พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

พม่าทิ้งบอมบ์ สแกมเมอร์ ทําหนีแตกรัง นานาชาติทะลักเข้าไทย กว่า 1.6 พันคน

2 พ.ย. 2568 09:10 น.

แก๊งสแกมเมอร์นานาชาติแตกรัง ชาย-หญิง 28 ชาติ เกือบ 1,600 คน หนีหัวซุกหัวซุนเข้าไทย ล้นทะลักแน่น  อ.แม่สอด จ.ตาก หลังทหารเมียนมาจับมือกองกำลังกะเหรี่ยง ทิ้งระเบิดทำลายอาคารใน “เคเค ปาร์ค” ฝั่งเมียวดี วันเดียวถล่ม 4 รอบ เศษปูนกระเด็นข้ามแม่น้ำเมย ตกใส่หลังคาบ้านคนไทยทะลุเป็นรู

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

2 พ.ย. 2568 05:59 น.

อิสราเอลเผย 3 ศพที่ฮามาสส่งคืนล่าสุด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

อิสราเอลเผยว่า ผลการตรวจสอบชี้ว่า ศพผู้เสียชีวิต 3 รายที่กลุ่มฮามาสส่งคืนเมื่อวันศุกร์ ไม่ใช่ร่างของตัวประกัน 11 รายที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา

เมื่อเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ทางการอิสราเอลเปิดเผยว่า ร่างของผู้เสียชีวิต 3 รายที่กลุ่มฮามาสส่งคืนผ่านเจ้าหน้าที่กาชาดในกาซา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ร่างของตัวประกันรายใดเลยใน 11 รายที่ยังคงอยู่ในฉนวนกาซา แต่ยังไม่ยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นร่างของใคร

การส่งมอบดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังอิสราเอลส่งคืนร่างชาวปาเลสไตน์ 30 รายกลับไปยังฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่กลุ่มฮามาส ส่งมอบร่างตัวประกันที่ถูกต้องอีก 2 รายไปก่อนหน้านั้น

ฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสระบุว่า เมื่อวันศุกร์พวกเขาเสนอที่จะมอบตัวอย่างดีเอ็นเอ จากร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ให้อิสราเอลนำไปตรวจสอบ แต่อิสราเอลปฏิเสธและยืนยันจะขอรับร่างทั้งหมดไปเพื่อทำการตรวจสอบ ทำให้ฮามาสตัดสินใจ “มอบร่างดังกล่าวเพื่อหยุดข้อกล่าวอ้างของอิสราเอล”

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฉนวนกาซาประสบปัญหาในการระบุตัวตนของร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากขาดแคลนชุดอุปกรณ์ตรวจดีเอ็นเอ ส่งผลให้พวกเขาคืนศพให้อิสราเอลผิดหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. กลุ่มฮามาสคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตให้อิสราเอลแล้ว 17 ราย และยังเหลืออยู่ในฉนวนกาซาอีก 11 ราย โดยฮามาสคืนร่างตัวประกัน 1-2 รายในทุกๆ 2-3 วัน โดยอ้างว่าศพถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และการค้นหามีความซับซ้อน ในขณะที่อิสราเอลก็เร่งรัดให้มีความคืบหน้าเร็วขึ้น

ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้เผชิญกับความท้าทายใหญ่ที่สุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศทั่วฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ โดยอิสราเอลอ้างว่า เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธโจมตีทหารของพวกเขาที่เมืองราฟาห์ ทางใต้ของกาซา จนมีทหารเสียชีวิต 1 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

2 พ.ย. 2568 05:02 น.

ฝนถล่มเคนยา ทำดินถล่ม ดับแล้ว 21 ศพ สูญหายอีก 30 คน

ประเทศเคนยากำลังเผชิญฝนตกหนัก ล่าสุดเกิดดินถล่มในภาคตะวันตกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ สูญหายอีกมากกว่า 30 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคิปชัมบา มูร์โคเมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศเคนยา ยืนยันในวันที่ 1 พ.ย. 2568 ว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดดินถล่มเขตมารากเวตตะวันออก (Marakwet East) ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ

นายมูร์โคเมนระบุในข้อความที่โพสต์บน X ว่า ยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 30 คน หลังจากครอบครัวของพวกเขาแจ้งความคนหาย นอกจากนั้นยังมีผู้บาดเจ็บสาหัส 25 คน ถูกลำเลียงทางอากาศไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว

ด้านสภากาชาดเคนยา ซึ่งคอยช่วยประสานงานปฏิบัติการกู้ภัยระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถใช้ถนนเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้ เนื่องจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงเย็นวันเสาร์ รัฐบาลเคนยาตัดสินใจหยุดปฏิบัติการค้นหาชั่วคราว แต่ยืนยันว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในวันอาทิตย์ โดยที่นายมูร์โคเมนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพและตำรวจเตรียมพร้อมที่จะขนส่งสิ่งของดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ เคนยากำลังอยู่ในฤดูฝนครั้งที่ 2 ของปี ซึ่งตามปกติแล้วจะมีฝนตกเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อเทียบกับฤดูฝนครั้งที่ 1 ในช่วงต้นปี ซึ่งจะมีฝนตกหนักและยาวนานกว่า

รัฐบาลเคนยาได้เรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำรวมถึงพื้นที่ที่ประสบเหตุดินถล่มเมื่อวันศุกร์ ย้ายไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าแล้ว

อีกด้านหนึ่งที่ประเทศยูกันดา ซึ่งมีชายแดนติดกับเคนยา สภากาชาดท้องถิ่นระบุว่า เกิดเหตุดินถล่มอีกครั้งในหมู่บ้านคัปโซโม (Kapsomo) ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้บ้านหลังหนึ่งถูกทำลายและทำให้ผู้ที่อยู่ในบ้าน 4 คนเสียชีวิตทั้งหมด

สภากาชาดเผยด้วยว่า น้ำท่วมกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก ต่อหมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำในเขตบูแลมบูลี (Bulambuli) นอกจากนั้น ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้แม่น้ำแอสติริ (Astiri) และแม่น้ำซิปิ (Sipi) เอ่อล้นตลิ่ง บ้านเรือน ไร่นา และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

2 พ.ย. 2568 04:36 น.

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว เกี่ยวกับกรณีโฆษณาต้านกำแพงภาษีซึ่งอ้างคำพูดอดีตประธานาธิบดีเรแกน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว สำหรับกรณีที่รัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ แล้วนำไปใช้ในโฆษณาต่อต้านมาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์

โฆษณาดังกล่าวใช้คลิปชุดหนึ่งจากสุนทรพจน์ทางวิทยุระดับชาติของอดีตประธานาธิบดีเรแกนในปี 2530 ซึ่งเขาพูดว่า ภาษีนำเข้าจะทำลายเศรษฐกิจของอเมริกา “มาตรการกีดกันทางการค้าแบบนั้นจะทำร้ายคนงานและผู้บริโภคชาวอเมริกันทุกคน” เรแกนระบุ

“ผมได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีแล้ว” นายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวที่การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ โดยยืนยันว่า โฆษณาแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ และเสริมว่า นายทรัมป์ไม่พอใจกับมันมากๆ

ผลจากโฆษณานี้ทำให้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาว่าใช้โฆษณาเพื่อแทรกแซงการพิจารณาของศาลสูงสุด ที่จะตัดสินว่ามาตรการกำแพงภาษีของเขาผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศระงับการเจรจาทางการค้ากับแคนาดา และกล่าวว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติมอีก 10%

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.) นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายคาร์นีย์ได้กล่าวขอโทษเขาสำหรับกรณีโฆษณาดังกล่าวแล้ว และเสริมว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ “ที่ดีมาก” แต่นายทรัมป์ย้ำว่า สิ่งที่แคนาดาทำมันผิด

ด้านนายคาร์นีย์อ้างว่า นายดั๊ก ฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐออนแทริโอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโฆษณาดังกล่าว ได้แสดงคลิปให้เขาดูก่อนหน้านี้ และตัวเขาก็แนะนำไม่ให้เขานำโฆษณาออกเผยแพร่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 35% แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ นอกจากนั้น สินค้าบางภาคส่วนมีอัตราภาษีที่แยกต่างหาก ซึ่งรวมถึงเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมที่ถูกเรียกเก็บ 50% และรถยนต์ที่ถูกเรียกเก็บ 25%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

2 พ.ย. 2568 02:35 น.

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจในมาเลเซียกำลังตามล่าพลเมืองของตัวเอง 7 คน ที่ทางการสิงคโปร์กำลังต้องการตัว เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งต้มตุ๋นที่ปฏิบัติการจากประเทศกัมพูชา

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 นาย เอ็ม. กุมาร ผู้อำนวยการกองสืบสวนคดีอาญาของบูกิต อามัน (สำนักงานตำรวจมาเลเซีย) ระบุว่า กำลังมีความพยายามในการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 7 รายนี้

“ตำรวจได้เริ่มความพยายามในการติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียทั้งหมดแล้ว ทั้งเจ็ดคนถูกขึ้นบัญชีผู้ที่ทางการต้องการตัวเพื่อจับกุมและสอบสวนเพิ่มเติม” นายกุมารระบุ

ความเคลื่อนไหวของมาเลเซียเกิดขึ้นหลังจากตำรวจสิงคโปร์ออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 34 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน

ชาวมาเลเซียกลุ่มนี้ประกอบด้วย Tang Soon Fai, Kang Liang Yee, Tang Soon Wah, Hoe Ming Wei, Pang Han Ee, Bernard Goh Yie Shen และ Yip Chee Hoe

ตามข้อมูลจากตำรวจสิงคโปร์ แก๊งนี้มุ่งเป้าหลอกลวงเหยื่อชาวสิงคโปร์โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับคดีอย่างน้อย 438 คดี มีความเสียหายรวมกันไม่น้อยกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 34 คนถูกระบุตัวตน หลังจากที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจแห่งชาติกัมพูชาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ต่อต้านกลุ่มที่เชื่อว่ากำลังปฏิบัติการจากศูนย์หลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

หลังจากปฏิบัติการดังกล่าว ก็มีผู้ต้องสงสัย 15 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ 12 คน ชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน ถูกจับกุมในสิงคโปร์ โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 และ 12 กันยายน ในข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรรมท้องถิ่น

“สำนักงานตำรวจมาเลเซียขอยืนยันว่า พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่อาจคุกคามความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะต่อไป” นายกุมารกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: cna

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

2 พ.ย. 2568 00:22 น.

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกคณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เข้าให้การคดีเอปสตีนอีกครั้ง หลังจากเขาถูกคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดพระอิสริยยศ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสืบสวนคดีทางเพศของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ เพิ่มการเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือปัจจุบันใช้นามว่า แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงถอดพระอิสริยยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเตรียมให้พระอนุชาพระองค์นี้ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ภายในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อข่าวอื้อฉาวของแอนดรูว์ที่สั่งสมมานานหลายปี

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมกล่าวว่า การลงโทษดังกล่าวมีความจำเป็น แม้ว่าแอนดรูว์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มุ่งเป้ามาที่พระองค์ รวมถึงข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อันเกี่ยวโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี

การถอดยศของแอนดรูว์ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในสหรัฐฯ ให้แอนดรูว์เปิดเผยทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับนายเอปสตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงจากสำนักพระราชวัง ที่แสดงความเห็นใจต่อเหยื่อของการล่วงละเมิดทั้งหมด

บีบีซีรายงานว่า สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 4 คนในคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล (House Oversight Committee) ซึ่งกำลังสืบสวนการจัดการคดีของเอปสตีน ได้ยื่นคำร้องให้แอนดรูว์เข้าให้การเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง

นายราชา กฤษณามูรติ ส.ส. เดโมแครต และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ 4 คนดังกล่าว ระบุว่า “สารภาพตามตรง มาปรากฏตัวต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯ ให้การโดยสมัครใจ อย่ารอหมายเรียก โปรดมาให้การและบอกเราว่าคุณรู้อะไรบ้าง” “ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกด้วย”

ขณะที่นายสุหาส สุพรามัณยัม ส.ส. เดโมแครตอีกคน กล่าวว่า แอนดรูว์สามารถเข้าให้การทางไกลพร้อมทนายความของเขา และพูดคุยกับคณะกรรมการแบบส่วนตัวได้

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายคริส ไบรอันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหราชอาณาจักรบอกกับ บีบีซี ว่า แอนดรูว์ควรเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเอปสตีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

1 พ.ย. 2568 23:47 น.

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 ปี ฐานเกี่ยวข้องกับคดีโจรกรรมเครื่องเพชรโบราณจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ นับเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหา ต่อจากผู้ต้องสงสัยหลัก 2 คนก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงวัย 38 ปี ซึ่งถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากการปล้นเครื่องเพชรมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 พันล้านบาท) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ขณะที่ทางการฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าคลี่คลายหนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของประเทศ

ผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าร่ำไห้ขณะยืนยันตัวตนและให้การที่ศาลในย่าน ลา กูร์เนิฟ ชานเมืองทางเหนือของกรุงปารีส ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการโจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม และสมคบคิดก่ออาชญากรรม ก่อนที่การไต่สวนในเวลาต่อมาจะดำเนินการแบบปิดตามคำร้องขอของอัยการ

ขณะนี้ตำรวจฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อเดือนก่อนได้แล้ว 7 คน โดยที่ชาย 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และสมคบคิด หลังจากที่พวกเขาให้การภาคเสธ (ยอมรับบางส่วน) เกี่ยวกับการโจรกรรมครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสองรายดังกล่าว เป็นชาวแอลจีเรียวัย 34 ปี ถูกระบุตัวตนจากดีเอ็นเอที่พบในสกูตเตอร์ที่ใช้หลบหนี ขณะที่อีกคนเป็นคนขับแท็กซี่ผิดกฎหมายวัย 39 ปี จากเมืองโอแบร์วิลลิเยร์ ถูกจับใกล้บ้านของเขา

ตำรวจยืนยันว่า สองคนนี้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ขณะที่มีผู้สมรู้ร่วมคิดรออยู่ด้านนอก และผู้ต้องสงสัยทั้งคู่เป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้วจากคดีลักทรัพย์ก่อนหน้านี้

ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกห้าคนถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ในพื้นที่แซน-แซงต์-เดอนีส์ และบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าจะมีหนึ่งคนที่ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการตั้งข้อหา ซึ่งนาง โซเฟีย บูกรีน ทนายความฝ่ายจำเลย โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการ “เหวี่ยงแหจับปลา” ที่จับคนโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน

พนักงานสืบสวนยอมรับว่า ยังหาเครื่องประดับที่ถูกโจรกรรมไปไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอที่ทำจากมรกตและเพชร ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เคยพระราชทานให้แก่จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ หรือรัดเกล้าของจักรพรรดินีเออเฌนี ที่ฝังด้วยเพชรเกือบ 2,000 เม็ด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ของเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.09 น.

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน ตามที่กรมปศุสัตว์ ได้ขอรับพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดจันทน์กะพ้อ ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีฯ พร้อมได้มอบปัจจัยบำรุงพระศาสนาและมอบทุนการศึกษา จำนวน 3 ทุน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดจันทน์กะพ้อ โรงเรียนชุมชนวัดจันทน์กะพ้อ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดจันทน์กะพ้อ ทั้งนี้ ยอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทานทั้งสิ้น 3,052,881.80 บาท

กรมปศุสัตว์ขออนุโมทนากุศลบุญ ที่ท่านได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ ขอจงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัย และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568 ณ วัดเขาแก้ว วรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

การจัดพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดเขาแก้ว วรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

– 006

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย  ที่มีจำนวนมากที่สุดราว 4 ถึง 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 ของคนไทยเชื้อสายจีน คือ “ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว” ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตแต้จิ๋ว (เฉาโจวหรือเตี่ยซัว Chaozhou 潮州) ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง (กว่างตง) ทางตอนใต้ของประเทศจีน  ส่วนใหญ่มาจากอำเภอ  เฉาอัน เฉาหยาง เฉิงห่าย ผู่หนิง เจ้หยาง และเหราผิง (Chaoan, Chaoyang, Chenghai, Puning, Chiehyang และ Jaoping) บริเวณใกล้ท่าเรือจางหลิน (Zhanglin) และเมืองซัวเถา (ซ่านโถว) 

ชื่อแต้จิ๋ว มาจากคำว่าเตีย (แต้) เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล กับคำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่าเมือง   ดังนั้น แต้จิ๋วจึงแปลว่า เมืองชายทะเล  ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นเก่า ๆ ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือ เตี่ยอัน ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) สังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา)  รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ในปี 2529 (1986)

เมืองแต้จิ๋วถูกขนาบข้างด้วยภูเขาและทะเลจีนใต้ มีพื้นที่ราบลุ่มเพาะปลูกน้อย มีความแออัดของประชากร และมักประสบภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 เช่น สงครามฝิ่น และ การจลาจลไท่ผิง ชาวแต้จิ๋วจำนวนมากจึงตัดสินใจออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

การอพยพของชาวแต้จิ๋วนั้นกระจายไปทั่วโลก ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่น ๆ อย่างแคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

การอพยพของชาวจีนแต้จิ๋วมายังสุวรรณภูมิเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีการเดินทางเข้ามาค้าขายยังอาณาจักรสุโขทัยผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการอพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากปัจจัยภายในจีน เช่น ความยากจน ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีเชื้อสายแต้จิ๋วขึ้นครองราชย์ ทำให้ชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังสยามด้วยความหวังและความเชื่อมั่น

เหตุผลสำคัญที่ชาวแต้จิ๋วเลือกมายังประเทศไทยคือการมีเรือสำเภาประจำทางระหว่างเมืองจีนกับสยาม และนโยบายเปิดประเทศของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งมีการผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างแน่นแฟ้น รวมถึงนโยบายที่ไม่เข้มงวดในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากต่างแดน เพราะสยาม ที่ต้องการแรงงานจีนมาช่วยพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขุดคลอง  สร้างทางรถไฟ   สร้างถนน และการค้าขาย  การเดินทางส่วนใหญ่ของคนจีนมาสยามนั้นทำโดยทางเรือเดินทะเล  โดยใช้เส้นทางจากท่าเรือซัวเถา (汕头) ในมณฑลกวางตุ้งผ่านจุดพักต่างๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย  เวียดนาม อินโดนีเชีย  ก่อนมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพฯ การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากโจรสลัดและพายุ  คนจีนบางส่วนขึ้นฝั่งที่จังหวัดชายทะเลเช่น ชลบุรี  จันทบุรี  ฉะเชิงเทรา

เมื่อมาถึงเมืองไทย ชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตใหม่ จากเสื่อผืนหมอนใบ ด้วยการเป็นแรงงานกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร และค้าขาย เริ่มจากของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตลาดสด ไปจนถึงการเปิดร้านค้าของตัวเอง อาชีพที่โดดเด่นคือการค้าข้าว ค้าเกลือ ค้าทองคำ  และการจับสัตว์น้ำทางทะเล เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ  นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวแต้จิ๋วยังประกอบอาชีพช่างฝีมือ เช่น ช่างเย็บผ้า ช่างทำเครื่องเงินเครื่องทอง    ช่างแกะสลัก และขายอาหาร

แหล่งที่อยู่สำคัญของชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยคือกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง เยาวราช บางรัก  ตลาดพลู คลองเตย และคลองสาน นอกจากนี้ยังกระจายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เช่น นครสวรรค์  ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สงขลา(หาดใหญ่)  สุราษฎร์ธานี  ภูเก็ต  พังงา  ตรัง เชียงใหม่ เชียบราย นครสวรรค์  ลำปาง  โดยเฉพาะการค้าขายของชำ   ข้าวสาร ผ้า เครื่องใช้ และอาหารแห้ง ต่อมาได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตสินค้า และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่ชาวจีนแต้จิ๋วชื่นชอบคือความมั่นคง ความขยัน และการรักษาประเพณีดั้งเดิม พวกแต้จิ๋วให้ความสำคัญกับครอบครัว การศึกษา และการสืบทอดวัฒนธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ชอบคือความฟุ่มเฟือย ความไม่ซื่อสัตย์ และการละเลยต่อบรรพบุรุษ   ชาวแต้จิ๋วมีลักษณะนิสัยที่โดดเด่นคือความขยันหมั่นเพียร รอบคอบ และมีทักษะในการค้าขาย ให้ความสำคัญกับการศึกษา การออม และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี ชาวแต้จิ๋วมีจิตใจเมตตา ชอบทำบุญทำทาน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนในชุมชน   ชอบรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ชอบการแสดงงิ้วจีน ร้องเพลงพื้นบ้าน เล่นเครื่องดนตรีจีน ชาวแต้จิ๋วยังคงรักษาประเพณีการกราบไหว้บรรพบุรุษและการทำบุญตามวันสำคัญต่างๆ

ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบความสิ้นเปลือง การฟุ่มเฟือย และการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเล่นการพนันยกเว้นการเล่นไพ่ในโอกาสพิเศษ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เชื่อถือได้ หรือไม่รักษาคำมั่นสัญญา    พวกแต้จิ๋วชอบหลีกเลี่ยงการขัดแย้งโดยตรงและชอบแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การประนีประนอม และการหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบการทำลายประเพณีหรือการไม่เคารพผู้ใหญ่

บุคคลสำคัญเชื้อสายแต้จิ๋วในประเทศไทยมีอยู่มากมาย เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และตระกูลดังในแวดวงธุรกิจ เช่น ตระกูลล่ำซำ (ธุรกิจธนาคาร ประกันภัย), ตระกูลโสภณพนิช (ธุรกิจธนาคาร  โรงพยาบาล ), ตระกูลเตชะไพบูลย์ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร), ตระกูลเจียรวนนท์ (ธุรกิจเกษตร อาหาร โทรคมนาคม )

ในด้านประเพณี ชาวจีนแต้จิ๋วยังคงรักษาพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน การจัดงานกงเต๊กเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ และการถือศีลกินเจในเดือนเก้าตามปฏิทินจีน นอกจากนี้พวกแต้จิ๋วยังนิยมเข้าวัดไทยและร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืนกับคนไทยทั่วไป

อาหารแต้จิ๋วยอดนิยม ได้แก่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา  ข้าวต้มปลา หมูกรอบ  หอยทอด  โจ๊ก  ขนมจีบ ซาลาเปา   เป็ดพะโล้ หอยจ๊อ  แฮ่กึ๊น ข้าวขาหมู

เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑลมีอำเภออยู่ในสังกัด อำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่าไห้เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสตวรรษที่ 15 ) ชื่อว่าจางหลินหรือจึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลิน ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และยังเป็นมาจนทุกวันนี้

ลักษณะและกระบวนการอพยพ

เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้วก็จะมาขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ ที่ท่าน้ำใกล้สำเพ็ง บางกลุ่มอาจจะไปขึ้นเรือที่ฉะเชิงเทรา หรือบางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรือจันทบุรี เรือสำเภาจีนที่ใช้เดินสมุทรต้องมีขนาดใหญ่ถึง 3 เสากระโดงขึ้นไป ถ้าเป็นเรือหัวเขียวจะเป็นเรือจากมณฑลฟูเกี้ยน ส่วนเรือหัวเเดงมาจากมณฑลกวางตุ้ง ที่ทาสีต่างกันก็เพื่อให้สะดวกในการเรียกเก็บภาษีและการตรวจค้นทางทะเล เรือเหล่านี้มักมีระวางบรรทุกเฉลี่ย 350 ตัน เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพมาเมืองไทยมากขึ้น ก็ได้ใช้ไม้ที่เมืองไทยต่อเรือสำเภา เรือที่ต่อในเมืองไทยได้ชื่อว่าถูกและคงทน เรือสำเภาเหล่านี้แล่นลงสู่ทะเลใต้ (หนานหยาง) เพื่อทำการค้าขายกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในระยะที่ยังไม่มีเรือกลไฟนั้น การเดินทางจากจางหลินมายังประเทศไทยใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นไปในลักษณะเรือใบสำเภาขนสินค้าเช่นข้าว จากประเทศไทยมายังประเทศจีนแล้วขนคนจีนไปยังประเทศไทย และก็มีสินค้าจากจีนส่งไปขายที่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผ้าไหม ชาและผักดองเค็มต่างๆ

พวกแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเดินเรือเก่งและต่อเรือเก่งมานานแล้ว จึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภาซึ่งเป็นวิถีทางเดียวของการอพยพ การเดินเรือสมัยนั้นต้องเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมาไทย ระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนการเดินทางไปจีนก็ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมอัตราค่าโดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯ เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน และเมื่อผู้มารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้จะถูกหักไปชดใช้เป็นค่าโดยสาร

เฉินต๋า ได้บรรยายสภาพของการเดินทางเรือสำเภาของชาวจีนผู้หนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2413  ไว้ดังนี้

 “เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย หมู่บ้านของเรามีเรือสำเภาเดินทะเลแปดลำ ในการเดินทางลงไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มักไปยังกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา และไหม เป็นสินค้าที่สำคัญเรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดบรรทุกผู้โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้โดยสารคนหนึ่งๆ มักจะนำไหน้ำซึ่งทำในท้องถิ่น พร้อมกับเสื้อใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลม ๆ หนึ่งใบ และเสื่อฟางหนึ่งผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามากรุงเทพฯ กินเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ก้าวลงเรือสำเภาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสวรรค์ให้เราเดินทางตลอดรอดฝั่งโดยปลอดภัย”

การเดินทางเป็นไปด้วยความกันดารและลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อยที่ล้มตายไป เพราะความอดอยาก ส่วนใหญ่ผู้อพยพจะถูกจัดให้อยู่บนดาดฟ้าเรือเพราะท้องเรือใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึงต้องตากแดดตากลมตลอดทาง และมักขาดอาหารและน้ำเพราะการเดินทางกินเวลานาน

เนื่องจากมีความต้องการแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่อสร้างในไทย ผู้อพยพชาวแต้จิ๋วเหล่านี้จึงพากันเดินทางมาหางานกันเป็นจำนวนมาก ครอฟอร์ด กล่าวว่า “ผู้โดยสารเป็นสินค้าเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดจากเมืองจีนมายังสยาม” ประมาณว่ามีชาวจีนจำนวนประมาณ7,000 คน อพยพมายังประเทศไทยในแต่ละปี  เมื่อถึงปีพ.ศ. 2392  ซึ่งเป็นปีก่อนสุดท้ายของรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มัลลอคได้ประมาณว่ามีชาวจีนอยู่ในประเทศไทยถึง 1 ล้าน 1 แสนคน ในขณะที่ประชากรทั้งหมดของไทย ขณะนั้นมีประมาณ 3,653,150 คน  เมื่อหมอบรัดเลย์ไปเยือนเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในปี พ.ศ. 2379  ก็ได้กล่าวไว้ว่าจันทบุรีและบริเวณใกล้เคียง “แผ่นดิน..เกือบจะเต็มไปด้วยจีนแต้จิ๋ว (ผู้ซึ่ง) ..ปลูกอ้อย พริกไทย และยาสูบเป็นส่วนใหญ่” ชาวแต้จิ๋วได้ขยับขยายขึ้นไปตั้งหลักแหล่งถึงจังหวัดตากและเชียงใหม่ในกลางพุทธตวรรษที่ 24 เพราะความดึงดูดทางการค้าที่เชื่อมโยงยูนนาน พม่า และลาว ถึงแม้ชาวจีนไหหลำจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองในชนบทต่าง ๆ ก็ตามแต่หลังจากที่ได้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมแล้ว ชาวแต้จิ๋วก็ขยับขยายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้นบ้าง และในที่สุดก็ช่วงชิงบทบาททางการค้าจากชาวไหหลำ

หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ชาวแต้จิ๋วต่างก็มีโชคชะตาที่ต่างกันไป บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้กลายเป็นเจ้าสัวฝังรกรากอยู่ในเมืองไทยตลอดมา บางคนหลังจากทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยระยะหนึ่งก็กลับคืนไปสู่บ้านเกิดเมืองนอน และบางคนที่โชคร้าย มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญและตายไปในเมืองไทยเสมือนไร้ญาติขาดมิตร ชาวแต้จิ๋วจึงมีคำกล่าวเล่นๆ ที่เรียกว่า ซาซัว หรือซัวสามประการ ประการแรกได้แก่ จ๊อซัว หมายถึงการเป็นเจ้าสัว คือคนกลุ่มแรกที่กล่าวมาแล้ว ประการที่สองได้แก่ตึ่งซัว หมายถึงการได้กลับไปเมืองจีน คือคนกลุ่มที่สอง และประการสุดท้ายได้แก่ งี่ซัว หมายถึง สุสานวัดดอน คือการถูกฝังเป็นผีไม่มีญาติอยู่ในสุสานใหญ่ของชาวแต้จิ๋วในวัดดอนกุศล ยานนาวา

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพ wikipedia