รทสช.คิกออฟสู้ศึกเลือกตั้ง คว้าเบอร์ 6 ชู 6 เสาหลักแก้วิกฤต-พลิกโฉมประเทศไทย

รทสช.คิกออฟสู้ศึกเลือกตั้ง คว้าเบอร์ 6 ชู 6 เสาหลักแก้วิกฤต-พลิกโฉมประเทศไทย

รทสช.คิกออฟสู้ศึกเลือกตั้ง คว้าเบอร์ 6 ชู 6 เสาหลักแก้วิกฤต-พลิกโฉมประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.11 น.

“รวมไทยสร้างชาติ” คิกออฟสู้ศึกเลือกตั้ง คว้า “เบอร์ 6” ชู “6 เสาหลัก” แก้วิกฤต-พลิกโฉมประเทศไทย

28 ธันวาคม 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประเดิมความพร้อมศึกเลือกตั้งใหญ่  ‘พีระพันธุ์’ นำทีมผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ร่วมจับหมายเลขประจำพรรค ชูนโยบาย ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค เข้าร่วมพิธีจับสลากหมายเลขรับเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ โดยผลปรากฏว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ “หมายเลข 6” สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยภายหลังการจับหมายเลขว่า หมายเลข 6 ถือเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับภารกิจหลัก 6 ด้านที่พรรคจะเข้าไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อนำพาประเทศออกจากวิกฤต  นั่นคือ “พิทักษ์เอกราช พิฆาตคนชั่ว กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก ทุบค่าพลังงาน สร้างสังคมคุณภาพ และ หนุนเกษตรทำเงิน”  ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มนโยบายด้านความมั่นคง  กลุ่มนโยบายด้านพลังงาน กลุ่มนโยบายด้านเศรษฐกิจ กลุ่มนโยบายด้านสังคม  รวมไปถึงกลุ่มนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

“เบอร์ 6 คือสัญลักษณ์ของการแก้จุดตายประเทศ เราไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมือง แต่มาเพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องค่าพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพและเป็นธรรมให้กับคนไทยทุกคน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการจับหมายเลข นายพีระพันธุ์และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่) เพื่อทำพิธีสักการะขอพรเสริมสิริมงคล และประกาศเจตนารมณ์ในการกอบกู้วิกฤตชาติ พร้อมถือเป็นจุดคิกออฟ (Kick-off) เริ่มต้นการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยนโยบายที่มั่นคงและชัดเจน พร้อมย้ำเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศให้ลงคะแนนกาเบอร์ 6 เพื่อส่งพรรครวมไทยสร้างชาติไปแก้วิกฤตพลิกโฉมประเทศอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม

เปิดรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรครวมไทยสร้างชาติ 100 รายชื่อ พีระพันธุ์ อันดับ 1

เปิดรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรครวมไทยสร้างชาติ 100 รายชื่อ พีระพันธุ์ อันดับ 1

เปิดรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรครวมไทยสร้างชาติ 100 รายชื่อ พีระพันธุ์ อันดับ 1

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 เปิดรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ

1 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
2 นายชัชวาลล์ คงอุดม
3 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
4 นายนราพัฒน์ แก้วทอง
5 นายวิทยา แก้วภราดัย
6 พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา
7 นายสยาม บางกุลธรรม
8 นายสามารถ มะลูลีม
9 น.ต.ปุญณัฐส์ นำพา
10 นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ
11 นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร
12 นายขรรค์ชัย แก้วเนตร
13 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
14 นายติน ตันติเตชะ
15 นายอดิศร โพธิ์อ่อน 
16 นายอะห์หมัด บอสตา
17 นายวัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กูล 
18 นายนพดล พรหมภาสิต
19 นายสมโภชน์ โชติชูช่วง
20 นางสาวภัทธปภา นิ่มเรือง
21 นายฐิฎฐิติวาสก์ เสนีย์
22 นายศรายุทธ พุทธรักษา
23 นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์
24 นายศิริ งามขำ
25 นายณัฐชา ลิขิตกิจวรกุล
26 นางสาวนารีรัตน์ ว่องไว
27 พล.ร.ต.วชิระ ประทีปะวณิช ร.น.
28 ว่าที่ร้อยตรีหญิงศุภานัน ตัณยะกุล
29 นางสาวสุดาพรรรณ นิธิยานนท์
30 นางสาวนงลักษณ์ นกต่อ 
31 นางสาวฐิตาภรณ์ สุขประชา
32 นางสาวรัตนาวรรณ สุขศาลา 
33 นายสราวุธ ศุกรมย์
34 นางสมจิตต์ รถทอง
35 นายเทพฤทธิ์ ฤทธิณรงค์
36 นายวรชาติ อหันทริก
37 นายกิตติพัฒน์ มีสุวรรณ
38 นางสาวพนัชกร ตุลานนท์
39 นายภูมินทร์ วรปัญญา 
40 นางสาวพนัชปวัน สายสุวรรณ
41 นายบุญมั่น มณีนันทน์
42 นางสาวณัฐสินี วันทมาตย์
43 นายชยกร มาอินทร์
44 นางนิษฐ์วดี พรเลิศเทียนชุบ
45 ร.อ.พีระภัฏ บุญเจริญ
46 พลตรีนิวัติ ก้อนทอง
47 นายนิธิโรจน์ พุทธิเรืองนนท์
48 นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม
49 นางสายพิน สันทัด 
50 นางวีณา วีรอิสกุล 
51 นายเสกสรรค์ อุ่นอ่อน
52 นายสงกรานต์ สมัครเขตรการณ์
53 นางสาวณัฐกฤตา สุวรรณรัตน์
54 นายวสวัตติ์ กลิ่นขจร
55 พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เปลี่ยนขำ
56 นายสุขสวัสดิ์ เสมอมาศ
57 นายปิยวัฒน์ บุญมา 
58 นายสีหศักดิ์ อดุลย์วิโรจน์
59 นายนิคม ฤทธิ์ศรีบุญ
60 นายโปรย สมบัติ
61 นายอัศวิน นิลเต่า
62 นายอนันต์ จินะกาศ
63 นายวิเชษฐ์ ชูชื่น
64 นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์
65 นางสาวกนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ
66 นายนรเกติ ยองประยูร
67 นางสาวพัฒน์นรี ชัยอารีย์กิจ
68 นายจิรัฏฐ์ ชัยอารีย์กิจ
69 นายกร บุญมาเลิศ
70 นายนิธิพัฒน์ ศรีสวัสดิ์
71 นายนิติศาสตร์ มลาไวย์
72 นายพิสิฐ ประเสริฐศรี
73 นายทองคำ ผัดคำ
74 นายปภาณ บุญลือพันธ์
75 นายรักสยาม มานานุภาพ
76 นายเดชา พงษ์พานิชกุล
77 นายปฎิภาณ ปัญญาดี
78 นายวิชาญ หงส์นฤชัย
79 นายสมกียรติ คงเจาะ
80 นายจรูญ พุทธซ้อน
81 นายประชา มุ่งรักษ์ชน
82 นายศักรินทร์ เกตุนุ้ย
83 นางสาวรัชต์ฉวี แก้วกิ่งจันทร์
84 นายคยูรทร อ่อนแก้ว 
85 นายจรูญฤทธิ์ สุวรรณรัตน์
86 นายสมยศ ลักษณะสมบูรณ์
87  นายธนภัทร จันทนา
88  นายธนวัฒก์ สมบัติรักษ์
89 นายมหภาค ชูแจ้ง 
90 นายจิรเมศร์ อุดมประยูรศักด์
91 นายสมบัติ จันมาทนะ
92 นางสาวจุฬารัตน์ วัฒนะวิรุณ 
93 ว่าที่ ร.ต. ธนิตศักดิ์ ดารามั่น
94 นายไต้หวัน คำสร้าง
95 นางปรารถนา สีม่วง
96 นายพชรพล จิตรีปลื้ม
97 นายจรัล บุญพนาศรี
98 นางสาวจิราภา มุขจร
99 นางสาวนูรนีซา มะยิ
100 นายสยามรัตน์ ตติยานนท์

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 6 ตำรวจ ประพฤติชั่วร้ายแรง-ถูกไล่ออก

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์  6 ตำรวจ ประพฤติชั่วร้ายแรง-ถูกไล่ออก

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 6 ตำรวจ ประพฤติชั่วร้ายแรง-ถูกไล่ออก

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่อดีตข้าราชการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และถูกลงโทษไล่ออกจากราชการโดยคำสั่งอันถึงที่สุด

ตามข้อ 6 และข้อ 7 (2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ดังนี้

1.นายธนาธาร หรือ วิโรจน์ หรือ จงกฤษณ์ อำสกุล ขณะดำรงชั้นยศดาบตำรวจ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มีควรได้ กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 79 (1) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2

2.นายปฏิภาณ สมะพันธุ ขณะตำรงชั้นยศดาบตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (ทำหน้าที่ ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม) สถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2547 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 79 (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญทองช้างเผือก

3.นายปฐวีกานต์ คงทองอ่อน ขณะดำรงชั้นยศดาบตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา 79 (2) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก

4.นายพิเชษฐ์ สุวรรณภูมิ ขณะดำรงชั้นยศดาบตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ตามมาตรา 79 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์ช้างเผือก เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

5.นายไพบูลย์ บัวนุภาพ ขณะดำรงขั้นยศดาบตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (เวรบริการ) (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลหนองค้างพลู กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2565 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกเลย ตามมาตรา 79 (2) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญทองช้างเผือก

6.นางสาวสุภาพร หรือ ฐิติชญาณ์ รุนพงษ์ หรือ พัณพิชญนันท์ หรือ ไชยราช ขณะดำรงชั้นยศ ดาบตำรวจหญิง ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ งานธุรการ กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

หรือโดยมีพฤติการณ์ อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา 79 (2) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก

ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 6 ราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

“ในหลวง”  โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่บาดเจ็บจากชายแดนไทย – กัมพูชา และทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  

วันที่  28  ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก ธเนศ สุขนอก  สิบเอก ปฏิภาณ หมั่นกู้ สิบเอก ปฏิวัติ จรเอก้า พลทหาร ศุภกฤต เที่ยงพลอย และพลทหาร พงศ์พิสิฏฐ์ แสนเจ๊ก  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา  และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กำลังพลและครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  
 

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เด็กจีนธุรกิจ DPU คว้ารางวัลชมเชยสุนทรพจน์ภาษาจีนสิรินธร ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 14 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศความสำเร็จของนักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ ในการคว้ารางวัลชมเชยจากโครงการประกวดสุนทรพจน์ภาษาจีนสิรินธร ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับนักศึกษาคนเก่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันในครั้งนี้ประกอบด้วย นายนภดล เคนประทุม (李家熙) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ นางสาวพิชามญชุ์ บุญยังดำรง (贝贝) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยทั้งคู่สามารถโชว์ศักยภาพด้านทักษะภาษาจีนที่ยอดเยี่ยม พร้อมถ่ายทอดแนวคิดและการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย–จีนได้อย่างสร้างสรรค์ จนเป็นที่ยอมรับจากคณะกรรมการและผู้ชมในระดับประเทศ

นอกเหนือจากการประชันทักษะการกล่าวสุนทรพจน์แล้ว ในรอบความสามารถพิเศษ นักศึกษาทั้งสองยังได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมจีนออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยนายนภดล เคนประทุม ได้แสดงการร่ายรำในชุด 《惊鸿一舞》 ที่ถ่ายทอดความอ่อนช้อยและพลังอารมณ์ได้อย่างลงตัว

ขณะที่นางสาวพิชามญชุ์ บุญยังดำรง ได้โชว์พลังเสียงผ่านการขับร้องเพลงพื้นบ้านจีน 《弥渡山歌》 ได้อย่างไพเราะและถ่ายทอดสำเนียงดนตรีจีนได้อย่างดีเยี่ยม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพ

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลมาจากความทุ่มเทและการฝึกซ้อมอย่างหนักของตัวนักศึกษาเอง โดยได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ในหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจและสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่ร่วมเป็นที่ปรึกษาในทุกขั้นตอน โดยมี อาจารย์ ดร.นรรัตน์ พุ่มไพศาลชัย เป็นผู้นำทีมนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจนประสบความสำเร็จในที่สุด

ผลงานในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพการเรียนการสอนของหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ DPU ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในรอบด้านภายใต้แนวคิด “激发潜能,改变未来 – ปลุกศักยภาพเปลี่ยนอนาคต” เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านภาษาและมีความเข้าใจในศิลปวัฒนธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง พร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับสากลต่อไป

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน "มูลนิธิการกุศล" ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

28 ธ.ค. 2568 12:44 น.

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อัยการอิตาลีประสานหน่วยปราบมาเฟียและต่อต้านการก่อการร้าย บุกจับกุม 9 ผู้ต้องสงสัย ใช้มูลนิธิการกุศลที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม เพื่อเบี่ยงเงินกว่า 250 ล้านบาทจากมูลนิธิการกุศลส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส

ทางการอิตาลีได้ดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มฮามาส โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 9 ราย ในเมืองเจนัว ทางตอนเหนือของประเทศ ภายใต้ข้อหาเป็นสมาชิกและให้การสนับสนุนกลุ่มที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย

จากการเปิดเผยของทีมอัยการชุดสอบสวนพบว่า ผู้ต้องกลุ่มนี้ใช้ “มูลนิธิการกุศล” ที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม แต่กลับมีการยักยอกเงินบริจาคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส ยอดเงินที่ถูกยักยอกประมาณ 7 ล้านยูโร (หรือราว 254 ล้านบาท) ตำรวจได้สั่งอายัดทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมกว่า 8 ล้านยูโร (หรือราว 290 ล้านบาท)

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากมีการตรวจพบธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย จนนำไปสู่การประสานงานในระดับภูมิภาคผ่าน Eurojust หน่วยงานด้านความร่วมมือทางยุติธรรมของ EU โดยอิตาลีได้ทำงานร่วมกับทางการเนเธอร์แลนด์และประเทศสมาชิก EU อื่นๆ จนสามารถเปิดโปงเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ

นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ออกมาแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสำหรับปฏิบัติการที่ “สำคัญและซับซ้อน” ครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการขุดรากถอนโคนการสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวมาในรูปแบบขององค์กรการกุศล

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในฉนวนกาซา โดยรัฐบาลของเมโลนีที่แสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล ได้เผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในอิตาลี

ขณะที่ภาพรวมความสูญเสียจากสงครามที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 มียอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาพุ่งสูงกว่า 71,000 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา ส่วนการโจมตีโดยกลุ่มฮามาสในอิสราเอลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามนั้น มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย.

ที่มา Reuters

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

28 ธ.ค. 2568 12:17 น.

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กประเภทอัลตราไลท์ลากป้ายโฆษณา เสียหลักพุ่งตกทะเลหน้าชายหาดโคปาคาบานา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของบราซิล ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวจำนวนมาก เบื้องต้นยืนยันพบร่างนักบินเสียชีวิตแล้ว 1 ราย กองทัพอากาศบราซิลเร่งสอบสวนหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุสลดใจที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา  (27 ธ.ค.) ที่นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเครื่องบินเล็กส่วนบุคคลสำหรับลากป้ายโฆษณาประสบอุบัติเหตุตกกลางทะเล บริเวณชายหาดโคปาคาบานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก

ทางการบราซิลได้เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว ซึ่งบันทึกวินาทีที่เครื่องบินลำนี้ดิ่งลงทะเลในลักษณะ “ส่วนหัวพุ่งตรงลงน้ำ” อย่างรวดเร็วเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เครื่องบินจมหายไปในทะเลทันที

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากสำนักงานดับเพลิงได้ระดมกำลังเข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยใช้ทั้งเจ็ตสกี เรือยาง นักประดาน้ำ และการสนับสนุนทางอากาศ รวมถึงมีการนำอุปกรณ์โซนาร์ มาใช้ค้นหาซากเครื่องบินและตรวจสอบว่ามีผู้ประสบเหตุเพิ่มเติมหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าได้กู้ร่างของนักบินขึ้นมาได้แล้ว และส่งไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรและระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศบราซิลแถลงว่า ขณะนี้ได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เป็นเครื่องบินรุ่น Cessna 170A ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณา ขณะเกิดเหตุกำลังทำหน้าที่ลากป้ายโฆษณาผ่านพื้นที่ชายหาด

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอยู่บนชายหาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน.

ที่มา AP

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา "เสรีและเป็นธรรม" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

28 ธ.ค. 2568 11:44 น.

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งในกรุงเนปิดอว์ พร้อมให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่าง “เสรีและเป็นธรรม” แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก โดยระบุว่ากองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้งจึงไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองได้ และยืนยันว่าเป้าหมายคือการนำประเทศกลับสู่ระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค
การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบเริ่มขึ้นเวลา 6:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงเขตเลือกตั้งในนครย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศ ที่ซึ่งพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรารับประกันว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม” และกล่าวต่อว่า “กองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เราไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงของเราเสื่อมเสียได้”

แม้รัฐบาลจะวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่มีรายงานเหตุระเบิดและพยายามขัดขวางการเลือกตั้งในหลายจุด โดยในภูมิภาคมัณฑะเลย์ เกิดเหตุยิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชนในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย โดย 1 รายอาการสาหัส ส่วนเมืองเมียวดี ใกล้ชายแดนไทย เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องหลายจุดในช่วงคืนวันเสาร์ ทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง รายงานระบุว่ามีเด็กเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย

รัฐบาลทหารได้บังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่ขัดขวางหรือคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมถึงโทษประหารชีวิต ล่าสุดมีรายงานว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง ไมค์ ที (ผู้กำกับภาพยนตร์), จอ วิน ทุต (นักแสดง) และ อ้น ได่ (นักแสดงตลก) ถูกตัดสินจำคุกคนละ 7 ปี หลังจากออกมาวิจารณ์ภาพยนตร์ที่โปรโมตการเลือกตั้ง

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “ไม่มีเงื่อนไขใดที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก” ขณะที่ชาวเมียนมาถูกบีบคั้นจากทุกฝ่าย ทั้งจากรัฐบาลทหารที่บังคับให้ไปใช้สิทธิ์ และกลุ่มต่อต้านที่ขู่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตลอดช่วงเดือนหน้า โดยจัดขึ้นใน 274 เมือง จากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่เหลือถูกงดเนื่องจากความไม่สงบ มีพรรคลงแข่งขัน 57 พรรค รวมพรรค USDP ที่กองทัพหนุนหลัง ขณะที่กว่า 40 พรรคถูกสั่งยุบ รวมถึงพรรค NLD ของนางอองซานซูจี ที่เคยชนะถล่มทลายในปี 2015 และ 2020

นักวิเคราะห์มองว่าการแบ่งการเลือกตั้งเป็นหลายระยะ เป็นแท็กติกที่ช่วยให้รัฐบาลทหารสามารถปรับกลยุทธ์ได้หากผลคะแนนในระยะแรกไม่เป็นไปตามเป้า ขณะที่ประชาชนบางส่วนในรัฐชินสะท้อนความรู้สึกว่า “ทหารปกครองประเทศไม่เป็น” และโหยหาบรรยากาศประชาธิปไตยในยุคก่อนรัฐประหาร

ปัจจุบัน เมียนมายังคงเผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนัก ทั้งจากสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน เศรษฐกิจที่พังทลาย และผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองจากชาติตะวันตกและอาเซียนว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดอำนาจของกองทัพเท่านั้น.

ที่มา BBC

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 10:39 น.

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดหิมะและน้ำแข็งสะสมอย่างหนัก นครนิวยอร์กทำสถิติหิมะตกหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี ด้านสายการบินสั่งยกเลิกและล่าช้ากว่า 9,000 เที่ยวบิน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินเตือนประชาชนเลี่ยงการเดินทางอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาอย่างหนักตั้งแต่วันศุกร์ต่อเนื่องถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศกลายเป็นอัมพาตในช่วงสุดสัปดาห์หลังเทศกาลคริสต์มาส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่า สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก วัดปริมาณหิมะสะสมได้ประมาณ 11 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 ขณะที่พื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวยอร์ก รวมถึงรัฐคอนเนตทิคัต มีหิมะตกหนาระหว่าง 15-25 เซนติเมตร

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware ระบุว่า จนถึงช่วงเย็นวันเสาร์ (27 ธ.ค.) มีเที่ยวบินภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหรือล่าช้าสะสมกว่า 9,000 เที่ยวบิน โดยเฉพาะสนามบินหลัก 3 แห่งในนิวยอร์ก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ท่าอากาศยานลากวาร์เดีย และท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี 

อย่างไรก็ตาม สายการบินหลักอย่าง American Airlines, United Airlines และ JetBlue ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนตั๋ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ

นางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กว่าครึ่งรัฐ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังสูงสุดตลอดช่วงพายุ เช่นเดียวกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งจำกัดการใช้รถบรรทุกเชิงพาณิชย์บนทางหลวงสายหลักหลายเส้นทางเนื่องจากสภาพถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและอันตราย

แม้ว่าในช่วงบ่ายวันเสาร์พายุจะเริ่มเบาบางลงและเหลือเพียงหิมะโปรยปรายเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนเรื่องอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้หิมะที่ละลายกลายเป็น “Black Ice” หรือแผ่นน้ำแข็งใสที่มองไม่เห็นบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ย้อนสถิติความรุนแรงวิดีโอนี้รวบรวมภาพเหตุการณ์พายุหิมะพัดถล่มสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมและวิถีชีวิตของประชาชนในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.

ที่มา Reuters

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

28 ธ.ค. 2568 06:43 น.

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

การเลือกตั้งในประเทศเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว 5 ปี หลังจากกองทัพก่อรัฐประหารจนทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ท่ามกลางข้อครหาจากหลายฝ่าย ที่ไม่เชื่อถือในการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้น ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลทหารผู้ปกครองประเทศได้โฆษณาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากผ่านไป 5 ปีนับตั้งแต่ที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชน จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมือง

ในอดีตที่ผ่านมา กองทัพปกครองเมียนมามาเป็นส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ก่อนจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 10 ปีที่รัฐบาลพลเรือนก้าวขึ้นมากุมบังเหียนท่ามกลางกระแสความหวังและการปฏิรูป

ทว่าหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางซูจี เอาชนะคู่แข่งฝ่ายสนับสนุนกองทัพได้อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2563 มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งในวงกว้าง

นางซูจี อดีตผู้นำพลเรือนกำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่าง ๆ ตั้งแต่การทุจริตไปจนถึงการละเมิดข้อบังคับควบคุมโควิด-19 ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างมองว่าข้อหาเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามของเธอก็ถูกยุบไปด้วย

เหล่านักกิจกรรม นักการทูตตะวันตก และหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะเวลาหนึ่งเดือนในครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีแต่บรรดาพันธมิตรของกองทัพ และมีการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างรุนแรง มีผู้ที่กำลังถูกฟ้องร้องมากกว่า 200 ราย

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเหล่านักวิจารณ์มองว่านี่เป็นเพียงการนำระบอบเผด็จการทหารมาปรับภาพลักษณ์ใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากเมียนมากำลังแตกแยกจากสงครามกลางเมือง จึงจะไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่กลุ่มกบฏควบคุมอยู่

ส่วนในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 06:00 น. (ตรงกับ 06:30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งครอบคลุมเขตเลือกตั้งในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์

ช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีภาพการรวมตัวชุมนุมอย่างคึกคักเหมือนที่นางซูจีเคยทำได้ในอดีต และรัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงก่อนการเลือกตั้งเพื่อยึดคืนพื้นที่ดินแดนกลับมา

“เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม” นางโม โม มยิน ซึ่งใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาในการ “หนีตาย” จากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลทหารกล่าว “เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” หญิงวัย 40 ปีรายนี้กล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP แต่เขายืนหยัดวาดภาพการเลือกตั้งครั้งนี้มาโดยตลอดว่าเป็นหนทางไปสู่การปรองดอง

อนึ่ง การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ก่อนจะถึงรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 1 ใน 5 ของทั้งหมด

“การเลือกตั้งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปรามอย่างเห็นได้ชัด” นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านนายซอ ตุน เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยในภาคสะกายทางตอนเหนือของประเทศกล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพในประเทศนี้ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน … เราจะสู้ต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna