“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

"คิม จองอึน" คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

29 ธ.ค. 2568 11:02 น.

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ย้ำเร่งพัฒนากำลังนิวเคลียร์แบบไม่จำกัด

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลด้วยตัวเอง พร้อมย้ำให้มีการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์ของรัฐอย่างไม่จำกัดและต่อเนื่อง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน  ผู้นำสูงสุดของประเทศได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยร่อนเชิงยุทธศาสตร์ไกลด้วยตัวเอง  นับเป็นการแสดงให้เห็นถึง ความน่าเชื่อถืออย่างสมบูรณ์และความพร้อมรบ ตลอดจนขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ

รายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ได้บินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้เวลาบิน 10,199 วินาที และ 10,203 วินาที ก่อนโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ

สำนักข่าวของเกาหลีเหนือ รายงานว่าโอกาสนี้ คิม จองอึน ยืนยันว่าพรรคแรงงานเกาหลีเหนือและรัฐบาลเกาหลีเหนือ จะทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์ของรัฐอย่างไม่จำกัดและยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วขององค์ประกอบต่างๆ ในระบบสกัดกั้นนิวเคลียร์ ท่ามกลางภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่หลากหลาย

ขณะเดียวกัน ทางด้านกองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธหลายลูกจากพื้นที่ซูนัน ใกล้กรุงเปียงยาง เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันอาทิตย์ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้

โดยการทดสอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากคิม จองอึน ตรวจการทดสอบยิงระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานพิสัยไกลรุ่นใหม่ในทะเลตะวันออก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมเรือดำน้ำขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์ขนาด 8,700 ตัน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พร้อมเตือนว่าแผนของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของเกาหลีเหนือ และเป็นสิ่งที่ต้องตอบโต้

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีในปีหน้า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เร่งตรวจเยี่ยมสถานที่ด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามแสดงศักยภาพและผลงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ.

ที่มา Yonhap

แฟ้มภาพ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว  ร่วมงาน “ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา” ภายใต้งาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณโซนกิจกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตกแต่งสถานที่ และออกแบบรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา ครั้งที่ 3 นี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวและความสวยงาม โดยการสร้างจุดเช็คอินสำหรับการถ่ายภาพที่สวยงามให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร กิจกรรมสาธิตและนันทนาการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมงานยังสามารถลุ้นรับของรางวัลจากกิจกรรมต่าง ๆ ขนของรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านกันถ้วนหน้า

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะมุ่งเน้นการสร้างสุนทรียภาพและการพักผ่อน โดยยกระดับให้เป็นจุดเช็คอินที่โดดเด่นด้วยการเพิ่มซุ้มทางเข้าที่สวยงามเชื่อมโยงภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบ และพลิกโฉมภายใต้แนวคิด “โอเอซิส” (Oasis) ที่เน้นความเรียบง่ายและผ่อนคลาย มีการจัดพื้นที่บาร์น้ำหม่อนโซดาและที่นั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมจัดตั้งเวทีขนาดเล็กเพื่อบูรณาการกิจกรรมสาธิต นันทนาการ และงาน DIY เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นพื้นที่กลางในการถ่ายทอดความรู้และบริการประชาชนอย่างเป็นกันเอง

ในส่วนของกรมการข้าวนั้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา ได้ร่วมจัดบูธกิจกรรม “บาร์พันธุ์ดี“ จัดกิจกรรมเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างสรรค์งานศิลป์บนเฟรมผ้าใบ ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย พร้อมนำผลงานกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยหนัก ชูนโยบาย ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่ข้าวยั่งยืน

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยหนัก ชูนโยบาย 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' สู่ข้าวยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยหนัก ชูนโยบาย ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่ข้าวยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.50 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 4/2568 โดยมีนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาราชการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรมการข้าว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ข้าราชการ และบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา

การประชุมในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อรับทราบนโยบายการดำเนินงานกองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เมล็ดพันธุ์คงคลังและแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2570 ตลอดจนเร่งรัดการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโครงการต่างๆ รับฟังรายงานผลคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ สรุปผลการดำเนินงานของแต่ละศูนย์ฯ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าจากข้อสั่งการที่ผ่านมา พร้อมให้ข้อเสนอแนะ และแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค์ในการดำเนินงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวจะต้องยกระดับการทำงานด้านข้าวในทุกๆ ด้าน ทั้งงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่จะต้องเข้าถึงพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและทันต่อฤดูการเพาะปลูก ตลอดจนงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์มาส่งเสริม การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับใช้ให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับชาวนา โดยผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และกรมการข้าวส่วนกลาง ที่เป็นหัวใจหลักให้กับพี่น้องชาวนาและเกษตรกร ตลอดจนการสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจก) การลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการเผาตอซัง และมีการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย ทำให้ข้าวมีคุณภาพสูงขึ้น เข้าสู่ตลาดพรีเมียม และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาไทย อย่างยั่งยืนต่อไป

ในโอกาสนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา และ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมกันไหว้แม่โพสพ และศาลพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ฯ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

กรมชลประทาน ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทย พร้อมเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อมอบของขวัญแก่ประชาชนและเกษตรกรไทย ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาระบบชลประทาน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

สำหรับกรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ ประกอบด้วย กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยการส่งมอบอาคารชลประทาน อาทิ ฝายทดน้ำ ระบบส่งน้ำ และท่อระบายน้ำ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และช่วยระบายน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยน้ำหลากในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังร่วมกิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เปิดสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม พร้อมร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในความดูแลของกรมชลประทานทั่วทุกภูมิภาค อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เช่น ข้าวอินทรีย์ ผลไม้ ผักสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้จัดตั้งจุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง บริการฟรี สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้เดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาว

กรมชลประทานจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แวะพักผ่อน เยี่ยมชมเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ของกรมชลประทานที่เปิดให้บริการฟรีตลอดช่วงเทศกาล พร้อมขอส่งความสุขและคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ขอให้ประชาชนทุกท่านมีความสุข เดินทางอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

คุณแหน : 30 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 30 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 30 ธันวาคม 2568

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

●● บันทึกไว้ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เหลืออีกเพียง 1 วัน ปี 2568 ก็จะเซย์กู๊ดบายชาวโลก กลายร่างเป็น “ปีเก่า” ไปแล้ว…และขอเซย์ไฮ ปี 2569 ที่กำลังจะเป็น “ปีใหม่” ที่สดใสของทุกๆ คน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลให้ คุณผู้อ่านทุกๆ ท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง ขอให้สมหวังดังความปรารถนาทุกประการ ขอให้เงินทองไหลมาเทมา กิจการงานก้าวหน้า การค้าขายเจริญรุ่งเรือง ชีวิตมีแต่มิตรไร้ศัตรู ตลอดไป…ลาทีปีเก่า 2568 และ สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ…

●● เพจ “กองทัพบก ทันกระแส” เผยแพร่ข่าวว่า “ขอบคุณคนไทยที่ไม่ลืมพี่น้องทหารเรา แคมเปญ “ปีใหม่ไม่ลืมกัน” เวลา 00.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2569 เชิญชวนคนไทย เปิดเพลงแรกของปี “เพลงชาติไทย” ร้องให้กึกก้อง และร่วมไว้อาลัยให้ทหารกล้าก่อนเริ่มปี 2569 ด้วยรอยยิ้ม และความสุข อิ่มเอมในแผ่นดินไทย”…

●● อีกแล้วค่ะท่าน… เป็นที่รู้กันดีว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ นิยมชมชอบกับการจารึกชื่อ “TRUMP” ลงบนอาคารสถานที่ยิ่งใหญ่ เช่น ปูชนียสถานสำคัญ ศูนย์วัฒนธรรมที่ “JOHN F. KENNEDY CENTER” ซึ่งโด่งดังที่สุดของสหรัฐฯ รัฐบาลจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ ท่านอดีตประธานาธิบดีฯ ประชาชนสหรัฐฯถือว่านอกจากเป็นศูนย์กลางสำหรับศิลปะการแสดงแห่งชาติแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพของมวลมนุษยชาติด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์กลับตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อปรับปรุงสถาบันดังกล่าวโดยอ้างว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเดโมแครตปล่อยปละละเลยให้พวก “ฝ่ายซ้าย” เข้ามาครอบงำการบริหารจัดการ คณะกรรมการชุดใหม่ได้มีมติหลายประการ แต่ที่ฮือฮาที่สุดคือ การมีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อเซ็นเตอร์โดยเพิ่มชื่อทรัมป์ อยู่หน้าชื่อ เคเนดี้ จึงปรากฏชื่อเป็นทางการใหม่ดังนี้ “THE DONALD J. TRUMP AND THE JOHN F. KENNEDY MEMORIAL CENTER FOR THE PERFORMING ARTS.” ล่าสุดสมาชิกตระกูลเคเนดี้ได้แสดงความประหลาดใจอย่าง “เหนือความคาดคิด” และกล่าวเน้นว่าตามกฎหมายแล้ว การมุ่งหมายนี้ต้องผ่านเป็นกฎหมายจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ (AN ACT OF CONGRESS) ก่อนสามารถดำเนินการได้…

●● ยุคปัจจุบันผู้บริหารกิจการธนาคารคัดสรรคนมีความรู้ไฟแรง หญิงเก่ง ชาลิตา ไชยศร “แอน” ผลงานดีต่อเนื่องต้นสังกัดธนาคาร UOB เลยโปรโมทให้เป็นผู้จัดการสาขาสำคัญของธนาคารประจำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ราชประสงค์ ธนาคาร UOB เป็นธนาคารใหญ่หมายเลขหนึ่งของประเทศสิงคโปร์ มีสาขาดำเนินการทั่วทั้งภูมิภาค เฉพาะในประเทศไทยได้ลงทุนแบบถาวรให้บริการครอบคลุมทุกแอสเปคธุรกิจการค้าและปัจเจกบุคคลด้วย…

●● อุบัติเหตุส่งท้ายปีเก่า วาสินี ศุขะวณิช พลาดหกล้ม ต้องนอนพักอยู่บ้าน ไม่ได้ไปเข้าโบสถ์ในวันคริสต์มาสที่ผ่านมา…

●● ดวงใจ ตั้งสง่า สะดุดหกล้มระหว่างชุลมุนจัดระเบียบให้หลานๆ ฟันน้ำนมในงานปาร์ตี้ครอบครัว.. ลงเบาๆ แต่ไหล่หัก ส่งท้ายปีเก่า 2568 ที่ได้มีเรื่องให้จำตลอดไป…

●● พิมลพรรณ กาญจนกุญชร จัดงานส่งท้ายปีเก่า รับปีใหม่ที่บ้าน แล้วบินไปฮานอย ต่อไปที่โฮจิมินห์ กำหนดกลับบ้านกลางม.ค.ปีหน้า…

●● เสาร์สุดท้ายส่งท้ายปีเก่า ชาวมธ.2513 จัดงาน “Thank you Party &Piggy 72” ที่อาคารมหาวิเศษศิลป์ ฉลองวันเกิด 6 รอบของ อารีย์ กังวานเนาวรัตน์ ชื่นมื่นสดใสเป็นที่สุด…

●● ทาสแมวที่น่ารักอย่าง ดร.ญาดา อารัมภีร เลี้ยงเหมียวไว้ 10 ตัว ดูแลอย่างดีทั้งอาหารและความเป็นอยู่…ความรักไม่เป็นความลับ รู้เฉพาะคนรู้ใจ(แมว)เท่านั้น…

●● นี่ก็เรื่องของคนรู้ใจ สีฟ้า จุลกันต์ บอกกับเพื่อนๆว่า ถูกอกถูกใจศรีสะใภ้ ที่ลูกชายหามาให้เป็นหนักหนา…ถือว่าเป็น “แม่ย่า” ที่น่ารักคนหนึ่งทีเดียว

…●● ข่าวของลูกกตัญญูอีกผู้หนึ่ง ธนวันต์ ชุมแสง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ จ.ลำปาง มีคุณแม่เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานมาโดยตลอด…สุดยอดลูกชายค่ะ…

●● ปุ่มศักดิ์-อัมพร จักกะพาก ฉลองสมรสครบ 41 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมจัดฉลองวันเกิดให้ คุณแม่กมลา ตัณฑุวณิชย์ จะมีอายุครบ 106 ปี ในปีหน้าด้วย…Happy Anniversary & Happy Birthday ค่ะ !!..

เส้นทางแห่งปัญญา : ประสบการณ์วิจัยและบทเรียน จาก “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สู่ “คนรุ่นใหม่”

เส้นทางแห่งปัญญา : ประสบการณ์วิจัยและบทเรียน  จาก “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สู่ “คนรุ่นใหม่”

เส้นทางแห่งปัญญา : ประสบการณ์วิจัยและบทเรียน จาก “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สู่ “คนรุ่นใหม่”

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

“นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการยกย่องเชิดชูเกียรติ นักวิจัยไทยที่อุทิศตน ทุ่มเททำงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจและสังคม และยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของการทำงานวิจัย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 เส้นทางของผู้ที่ได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร กว่าผลงานจะประสบความสำเร็จ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ  มากมาย ซึ่งประสบการณ์วิจัยรวมถึงบทเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยรุ่นใหม่  

ล่าสุด … สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดเสวนา “เส้นทางแห่งปัญญา: ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนที่อยากส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่” ขึ้น ภายในงานแถลงข่าวการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในเส้นทางการวิจัยของนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่มีบทบาทและความสำคัญ ในการขับเคลื่อนทั้งด้านการศึกษา สังคม และการพัฒนาประเทศ แต่ละท่านให้ทัศนะผ่านงานเสวนาได้อย่างน่าสนใจ

ศ.วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี  จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน  มหาวิทยาลัยมหิดล  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไข้มาลาเรีย บอกว่า ทำงานวิจัยนี้มากว่า 40 ปัจจุบันทีมวิจัย ได้พัฒนาวัคซีน mRNA สำหรับต้านเชื้อไข้มาลาเรียพีวี ที่พบมากในภูมิภาคเอเชีย โดยอยู่ในช่วงการทดลองก่อนที่จะนำไปทดสอบในมนุษย์จริง หากประสบความสำเร็จตามแผน ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะสามารถทดลองในมนุษย์ได้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “ความท้าทายของงานวิจัยนี้ จะเป็นเรื่องความเข้าใจชีววิทยาของเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำได้ยาก และต้องทำจากเชื้อที่ได้จากคนไข้โดยตรง การมีองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยพัฒนาวัคซีนได้เร็วขึ้น ความโชคดี ก็คือประเทศไทยยังมีเชื้อไข้มาลาเรียพีวี ทำให้สามารถทำวิจัยได้เองในประเทศ การได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจทั้งของตนเองและทีมงาน ซึ่งงานวิจัยกว่า 40 ปีนี้ ไม่สามารถทำคนเดียวได้ สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ อยากจะบอกว่า ให้เลือกทำเรื่องที่ชอบแล้วจะสนุกในสิ่งที่ทำ เนื่องจากงานวิจัยเป็นอะไรที่ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และเมื่อทำกับเรื่องโรค จะมีอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นการทำงานวิจัยทางการแพทย์ ต้องชอบจริง ๆ จะทำให้เราสนุกที่จะค้นหา เรียนรู้ และไม่ท้อกับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งต้องมีการตั้งเป้าก่อนกับสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่ชอบ  ความยากไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความท้าทายที่ทำให้เราหาทางแก้”

ศ.วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี 

ศ.ดร.วิไล รังสาดทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ซึ่งเชี่ยวชาญการวิจัยด้าน Bio-Circular-Green โดยบูรณาการงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร มีผลงานวิจัยที่โดดเด่น อาทิ การปรับปรุงคุณภาพและผลผลิตของกุ้งแช่เยือกแข็ง เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง การสกัดและเพิ่มมูลค่าเห็ดออกฤทธิ์เชิงยา ฯลฯ กล่าวว่า ในฐานะอาจารย์ที่มีหน้าที่สอนเป็นหลัก  การสอนจากตำราอย่างเดียวไม่พอและไม่ทันสมัย งานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  เพราะจะช่วยพัฒนาตนเอง สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ และยังสร้างเครือข่ายให้กับลูกศิษย์  ทั้งนี้ย้ำว่า งานวิจัยที่ทำ ไม่ควรได้เพียงแค่ Paper  หรือการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริง และต่อยอดในเชิงธุรกิจได้

ศ.ดร.วิไล รังสาดทอง 

ศ.เภสัชกร ดร.ปิติ  จันทร์วรโชติ  จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช   ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าสารต้านมะเร็งจากสมุนไพรและสารสังเคราะห์ โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและฤทธิ์ทางยา เพื่อสร้างองค์ความรู้สำคัญในการพัฒนาโมเลกุลยาใหม่ ตลอดจนการศึกษาชีววิทยาของเซลล์มะเร็งเพื่อค้นหาและยืนยันโมเลกุลเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยามะเร็ง ฯลฯ  กล่าวว่า ความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้  และหากต้องการให้เกิดความยั่งยืนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจะต้องอยู่ในระดับมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับด้วย     ขณะเดียวกันการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ ก็อาจจะถึงจุดที่ประเทศไทยจะต้องผลิตนักวิจัยและเทคโนโลยีเองภายในประเทศ แทนที่จะพึ่งพาการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการเรียนจบจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ศ.เภสัชกร ดร.ปิติ  จันทร์วรโชติ 

ศ.ดร.อภิรัฐ  ศิริธราธิวัตร  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย    เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมวิจัยทางวิศวกรรมไฟฟ้า  โดยงานวิจัยที่โดดเด่น คือ การช่วยอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ของประเทศไทย ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งทีมวิจัยสามารถทำวิจัยจนพิสูจน์ได้และตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ทำให้อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์เชื่อมั่น และลงทุนในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน กล่าวว่า“ สำหรับนักวิจัย และน้อง ๆ  ที่จะเข้าสู่การทำงานวิจัยนั้น อยากให้มองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก  ซึ่งเชื่อว่านักวิจัยทุกคนจะรู้สึกดีใจที่งานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์   แต่ความสุขที่แท้จริง คือ เมื่องานวิจัยของเราได้เอาไปใช้จริง และได้เห็นผลของมัน ความสุขครั้งแรกที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความ “ติดใจ” และต้องการทำวิจัยต่อไป ”

ศ.ดร.อภิรัฐ  ศิริธราธิวัตร

รศ.ดร.ศกร  คุณวุฒิฤทธิรณ  คณะเกษตร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา มีความเชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ในเขตร้อนชื้น  โดยเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีจีโนม และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพพันธุกรรมของสัตว์เศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาโครงการปรับปรุงพันธุ์ระดับชาติ ฯลฯ กล่าวว่า“นโคน็น สิ่งที่อยากจะฝากถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ ก็คือ  เราสามารถทำโจทย์วิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมและประเทศได้ก่อน แล้วค่อยเอาผลของการตอบโจทย์ปัญหานั้น ๆ ไปขยายผลให้คนอื่นได้เรียนรู้  ถ้าสามารถทำอย่างนี้ได้ ผมมั่นใจว่าการสร้างผลกระทบจากงานวิจัยจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน  ”

 รศ.ดร.ศกร  คุณวุฒิฤทธิรณ

ศ.ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์    นักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการเงิน  ที่มุ่งมั่นทำให้เกิดระบบการเงินและตลาดทุนที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และยั่งยืน  โดยมีการวิจัยหลัก ๆ  อาทิ การส่งเสริมความยั่งยืนของตลาดเงินและตลาดทุน  มุ่งเน้นการบริหารจัดการความรับผิดชอบต่อสังคม   การกำกับดูแลกิจการที่ดี  ฯลฯ กล่าวว่า“ความท้าทาย ของนักวิจัยทางการเงิน คือ การขาดแคลนทุนวิจัย  เพราะรายได้ของคณะมักถูกส่งไปสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์  ขณะเดียวกันการตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ก็ทำได้ยากมาก  มีงานวิจัยบางผลงานที่ใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะได้ตีพิมพ์  การทำงานวิจัยด้านนี้จึงต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก ทั้งนี้สิ่งที่จะบอกกับนักวิจัยรุ่นใหม่ คือ อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม คำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถสร้างงานวิจัยที่ยิ่งใหญ่ได้  และสิ่งที่ฝากไว้ คือ “ความรู้เพื่อความพอเพียง  วิจัยเพื่อยั่งยืน”

ศ.ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา

นอกจากนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติที่ร่วมเสวนาทั้ง  6 ท่านแล้ว  ยังมีนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่ วช.ประกาศรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติ อีก 9 ท่าน รวม 15 ท่านใน 9 สาขา ประกอบด้วย ศ.ดร.สุปรีดิ์ พินิจสุนทร จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ศ.ดร.จักรพงษ์ แก้วขาว  จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ ศ.ดร.ธีระพล ศรีชนะ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติใน สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ศ.ดร.กาญจนา  เศรษฐนันท์   จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ และ ศ.ดร.ชนินทร์ทิรา ณ ถลาง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขาเศรษฐศาสตร์ ศ.ดร.ดุษฎี อายุวัฒน์ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาสังคมวิทยา และ ศ.ดร.นิพนธ์ ธีรอำพน จากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์

นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ทั้ง 15 ท่าน จะเข้าเฝ้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ที่ วช. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย”  โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ เพื่อขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

งาน วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้สนใจติดตามรายละเอียด และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/

หมดยุค AI แบบทั่วไป! Manao Software วางกลยุทธ์สร้าง AI ชูพลัง RAG และ Workflow Automation ช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smarter Operations

หมดยุค AI แบบทั่วไป! Manao Software วางกลยุทธ์สร้าง AI ชูพลัง RAG และ Workflow Automation ช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smarter Operations

หมดยุค AI แบบทั่วไป! Manao Software วางกลยุทธ์สร้าง AI ชูพลัง RAG และ Workflow Automation ช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smarter Operations

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นกระแสหลัก หลายองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยน AI จากการเป็นเพียงเครื่องมือทดลอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าได้จริง Manao Software บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ระดับแถวหน้า ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง AI ที่ “เข้าใจธุรกิจอย่างแท้ จริง” โดยชูเทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) และ Workflow Automation เป็นกุญแจสำคัญ ตัวเปลี่ยนเกมธุรกิจให้องค์กรมีความแตกต่าง และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุค Smarter Operations ได้อย่างมั่นคง

Manao Software ไม่ใช่แค่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่วางตำแหน่งตัวเองเป็น “ที่ปรึกษาที่ไว้วางใจได้สำหรับผู้นำธุรกิจ” มุ่งช่วยองค์กรเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และระบบอัตโนมัติ ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง แต่ AI ที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจก็ไม่ใช่ AI แบบทั่วไป เพราะไม่สามารถเข้าใจบริบทธุรกิจได้มากเพียงพอ จุดแข็งของ Manao Software จึงการวางกลยุทธ์ด้วยการนำ AI ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของธุรกิจมาช่วยองค์กรให้ทำงานและวางแผนต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Manao Software กล่าวว่า “ที่ Manao Software เรามองว่า AI ทั่วไป (General AI) เปรียบเสมือนเครื่องมือแบบ One-size-fits-all แม้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่บ่อยครั้งมันยังขาดความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนในบริบทเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เมื่อเราพูดถึง “AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง” เราหมายถึง AI ที่ถูกออกแบบมาให้รู้จักกระบวนการทำงานเฉพาะทาง คำศัพท์เฉพาะในองค์กร รวมถึงลักษณะการดำเนินงานที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทนั้นๆ มันคือการฝังความเข้าใจในตัวธุรกิจจริง ๆ ลงไปในตัวโมเดล จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง ชุดข้อมูลเฉพาะทาง (Domain-specific datasets), การฝึกฝนตามบริบท (Contextual training), การปรับจูนด้วยความรู้ภายใน (Fine-tuning with internal knowledge) และการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลของบริษัท”

Manao Software ชูเทคโนโลยี RAG และ Workflow Automation เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญ ทำให้ AI มีความเข้าใจธุรกิจ ไม่ใช่เป็นแค่ AI ทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วยทางธุรกิจตัวจริง

สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลมหาศาล เทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือทางออกที่ดีที่สุด RAG จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา AI ที่ให้ข้อมูลทั่วไปเกินไป โดยระบบจะทำหน้าที่ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องและทันสมัยที่สุดจากคลังข้อมูลภายในมาใช้ประกอบการตอบคำถามแบบเรียลไทม์ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าขององค์กรได้อย่างตรงจุด

“จากประสบการณ์ของเรา เมื่อองค์กรมีฐานข้อมูลที่สะอาด เป็นระบบ และเชื่อมโยงกันอย่างดี การนำ RAG และ AI อื่น ๆ มาใช้งานจะมีประ สิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนการสร้างบ้านบนฐานรากที่มั่นคง” คริสโตเฟอร์ กล่าวเสริม

รวมไปถึงการจัดการเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ (Workflow Automation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำ AI ไปใช้งานจริง คือสะพานที่เปลี่ยน AI จากแนวคิดที่น่าสนใจ ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ในทุก ๆ วัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ Manao Software ใช้ AI ในเวิร์กโฟลว์จริง เช่น ระบบจัดการ Lead Management ที่ AI สามารถคัดกรอง ประเมินคุณภาพและบันทึกข้อมูลลง CRM ได้ทันที ช่วยให้ทีมขายโฟกัสไปที่โอกาสทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุดได้ทันที การทำเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตามสัดส่วน ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนในระยะยาว ทำให้องค์กรก้าวล้ำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ และมั่นใจได้ว่าทุกโอกาสจะถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญที่สุดในการนำ RAG มาใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องระวังคือความปลอดภัยของข้อมูล Manao Software เน้นย้ำเรื่องการวางสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล (Role-based permissions) ภายในระบบ AI เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่ตนไม่มีสิทธิ์มองเห็น AI จึงต้องถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วยที่ชาญฉลาดและผู้รักษาความปลอดภัยข้อมูลไปพร้อมๆ กัน จึงมั่นใจได้ว่าช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อองค์กรต่างๆ ผสาน AI เข้ากับระบบอัตโนมัติ แน่นอนว่าสามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในหลายมิติ ประการแรกคือ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม สามารถคุมต้นทุนได้ อีกทั้งยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท้วงที

ทั้งนี้องค์กรควรเตรียมความพร้อม 2 ด้านหลัก 1) โครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ 2) ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบทธุรกิจ เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้ได้อย่างสอดคล้องและยั่งยืน

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ สรุปทิ้งท้ายว่า “ในการออกแบบโซลูชัน AI ให้สามารถ Scale ได้ หัวใจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่ความเป็นโมดูล (Modularity) และ ความยืดหยุ่น (Flexibility) ตั้งแต่เริ่มต้น ควรสร้าง AI ในลักษณะที่สามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบใหม่ๆ สลับเปลี่ยนโมเดล หรือรวมแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไว้ด้วยกันได้โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด ให้ลองจินตนาการว่ามันเหมือนกับการต่อเลโก้แทนที่จะเป็นการเทคอนกรีต แนวทางแบบโมดูลนี้จะช่วยให้การปรับตัวตามการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นมาก

ในเชิงหลักการ ควรให้ความสำคัญกับการใช้ Open Standards และ API เพื่อให้ส่วนต่างๆ ของระบบสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น นอก จากนี้ควรลงทุนกับการทำคู่มือ (Documentation) และการฝึกอบรมที่ดี เพื่อให้ทีมงานสามารถพัฒนาระบบต่อยอดไปได้เรื่อยๆ การสร้างเทค โนโลยีที่ยืดหยุ่น และมีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างชัดเจน จะช่วยรับประกันว่าโซลูชัน AI ของคุณจะเติบโตไปพร้อมกับคุณ และสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาวโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

สามารถติดตามเรื่องราวและบริการของ Manao Software เพิ่มเติมได้ที่ http://www.manaosoftware.co.th และ http://www.manaosoftware.com

คุณแหน : 29 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 29 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 29 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 10 ไตร ในพิธีบำเพ็ญกุศลถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์บดินทรเชษฐภคินี เนื่องในโอกาสวันสิ้นพระชนม์ครบ 18 ปี ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วันที่ 2 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น….

●● สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตชุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จฯ เสวยพระกระยาหารค่ำเป็นการส่วนพระองค์ ณ บ้านพัก ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย และดร.สันติธาร เสถียรไทย ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ…

●● อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม พร้อม อรรถวุฒิ-ศิริลักษณ์ พึ่งเนียม ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) รุ่นที่ 17 ปีงบประมาณ 2568 เพื่อติดตามและให้การสนับสนุนช่วยเหลือสภาพความเป็นอยู่ พร้อมชื่นชมผลการเรียนเด่น มอบกำลังใจสู้เพื่ออนาคต…

●● เพื่อนๆ ชาว CDA#1 ร่วมชื่นชม เฉลิม โกกนุทาภรณ์ ที่มีทั้งความแข็งแรงและอดทนไปร่วมแข่งขันวิ่งวิบาก “สปาร์ตันเรซ ไทยแลนด์” สำเร็จแบบชิวๆ ณ วิสดอมวัลเลย์ เขาไม้แก้ว เมืองพัทยา…

●● ปีใหม่นี้แจ้งข่าวล่วงหน้ามายังท่านสมาชิกและแฟนคลับ หนังสือพิมพ์รายวันแนวหน้าว่า จะวางแผงถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 โดยจะไม่มีวางจำหน่ายวันที่ 1-2 ม.ค. 2569 นะคะ เพื่อให้ผู้สื่อข่าว พนักงานได้พักผ่อนกับครอบครัว พบกันอีกครั้ง 3 ม.ค. ค่ะ…

●● โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ชวนผู้ปกครองพาลูกหลานไปชมโขน “เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานชาญกำแหง” ในวันเด็กแห่งชาติ 10 ม.ค.13.30 น. บัตรราคา 300 บาท เด็กต่ำกว่า 12 ปี ชมฟรี..ร่วมเล่นเกมส์ตอบคำถาม สนุกๆ ลุ้นรับของรางวัลมากมาย สอบถาม ศาลาเฉลิมกรุง 02-2258757…

●● พล.อ.เฉลิมชัยสิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนพระราชทาน โครงการ “ปันน้ำใจให้การศึกษา” ช่วยเหลือการศึกษาเด็กพิการ บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ 29 ธ.ค.10.00 น. ที่ตึกนวมหาราช สภาสังคมฯ สนับสนุนโดย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมี ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯและคณะ กก. ต้อนรับ…

รู้ทันโรคหัวใจก่อนสายเกินไปทำความเข้าใจ 4 ประเภทโรคแนวทางรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางครบสหสาขา

รู้ทันโรคหัวใจก่อนสายเกินไปทำความเข้าใจ 4 ประเภทโรคแนวทางรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางครบสหสาขา

รู้ทันโรคหัวใจก่อนสายเกินไปทำความเข้าใจ 4 ประเภทโรคแนวทางรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางครบสหสาขา

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.00 น.

โรคหัวใจยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะโรคหัวใจที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การรู้ทันประเภทของโรคหัวใจการเข้ารับการรักษาโรคหัวใจการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามตำแหน่งและกลไกการเกิดโรค ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรง อาการ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหลักทางการแพทย์สามารถแบ่งโรคหัวใจออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1) โรคของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)

โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุหลักของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดจากการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดหัวใจจากการสะสมของไขมันและคราบพลัค ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้

อาการที่พบบ่อย

  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือจุกเสียดบริเวณกลางอก
     
  • เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม
     
  • ใจสั่น เหงื่อแตก หน้ามืด

ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเบาหวานบางราย อาจไม่มีอาการเตือนชัดเจนมาก่อน และเกิดภาวะรุนแรงขึ้นทันที

แนวทางการรักษา
 การรักษาขึ้นกับระดับความรุนแรง ตั้งแต่การใช้ยา การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงการตรวจสวนหัวใจและใส่ขดลวด (Stent) เพื่อเปิดทางไหลเวียนเลือดในกรณีฉุกเฉิน

2) โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)

โรคกล้ามเนื้อหัวใจคือภาวะที่โครงสร้างหรือการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว

อาการสำคัญ

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
     
  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะขณะนอนราบ
     
  • ขาบวม เท้าบวม ใจสั่น หรือเป็นลม

การวินิจฉัย
 อาศัยการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echo) และ MRI หัวใจ เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างละเอียด

3) โรคของลิ้นหัวใจ (Heart Valve Disease)

หัวใจมีลิ้นหัวใจทั้งหมด 4 ลิ้น ทำหน้าที่ควบคุมทิศทางการไหลของเลือด หากเกิดภาวะลิ้นตีบหรือรั่ว จะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจโต หัวใจล้มเหลว หรือภาวะน้ำท่วมปอดได้

อาการเตือน

  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก
     
  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรง
     
  • ขาบวม นอนราบไม่ได้

แนวทางรักษา
 แพทย์จะประเมินความรุนแรงด้วยการตรวจ Echo และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อวางแผนการรักษา ตั้งแต่การใช้ยา การติดตามอาการ ไปจนถึงการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจในรายที่จำเป็น

4) โรคของระบบไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac Arrhythmia)

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งบางชนิดอาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินรุนแรงได้

อาการที่ไม่ควรมองข้าม

  • ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียน
     
  • เป็นลมหมดสติ
     
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ

หนึ่งในชนิดที่พบบ่อยคือ Atrial Fibrillation (AF) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

การตรวจวินิจฉัย
 ใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และ Holter Monitor เพื่อติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างละเอียด

สัญญาณเตือนโรคหัวใจที่ไม่ควรละเลย

  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือร้าวไปแขน กราม หลัง
     
  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก
     
  • ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม
     
  • ขาบวม หรือนอนราบไม่ได้

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางหัวใจทันที เพราะการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

การรักษาโรคหัวใจในปัจจุบัน

การรักษาโรคหัวใจครอบคลุมตั้งแต่การปรับลดปัจจัยเสี่ยง การใช้ยา การรักษาเฉพาะทาง เช่น การสวนหัวใจ การจี้หัวใจผิดจังหวะ ไปจนถึงการผ่าตัดหัวใจในรายที่มีความรุนแรง โดยต้องอาศัยการดูแลจากทีมแพทย์สหสาขาอย่างใกล้ชิด

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลวิภาวดี: One-Stop Cardiac Center

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการดูแลโรคหัวใจแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัย รักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมหัวใจ ทีมสวนหัวใจ และทีมศัลยแพทย์หัวใจ พร้อมเทคโนโลยีมาตรฐานสากล เช่น Echo, EKG และ Holter Monitor เพื่อการรักษาที่แม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่อง

แพทย์เฉพาะทางแนะนำ

นายแพทย์วรงค์ ลาภานันต์
 แพทย์ชำนาญการด้านหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด (Interventional Cardiology)

โรคหัวใจหลายชนิดสามารถควบคุมและรักษาได้ดี หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติเล็กน้อย จะช่วยลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและลดความเสี่ยงของภาวะฉุกเฉินได้อย่างมาก”

นายแพทย์ชัชชัย เต็มยอด

 ศัลยแพทย์ทรวงอก

ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีความรุนแรงควรได้รับการดูแลแบบทีมสหสาขา เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว”

สรุป

โรคหัวใจอาจดูน่ากลัว แต่หากรู้ทัน สังเกตอาการได้เร็ว และเข้ารับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเหมาะสม โอกาสในการรักษาและการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมดูแลคุณและคนที่คุณรักในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ

เที่ยวปีใหม่ให้คุ้ม ไม่ต้องแบกหนัก เทรนด์ใหม่ของนักเดินทางปี 2026

เที่ยวปีใหม่ให้คุ้ม ไม่ต้องแบกหนัก เทรนด์ใหม่ของนักเดินทางปี 2026

เที่ยวปีใหม่ให้คุ้ม ไม่ต้องแบกหนัก เทรนด์ใหม่ของนักเดินทางปี 2026

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางจำนวนมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความแออัดของสนามบิน ระบบขนส่ง และข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้การจัดการสัมภาระกลายเป็นปัญหาหลักที่นักท่องเที่ยวต้องเผชิญในทุกปี

จากแนวโน้มการท่องเที่ยวล่าสุด พบว่า นักท่องเที่ยวยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับ “การเดินทางแบบไม่ต้องแบกกระเป๋า” มากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้เวลาเที่ยวได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการเดินเที่ยวในเมืองก่อนเวลาเช็กอินโรงแรม การต่อเครื่องบิน หรือการเดินทางข้ามเมืองในช่วงเทศกาลปีใหม่ เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเดินทางที่มองหาความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตระหว่างการเดินทางมากกว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมองว่า เทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 จะเน้นไปที่การลดภาระและความยุ่งยากระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะการจัดการสัมภาระ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวโดยตรง นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการลากกระเป๋าในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น สนามบิน เมืองท่องเที่ยวหลัก และระบบขนส่งสาธารณะ

นาย อานันท์ ประเสริฐรุ่งเรือง ผู้บริหารของ AIRPORTELs ผู้ให้บริการรับฝากและจัดส่งสัมภาระสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศไทย กล่าวว่า “ช่วงปีใหม่เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต้องเผชิญกับความหนาแน่นของการเดินทางมากที่สุด เราพบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการความสะดวกมากขึ้น และไม่อยากให้สัมภาระเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว การเดินทางแบบไม่ต้องแบกกระเป๋าช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น และเริ่มต้นทริปได้อย่างราบรื่นตั้งแต่วันแรก”

AIRPORTELs ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวพบได้ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นครอบครัว กลุ่มผู้สูงวัย และนักเดินทางที่มีการเปลี่ยนที่พักหรือเดินทางหลายเมืองภายในทริปเดียว

“นักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการจัดการรายละเอียดที่สร้างความเหนื่อยล้า การลดภาระเรื่องสัมภาระจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่” ผู้บริหาร AIRPORTELs กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เทรนด์การท่องเที่ยวแบบไม่แบกสัมภาระจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2026 ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และความต้องการประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและสนามบินหลักของประเทศไทย

รายละเอียดเพิ่มเติม เว็บไซต์ https://th.airportels.asia/ TikTok: @airportels.th Facebook: AIRPORTELs Luggage Delivery
LINE: @airportels WhatsApp: (+66) 86 418 3484 และโทร. 02-026-6927