วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

ทำดีเพื่อสังคม! ‘วัดพระธรรมกาย’ มอบปัจจัย-อุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุน ‘ศูนย์การศึกษาพิเศษ’ จ.ปทุมธานี เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ได้เดินหน้าภารกิจสาธารณสงเคราะห์ด้านการศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเน้นกลุ่มเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์และผู้แทนเข้าร่วมในพิธีมอบปัจจัยสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระครูภาวนาสุธรรมวิเทศ และ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย , พระครูสมุห์ สมชาย วํสธีโร ผู้แทนมูลนิธิธรรมกาย และนายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา ผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย

โดยคณะสงฆ์และผู้แทน ได้ร่วมกันมอบปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น ให้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี (หน่วยบริการคลองหลวง) ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการเอื้ออาทร ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการรับมอบ มี นางสาวภัทรภร หมื่นมะเริง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้แทนรับมอบ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับ เตรียมความพร้อมระยะแรกเริ่ม เพื่อเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี มีภารกิจสำคัญในการจัดและสนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี

การสนับสนุนด้านการศึกษาในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสาธารณสงเคราะห์ที่ มหาเถรสมาคม (มส.) ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์ไทยร่วมกันขับเคลื่อนทั่วประเทศ โดยวัดพระธรรมกายตระหนักดีว่า ‘การศึกษา’ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มีข้อจำกัด ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมถือเป็นพันธกิจสำคัญ

//////////-026

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย “อภิมหาแผ่นดินไหว” ครั้งล่าสุดแล้ว

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย "อภิมหาแผ่นดินไหว" ครั้งล่าสุดแล้ว

16 ธ.ค. 2568 12:12 น.

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย “อภิมหาแผ่นดินไหว” ครั้งล่าสุดแล้ว

ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกคำเตือนความเสี่ยงที่จะเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว หรือ Megaquake แล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกการเตือนภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันนี้ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับการเกิดอภิมหาแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น หลังการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงสุดราว 70 เซนติเมตร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 40 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงต่ออาคารหรือโครงสร้างพื้นฐาน ตามข้อมูลจาก JMA และสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติของญี่ปุ่น (FDMA)

หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ JMA ได้ออก คำเตือนพิเศษที่พบได้ไม่บ่อย โดยระบุว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิด Megaquake ซึ่งหมายถึงแผ่นดินไหวขนาด 8.0 หรือมากกว่า บริเวณทางตอนเหนือของประเทศ

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป จะมีโอกาสประมาณ 1% ที่จะเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว ภายในระยะเวลา 7 วัน จึงมีคำเตือนให้ประชาชนเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า เผื่อจำเป็นต้องอพยพอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม อิซเซอิ ซูกานุมะ เจ้าหน้าที่ของ JMA ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า แม้ช่วงเวลาการเตือนพิเศษสำหรับประชาชนได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เที่ยงคืน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดแผ่นดินไหวอีก จึงขอให้ประชาชนยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

JMA ระบุเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงในการเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ แต่จะค่อย ๆ ลดลงตามกาลเวลา

ทั้งนี้ ตามแนวทางการป้องกันภัยพิบัติของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หากเกิด Megaquake กลางทะเลในภูมิภาคฮอกไกโด–ซันริคุ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คำเตือนล่าสุด อาจทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 30 เมตร โดยสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 199,000 คน บ้านเรือนและอาคารถูกทำลายมากกว่า 220,000 หลัง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 31 ล้านล้านเยน หรือราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อภิมหาแผ่นดินไหว

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

16 ธ.ค. 2568 11:14 น.

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์หญิงชื่อดังของกัมพูชาถูกดำเนินคดี หลังโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถูกมองเป็นข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนกและกระทบความปลอดภัยกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญ รับคำฟ้อง นางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่า ทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ–ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่า  ประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน  พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ  ขณะที่คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดีย ในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

ที่มา Khmer Times

ภาพ Facebook/ Thy Sovantha

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

16 ธ.ค. 2568 11:03 น.

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ชี้แจงประเด็นทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ยืนยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย มีการโพสต์ข้อความล่าสุดทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงในประเด็นเรื่องทหารรับจ้างรัสเซีย ที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า กัมพูชาได้ว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงและมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ เป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มีการชี้แจงในเรื่องนี้แล้ว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

ที่ระบุว่า “รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ที่มา : FB สถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

16 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เรียกร้องไทยและกัมพูชาใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด เร่งยุติการสู้รบ ย้ำจีนพร้อมมีบทบาทสร้างสันติภาพ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เผยแพร่ข้อความที่ระบุว่า ภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้ คือการยุติการยิงสู้รบระหว่างกัมพูชาและไทยโดยเร็วที่สุด และการปกป้องความปลอดภัยของพลเรือน 

เอกอัครราชทูตจีนระบุว่า จีนหวังให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด และดำเนินมาตรการทุกทางเพื่อบรรลุการหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ย้ำว่า จีนจะยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมการเจรจาและการสร้างสันติภาพ และจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในแบบของจีน เพื่อสนับสนุนการหยุดยิงและการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

16 ธ.ค. 2568 10:08 น.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

นายกฯ มาเลเซียยอมรับ ต้องเลื่อนประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน หลังสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายร้องขอให้ชะลอ หวั่นความขัดแย้งลุกลาม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยเว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารนี้ จำเป็นต้องเลื่อนออกไป หลังสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง และมีความเสี่ยงจะบานปลาย

อันวาร์ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อระดมความเห็นประเทศสมาชิกอาเซียนในการคลี่คลายวิกฤตชายแดน แต่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ร้องขอให้เลื่อนการประชุมเป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าทุกฝ่ายยังคงประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง มีการเลื่อนการประชุมเล็กน้อย เนื่องจากยังต้องจัดการรายละเอียดหลายประการ แต่ยังคงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าว พร้อมเผยว่ามีการติดต่อกับทั้งสองประเทศเป็นรายวัน  นายอันวาร์ยังย้ำว่า การเจรจายังคงดำเนินต่อไป และทุกฝ่ายกำลังพยายามหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง.

ที่มา Phnom Penh Post

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

16 ธ.ค. 2568 09:27 น.

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้อง บีบีซีต่อศาลในรัฐฟลอริดา ข้อหาหมิ่นประมาท จากการตัดต่อคำปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 ในสารคดี Panorama โดยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นับเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลครั้งประวัติศาสตร์ในคดีที่มีการฟ้องร้องสื่อ โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า บีบีซีจงใจ บิดเบือน หลอกลวง และตัดต่อคำพูดอย่างมุ่งร้าย จนทำให้ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ 

สำหรับต้นตอของคดี เกิดจากสารคดี Panorama ซึ่งออกอากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2024 ได้มีการนำคำพูดของทรัมป์จากการปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 มาตัดต่อรวมกันในลักษณะที่ เปลี่ยนบริบทเดิม โดยคำพูดจริงของทรัมป์ที่กล่าวในวันนั้นตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้กล้าหาญของเรา” ก่อนที่อีกกว่า 50 นาทีต่อมา เขาได้กล่าวอีกว่า “และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

แต่ในสารคดี Panorama บีบีซีได้นำคำพูดทั้งสองช่วงมาตัดต่อให้ติดกัน กลายเป็นประโยคว่า

“เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะไปกับคุณ และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

ด้านสำนักข่าวบีบีซียอมรับเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าการตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างภาพว่าทรัมป์เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษแล้ว แต่บีบีซี ปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย และยืนยันว่าไม่มีมูลทางกฎหมายเพียงพอสำหรับคดีหมิ่นประมาท โดยจนถึงขณะนี้ บีบีซียังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังทรัมป์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว

ทรัมป์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเดินหน้าฟ้องบีบีซีอย่างแน่นอน โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องทำ พวกเขาโกง พวกเขาเปลี่ยนคำพูดที่ออกจากปากผม”

ทีมกฎหมายของทรัมป์ยังระบุด้วยว่า การตัดต่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นการหมิ่นประมาท แต่ยังเข้าข่าย ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เรียกค่าเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

คดีนี้สะท้อนความขัดแย้งระยะยาวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสื่อกระแสหลักระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เขายังคงมีบทบาททางการเมืองสูง และเตรียมกลับมาท้าชิงอำนาจอีกครั้งบนเวทีการเมืองสหรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

 ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

16 ธ.ค. 2568 09:09 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ยกระดับการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction – WMD) โดยการลงนามมีขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว โดยมีรัฐมนตรีกลาโหม ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงร่วมเป็นสักขีพยาน นับเป็นการสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของรัฐบาลต่อวิกฤตยาเสพติดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันจำนวนมากในแต่ละปี
 
คำสั่งของทรัมป์ยังกำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง เร่งติดตาม ยึด และคว่ำบาตรทรัพย์สินของสถาบันการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเฟนทานิล พร้อมให้ความร่วมมือใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงยุติธรรมในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังสั่งให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิใช้ขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ซึ่งเดิมใช้รับมืออาวุธทำลายล้างสูงรูปแบบอื่น มาระบุและรื้อถอนเครือข่ายลักลอบขนเฟนทานิลโดยตรง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การจัดสถานะเฟนทานิลเป็นอาวุธทำลายล้างสูง อาจเปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการอายัดทรัพย์ จับกุมเป้าหมายเฉพาะ และเฝ้าระวังองค์กรอาชญากรรม หลังรัฐบาลทรัมป์เคยประกาศขึ้นบัญชีกลุ่มค้ายาบางกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายมาแล้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านกฎหมายและขอบเขตอำนาจรัฐ.  

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

16 ธ.ค. 2568 08:56 น.

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

ผู้นำออสเตรเลียเผย เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนได มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม โดยมีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนซี ออกมายืนยันว่า เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนไดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) โดยจากข้อมูลทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่สืบสวนได้รับจนถึงขณะนี้ ชี้ชัดว่ามือปืนทั้งสองราย ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีเครือข่ายสนับสนุนในประเทศ แต่ถูกผลักดันด้วยอุดมการณ์แห่งความเกลียดชังที่ดำรงอยู่มานานกว่าทศวรรษ พร้อมระบุว่าเป็นการก่อเหตุที่มีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า มือปืนคือนาย ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี และบุตรชายนาย นาวีด วัย 24 ปี ซึ่งทั้งคู่เคยแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่มไอซิส

ซาจิดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่นาวีดได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาล ฮานุกกะห์ ของชาวยิว โดยเป้าหมายเป็นผู้ร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบ, แร็บไบชาวอังกฤษ, อดีตตำรวจเกษียณ, รวมทั้งผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฮอโลคอสต์

ด้านกระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 6 คนอาการวิกฤต และอีก 4 คนอาการทรงตัวแต่ยังน่าเป็นห่วง

ล่าสุดบรรยากาศที่ชายหาดบอนได มีประชาชนทยอยนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยตลอดแนวรั้วริมทะเล บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเงียบงัน

ขณะที่ชาวยิวออสเตรเลียหลายคนให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มขึ้น

เหตุกราดยิงบอนไดครั้งนี้ กลายเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบหลายปี และจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ภัยคุกคามจากแนวคิดสุดโต่ง, ความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อย และการรับมือการก่อการร้ายภายในประเทศ โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันจะเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคง และเดินหน้าสอบสวนเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หาดบอนได

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

16 ธ.ค. 2568 08:14 น.

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

ตำรวจและFBI เร่งไล่ล่ามือปืนกราดยิงภายใน มหาวิทยาลัยบราวน์ ที่ยังคงหลบหนีลอยนวล  โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ของผู้ก่อเหตุ และตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ หวังได้เบาะแสสำคัญในการติดตามตัว

เอฟบีไอประกาศตั้ง รางวัลนำจับสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในมหาวิทยาลัยบราวน์ ขณะที่ตำรวจ เมืองพรอวิเดนซ์ สหรัฐอเมริกา ได้นำคลิปวิดีโอล่าสุดมาเผยแพร่ เผยให้เห็นบุคคลสวมเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เดินอยู่บนถนนในเมืองเพียงไม่กี่นาที หลังเหตุยิงสะเทือนขวัญ แต่กล้องก็ไม่สามารถจับใบหน้าของบุคคลดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายที่เคยถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัย หลังไม่พบความเชื่อมโยง ส่งผลให้ตำรวจต้องกลับมาเริ่มต้นการสืบสวนใหม่แทบทั้งหมด

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยมีผู้คนพลุกพล่าน มือปืนบุกเข้าไปในห้องเรียน และยิงกระสุนมากกว่า 40 นัด ก่อความโกลาหลอย่างหนัก จนมหาวิทยาลัยต้องสั่งล็อกดาวน์ฉุกเฉินขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จำนวนมากระดมค้นหาหลักฐานในย่านใกล้มหาวิทยาลัย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ที่ระบุตัวว่าเป็น U.S. Marshals เดินเคาะประตูบ้านประชาชน สอบถามเรื่องกล้องวงจรปิด และขอให้ประชาชนที่มีข้อมูลหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ใกล้มหาวิทยาลัยบราวน์ รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที

เหยื่อผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักศึกษาปี 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่ม Brown College Republicans และนักศึกษาปี 1 ซึ่งครอบครัวอพยพมายังสหรัฐจากอุซเบกิสถาน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 9 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง