ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

19 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงคอยให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนตลอดเส้นทางเพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมา ที่บริเวณท้องสนามหลวง เขตพระนคร กทม.ได้มีการติดป้ายประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง กำหนดการเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังโดยประกาศระบุว่า การเข้าสักการะภายในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าระหว่างเวลา 08.00-14.00 น.ซึ่งจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 13.00 น.เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปลอดภัยต่อประชาชนที่เดินทางมาจำนวนมาก

โดยวันนี้ มีผู้พิการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้าถวายสักการะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนฯ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ 1.เน้นย้ำการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองตามหลักสูตรแกนกลางฯ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 – ม.6 , 2.ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ทั้งด้านหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การเลือกใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ , 3.จัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน เน้นบูรณาการสาระการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ข่าวสารและสถานการณ์ร่วมสมัยเป็นฐานการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล , 4.เลือกใช้สื่อที่หลากหลายและตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง ทั้งสื่อแบบดิจิทัล และสื่อพื้นบ้าน เช่น นิทาน ภาพถ่ายท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียน เช่น ใช้คลิปสารคดีสั้นหรือใช้แผนที่ท้องถิ่น ประกอบการเรียนประวัติศาสตร์ และ 5.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ควรเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและไม่จำกัดเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เช่น ประเมินจากการอภิปราย การเขียนสะท้อนความคิด แฟ้มสะสมผลงาน โครงงาน ชิ้นงาน เป็นต้น

“ตามประกาศฉบับนี้ ครูจะมีแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน การวัดประเมินผล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น ส่วนนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างหลากหลายรูปแบบ และได้รับการวัดและประเมินผลที่มีความสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจอย่างหลากหลาย ขณะที่โรงเรียนจะมีแนวปฏิบัติในการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนเชิงนโยบายของโรงเรียน ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสื่อสารนโยบายแก่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศต่อไป

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว...สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดโครงการความร่วมมือนโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” ภายใต้โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” การจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ระหว่างกระทรวง อว. ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายนิคม ปัญญาทวีกิจไพศาล รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงาน สถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วมพิธีพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และรับฟังบรรยายเกี่ยวกับโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” โดย ศุภฤกษ์ สุเสงี่ยม ผู้จัดการส่วนหน่วยงานเทคนิคโรงกลั่นน้ำมัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ คุณสุจิตรา เตรยาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอนไรส์ ไบโอ ซัพพลาย จำกัด ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (ถนนพระรามที่ 6)

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า จุดเริ่มต้นโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือนมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบาย มหาวิทยาลัยสีเขียว โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะแรก กระทรวง อว. จะสนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จัดงานพิธีมอบรางวัลให้กับโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนและพิธีมอบรางวัลให้กับ “ครูผู้พิทักษ์” กิจกรรมการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) ปี 3 ภายใต้แนวคิด “เด็กเริ่ม ผู้ใหญ่ร่วม ปี 3” พิทักษ์ความปลอดภัยบนท้องถนน ประจำปี 2568 โดยมี นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน

นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผอ.สจส.กทม. กล่าวว่า สำหรับปีนี้กิจกรรมการแข่งขันค้นหาตำแหน่ง “โรงเรียนติดดาวไอดอล” และ “ครูผู้พิทักษ์” กับกิจกรรมโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) มีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 437 โรงเรียนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมีโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายทั้งหมด 18 โรงเรียน พร้อมทั้งคัดเลือกครู เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนละ 2 คน โดยมีการนำเสนอผลการดำเนินกิจกรรม และความยั่งยืนในการดำเนินกิจกรรม ชิงรางวัลมูลค่ารวมมากกว่า 170,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร ป้ายประกาศเกียรติคุณ และโล่รางวัล

สำหรับรายละเอียดผลการตัดสิน มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนวัดธรรมมงคล (หลวงพ่อวิริยังค์อุปถัมภ์) สำนักงานเขตพระโขนง , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนคลองสาม สำนักงานเขตมีนบุรี , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 “โรงเรียนติดดาวไอดอล”จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดบางโพโอมาวาส สำนักงานเขตบางซื่อ 2.โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา , รางวัลดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) สำนักงานเขตภาษีเจริญ 2.โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขต บางคอแหลม 3.โรงเรียนวัดดอน สำนักงานเขตสาทร 4.โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 5.โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน , รางวัลชมเชย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดปทุมคงคา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ 2.โรงเรียนวัดประชาระบือธรรม สำนักงานเขตดุสิต 3.โรงเรียนหัวหมาก สำนักงานเขตสวนหลวง 4.โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) สำนักงานเขตคลองสามวา 5.โรงเรียนวัดคู้บอน (วัฒนานันท์อุทิศ) สำนักงานเขตคลองสามวา 6.โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา สำนักงานเขตบางขุนเทียน 7.โรงเรียนสถานีพรมแดน (รักษาศุขราษฎร์บำรุง) สำนักงานเขตบางบอน 8.โรงเรียนวัดวิมุตยาราม สำนักงานเขตบางพลัด

รางวัล “ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.นางสาวนิตยา กัณณิกาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองสาม สำนักงานเขตมีนบุรี 2.นางนันทพร บุญสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา

รางวัล “ครูผู้พิทักษ์” จำนวน 10 รางวัล ได้แก่ 1.นายไพรบูรณ์ จารีต โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา 2.นายธนัยนันท์ รุ่งเรืองสุขเจริญ โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา 3.นายประภาส สุพรรณดี โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน 4.นายนพพล คิมประโคน โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน 5.นางสาวจิรารัตน์ เนียมนิ่ม โรงเรียนวัดธรรมมงคล สำนักงานเขตพระโขนง 6.นางสาวจินตนา ประกายแก้ว โรงเรียนวัดธรรมมงคล สำนักงานเขตพระโขนง 7.นางสาวสุนันทา ตันสิงห์ โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 8.นายวสิษฐ์พล สภาโรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 9.นายอุทัย คำศรี โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา 10.นางสาววัชรี รัศมีดิษฐ์ โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา

รางวัล “ครูดีเด่นด้านความปลอดภัยทางถนน” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.นายสุภีย์ ใหมจันทา โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม 2.นางสาวสิริลภัส ถิตย์ประเดิม โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม

นอกจากนี้ทาง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร (ศปถ.กทม.) ได้ดำเนินการตรวจติดตามผลงานของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) เมื่อปีที่ผ่านมา จึงได้มอบเกียรติบัตร ให้แก่ “โรงเรียนต้นแบบที่ดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง” จำนวน 9 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดแสนสุข สำนักงานเขตมีนบุรี 2.โรงเรียนวัดเทวสุนทร สำนักงานเขตจตุจักร 3.โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สำนักงานเขตสายไหม 4.โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ 5.โรงเรียนฉิมพลี สำนักงานเขตตลิ่งชัน 6.โรงเรียนพิชัยพัฒนา สำนักงานเขตบึงกุ่ม 7.โรงเรียนวัดขุนจันทร์ สำนักงานเขตธนบุรี 8.โรงเรียนนาหลวง สำนักงานเขตทุ่งครุ 9.โรงเรียนวัดทัศนารุณ สุนทริการาม สำนักงานเขตราชเทวี

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้  สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เล็งเห็นถึงความสำคัญและเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับทุกภาคส่วนโดยมุ่งหวังสร้างจิตสำนึก ด้านความปลอดภัยในการเดินทาง จะกลายเป็น “ต้นแบบ” และ “เครือข่าย” นำไปต่อยอดให้เกิดสังคมที่พร้อมขับเคลื่อนวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมส่งต่อพฤติกรรมรักษ์วินัยจราจร จากเด็กสู่ผู้ใหญ่ สอดรับนโยบายผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เดินทางดี ปลอดภัย เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นถนนปลอดภัย และเป็น “เมืองที่น่าอยู่” สำหรับทุกคน

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง' ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 สืบสานพระราชปณิธานในโอกาส 70 ปีฝนหลวง ‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ พัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีวางพานพุ่ม ดอกไม้สด เนื่องใน“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร ระหว่างวันที่ 14 -16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการ และอาสาสมัครฝนหลวง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในพิธี ประธานในพิธีได้วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร“พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกล่าวรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการคิดหาวิธีในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นเม็ดฝน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชั้นบรรยา กาศของประเทศมาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา

จากนั้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวง 

ต่อมาหลังจากนั้น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาการของเทคโนโลยีฝนหลวงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาต่อยอดอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

นายนเรศ ได้กล่าวย้ำว่า  ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา โครงการพระราชดำริฝนหลวงไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ
น้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯพร้อมสนับสนุนให้กรมฝนหลวงฯ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆที่สามารถทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความก้าวหน้า
และปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางน้ำของประเทศไทยต่อไป”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า
ในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมฝนหลวงฯ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็น Smart Weather Modification Center พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนให้ครอบ
คลุมทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝนหลวงไทยเป็น
ต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้มีการจัดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณา ธิคุณและเรียนรู้ศาสตร์แห่งฝนหลวง มรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของแผ่นดินไทย ปรากฏว่ามีประชาชน นักเรียน นักศึกษา  จำนวนมากเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างล้วนมีความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมพิธีและได้มีโอกาสร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้“สายฝนแห่ง ความหวัง” ยังคงโปรยปรายสู่ผืนดินไทยตราบจนทุกวันนี้

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! 'แมวไทย'เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

โฆษกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด “Vegemite” ในเรือนจำ

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด "Vegemite" ในเรือนจำ

18 พ.ย. 2568 16:10 น.

นักโทษออสเตรเลียฟ้องศาล เรียกร้องสิทธิ์กินสเปรด “Vegemite” ในเรือนจำ

เกิดคดีความแปลกประหลาดขึ้นในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อนักโทษคดีฆาตกรรมได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งคำสั่งห้ามไม่ให้นักโทษรับประทาน “เวจจีไมต์” (Vegemite) สเปรดทาขนมปังชื่อดังของออสเตรเลีย โดยอ้างว่าการห้ามกินเวจจีไมต์ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาในการ “เสพสุนทรียะทางวัฒนธรรม” ในฐานะชาวออสเตรเลีย

นายอังเดร แม็คเคชนี วัย 54 ปี ได้นำข้อพิพาทเพื่อขอรับประทาน “เวจจีไมต์” สเปรดทาขนมปังที่มีรสเค็ม เหนียว และมีสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเบียร์ ไปยังศาลสูงสุดแห่งรัฐวิกตอเรีย โดยยื่นฟ้องสำนักงานยุติธรรมและความปลอดภัยชุมชนแห่งรัฐวิกตอเรีย และสำนักงานราชทัณฑ์วิกตอเรีย ซึ่งคดีนี้มีกำหนดไต่สวนในปีหน้า

นายแม็คเคชนีต้องการให้ศาลประกาศว่าถูกละเมิดสิทธิภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบ ซึ่งรับรองให้ประชาชนชาวออสเตรเลีย “สามารถเสพสุนทรียะทางวัฒนธรรม” นอกจากนี้ เขายังต้องการให้ศาลสั่งว่าจำเลยละเมิดกฎหมายเรือนจำโดย “ล้มเหลวในการจัดหาอาหารที่เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพที่ดี” ของเขา

ทั้งนี้ สำนักงานราชทัณฑ์วิกตอเรีย ได้สั่งห้ามเวจจีไมต์ในเรือนจำของรัฐวิกตอเรียตั้งแต่ปี 2006 โดยอ้างว่ามัน “รบกวนการทำงานของสุนัขตรวจจับยาเสพติด” เนื่องจากนักโทษเคยใช้เวจจีไมต์ทาห่อบรรจุยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย โดยหวังว่ากลิ่นจะเบี่ยงเบนความสนใจของสุนัข นอกจากนี้ เวจจีไมต์ยังมีส่วนผสมของยีสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกห้ามในเรือนจำวิกตอเรีย เนื่องจาก “อาจถูกนำไปใช้ในการผลิตแอลกอฮอล์”

เวจจีไมต์ ซึ่งผลิตในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1923 เป็นอาหารที่คนออสเตรเลียส่วนใหญ่ชื่นชอบ แต่เป็นรสชาติที่ต้องฝึกกินสำหรับผู้ที่ไม่ได้เติบโตมากับมัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา เคยถึงกับกล่าวว่า “มันแย่มาก” ขณะที่เพลงดัง “Down Under” ของวง Men at Work เคยทำให้คนทั่วโลกสงสัยว่า “Vegemite sandwich” คืออะไร

เวจจีไมต์มักใช้เป็นสเปรดทาขนมปังปิ้งยามเช้าและแซนด์วิชชีส โดยแฟนๆ เห็นตรงกันว่าควรทาเพียงบางๆ โดยชาวออสเตรเลียที่เดินทางไปต่างประเทศมักบ่นว่าเวจจีไมต์หายาก รัฐบาลออสเตรเลียต้องแทรกแซงเมื่อเมื่อต้นปี หลังแคนาดาเคยสั่งห้ามร้านคาเฟ่ในนครโตรอนโตขายเวจจีไมต์ชั่วคราว ก่อนภายหลังจะยอมผ่อนปรนให้ขายได้

ด้านนักกฎหมายและผู้สนับสนุนเหยื่ออาชญากรรม จอห์น เฮอร์รอน วิจารณ์ว่าคดีนี้ไร้สาระและสร้างความไม่สบายใจแก่ครอบครัวเหยื่อ โดยกล่าวว่าเหยื่อ “แทบไม่เหลือสิทธิใด ๆ” แต่ผู้กระทำผิดกลับได้รับความสนใจมากกว่า

แมคเคนนีถูกคุมขังในเรือนจำความมั่นคงสูง Port Phillip เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากคดีฆาตกรรมโอโต คูห์เน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้มั่งคั่ง ที่เมืองโกลด์โคสต์เมื่อปี 1994 ก่อนถูกย้ายจากเรือนจำรัฐควีนส์แลนด์มาวิกตอเรียเมื่อราวสิบปีต่อมา เขาเคยได้รับทัณฑ์บนและใช้ชีวิตอิสระ 8 ปี แต่กลับเข้าคุกอีกครั้ง  ปัจจุบันเขาคุมขังต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี.

ที่มา AP

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

18 พ.ย. 2568 15:12 น.

ไขปริศนาคดี ครอบครัวนทท.ตุรกี-เยอรมันเสียชีวิตในอิสตันบูล พบอาจตายเพราะยาฆ่าแมลง ไม่ใช่สตรีทฟู้ด

ตุรกีเร่งไขคดี ครอบครัวนักท่องเที่ยวตุรกี-เยอรมันและลูก 2 คนเสียชีวิต หลังทานอาหารสตรีทฟู้ดในอิสตันบูล โดยพบข้อมูลว่าพวกเขาอาจเสียชีวิตจากยาฆ่าแมลงในโรงแรม ขณะที่ตร.จับผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 คน

ตำรวจตุรกีเร่งมือสอบสวนข้อเท็จจริง จากเหตุการณ์ที่ครอบครัวซึ่งมาท่องเที่ยวจากเยอรมนีล้มป่วย หลังรับประทานอาหารริมทางชื่อดังในย่าน ออร์ตากอย ริมช่องแคบบอสฟอรัส โดยทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่เด็กทั้งสองจะเสียชีวิตในวันพฤหัสบดี และแม่เสียชีวิตในวันศุกร์ที่แล้ว  โดยเหตุเกิดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

สำนักข่าวอนาโตลูของตุรกี ระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือ ชีเด็ม โบเค็ก ลูกชายวัย 6 ขวบ คาดีร์ และลูกสาววัย 3 ขวบ มาซาล ส่วนบิดา เซอร์เวต์ โบเค็ก  ยังอาการวิกฤตในห้องไอซียู

แม้อัยการอิสตันบูลจะเปิดการสอบสวนโดยตั้งสมมติฐานว่าครอบครัวอาจถูกวัตถุปนเปื้อนจากอาหาร แต่รายงานเชิงลึกล่าสุดระบุว่า ครอบครัวอาจได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดตัวเรือดภายในโรงแรมที่พัก

ขณะที่หนังสือพิมพ์ เฮอริเยต์ รายงานว่า ห้องพักชั้นล่างของโรงแรมได้ถูกฉีดพ่นยาฆ่าแมลง และมีความเป็นไปได้ว่าสารดังกล่าวอาจเล็ดลอดขึ้นมาสู่ห้องพักของครอบครัวบนชั้นหนึ่งผ่านช่องระบายอากาศในห้องน้ำ

โดยต่อมา โรงแรมซึ่งตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าอิสตันบูล มีการอพยพผู้เข้าพักทั้งหมดในวันเสาร์ หลังมีแขกเพิ่มเติมอีก 2 คนถูกส่งโรงพยาบาลด้วยอาการคล้ายกัน 

ล่าสุดสำนักข่าว อนาโตลู รายงานว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมแล้ว 11 ราย ซึ่งประกอบด้วย ผู้ขายอาหารสตรีทฟู้ด 5 ราย เจ้าของโรงแรมและพนักงานอีก 2 คน และพนักงานบริษัทกำจัดแมลง 3 คน ในจำนวนนี้ 8 คนจะถูกนำตัวขึ้นศาลในวันจันทร์

ทั้งนี้ คาดว่ารายงานทางพิษวิทยาจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงผลตรวจตัวอย่างอาหารจากกระทรวงเกษตร จะเผยแพร่ภายในวันเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า แม่และลูกทั้งสองถูกฝังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในหมู่บ้านของครอบครัว  ทางตอนกลางของตุรกี ห่างจากกรุงอังการาราว 240 กิโลเมตร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตุรกี

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

18 พ.ย. 2568 15:11 น.

ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

ผลการศึกษาใหม่เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก จากการติดตามกิจกรรมสินเชื่อของทางการจีน และพบแนวโน้มว่าจีนกำลังหันไปปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีรายได้สูง แทนที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดย AidData ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยวิลเลียม แอนด์ แมรี ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดรวมการให้กู้ยืมและเงินช่วยเหลือจากจีนรวมทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 200 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2023

เดิมที จีนถูกมองว่าเป็นผู้ให้กู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road initiative) แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่การปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า โดยให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง ในด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด

AidData ระบุว่า ขนาดพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของจีนใหญ่กว่าที่เคยมีการประเมินไว้ถึง 2-4 เท่า ทำให้จีนยังคงเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อย่างเป็นทางการของโลก โดยมากกว่า 3 ใน 4 ของการดำเนินงานปล่อยกู้ในต่างประเทศของจีนในปัจจุบัน สนับสนุนโครงการและกิจกรรมในประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มีรายได้สูง

นายแบรด พาร์คสผู้อำนวยการบริหารของ AidData และหัวหน้าผู้เขียนรายงานกล่าวว่า “การปล่อยกู้ส่วนใหญ่ให้กับประเทศร่ำรวยนั้น มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แร่ธาตุสำคัญ และการเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์”

รายงานระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้รับสินเชื่อจากภาคส่วนทางการของจีนมากที่สุด คือมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการและกิจกรรมเกือบ 2,500 รายการ

AidData ชี้ว่า หน่วยงานของรัฐบาลจีน “มีความกระตือรือร้นในทุกมุมและทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ” โดยให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา, ศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย, อาคารผู้โดยสารที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคเนดี ในนครนิวยอร์ก และสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Matterhorn Express และท่อส่งน้ำมัน Dakota Access

นอกจากนี้ จีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในการเข้าซื้อบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง และสถาบันการเงินของรัฐบาลจีนได้มอบวงเงินสินเชื่อให้กับบริษัทในดัชนี Fortune 500 หลายแห่ง เช่น Amazon, AT&T, Verizon, Tesla, General Motors, Ford, Boeing และ Disney

ขณะที่สัดส่วนการให้กู้แก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำลดลงเหลือ 12% ในปี 2023 จาก 88% ในปี 2000 แต่ในขณะเดียวกัน สัดส่วนการสนับสนุนประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงเพิ่มขึ้นเป็น 76% ในปี 2023 จาก 24% ในปี 2000 โดยยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้รับ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับ 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

“Prince Group” กัมพูชา เปิดบริษัทลูก 3 แห่งในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2022

"Prince Group" กัมพูชา เปิดบริษัทลูก 3 แห่งในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2022

18 พ.ย. 2568 13:04 น.

“Prince Group” กัมพูชา เปิดบริษัทลูก 3 แห่งในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2022

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงาน โดยอ้างอิงจากเอกสารและคำให้การของผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่ากลุ่มบริษัท “Prince Holding Group” ซึ่งอยู่ในบัญชีมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงข้ามชาติและการค้ามนุษย์ ได้จัดตั้งบริษัทในเครืออย่างน้อย 3 แห่ง ในประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2022

แม้ว่าบริษัทที่เชื่อมโยงกับ Prince Holding Group จะระบุการดำเนินธุรกิจเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมที่คล้ายคลึงกัน แต่มีข้อสงสัยว่าบริษัทเหล่านี้อาจถูกใช้เพื่อการฟอกเงิน ที่ได้จากกิจกรรมทางอาญา

บริษัทในเครือที่เปิดในญี่ปุ่น ยังรวมถึงบริษัทที่ปรึกษา Prince Japan ที่ก่อตั้งในปี 2023 ที่เขตชิบูยา กรุงโตเกียว และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Canopy Sands Development Japan ก่อตั้งในปี 2024 ที่เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว

ในเดือนมิถุนายน 2023 บริษัท Prince Japan ได้เปิดเผยทางอีเมลในการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นว่าตนเป็นบริษัทลูกของ Prince Holding Group ส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2024 สถานทูตกัมพูชาประจำประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์บนเฟซบุ๊ก แนะนำบริษัท Canopy Sands Development Japan ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Prince Group

รายงานสื่อต่างประเทศระบุว่า บริษัทท้องถิ่นในเครือของ Prince Holding Group ในเกาหลีใต้และไต้หวัน ต่างถูกเชื่อมโยงกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์และบัญชีธนาคารที่มีเงินจำนวนมาก ซึ่งตอกย้ำว่ากลุ่มนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้เข้ามาดำเนินการในญี่ปุ่นด้วย

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เพิ่มชื่อ Prince Holding Group และประธานบริษัท คือนายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน เข้าไปในรายชื่อรายชื่อบุคคลต้องห้าม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่ม Prince Holding Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา ได้จัดตั้งสถานที่ปฏิบัติการหลอกลวงขนาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างน้อย 10 แห่ง ในกัมพูชา โดยหลอกล่อชาวต่างชาติด้วยการโพสต์รับสมัครงานที่เสนอรายได้สูง แต่สุดท้ายกลับถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการฉ้อโกงออนไลน์ การพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย และกิจกรรมทางอาญาอื่น ๆ

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าสูงถึง 16,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Kyodo