มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

มงคลสมัย 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป : ความสำเร็จแห่งหน้าที่พระธรรมทูต เพื่อสืบสานอายุพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพระธรรมกายไทเป, ไต้หวัน จัดกาลทานบารมี และมหาสังฆทานแห่งความสามัคคี ฉลอง 30 ปี ในพิธีถวายมหาสังฆทานคณะสงฆ์ 3 นิกายกว่า 100 รูป จาก 14 ประเทศ/เขต/ภูมิภาค และพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อความก้าวหน้าบรรจุพันธกิจพระธรรมทูต 6 ด้าน งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทไปทั่วโลก  (Kathina Ceremony to Celebrate 30 Years of Wat Phra Dhammakaya Taipei, Taiwan 庆祝法身寺建寺三十周年卡提那法会 台北,台湾 ) โดยมี พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเป็นประธานสงฆ์ โดยมี พระครูสิริศาสนวิเทศ (ธณัช เชฏฺฐธมฺโม法深法師) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไทเป และคุณหรูฉีเวย ชาวไต้หวันโดยกำเนิด เป็นประธานเอก ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

พิธีเริ่มในภาคสาย เป็นการกล่าวสุนทรพจน์แสดงความชื่นชมยินดี อนุโมทนา ในโอกาสฉลอง 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป จากพระมหาเถระผู้นำ และผู้แทนวัดและองค์กรพุทธ, พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์สามนิกาย ทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน ร่วมเจริญพุทธมนต์ และรับถวายมหาสังฆทานนานาชาติ กว่า 100 รูป ภาคบ่ายเป็นพิธีทอดกฐินสามัคคี โดยมีริ้วขบวนเจ้าภาพอัญเชิญผ้าจีวรกฐิน และผ้าไตรจีวร ปัจจัยไทยธรรม เป็นบริวารกฐิน เข้าสู่ศูนย์กลางพิธี จากนั้น ประธานสงฆ์เจริญสมาธิภาวนา และเจ้าภาพประกอบพิธีถวายผ้าไตรจีวรกฐิน โดยมีคณะสงฆ์ เจ้าภาพ สาธุชน ชาวพุทธ ทั้งชาวไต้หวัน และชาวไทย จากภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐอเมริกา ยุโรป ศรีลังกา อินโดนีเซีย บรูไน โอเชียเนีย จาก 14 ประเทศ/เขต/ภูมิภาค ร่วมงาน 500 กว่าคน

สัมพันธภาพแห่งพุทธธรรม 3 นิกาย : ทั้งนี้ พระมหาเถระคณะสงฆ์สามนิกาย ทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน และองค์กรพุทธ ร่วมงานเป็นจำนวนมาก ดังนี้ พระธรรมาจารย์ต้าฮุ่ย ประธานสมาคมพุทธศาสนาไถจง เจ้าอาวาสวัดกว่างซิว, พระธรรมาจารย์มี่เป่า ประธานมูลนิธิการศึกษาพุทธะ, พระธรรมาจารย์ฮุ่ยจวี้ เจ้าอาวาสวัดฝอกวงซาน สาขากั่งซาน, พระธรรมาจารย์เมี่ยวเหยี่ยน พระภิกษุนิกายเทียนไถ ประเทศญี่ปุ่น, พระธรรมาจารย์คันปู้ ฉืออวิ้ง เหรินเจิน ประธานสมาคมวิจัยพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติในไต้หวัน, พระธรรมาจารย์นั่วนั่วเก๋อซี รองประธานสมาคมวิจัยพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติในไต้หวัน, พระธรรมาจารย์หมิงเกา เจ้าอาวาสวัดใหญ่ศรีลังกา, พระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล เจ้าอาวาสวัดบุญญาราม ไต้หวัน, พระมหากฤติณภัทร กิตฺติภทฺโท รองเจ้าอาวาสวัดบุญญาราม ไต้หวัน, พระธรรมาจารย์ซิวอี้ เลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดเมี่ยวเฉวียน, พระธรรมาจารย์ซิ่งหง รองเลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดหยวนทงฉาน, พระธรรมาจารย์ไค่ซ่าน รองเลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีน เจ้าอาวาสวัดฉือฝ่าฉาน, พระธรรมาจารย์หมิงอวี้ ประธานมูลนิธิการศึกษาต้าอ้ายเต้า, พระธรรมาจารย์ฝ่าจู๋ กรรมการสมาคมส่งเสริมการศึกษาคุณธรรมจงหัว, พระธรรมาจารย์หยั่งสิง เจ้าอาวาสวัดจินเฉิง, พระธรรมาจารย์โหย่อิ้ง รองเจ้าอาวาสวัดฉือฝาฉาน, พระธรรมาจารย์เจินอิ๋ง ผู้อำนวยการบริหารชมรมเยาวชนวัดเมียวฉวน, คุณเจิง ลี่ น่า รองประธานสมาคมดูแลครอบครัวและการสมรสจีน-ไต้หวัน, คุณหลิว จู่ หมิง ประธานสมาคมพันธมิตรพระศรีอาริย์เมตไตรย, คุณสวี่ อวิ๋น เสียง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สมาคมพันธมิตรพระศรีอาริย์เมตไตรย, และอาสาสมัครองค์กรพุทธฉือจี้ ฯลฯ

ความสัมฤทธิ์ผลแห่ง ศาสนกิจ 6 ประการ : ตลอดระยะเวลาในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาจีนและความรู้ทางพระพุทธศาสนา มหายาน วัดพระธรรมกายไทเป ได้บรรลุพันธกิจ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เถรวาท และการทำหน้าที่พระธรรมทูต ดังนี้ (1) สร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญภาษาจีน, (2) เผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทให้ชาวท้องถิ่นไต้หวัน โดยเปิด 4 วัด ได้แก่ วัดพระธรรมกายไทเป, วัดภาวนาไถจง, วัดพระธรรมกายเถาหยวน, วัดภาวนาเกาสง, (3) ส่งบุคลากรภาษาจีนช่วยงานวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ทางด้านต้อนรับ อบรมสมาธิภาษาจีน บวชพระนานาชาติ ภาคภาษาจีน, (4) ส่งบุคลากรเผยแผ่นานาชาติ ในโซนที่ใช้ภาษาจีน ได้แก่ วัดพระธรรมกาย สิงคโปร์, วัดพระธรรมกายกัวลาลัมเปอร์ วัดพระธรรมกายฮ่องกง, (5) ส่งบุคลากรศึกษาต่อทางพระพุทธศาสนาในประเทศจีน, (6) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคณะสงฆ์และองค์กรพุทธนานาชาติ  ซึ่งพันธกิจ ทั้ง 6 ประการ เพื่อมุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และเข้าถึงธรรม เพื่อให้เกิดสันติสุขภายในตน ได้รับประโยชน์จากการเข้าวัด ศึกษา และปฏิบัตินั้นเอง

สุนทรกถาแห่งความศรัทธาและสามัคคี : ด้าน พระจันทุเร ภคญาณนันทะ เถโร (Ven. Dr. Jandure Pagngnananda Thero) ผู้อำนวยการองค์กรพุทธสหายสหธรรมิก สาธารณรัฐจีน, ผู้ก่อตั้งและประธาน ศูนย์วัฒนธรรมสหายสหธรรมิก ประเทศศรีลังกา ได้อ่านสาส์นกล่าวอวยพร ความว่า “เมื่อราว 6 ศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตลอด 40 พรรษา ต่อมา คณะสงฆ์ได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระองค์ไปยังดินแดนต่าง ๆ โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเผยแผ่ และรักษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งประเทศอินเดีย ได้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 และส่งคณะธรรมทูตไปยัง 9 ประเทศ วันนี้อาตมาภาพขอพูดถึง 2 ประเทศในจำนวนนั้น ประเทศแรก คือ ตัมภปัณณี (Tambhapanni) หรือ ลังกา (Lankā) ซึ่งคือประเทศ ศรีลังกา ในปัจจุบัน อีกประเทศหนึ่งที่อยากกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ สุวรรณภูมิ (Suwarnabhūmi) ซึ่งก็คือ ประเทศไทย ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ชัดว่า ทั้งสองประเทศนี้ต่างมีบทบาทสำคัญในการ คุ้มครองและสืบทอดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละยุค ก็เป็นสาเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลง เมื่อประมาณ 250 ปีก่อน ศรีลังกาเกิดปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ และถูกชาวตะวันตกเข้าปกครอง ทำให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาอ่อนแอลง ต่อมา พระอุบาลีมหาเถระ แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ได้เดินทางไปศรีลังกา เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในศรีลังกาแบ่งออกเป็น 3 นิกาย ถึงแม้จะเป็นฝ่ายเถรวาทเหมือนกัน ในชีวิตประจำวันแทบไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง 3 นิกายนั้น หนึ่งในนั้นคือ สยามนิกาย (Siyam Nikāya) ซึ่งเป็นนิกายที่เกิดจากการฟื้นฟูของคณะสงฆ์ไทย ที่นำโดยพระอุบาลีมหาเถระนั่นเอง วันนี้อาตมาภาพมาร่วมงานในฐานะ พระภิกษุในสยามนิกาย จึงรู้สึกปลื้มปีติและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มากล่าวอวยพรในนามของคณะสงฆ์ศรีลังกา ในมุมมองของชาวพุทธศรีลังกาและชาวพุทธไทย วัดพระธรรมกาย ถือเป็น องค์กรพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก กิจกรรมของวัดพระธรรมกายมีคุณูปการต่อพระศาสนาอย่างยิ่ง หากพูดถึงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ทุกคนย่อมรู้จักวัดพระธรรมกาย เพราะวัดพระธรรมกายได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ในการสืบทอดและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้ขยายศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมไปยังหลายประเทศทั่วโลก วัดพระธรรมกายในไต้หวัน ภายใต้การนำของ พระครูสิริศาสนวิเทศ (ธณัช เชฏฺฐธมฺโม法深法師) ได้เผยแผ่ธรรมะ และจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง คณะสงฆ์จากศรีลังกาก็ได้เข้าร่วมกิจกรรม และการประชุมของวัดพระธรรมกายเช่นกัน พระภิกษุหนุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา เมื่อได้มาร่วมกิจกรรมกับวัดพระธรรมกาย ต่างได้รับประสบการณ์และแรงบันดาลใจมากมาย ในยุคปัจจุบันนี้ วัดพระธรรมกายของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญ และภารกิจรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง ในการคุ้มครองและเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก

วันนี้ในวาระครบรอบ 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป อาตมาภาพรู้สึกเป็นเกียรติและปีติยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ขออำนวยพรให้พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ผนึกเรี่ยวแรง กำลังใจและความสามารถ ที่จะเผยแผ่ธรรมเพื่อความหลุดพ้นแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทั่วโลก พร้อมทั้ง ธำรงรักษาแบบอย่างพระพุทธศาสนาของไทยไว้ให้มั่นคงสืบไป ขอให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความสำเร็จ เปี่ยมด้วยปีติในธรรม มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม และสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยบุญกุศลและปัญญา ขออนุโมทนา มา ณ โอกาสนี้”

ด้าน ท่าน คันโป เชวัง ริกซิน (Khenpo Tsewang Rigzin) ประธานสมาคมศึกษาพระพุทธศาสนาทิเบตนานาชาติ สาธารณรัฐจีน ได้กล่าวคำอวยพร ในโอกาสครบรอบ 30 ปี วัดพระธรรมกายไทเป ว่า “วันนี้เป็นวาระครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งวัดพระธรรมกายไทเป อาตมาภาพขอแสดงความยินดีและอวยพรให้พิธีในวันนี้ เต็มเปี่ยมด้วยความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จบริบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ เมื่อสองปีก่อน ข้าพเจ้าเคยมีโอกาสไปเยือนวัดพระธรรมกายที่ประเทศไทย รวมถึงสาขาต่าง ๆ และได้เห็นด้วยตาตนเองว่า วัดพระธรรมกายได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างยิ่งยวด เพื่อการสืบสานและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเคารพและชื่นชมจากใจจริง อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า โลกของเราในปัจจุบัน กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในยุคเช่นนี้ พวกเราท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใด ล้วนเป็นเหมือนพี่น้องกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้อง ร่วมแรงรวมใจด้วยความสามัคคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะสงฆ์ผู้ทรงศีล ควรเป็นแบบอย่างแห่งความสมัครสมานกลมเกลียว เพราะถ้าพระสงฆ์จากทั้ง 3 สายใหญ่ คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน (ทิเบต) สามารถร่วมมือและอยู่ร่วมกันด้วยความกลมเกลียว เหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ก็ย่อมจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และมีความสุขได้เช่นกัน สิ่งนี้จะเป็นแบบอย่างให้มนุษยชาติ เดินไปสู่หนทางแห่งสันติ และความกลมเกลียวในที่สุด ความสามัคคีของคณะสงฆ์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ในรูปแบบภายนอกเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการตระหนักรู้ในใจว่า เราทั้งหลายล้วนเป็น ศิษย์ของพระศากยมุนีพุทธเจ้า และมีแนวทางปฏิบัติเดียวกัน คือ การดำรงรักษาพระวินัยและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ด้วยความเข้าใจนี้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนิกายต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน หากมองในภาพรวมของพระพุทธศาสนาในยุคนี้ เราจะเห็นได้ว่า จำนวนพระภิกษุและพุทธศาสนิกชนลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน นี่คือปัญหาที่เราทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น ทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ ต่างควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการธำรงพระพุทธศาสนา รวมพลังของชาวพุทธให้มั่นคง และร่วมกันนำทางเยาวชน ให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งพุทธธรรม ในวันนี้ ข้าพเจ้าขอถือโอกาส เชิญชวนทุกท่าน ให้ร่วมกันตระหนักถึงภารกิจอันสำคัญนี้”

ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายไทเปในวาระครบ 30 ปีนี้ มิใช่เพียงความสำเร็จด้านถาวรวัตถุ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงในการสานต่องานพระศาสนา ดังพุทธพจน์ที่พระบรมศาสดาได้ทรงประทานไว้แก่พระอรหันต์ 60 รูปแรก เพื่อส่งไปประกาศพระศาสนาว่า: “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ…” (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย)

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนนั้น ต้องอาศัยทั้ง “ขันติธรรม” (ความอดทน) และ “สามัคคีธรรม” (ความพร้อมเพรียง) ดังที่ปรากฏในงานนี้ ที่รวมสงฆ์จาก 3 นิกายไว้ด้วยกัน การทำหน้าที่กัลยาณมิตรชี้ทางสว่างให้เพื่อนมนุษย์ เป็นยอดแห่งมหากุศลที่ยังประโยชน์ให้กว้างไกล เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว และสร้างสันติภาพที่แท้จริงให้บังเกิดแก่โลกสืบไป

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี สร้างความสุข-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

บรรยากาศความสุขล้นอำเภอปากคาด เมื่อนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด เป็นประธานให้โอวาทแก่นักกีฬา ในการแข่งขัน วอลเลย์บอลเยาวชนประชาชนหญิง และ ฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี เนื่องในโอกาสวันสถาปนาอำเภอปากคาด ครบรอบ 47 ปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีกีฬาที่สร้างทั้ง คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ให้กับพื้นที่อย่างแท้จริง ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ อำเภอพรเจริญ ก็ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการแข่งขันกีฬาฉลองวันสถาปนาอำเภออย่างคึกคักเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของพื้นที่ในการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการนำเจ้าหน้าที่พลศึกษาลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจของนายอำเภอทั้งสองอำเภอ เพื่อส่งเสริมการพัฒนากีฬาชุมชนและเยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย สอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬาชาติ ฉบับที่ 7 ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

3 ธ.ค. 2568 16:04 น.

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ไต้หวันออกแถลงการณ์ขอบคุณสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต้องทบทวนและปรับปรุงแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี ขณะที่จีนแสดงความไม่พอใจทันที โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดอธิปไตยของตน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต้องทบทวนหลักเกณฑ์การปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลไต้หวันเป็นประจำทุก 5 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำการสนับสนุนไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม

สหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้สนับสนุนไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด และประเด็นนี้ได้สร้างความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลจีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

ย้อนกลับไปในปี 2021 ภายใต้การบริหารของทรัมป์ครั้งแรก นายไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ยกเลิกข้อจำกัดในการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งเคยถูกกำหนดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ รับรองรัฐบาลจีนในปี 1979

กฎหมายฉบับใหม่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คือ พระราชบัญญัติการดำเนินการรับรองไต้หวัน (Taiwan Assurance Implementation Act) ซึ่งระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ควรดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์การติดต่อกับไต้หวัน อย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี

นางคาเรน กัว โฆษกสำนักงานประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวในแถลงการณ์ว่า กฎหมายนี้ “ยืนยันถึงคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับไต้หวัน สนับสนุนความสัมพันธ์ไต้หวัน-สหรัฐฯ ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเป็นสัญลักษณ์ที่มั่นคงของค่านิยมร่วมกันของเราในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และการเคารพสิทธิมนุษยชน” ด้านนายหลิน เจีย-ลุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน กล่าวว่า การทบทวนหลักเกณฑ์บ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไต้หวันสามารถเข้าประชุมในหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้มากขึ้น แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

ขณะที่นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการติดต่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบใด ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และ “เขตปกครองไต้หวันของจีน” เขากล่าวว่า “ปัญหาไต้หวันเป็นแกนหลักของผลประโยชน์หลักของจีน และเป็นเส้นแดงแรกที่มิอาจข้ามได้ ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้ “ความรอบคอบอย่างที่สุดในการจัดการปัญหาไต้หวัน เพื่อยุติการปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทั้งหมดระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน และไม่ส่งสัญญาณผิด ๆ ใด ๆ ไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุน ‘เอกราชของไต้หวัน’”

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ในดินแดนของจีน และยืนยันว่าตนมีสิทธิ์ที่จะติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างเสรี

ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คาดว่ามีกำหนดการเยือนจีนในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา Reuters

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

3 ธ.ค. 2568 14:45 น.

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวว่าเขากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขอโทษเกาหลีเหนือ หากข้อกล่าวหาที่ชี้ว่าอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ตั้งใจยกระดับความตึงเครียดทางทหาร ด้วยการสั่งบินโดรนและปล่อยบอลลูนโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดน เพื่อปูทางสู่การประกาศกฎอัยการศึกนั้นเป็นความจริง

นายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวเนื่องในวาระครบรอบหนึ่งปีของการประกาศกฏอัยการศึกของนายยุน ซอก-ยอล โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะ กล่าวขอโทษต่อเกาหลีเหนือ ต่อข้อสงสัยที่ว่าอดีตประธานาธิบดียุน ได้จงใจเพิ่มความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองเกาหลี ก่อนหน้าที่จะประกาศใช้กฎอัยการศึกในระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว อัยการพิเศษได้ตั้งข้อหาต่อนายยุนและเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงอีกสองคน ฐานถูกกล่าวหาว่า สั่งการให้มีการบินโดรนเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อสร้างความตึงเครียด นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า กองทัพภายใต้การนำของนายยุนได้ปล่อย บอลลูนบรรจุใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อ ข้ามพรมแดนด้วย

เกาหลีเหนือเคยกล่าวหาต่อสาธารณะว่า รัฐบาลของนายยุนได้ส่งโดรนบินเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อปล่อยใบปลิวต่อต้านเกาหลีเหนือถึงสามครั้งในเดือนตุลาคม 2024 แม้ว่ากองทัพเกาหลีใต้จะปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนืออย่างหนักแน่น

แม้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องโดรนและใบปลิวยังไม่ได้มีการพิสูจน์ในศาล แต่ประธานาธิบดีอีได้กล่าวถึงเรื่องนี้โดยสมมติว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง และกล่าวเมื่อวันพุธว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาปรารถนาที่จะขอโทษต่อเกาหลีเหนือ

นายอีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เขาได้งดเว้นการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากกังวลว่าความคิดเห็นของเขาอาจกลายเป็น “เครื่องมือสำหรับการใส่ร้ายว่าเขาเป็นพวกสนับสนุนเกาหลีเหนือ หรือการต่อสู้ทางการเมืองเชิงอุดมการณ์”

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดีอีได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างเกาหลี รวมถึงการปิดลำโพงแนวหน้าที่เคยเปิดเพลงเคป๊อปและข่าวโลก และสั่งห้ามนักเคลื่อนไหวไม่ให้ปล่อยบอลลูนบรรจุใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกาหลีเหนือยังคงเพิกเฉยต่อความพยายามของนายอี โดยนายคิม จอง อึน ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่ารัฐบาลของเขาไม่มีความสนใจในการเจรจา

ในการแถลงข่าว นายอียังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลของเขาอาจพิจารณาทบทวนการจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เพื่อนำเกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากเกาหลีเหนือวิจารณ์การซ้อมรบประจำปีของพันธมิตรอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยเรียกว่าเป็น “เกมสงคราม” ที่คุกคามสันติภาพของคาบสมุทรเกาหลีและอธิปไตยของประเทศ.

ที่มา AP

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

3 ธ.ค. 2568 12:39 น.

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียประกาศว่า ปฏิบัติการค้นหาเที่ยวบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH370 ที่สูญหายไป จะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม นี้ หลังจากที่เที่ยวบินมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งลำนี้หายไปอย่างเป็นปริศนาเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยมอบภารกิจให้บริษัท Ocean Infinity พร้อมเสนอจ่าย 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากพบซากเครื่องบิน

เที่ยวบิน MH370 ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 บรรทุกผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน ได้หายไปจากจอเรดาร์ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 โดยผู้โดยสารสองในสามเป็นชาวจีน ส่วนที่เหลือเป็นชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย รวมถึงชาติอื่น ๆ เช่น อินเดีย อเมริกัน ดัตช์ และฝรั่งเศส

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บริษัท Ocean Infinity ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีใต้น้ำ ได้ยืนยันที่จะกลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินที่ก้นทะเลอีกครั้งเป็นเวลา 55 วัน โดยจะดำเนินการแบบไม่ต่อเนื่อง การค้นหาครั้งนี้จะมุ่งเน้นในพื้นที่เป้าหมายที่ “ได้รับการประเมินว่ามี ความเป็นไปได้สูงสุด” ที่เครื่องบินจะอยู่ตรงนั้น แม้ว่าจะไม่มีการระบุตำแหน่งที่ชัดเจนของพื้นที่ค้นหา

ปฏิบัติการครั้งใหม่นี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับ Ocean Infinity โดยมาเลเซียจะจ่ายเงินให้บริษัทเป็นจำนวน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,230 ล้านบาท) หากมีการค้นพบซากเครื่องบินอย่างมีนัยสำคัญ บริเวณก้นมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักการ “ไม่พบ ไม่จ่าย” (no find, no fee) เช่นเดียวกับการค้นหาก่อนหน้านี้

การค้นหาล่าสุดในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ถูกระงับไปเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย

ก่อนหน้านี้ Ocean Infinity ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำในการค้นหาที่ไม่ประสบความสำเร็จในปี 2018 ก่อนที่จะตกลงที่จะเริ่มการค้นหาใหม่ในปีนี้

ก่อนหน้านั้น มีการค้นหาครั้งแรกที่นำโดยออสเตรเลีย ครอบคลุมพื้นที่ 120,000 ตารางกิโลเมตร ในมหาสมุทรอินเดียเป็นเวลากว่า 3 ปี แต่ไม่พบร่องรอยของเครื่องบิน นอกเหนือจากชิ้นส่วนเศษซากจำนวนเล็กน้อยที่ถูกคลื่นซัดไปติดชายฝั่งแอฟริกาและตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย

รายงานความยาว 495 หน้าในปี 2018 เกี่ยวกับการหายสาบสูญ ระบุว่า ระบบควบคุมของโบอิ้ง 777 น่าจะถูกบิดเบือนเส้นทางโดยเจตนา แต่ผู้สอบสวนไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ และหยุดให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าต้องขึ้นอยู่กับการค้นพบซากเครื่องบิน

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียกล่าวเสริมว่า การดำเนินการล่าสุดนี้ “ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะให้ความชัดเจนและยุติเรื่องราวแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมนี้” โดยญาติผู้เสียหายเคยแสดงความหวังในเดือนกุมภาพันธ์ว่าการค้นหาครั้งใหม่อาจนำมาซึ่งคำตอบในที่สุด.

ที่มา AFP

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

3 ธ.ค. 2568 12:05 น.

