครีม

Cinnabon ชวนชิม“ซินนามอนโรลรสชาติดีที่สุดในโลก” ใน “Cinnabon New Year Belt Box” สุดเก๋ เมื่อซื้อ Cinnabon ขนาดปกติรสชาติใดก็ได้ 4 ชิ้น ถึง 15 ม.ค. ที่ ร้านซินนาบอน ทุกสาขา

เครือเฮอริเทจ ชวนชิม “วันเดอร์พัฟฟ์” ข้าวโพดอบกรอบผสมถั่วพรีเมียมราคาพิเศษ ถึง 15 ธ.ค.ที่ ห้างฟู้ดแลนด์ ทุกสาขาโทร.02-8130954-5

ชวนชิม

Shu Daxia ชวนชิม เซตหม้อไฟหัวมังกรทั้ง หมู, ไก่, เนื้อ, ทะเล พร้อมน้ำซุป 4 แบบ เริ่มต้น 398 บาท เฉพาะจันทร์-วันศุกร์ 11.00-16.00 น. ถึง 31 ธ.ค.ที่ ร้านสู่ต้าเสีย ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนชิมเมนูใหม่ “โอ้วว มาย ชีสสสส” พิซซ่าที่อัดแน่นด้วยชีสสุดพรีเมียม ทั้งมอสซาเรลลาชีส พาเมซานชีสและชีสสไลด์ ราคา 459 บาท ถึง 31 ม.ค. ที่ ร้านพิซซ่า ฮัท

ชวนชิมอาหารคาวหวาน ของขึ้นชื่อประจำจังหวัดในงาน “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง” ตอน “ด้วยรักษ์และปลาทู” ถึง 22 ธ.ค.ที่ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม

ชวนช็อป

ชวนช็อปอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แบรนด์ เฮอริเทจ, บลูไดมอนด์, ซันคิสท์,นัท วอล์คเกอร์ ฯลฯ ในงานกาชาดประจำปี 2567 พร้อมโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 50% ถึง 22 ธ.ค.ที่ บูธ B02 สวนลุมพินี           

ชวนช็อปสินค้าแฮนด์เมด ของกินแสนอร่อยฯลฯ ในงาน “ตลาดนัดวัยเรียน ปี 3” เพื่อสร้างประสบการณ์ สร้างอาชีพผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ วันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

ชวนช็อปสินค้าแบรนด์ดังเครือสหพัฒน์ในงาน “กบินทร์บุรี สหกรุ๊ปแฟร์ Final Sale” วันที่ 23-26 ธ.ค. ที่ลานข้างวิหาร “อี่ทงเทียนไท้” สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

ชวนใช้

ชวนร่วมกิจกรรมรักษ์โลกสรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมที่ยั่งยืน โครงการ MBK CARE ในงาน “Green Community” วันอังคารที่ 17 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ชวนสมาชิก MBK Plus แลกพอยท์สุดคุ้มกับแคมเปญ “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์แฮปปี้ ดีล” แลกสุขจุก ๆ กับเมนูพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการมากมาย ถึง 31 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ซันคิสท์ ชวนใช้กิฟต์เซตของขวัญสุดช่วงเทศกาล 2 รูปแบบให้เลือก ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมแก้วพรีเมียม ราคาพิเศษ 499 บาท จำหน่ายที่ร้านค้าชั้นนำ
โทร. 02-8130954-5

ชวนชม

ชวนชมศิลปินชื่อดัง ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กว่า 60 ชีวิตที่จะสลับสับเปลี่ยนกันมอบความสุขอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วันเต็ม29-31 ธ.ค.ที่ ริเวอร์พาร์คไอคอนสยาม

ชวนฉลองส่งท้ายปีกับงาน “ALLY Let’s Celebrate Joy Together 2025”ที่ ศูนย์การค้าในเครืออัลไล (ALLY)11 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “สวยสมบนคมดาบ” ในวันพุธที่ 18 ธ.ค. เวลา 12.55-13.10 น. และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “มนต์นทีวิถีสะแกกรัง” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค. เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

Wonderfruit จับมือ Daikin ยกระดับเทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ และความยั่งยืน

https://www.naewna.com/lady/847335

Wonderfruit จับมือ Daikin ยกระดับเทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ และความยั่งยืน

Wonderfruit จับมือ Daikin ยกระดับเทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ และความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ไดกิ้น ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ ร่วมกับ Wonderfruit  เทศกาลที่รวมเอาศิลปวัฒนธรรม ดนตรี ธรรมชาติ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันของไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์ของแขกผู้มาเยือน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ Wonderfruit ประจำปี 2567  โดยความร่วมมือนี้ ทางไดกิ้นจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานภายในสโลว์ วอนเดอร์ (Slow
Wonder) บ้านพักที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แขกที่มาเยือนรู้สึกถึงความสบาย จากระบบปรับอากาศอันแสนชาญฉลาด อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับพันธกิจด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมของทั้งสองแบรนด์

ในปี 2567 Wonderfruit ได้ตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ไปที่แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและความโปร่งใส รวมถึงเป้าหมายในการลดขยะที่ไปยังหลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์(zero landfill waste) บวกกับการลดปริมาณขยะและขยะเชื้อเพลิง (RDF) ลง 20% ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนกลุ่มชุมชนท้องถิ่นผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์ในภูมิภาค พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบด้านความยั่งยืนและรายงานผลอย่างโปร่งใส  ดังนั้น การร่วมมือกับไดกิ้นในครั้งนี้จึงช่วยสนับสนุนจุดมุ่งหมายหลัก ผ่านการใช้เครื่องปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน พร้อมเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์และสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดขยะให้เหลือศูนย์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ช่วยลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างสูงสุด

ไฮไลท์ของความร่วมมือนี้คือ “Slow Wonder” บ้านพักสุดหรูที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Wonderfruit โดยผสมผสานการออกแบบอย่างยั่งยืนเข้ากับความสะดวกสบายสำหรับผู้เข้าพัก บ้านพักเหล่านี้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยจากไดกิ้น เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศและประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่งการก่อสร้างบ้านพักเหล่านี้ใช้วัสดุและแรงงานในการก่อสร้างจากชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ Wonderfruit ในการสนับสนุนชุมชนและทรัพยากรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนถึงเป้าหมายระดับโลกของไดกิ้น ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้พลังงานอย่างรับผิดชอบต่อโลกและสังคม

ไดสุเกะ มุราคามิ ผู้อำนวยการใหญ่บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ กล่าวว่า “เป้าหมายของไดกิ้น ไม่ได้หยุดแค่การปรับปรุงคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่เรายังต้องการดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนและโลกของเรานี่คือหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ “Perfecting the Air” ของไดกิ้น การร่วมมือกับ Wonderfruit ในครั้งนี้ จึงเป็นการผสานนวัตกรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเทคโนโลยีผสานกับความคิดริเริ่ม พลังที่เกิดขึ้นย่อมไร้ขีดจำกัด”

มณฑล จิรา ผู้ร่วมก่อตั้งWonderfruit กล่าวว่า “Wonderfruit คือแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่สำหรับนวัตกรรมและการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ซึ่งไดกิ้นนับเป็นแบรนด์ที่พัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างล้ำสมัย ทั้งยังมีความมุ่งมั่นในการไปสู่จุดหมายในการเป็นกลางทางคาร์บอน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา เพราะการก้าวสู่สังคมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ดังนั้นผมจึงยินดีเป็นอย่างมากที่เกิดการร่วมมือกันระหว่างไดกิ้นและ Wonderfruit”

 ความร่วมมือระหว่างไดกิ้นและ Wonderfruit ในครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมและความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถสัมผัสได้จริงผ่านประสบการณ์ของผู้คน การผนวกเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่ประหยัดพลังงานเข้ากับพื้นที่สร้างสรรค์ครั้งนี้ จึงไม่เพียงแค่เป็นการสร้างความสบายให้แก่ผู้เข้าร่วมงานที่ต้องการร่วมเฉลิมฉลองศิลปะ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และพลังชุมชนเท่านั้น แต่พวกเขายังได้มีส่วนร่วมในเส้นทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน และนับเป็นต้นแบบสำหรับกิจกรรมระดับโลกในอนาคต ที่เราทุกคนสามารถร่วมสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อโลกไปพร้อมกันได้

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.daikin.co.th/ หรือ www.wonderfruit.co