บิ๊กเล็ก ปิดปากเงียบ เดินทางลงนามหลังประชุมจีบีซี 27 ธ.ค.นี้ หรือไม่

บิ๊กเล็ก ปิดปากเงียบ เดินทางลงนามหลังประชุมจีบีซี 27 ธ.ค.นี้ หรือไม่

บิ๊กเล็ก ปิดปากเงียบ เดินทางลงนามหลังประชุมจีบีซี 27 ธ.ค.นี้ หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

เวลา 15.00 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวก่อนประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงการประชุมสมช.ในวันนี้จะได้ข้อสรุปก่อนที่จะเดินทางไปลงนามกับฝ่ายกัมพูชา ภายหลังทราบผลการประชุมของฝ่ายเลขาฯในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จ.จันทบุรี ในวันที่ 27 ธ.ค. นี้หรือไม่ ว่า “น่าจะรู้ว่าผมไม่พูด”

ชวน แฉการเมืองเงินสกปรก ทุ่มเงินซื้อพรรคสูงถึง 500 ล้าน สส. 50 ล้าน ตอกย้ำวงจรอุบาทว์เดิมๆ

ชวน แฉการเมืองเงินสกปรก ทุ่มเงินซื้อพรรคสูงถึง 500 ล้าน สส. 50 ล้าน ตอกย้ำวงจรอุบาทว์เดิมๆ

ชวน แฉการเมืองเงินสกปรก ทุ่มเงินซื้อพรรคสูงถึง 500 ล้าน สส. 50 ล้าน ตอกย้ำวงจรอุบาทว์เดิมๆ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

”ชวน “แฉการเมืองเงินสกปรก ทุ่มเงินซื้อพรรคสูงถึง 500 ล.-สส. 50ล. ตอกย้ำวงจรอุบาทว์เดิมๆ ย้ำการเมืองที่ได้มาด้วยเงินสกปรก ไม่มีศักดิ์ศรี  เตือนผู้สมัคร ปชป.  อย่าหวังชนะเดินหาเสียงอย่างเดียว ชี้ทางรอดต้องทำงานหนัก2 เท่า เน้นพูดเรื่องจริง -อย่าสร้างศัตรูกับขรก. 

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายชวน หลีกภัย อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวแนะนำแนวทางการหาเสียงให้กับผู้สมัครสส.ในส่วนพื้นที่ภาคกลางของพรรคว่า ควรมีการศึกษาข้อมูลจริงในพื้นที่ให้ดี เพราะว่า 40 กว่าวันไม่สามารถเดินได้หมดทุกพื้นที่ เพราะคนยุคนี้เขารู้ว่าใครพูดจริง ไม่จริง เป็นสิ่งสำคัญ  และยังต้องรู้ว่าเขามีการเตรียมการเพื่อประโยชน์ของการเมือง มีการโยกย้ายข้าราชการ มีการย้ายภายใน 24 ชั่วโมงในอำเภอหนึ่งเพราะว่าไม่ถูกใจนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล พวกเราต้องเตรียมรับมือ   เวลาพูดก็อย่าไปเป็นศัตรูกับข้าราชการ เพียงแต่ขอให้ยึดมั่นความถูกต้อง ยึดความตรงไปตรงมา อย่าไปเป็นเครื่องมือใคร 

เช่นกรณีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตนได้ทำจดหมายถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขขอให้ปกป้อง อสม. อย่าให้นักการเมืองเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริตหรือซื้อเสียง  ความจริงตนเป็นคนประกาศให้มี อสม. ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกที่เริ่มจะให้เบี้ยเลี้ยงอสม. ต่อมาก็นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรมช.สาธารณสุข ก็เป็นคนผลักดันให้จนได้ 

“ข้อมูลเหล่านี้ควรจะศึกษาและนำไปพูด เพราะประชาชน และอสม.ส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่ามาจากพรรคการเมืองบางพรรค ดังนั้นเราต้องรู้ข้อเท็จจริงเพราะเวลาหาเสียง ถ้าเราเดินอย่างเดียวไม่มีทางที่จะชนะหรอก ดังนั้นการจะสู้ได้คือการให้ความจริง ชี้ให้คนเห็นว่าการที่การเมืองมาจากการใช้เงิน ก็จะเกิดการทุจริต มันก็จะอยู่ในวงจรอุบาทว์ ซื้อเสียงได้สส. มาตั้งรัฐบาลก็โกง แล้วเอาเงินนี้มาซื้อเสียงเวียนอยู่อย่างนี้  เราจะหลุดพ้นวงจรอุบาทว์นี้ไปได้ คือการเมืองสุจริต  ประเทศรุ่งเรืองเมื่อบ้านเมืองสุจริต เราต้องมีความกล้าในการให้ความจริงกับประชาชนที่ต้องทำมาหากินเขาไม่รู้หรอกอะไรยังไงเพราะเขาไม่มีเวลามาศึกษา ดังนั้นถ้าได้มาเป็นผู้แทนจริงๆต้องกล้าพูดอย่าไปกลัวความจริงอะไรที่ไม่ดีก็บอกว่าเป็นอย่างนี้”

นายชวนกล่าวว่า หากต้องการให้ประเทศเราเป็นมหาอำนาจต้องไม่ไปร่วมมือกับวงจรทุจริต ใครที่อยู่จังหวัดที่มีการซื้อเสียง ต้องศึกษาว่าจังหวัดนั้นเขาใช้ประมาณเท่าไหร่ บางพรรคเขาขายไปเลย 500 ล้านบาท เพื่อเอาเงินมาจ่ายคนละ 5-10 ล้านบาท ตนได้คุยกับบางคนที่ไปอยู่พรรคอื่นว่าทำไมก่อนหน้านี้บอกว่าจะไม่ไปที่อื่น เขายอมรับว่ามาคุยกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคแล้วว่าไม่มีเงินให้อย่างที่พรรคอื่นทำกัน แต่เขาจำเป็นต้องใช้เงินก็เลยต้องขอไป 

นายชวนกล่าวว่า เคยถามบางคนที่นั่งอยู่ในสภาว่าได้มาเท่าไหร่ เขาก็บอกตัวเลขมา ผมบอกอย่าใช้เลย ท่านได้มาด้วยเงินก้อนนี้ก็ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร แต่ถ้าเขาให้มาก็เก็บเงินไว้ แต่มันเป็นเงินสกปรก  มีบางคนจะไปซื้อพรรคการเมือง 500 ล้านบาท ซื้อสส. 50 ล้านบาท ตนถามนายสาธิต (ปิตุเตชะ ) ว่าญาติที่ไปอยู่พรรคอื่นได้เท่าไหร่ ท่านบอกว่าราคาเหมือนกับที่อื่น เงินพวกนี้มันหามาเองไม่ได้หรอก  ยกเว้นพวกต้มตุ๋น สแกมเมอร์ ซึ่งหัวหน้าพรรคประกาศชัดเจนว่าไม่เอาด้วยกับการเมืองที่มาจากระบบนี้ ”

“หากเราพูดเรื่องความสุจริตก็ไม่ต้องทำเรื่องที่ทุจริต ไม่ใช่ไปทุจริต โกง แทรกแซงองค์กรเลือกตั้ง แทรกแซงส.ว. อันนี้ไม่ใช่การเมืองสุจริต  ขอย้ำว่าพวกเราที่สมัครผู้แทน ถ้าท่านไม่พูดท่านไม่ได้ ท่านไม่ชนะ ท่านมีโอกาสต่อเมื่อท่านพูดกับประชาชนบอกความจริงประชาชน ระหว่าง 50 ล้านกับ 5 หมื่น เขาสู้กันได้อย่างไร แต่เราสู้ได้ ผมสู้มาแล้ว  แต่เหนื่อย เหนื่อยตลอดช่วงหาเสียงผมแทบจะขาดใจ ฉะนั้นไม่มีใครได้มาฟลุ๊คๆ ถ้าเราไม่พูด ก็ไม่มีวันได้ อยากเกือบตกหรือเกือบได้ ถ้าอยากเกือบตก คือได้ ต้องทำงานหนักใครไม่ทำงานหนัก ไม่มีวันได้ กระแส พรรคดีขึ้นมาจริง แต่ไม่ขนาดที่จะท่วมท้นหรอก ฝากไว้ให้เป็นข้อคิดสำหรับคนที่อยากเป็นผู้แทนจริงๆก็ต้องทำงานหนัก สัปดาห์มี7 วัน พวกเราควรหาเสียงสัปดาห์ละ 14 วัน  คือเพิ่มเป็นสองเท่า ผมขอให้กำลังใจผู้สมัครสส.ของพรรคทุกคน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้” นายชวนกล่าว

อนุทิน ลั่นพูดไม่เก่ง มีสไตล์ชีวิตตัวเอง ขอไม่ร่วมดีเบต เดี๋ยวชวนทะเลาะ 

อนุทิน ลั่นพูดไม่เก่ง มีสไตล์ชีวิตตัวเอง ขอไม่ร่วมดีเบต เดี๋ยวชวนทะเลาะ 

อนุทิน ลั่นพูดไม่เก่ง มีสไตล์ชีวิตตัวเอง ขอไม่ร่วมดีเบต เดี๋ยวชวนทะเลาะ 

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.


“อนุทิน” แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุ ปท.มีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ ชี้ หลังลต.รู้ใครจับใคร ฟาดกลับ ‘เท้ง’ ไม่เอาด้วยคนแตะม.112 สวนแทนที่จะนิรโทษกรรมให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม ขอบคุณปชช.ให้โอกาสทำหน้าที่ มั่นใจ 8 ก.พ.ปีหน้าได้ลต.แน่ ต่อให้สถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบ

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว.มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง“ นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ” ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ“ 

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

นิสิตเก่าจุฬาฯ ฟาด ส้ม สงครามไม่จบบนโต๊ะเจรจาเสมอไป

นิสิตเก่าจุฬาฯ ฟาด ส้ม สงครามไม่จบบนโต๊ะเจรจาเสมอไป

นิสิตเก่าจุฬาฯ ฟาด ส้ม สงครามไม่จบบนโต๊ะเจรจาเสมอไป

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

วันนี้ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นาย สมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประเด็นข้อสงครามพิพาทไทยกัมพูชาที่กำลังร้อนระอุกันอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิตหลายสิบนายและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ด้วยการยกประวัติศาสตร์สงครามโลกต่าง ๆ ขึ้นมาอธิบายร่ายยาวเป็นฉาก ๆ และฟาดถึงพรรคส้มอย่างดุเดือด พร้อมภาพประกอบในช่วงสงคราม

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายคนต่างก็เห็นด้วยกับโพสต์ของ นาย สมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ในครั้งนี้

สมภพ พอดี

‘สงครามต้องจบที่โต๊ะเจรจา

เราคงได้ยินประโยคข้างบนนี้บ่อยๆกันแล้ว โดยเฉพาะพักหลังๆจากไอ้พวกเขมรปลอมเป็นควายไทย คนที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ ข้ามโพสต์นี้ได้เลยครับ ผมแค่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ส่วนคนที่ยังไม่รู้และอยากรู้ ผมรับรองด้วยเกียรติของลูกเสือว่า ประโยคที่ว่าเป็นความเท็จที่ไอ้พวกหน้าโง่ที่ชอบเอามาเห่าหอนไม่รูัว่าเท็จ เพราะพวกมันโง่ดักดาน

สงครามไม่จำเป็นต้องจบที่โต๊ะเจรจา และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จบที่โต๊ะเจรจา แต่จบเพราะมีผู้ชนะผู้แพ้ อย่างเช่นตัวอย่างต่อไปนี้

+++++

สงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป

เมษายน 1945 – กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตบุกตะลุยมาถึงและปิดล้อมกรุงเบอร์ลินของเยอรมันนาซี

30 เมษายน 1945 – อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันนาซียิงตัวตายหนีความผิดพร้อมภรรยา

8 พฤษภาคม 1945 – จอมพลวิลเฮล์ม เคเทล ลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อหน้าผู้บัญชาการทัพแดง ณ กรุงเบอร์ลิน

ไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆเพื่อยุติสงครามทั้งสิ้น

+++++

สมภพ พอดี

สงครามโลกครั้งที่สองในเอเซียแปซิฟิก

6 และ 9 สิงหาคม 1945 – สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

8 สิงหาคม 1945 – สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและบุกเข้าแมนจูเรีย

15 สิงหาคม 1945 – จักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้ผ่านวิทยุ เป็นการยุติสงครามโดยไม่มีเงื่อนไข

2 กันยายน 1945 – ญี่ปุ่นลงนามตราสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการบนเรือรบ USS Missouri เป็นการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2

ไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆเพื่อยุติสงครามทั้งสิ้น

+++++

สมภพ พอดี

สงครามเวียดนาม

กลางทศวรรษ 1960 – สหรัฐฯ ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุนเวียดนามใต้ และเผชิญหน้ากับเวียดนามเหนือ

1973 – ข้อตกลงสันติภาพปารีส: สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงยุติสงครามและถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขให้เวียดนามใต้และเหนือสงบศึก แต่ไม่มีผลอะไรเพราะทุกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา

30 เมษายน 1975 – ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียดนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน (เมืองหลวงเวียดนามใต้) ได้สำเร็จ นำไปสู่การสิ้นสุดสงครามเวียดนาม สหรัฐฯต้องอพยพเจ้าหน้าที่และพลเมืองของตนออกจากเวียดนาม

มีการเจรจาต่อรองเพื่อยุติสงคราม 2 ปีก่อนเวียดนามใต้และสหรัฐฯแพ้สงคราม แต่ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

+++++

ข้อเท็จจริงข้างบนนี้ สามารถค้นหาเองจากกูเกิลได้ง่ายๆ

แต่ที่น่าประหลาดใจคือทำไมไม่มีจานข้าวหมาสายสังคม สายประวัติศาสตร์ ออกมาให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคนไทยและสังคมไทย ปล่อยให้ไอ้พวกหน้าโง่เห่าหอนจนเป็นที่น่ารำคาญ จนผมต้องเอามาโพสต์เอง

อย่าลืมนะครับประโยค สงครามต้องจบที่โต๊ะเจรจา เป็นความเท็จที่ใช้หลอกไอ้พวกสัสสามกีบหน้าโง่ไม่ต่างจาก

– คนเราเท่าเทียมกัน

– รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน

– ประชาธิปไตยเลวร้ายน้อยที่สุด

– มีทหารไว้ทำไม?

– เรือดำน้ำไม่มีเครื่อง

– มีเรา ไม่มีเทา

ภาพปลากรอบ

ซ้าย – การลงนามยอมแพ้สงครามของเยอรมันนาซี

กลาง – การลงนามยอมแพ้สงครามของจักรวรรดิญี่ปุ่น

ขวา – การอพยพคนอเมริกันออกจากสถานทูตวันที่ไซ่ง่อนแตก’

สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Sompob Pordi 

ดร.โจ้ เคลียร์ชัด! ปม ดร.เอ้ ปลื้ม พิธา แค่สไตล์ทำงาน ย้ำจุดยืนหนุนทหาร-ไม่ล้มล้างสถาบัน

ดร.โจ้ เคลียร์ชัด! ปม ดร.เอ้ ปลื้ม พิธา แค่สไตล์ทำงาน ย้ำจุดยืนหนุนทหาร-ไม่ล้มล้างสถาบัน

ดร.โจ้ เคลียร์ชัด! ปม ดร.เอ้ ปลื้ม พิธา แค่สไตล์ทำงาน ย้ำจุดยืนหนุนทหาร-ไม่ล้มล้างสถาบัน

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หรือ ดร.โจ้  รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  #พิธา 

มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลก

ผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง

ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอรัปชั่น และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป

และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น

อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน

และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ  พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

ดร.โจ้ คมสัน รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่

26 ธ.ค.68

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ถอดรหัส เกมวัดใจ เกาะ ‘พิธา’ ‘สุชัชวีร์’…ก้าวพลาด?

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์  โคตรรัง ที่บาดเจ็บจากชายแดนไทย – กัมพูชา และทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันที่ 26 ธันวาคม  2568  เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ สิบเอก พงศ์พิพัฒน์  โคตรรังกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่รสิบเอก พงศ์พิพัฒน์  ฯ อย่างหาที่สุดมิได้
 

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรม เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี นำนโยบายการทำงานเพื่อสร้างสังคมสันติสุข นำประเทศสู่สันติภาพ ผ่านการทำงานร่วมกับเยาวชน ในโอกาสให้คณะยุวทูตสันติภาพ 2568 ที่เพิ่งกลับจากการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครรัฐวาติกันเข้าพบ

นางสาวซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 ประจำปี 2568 ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน

นางสาวซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในการให้โอวาทแก่ยุวทูตสันติภาพตอนหนึ่งว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างสันติภาพ เพราะเด็กเยาวชนมีทักษะในการสื่อสารได้ดี ทราบว่าคณะยุวทูตสันติภาพนอกจากจะไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาแล้ว ยังได้ทำข่าว ทำคลิปนำเสนอทางสถานีโทรทัศน์และสื่อโซเซียล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะสื่อสารเรื่องสันติภาพไปสู่เพื่อนๆ ได้ในวงกว้าง รวมถึงการนำหลักศาสนาทุกศาสนาที่สอนให้เราเป็นคนดีมาเผยแพร่ผ่านการสื่อสารเรื่องสันติภาพที่มาหัวใจ นับเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมอย่างยิ่ง ทางกระทรวงวัฒนธรรมมีกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ดูแลเรื่องสื่อ และยังเน้นเรื่องวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่เด็กเยาวชน สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายมิติ”

ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์ โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์ ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 กล่าวว่า “ในนามตัวแทนคณะยุวทูตสันติภาพ ต้องขอกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ที่ได้ให้โอกาสคณะยุวทูตสันติภาพ เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งได้เน้นย่ำเรื่องทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี เราได้ไปพบผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์คือสมเด็จพระสันตะปาปา ที่วาติกัน และวันนี้ได้มาพบกับท่านรัฐมนตรีที่เป็นมุสลิม ที่เข้าใจแนวทางในการส่งเสริมเด็กในการร่วมกันสร้างสันติภาพ”

นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ผู้ริเริ่มและก่อตั้งโครงการ กล่าวว่า “หลังจากปีที่แล้ว ซี่งเป็นปีแรกของโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา

ฟรานซิส โดยเป็นโครงการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้เกิดโครงการโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ปีที่ 2 โดยปีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ให้ส่งผู้แทนเยาวชนประเทศไทย เข้าร่วมคณะของวัดโพธิ์ร่วมเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ ที่ 14 Pope Leo XIV ณ นครรัฐวาติกัน เด็กๆ ยุวทูตสันติภาพ ยังได้ทำสื่อเพื่อเผยแพร่กิจกรรมที่ได้ร่วมทำที่วาติกันและกรุงโรม อิตาลี ร่วมถึงการตั้งใจในการผลิตสื่อเพื่อรณรงค์เรื่องสันติภาพ เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และโซเซียลมีเดีย”

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า “สมเด็จพระสันตะปาปา Pope Leo XIV ได้มีพระดำรัสในวันนั้นตอนหนึ่งว่า “ทุกๆ ศาสนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ดีได้ โลกต้องการความร่วมมือ ,มิตรภาพที่ดี และการทำงานร่วมกันของพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้” โดยยังทรงได้มีพระดำรัสเรื่องสันติภาพไว้ว่า “Our religions teach that peace begins in the human heart” “ศาสนาของพวกเรา ล้วนสอนว่า สันติภาพนั้นเริ่มต้นจากใจของมนุษย์” ซึ่งตรงกับแนวคิดเรื่อง Inner Peace สันติภาพจากภายในใจที่สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทยใช้ในการอบรมเด็กเยาวชนทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 26 ปี โดยมีโลโก้สัญลักษณ์โครงการเป็นหัวใจยิ้ม นั้นเอง การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงเป็นเรื่องดีที่ได้มารับฟังแนวคิดเรื่องสันติภาพซึ่งตรงกับที่กล่าวว่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีครับ”

โดยผู้แทนคณะยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 ที่เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วย

1.นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล           โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

2.นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์                โรงเรียนเตรียมทหาร

3.ด.ช.เจตนิพิฐ คงปาน                โรงเรียน THE NEWTON SIXTH FORM SCHOOL

4.ด.ญ.ปวีณ์ชยา ปัญจวัฒนกุล     โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ พัทยา

5.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์              โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ

6.ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์     โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์

7.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์      โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

8.ด.ช.ภูรพัฒน์ นราวิจิตธนันต์      โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

9.ด.ช. กฤตเพชร ตราชู                โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

10.นายพะศทัศน์ ศรีเครือเนตร     มหาลัยศิลปากร

11.ด.ญ.กุลิสรา หวั่งหลี               King’s College International School Bangkok

สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โดยการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ส่งผู้แทนยุวทูตสันติภาพ 5 คน เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมกับคณะของวัดโพธิ์ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญถึง 3 กิจกรรม ได้แก่ การเยี่ยมคารวะหลุมพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปา

ฟรานซิส ซึ่งทรงเมตตาให้ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 1 ได้เข้าเฝ้าเมื่อปีที่แล้ว ณ มหาวิหารซานตามาเรียมัจโจเร (Basilica di Santa Maria Maggiore), การเข้าร่วมพิธีการประกาศในการเริ่มต้นสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม Paul VI Hall, Rome และการเข้าร่วมพิธี ณ General Audience, in St. Peter’s Square เนื่องในโอกาสพิเศษครบ 60 ปี ของปฏิญญาโนสตราอาเอตาเต  Catechesis on the occasion of the 60th anniversary of the Conciliar Declaration Nostra Aetate โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในที่นั่งพิเศษร่วมกับคณะผู้แทนประเทศไทยจากวัดโพธิ์ และได้ถ่ายภาพร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา

ศาลมาเลเซียตัดสิน “นาจิบ ราซัค” ผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ คดีทุจริตกองทุน 1MDB

ศาลมาเลเซียตัดสิน "นาจิบ ราซัค" ผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ คดีทุจริตกองทุน 1MDB

26 ธ.ค. 2568 16:04 น.

ศาลมาเลเซียตัดสิน “นาจิบ ราซัค” ผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ คดีทุจริตกองทุน 1MDB

ศาลสูงมาเลเซียพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ 4 กระทง กรณีถ่ายโอนเงินกว่า 700 ล้านดอลลาร์จากกองทุน 1MDB เข้าบัญชีส่วนตัว และมีความผิดในทุกข้อหาทั้ง 21 ข้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยศาลชี้คำอ้างเรื่องเงินบริจาคจากซาอุฯ ไม่น่าเชื่อถือ ผู้พิพากษาชี้ นายราจิบ “ไม่ใช่คนไร้เดียงสา” หลังอ้างว่าถูกหลอก

วันนี้ (26 ธ.ค.) ศาลสูงมาเลเซียมีคำพิพากษาตัดสินให้ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 72 ปี มีความผิดในข้อหาใช้อำนาจมิชอบ 4 กระทง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีทุจริตพันล้านดอลลาร์จากการยักยอกเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย หรือ 1MDB

ในการพิจารณาคดี นายนาจิบปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างมาตลอดว่า เงินจำนวนมหาศาลกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21,740 ล้านบาท) ที่โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขานั้น เป็นเงินบริจาคทางการเมืองจากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย และเขาถูกหลอกโดยนาย โหลว เติ๊ก โจ่ หรือรู้จักในชื่อ โจ โลว์ นักการเงินผู้ทรงอิทธิพลที่ยังคงหลบหนีคดีอยู่

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา คอลลิน ลอว์เรนซ์ เซเกราห์ ระบุว่าคำอ้างดังกล่าว “ยากเกินกว่าจะเชื่อได้” เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่าจดหมาย 4 ฉบับที่อ้างว่ามาจากผู้บริจาคชาวซาอุฯ นั้นเป็นของปลอม และเงินดังกล่าวมีที่มาจากกองทุน 1MDB อย่างชัดเจน นอกจากนี้พยานหลักฐานยังแสดงให้เห็นถึง “ความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ออก” ระหว่างนายนาจิบและโจ โลว์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้ประสานงานหลักให้กับนายนาจิบในกองทุนนี้

ผู้พิพากษายังกล่าวอย่างเผ็ดร้อนว่า “จำเลยไม่ใช่คนบ้านนอกที่ไร้เดียงสา” และความพยายามใดๆ ที่จะวาดภาพจำเลยว่าเป็นคนเขลาที่ไม่รู้เรื่องราวความผิดปกติรอบตัวนั้น ถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ศาลยังตัดสินว่า นายนาจิบ ราซัก มีความผิดในทุกข้อหาทั้ง 21 ข้อหาเกี่ยวกับการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต 1MDB ซึ่งทำให้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกยักยอกไปจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ปัจจุบันยุบไปแล้ว ผู้พิพากษาคอลลิน ลอว์เรนซ์ เซเควราห์ กล่าวว่า “ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดในทุกข้อหาทั้ง 21 ข้อหา และพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น”

นายนาจิบ ราซัค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2018 เขาเป็นผู้ก่อตั้งและนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาของกองทุน 1MDB ซึ่งต่อมากลายเป็นคดีอื้อฉาวไปทั่วโลก กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าเงินกว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ถูกยักยอกไปฟอกเงินผ่านหลายประเทศ เพื่อนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู, เรือยอร์ช, งานศิลปะชั้นสูง และแม้กระทั่งใช้ทุนสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนอดีตอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ระบอบจอมโจรที่เลวร้ายที่สุด”

ปัจจุบันนายนาจิบกำลังรับโทษจำคุกจากคดีก่อนหน้า (คดี SRC International) ซึ่งเขาถูกตัดสินจำคุก 12 ปี ก่อนจะได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 6 ปี โดยคณะกรรมการอภัยโทษเมื่อต้นปี 2024 นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาศาลเพิ่งยกคำร้องที่เขาขอรับโทษกึ่งหนึ่งด้วยการกักตัวที่บ้านพัก

ขณะที่นางรอสมาห์ มันซอร์ ภริยาของเขาก็ถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในคดีคอร์รัปชันแยกต่างหากเมื่อปี 2022 และอยู่ระหว่างการประกันตัวเพื่ออุทธรณ์คดี

คำตัดสินครั้งล่าสุดนี้ทำให้นายนาจิบ ซึ่งเดิมมีกำหนดพ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2028 อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกที่ยาวนานขึ้นอีก และถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดของทายาทตระกูลการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่เคยปกครองมาเลเซียมาอย่างยาวนาน.

ที่มา AP

กัมพูชาโยงเก่ง มูลนิธิอนุรักษ์ช้างกัมพูชาประณามไทย อ้างปฏิบัติการทหารทำสัตว์ป่าล้มตาย

กัมพูชาโยงเก่ง มูลนิธิอนุรักษ์ช้างกัมพูชาประณามไทย อ้างปฏิบัติการทหารทำสัตว์ป่าล้มตาย

26 ธ.ค. 2568 13:45 น.

กัมพูชาโยงเก่ง มูลนิธิอนุรักษ์ช้างกัมพูชาประณามไทย อ้างปฏิบัติการทหารทำสัตว์ป่าล้มตาย

มูลนิธิอนุรักษ์ช้างกัมพูชาโยงเก่ง ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทย อ้างว่าปฏิบัติการทางทหารของไทยในพื้นที่ชายแดน คร่าชีวิตสัตว์ป่าหายากและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศในจังหวัดพระวิหาร

มูลนิธิอนุรักษ์ช้างแอร์อวาตา (Airavata Elephant Foundation) ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทย อ้างว่าปฏิบัติการทางทหารของไทยในพื้นที่ชายแดน ทำให้สัตว์ป่าหายากล้มตาย และสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศในจังหวัดพระวิหาร ทางตอนเหนือของประเทศ ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐาน

โดยเว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานอ้างคำกล่าวของ เนธ พักตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา และประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิแอร์อวาตา ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ว่าการโจมตีของกองทัพไทยซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ และการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง ไม่เพียงคร่าชีวิตมนุษย์ แต่ยังทำลายสัตว์ป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างร้ายแรง

นาย เนธ พักตราในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิแอร์อวาตา หรือที่รู้จักในชื่อ สมาคมอนุรักษ์ช้าง (Elephant Conservation Association – ECA) กล่าวประณามการกระทำของทหารไทยว่าเป็นการโจมตีธรรมชาติอย่างจงใจ และเรียกร้องให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลกออกมาแสดงจุดยืนและร่วมกันประณามการทำลายสัตว์ป่าเหล่านี้ เขาระบุเพิ่มเติมว่า การใช้อาวุธขั้นสูงและควันพิษที่แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่ป่า จนทำให้สัตว์ป่าล้มตาย ถือเป็น อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยอ้างว่ามี ช้างป่าเพศเมียและลูกช้างแรกเกิด ที่ล้มจากสะเก็ดระเบิดของกองทัพไทย ภายในป่าเขตจังหวัดพระวิหาร

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของเนธ พักตรา ยังไปสอดคล้องกับจุดยืนของ เอ็ง โสพัลเลท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่า การกระทำของกองทัพไทยเข้าข่าย ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างที่ไปบรรยายหัวข้อ “ภาวะผู้นำและธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมในกัมพูชา” ที่ราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม โดยเขากล่าวอ้างว่า การรุกล้ำดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ รายงานข่าวของพนมเปญโพสต์ อ้างว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชาได้จัดตั้ง ทีมติดตามตรวจสอบ 14 ทีม รวมเจ้าหน้าที่ 60 คนเพื่อตรวจสอบมลพิษด้านอากาศ น้ำ และดิน บริเวณแนวชายแดนกัมพูชา–ไทยทั้งภายในและภายนอกศูนย์อพยพ พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและชุมชนท้องถิ่นรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมพบ ช้างป่าเพศเมียและลูกช้างแรกเกิด ล้มในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระโรกา–เฉ็บ จังหวัดพระวิหาร โดยระบุว่าช้างทั้งสองตัวถูกพบในลำธาร โอสกาจ โดยแม่ช้างมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดอย่างรุนแรง และมีหลักฐานว่ามีการแท้งลูกก่อนตาย ซึ่งทางการกัมพูชาโยนความผิดว่าเกิดจากการยิงปืนใหญ่หรือการโจมตีทางอากาศของกองทัพไทย.

ที่มา : พนมเปญโพสต์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ชาวอินโดนีเซียชู “ธงขาว” วอนโลกช่วยเหลือ หลังวิกฤตน้ำท่วมอาเจะห์ รัฐบาลเยียวยาล่าช้า

ชาวอินโดนีเซียชู "ธงขาว" วอนโลกช่วยเหลือ หลังวิกฤตน้ำท่วมอาเจะห์ รัฐบาลเยียวยาล่าช้า

26 ธ.ค. 2568 13:16 น.

ชาวอินโดนีเซียชู “ธงขาว” วอนโลกช่วยเหลือ หลังวิกฤตน้ำท่วมอาเจะห์ รัฐบาลเยียวยาล่าช้า

ชาวจังหวัดอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา แสดงสัญลักษณ์ธงขาวเรียกร้องขอความช่วยเหลือ หลังน้ำท่วมใหญ่จากพายุคร่าชีวิตกว่าพันคน ร้องเรียนรัฐบาลช่วยเหลือล่าช้า ขาดน้ำสะอาด อาหาร และยารักษาโรค ขณะที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ปฏิเสธความช่วยเหลือต่างชาติ อ้างสถานการณ์ “อยู่ในการควบคุม” ท่ามกลางแรงกดดันให้ประกาศภัยพิบัติระดับชาติ

เป็นเวลานานหลายสัปดาห์แล้วที่ชาวบ้านในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทางเหนือสุดของอินโดนีเซีย พากันยก “ธงขาว” ขึ้นเหนือหลังคาบ้านที่พังทลายและตามมัสยิดต่างๆ เพื่อส่งสัญญาณความสิ้นหวังไปยังสังคมโลก หลังจากรัฐบาลกลางถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าดำเนินการช่วยเหลือล่าช้าต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

พายุไซโคลนที่เกิดขึ้นได้ยากเมื่อเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังยาวนาน มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 1,000 ราย และประชาชนหลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดอาเจะห์ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด ประชาชนจำนวนมากยังคงเข้าไม่ถึงน้ำสะอาด อาหาร ไฟฟ้า และยารักษาโรค

ความตึงเครียดถึงขั้นทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอาเจะห์เหนือหลั่งน้ำตาผ่านหน้ากล้องสื่อมวลชน พร้อมตั้งคำถามว่า “รัฐบาลกลางไม่รู้เลยหรือว่าเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่?” ขณะที่ชาวบ้านระบุว่าสภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้ “แย่ยิ่งกว่าตอนสึนามิปี 2004” เนื่องจากในตอนนั้นความช่วยเหลือจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ในครั้งนี้พวกเขากลับถูกทอดทิ้งให้ต้อง “สู้กันเหมือนซอมบี้” เพื่อแย่งชิงอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ประกาศเป็นภัยพิบัติระดับชาติเพื่อปลดล็อกงบประมาณฉุกเฉิน ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กลับปฏิเสธและยืนยันว่า “อินโดนีเซียสามารถเอาชนะภัยพิบัตินี้ได้เอง” โดยมีรายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียได้สั่งตีกลับสิ่งของบรรเทาทุกข์ เช่น ข้าวสาร 30 ตันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ส่งมาช่วยผู้ประสบภัย โดยอ้างว่าเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลกลาง นักวิเคราะห์มองว่าการปฏิเสธความช่วยเหลือต่างชาติเป็นความพยายามของประธานาธิบดีปราโบโวที่จะแสดงให้เห็นถึงอำนาจอธิปไตย และปกป้องภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่ให้ถูกมองว่าล้มเหลวในการจัดการวิกฤต

แม้คะแนนนิยมของปราโบโวจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 78% แต่รัฐบาลของเขากำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนัก ทั้งจากปัญหานโยบายแจกอาหารกลางวันฟรีที่เกิดเหตุอาหารเป็นพิษจำนวนมาก และการประท้วงเรื่องค่าครองชีพก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ กลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมยังกล่าวโทษว่า นโยบายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าและทำให้อุทกภัยครั้งนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ปัจจุบัน พื้นที่ประสบภัยหลายแห่งยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากถนนและโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าชีวิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ขณะที่เด็กๆ ในพื้นที่ประสบภัยยังคงไม่ได้กลับไปเรียนหนังสือ เนื่องจากโรงเรียนและตลาดต่างๆ ยังคงจมอยู่ใต้บาดาล.

ที่มา BBC