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าขยายตัวถึงกว่า 331,250 ไร่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการยึดอำนาจของรัฐบาลทหารปี 2015 และการปราบปรามยาเสพติดในอัฟกานิสถาน โดยกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งทุนสำคัญในการขับเคลื่อนสงครามกลางเมือง

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ออกคำเตือนว่า การปลูกฝิ่นในประเทศพม่าได้พุ่งสูงทำลายสถิติในรอบทศวรรษ และมีสัญญาณเบื้องต้นว่าเฮโรอีนกำลังถูกลักลอบนำเข้าสู่ตลาดตะวันตก

พม่าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก เป็นแหล่งรวมกิจกรรมตลาดมืดที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำเหมืองผิดกฎหมายไปจนถึงการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น ยาบ้าและเฮโรอีน โดยพม่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกมานาน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากรัฐบาลตาลิบันสั่งปราบปรามการค้าฝิ่นในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์ระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้ในการสนับสนุนสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในพม่านับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2021

รายงานสำรวจฝิ่นประจำปีของ UNODC เปิดเผยว่า ในปีนี้ มีการเพาะปลูกฝิ่นในพม่าบนพื้นที่กว่า  331,250 ไร่ ซึ่งถือเป็น พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

รายงานระบุว่า หลังการปราบปรามในอัฟกานิสถาน “มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฮโรอีนที่ลักลอบนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเข้าสู่ตลาดที่ปกติไม่ได้จัดหาจากภูมิภาคนี้”

UNODC อ้างถึงกรณีการยึดเฮโรอีนต้องสงสัยมีแหล่งกำเนิดจากพม่ารวม 60 กิโลกรัม จากผู้โดยสารสายการบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรปในช่วงปี 2024 และต้นปี 2025

แม้ว่าขนาดการลักลอบขนส่งจะ “ยังไม่สำคัญมากนัก แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระตุ้นให้เกิดการปลูกและผลิตฝิ่นในเมียนมามากขึ้น”

แม้ว่าการปลูกฝิ่นจะแพร่หลายในพม่าก่อนเกิดสงครามกลางเมือง แต่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ความขัดแย้งได้ กระตุ้นตลาดมืด อย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุจากรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถูกทำลายจากการสู้รบ และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายงานของ UNODC ชี้ว่า แม้ความไม่มั่นคงจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่น แต่ “ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก็ทำให้การดูแลพื้นที่เพาะปลูกเป็นเรื่องยากขึ้น”

ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นจะขยายตัวขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2024 แต่ผลผลิตในปีนี้ยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 1,000 ตัน.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

3 ธ.ค. 2568 11:04 น.

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศระงับการดำเนินการคำร้องขอเข้าเมืองทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการยื่นขอกรีนการ์ด และการขอสัญชาติสหรัฐฯ ที่ยื่นโดยผู้ย้ายถิ่นฐานจาก 19 ประเทศนอกทวีปยุโรป โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

มาตรการระงับดังกล่าวใช้กับพลเมืองของ 19 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มข้อจำกัดด้านการย้ายถิ่นฐานให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีทรัมป์

บันทึกอย่างเป็นทางการที่ระบุนโยบายใหม่นี้ ได้อ้างถึงเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีชายชาวอัฟกานิสถานถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นาย

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีชาวโซมาเลียอย่างรุนแรง โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “ขยะ” และกล่าวว่า “เราไม่ต้องการพวกเขาในประเทศของเรา”

นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ และปฏิเสธผู้แสวงหาที่ลี้ภัยบริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลของเขาจะเน้นย้ำเรื่องการเนรเทศ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายน้อยกว่า

การออกมาตรการจำกัดที่รวดเร็วหลังเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และกล่าวโทษนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

รายชื่อประเทศเป้าหมายประกอบด้วย 12 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างรุนแรงที่สุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งรวมถึงการระงับการเข้าประเทศทั้งหมดโดยมีข้อยกเว้นเล็กน้อย ได้แก่ อัฟกานิสถาน พม่า ชาด สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน

ส่วนประเทศอีก 7 ประเทศที่ถูกจำกัดบางส่วนในเดือนมิถุนายน ได้แก่ บุรุนดี คิวบา ลาว เซียร์ราลีโอน โตโก เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา

นโยบายใหม่นี้จะระงับคำร้องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีคำสั่งให้ผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งหมดจากรายชื่อประเทศเหล่านี้ “เข้ารับกระบวนการตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์ที่อาจเกิดขึ้น และหากจำเป็นให้มีการสัมภาษณ์ซ้ำเพื่อประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะทั้งหมดอย่างเต็มที่”

ทนายความของสมาคมทนายความคนเข้าเมืองอเมริกัน กล่าวว่า องค์กรได้รับรายงานเกี่ยวกับการยกเลิกพิธีสาบานตน การสัมภาษณ์ขอสัญชาติ และการปรับสถานะสำหรับบุคคลจากประเทศที่อยู่ในบัญชีห้ามเดินทาง.

ที่มา Reuters

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

3 ธ.ค. 2568 10:40 น.

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

YouTube ออกแถลงการณ์จะปฏิบัติตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่นของออสเตรเลีย โดยจะปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าบัญชีของตนเองได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตและรัฐบาลออสเตรเลีย หลังจากรัฐบาลเคยยกเว้น YouTube จากข้อบังคับดังกล่าว เนื่องจากเนื้อหามีบทบาททางการศึกษา แต่ต่อมารัฐบาลได้เปลี่ยนท่าทีรวม YouTube อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำให้ Google ต้องขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนตัดสินใจ

โดยในแถลงการณ์ล่าสุด YouTube ระบุว่า “ผู้ชมจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปเพื่อเข้าสู่ระบบ YouTube” พร้อมตัดพ้อว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง กฎหมายนี้จะไม่สามารถทำให้เด็กปลอดภัยขึ้นบนโลกออนไลน์ได้ตามที่ตั้งใจไว้ และในความเป็นจริงจะยิ่งทำให้เด็กออสเตรเลีย ไม่ปลอดภัยมากกว่าเดิม บน YouTube”

กฎหมายดังกล่าวกำลังถูกจับตาโดยประเทศและหน่วยงานอื่นทั่วโลกที่กำลังพิจารณามาตรการควบคุมอายุบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้กรณีของออสเตรเลียอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างต่อวิธีการที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ต้องปรับสมดุลระหว่างการปกป้องเยาวชนกับสิทธิ์เข้าถึงบริการดิจิทัล

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่า กฎหมายนี้ตอบสนองต่อข้อมูลจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังทำไม่เพียงพอในการปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย

YouTube ระบุว่า ผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีจะถูกออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม ทำให้ไม่สามารถกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น หรือโพสต์วิดีโอได้อีกต่อไป แต่ยังสามารถดูวิดีโอแบบไม่เข้าสู่ระบบได้

ข้อจำกัดนี้หมายถึง ครีเอเตอร์เยาวชน ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จะไม่สามารถเข้าสู่บัญชีของตนเองหรืออัปโหลดเนื้อหาใหม่ได้เช่นกัน โดย YouTube ไม่ได้เปิดเผยว่าจะตรวจสอบอายุผู้ใช้อย่างไร

แพลตฟอร์มยังย้ำในอีเมลถึงผู้ปกครองว่า กฎหมายนี้ทำให้มาตรการควบคุมของผู้ปกครองใช้ไม่ได้ผล เพราะการควบคุมของผู้ปกครองใช้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบเท่านั้น ดังนั้นการตั้งค่าที่ผู้ปกครองเลือกไว้จะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร อานิกา เวลส์ ของออสเตรเลีย กล่าวในกรุงแคนเบอร์ราว่า มันแปลกมากที่ YouTube ย้ำตลอดว่าการใช้งานแบบไม่เข้าสู่ระบบนั้นไม่ปลอดภัยและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก พร้อมเสริมว่า หาก YouTube ยอมรับว่าสภาพแวดล้อมแบบไม่ล็อกอินไม่ปลอดภัยจริง ก็เป็นปัญหาที่บริษัทต้องแก้ไข

ทั้งนี้ ตามกฎหมายใหม่ของออสเตรเลีย จะห้ามไม่ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนแพลตฟอร์ม โดยกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,037 ล้านบาท) สำหรับการละเมิด

Meta (Facebook และ Instagram), TikTok และ Snapchat ต่างระบุว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย มีเพียงแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ และ Reddit ที่ยังไม่ให้คำยืนยันว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่

เวลส์ยังระบุว่า แม้จะมีรายงานว่าแอปโซเชียลทางเลือกที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าเริ่มได้รับความนิยม แต่รัฐบาลก็เตรียมขยายรายชื่อแพลตฟอร์มภายใต้กฎหมาย หากเห็นว่าผู้ใช้งานเยาวชนย้ายไปใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ

ตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยออนไลน์ eSafety Commissioner ระบุว่า YouTube มีผู้ใช้ชาวออสเตรเลียอายุ 13–15 ปีจำนวน 325,000 บัญชี รองจาก Snapchat ที่มี 440,000 บัญชี และ Instagram ที่มี 350,000 บัญชีในกลุ่มอายุเดียวกัน

eSafety ยังรายงานว่า กว่า 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 10–15 ปี เคยเห็นเนื้อหาที่เป็นอันตรายบน YouTube ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มทั้งหมด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ YouTube

อินโดนีเซียสอบบริษัทต้องสงสัย หลังภาพไม้ซุงถูกน้ำพัดว่อนโซเชียล เชื่อการถางป่าทำฝนถล่มโหดขึ้น

อินโดนีเซียสอบบริษัทต้องสงสัย หลังภาพไม้ซุงถูกน้ำพัดว่อนโซเชียล เชื่อการถางป่าทำฝนถล่มโหดขึ้น

3 ธ.ค. 2568 10:03 น.

อินโดนีเซียสอบบริษัทต้องสงสัย หลังภาพไม้ซุงถูกน้ำพัดว่อนโซเชียล เชื่อการถางป่าทำฝนถล่มโหดขึ้น

อินโดนีเซียเตรียมเรียกเอกชน 8 แห่งเข้าชี้แจง หลังต้องสงสัยมีส่วนทำให้เกิดอุทกภัยและดินถล่มครั้งใหญ่ในจังหวัดสุมาตราเหนือ คาดการตัดไม้ทำลายป่า และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทำภัยธรรมชาติรุนแรง

คลิปและภาพถ่ายไม้ซุงจำนวนมากในพื้นที่น้ำท่วมถูกแชร์ในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวาง ขณะที่องค์กรสิ่งแวดล้อมระบุว่าเป็นผลโดยตรงจากการแผ้วถางป่าบาตังโตรู ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ ลิงอุรังอุตังทาปานูลี และ เสือสุมาตราที่ใกล้สูญพันธุ์

ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม อินโดนีเซีย นายฮานิฟ ไฟโซล นูโรฟิก ระบุว่าจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าบริษัท 8 แห่งมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าในพื้นที่ ทำให้ทางการต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมเตรียมตรวจใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ของบริษัทที่ทำธุรกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดซึ่งได้รับผลกระทบ

ขณะที่กลุ่มสิ่งแวดล้อม Walhi ชี้ว่า ภัยครั้งนี้ไม่ใช่แค่ผลจากพายุโซนร้อนเซนยาร์ แต่เป็นผลจากนโยบายของภาครัฐที่เปิดช่องให้มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวาง 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของกระทรวงสิ่งแวดล้อมกำลังเร่งตรวจสอบว่าไม้ที่ถูกพบในพื้นที่น้ำท่วมมาจากป่าถูกโค่นอย่างผิดกฎหมายหรือไม่ มีการปลอมเอกสารสิทธิที่ดินหรือไม่ มีการลักลอบค้าไม้ตามน้ำ หรือการบิดเบือนไม้ผิดกฎหมายให้กลายเป็นไม้ถูกกฎหมาย ซึ่งต้องมีการตรวจทั้งหน้างาน เอกสาร และเส้นทางเงินต่อไป

อุทกภัยครั้งนี้ ได้คร่าชีวิตประชาชนในเกาะสุมาตรามากกว่า 600 คน นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน หลังจากพายุโซนร้อนเซนยาร์ โดยรัฐบาลกลางอินโดนีเซียได้ส่ง เรือรบและเครื่องบินกองทัพ เพื่อขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังผู้ประสบภัยในสุมาตรา เนื่องจากถนนหลายสายยังถูกตัดขาด ทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปถึงโดยทางบกได้ ล่าสุดกระทรวงโยธาฯ เร่งนำเครื่องจักรหนักจากโครงการก่อสร้างไปเปิดทางถนน และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วที่สุด เพื่อให้ปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยทำได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

โคลอมเบียช็อก ยกระดับเตือนภัยเป็นสีส้ม หลังภูเขาไฟปูราเซปะทุครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

โคลอมเบียช็อก ยกระดับเตือนภัยเป็นสีส้ม หลังภูเขาไฟปูราเซปะทุครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

3 ธ.ค. 2568 08:26 น.

โคลอมเบียช็อก ยกระดับเตือนภัยเป็นสีส้ม หลังภูเขาไฟปูราเซปะทุครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

ประชาชนในเมืองโปปายันและพื้นที่ใกล้เคียงต่างตื่นตระหนก หลังภูเขาไฟปูราเซ ในโคลอมเบีย ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1977 ต้องยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ “สีส้ม” 

ภาพวิดีโอจากโคลอมเบีย Geological Service เผยให้เห็นลาวาร้อนจัด เถ้าภูเขาไฟ และควันหนาทึบพวยพุ่งจากปล่องภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง โดยแหล่งข่าวระบุว่า เมืองโปปายันซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 28 กิโลเมตร ยังได้รับผลกระทบจากเถ้าภูเขาไฟที่ปลิวมาถึงตัวเมืองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ไฆเม ไรโกซา ผู้ประสานงานศูนย์สังเกตการณ์ภูเขาไฟและแผ่นดินไหวแห่งโปปายัน ระบุว่าในช่วงหลายวันก่อนหน้า เจ้าหน้าที่พบ การปล่อยเถ้าเกิดขึ้นหลายครั้งต่อวัน กระทั่งเกิดแผ่นดินไหวแบบไฮบริด ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของหินและการเคลื่อนที่ของของไหลภายในภูเขาไฟ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากระบวนการปะทุกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

โดยไรโกซาระบุว่า จากการปล่อยเถ้าครั้งล่าสุด ทำให้ตระหนักว่าการเตือนภัยระดับสีเหลืองไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะขั้นตอนการปะทุกำลังทวีความรุนแรง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเถ้าภูเขาไฟและตรวจสอบความร้อนบริเวณปากปล่องอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับคำแนะนำให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นเถ้า และติดตามประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง

ปูราเซเป็นภูเขาไฟที่มีประวัติการปะทุยาวนาน แต่ไม่มีการปะทุครั้งสำคัญมาตั้งแต่ปี 1977 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีบันทึกการพ่นเถ้าอย่างเป็นทางการ ก่อนที่การปะทุครั้งล่าสุดนี้จะเกิดขึ้นและสร้างความหวาดวิตกในวงกว้าง เนื่องจากพื้นที่รอบภูเขาไฟมีชุมชนอาศัยจำนวนมาก ขณะที่เถ้าภูเขาไฟสามารถกระทบระบบทางเดินหายใจและคุณภาพอากาศ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นเตือนว่าควรเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายขึ้น หากแรงสั่นสะเทือนหรือการปล่อยเถ้าทวีความรุนแรงในช่วงวันถัดไป.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟปะทุ