‘พิพัฒน์’ย้ำ‘ภท.’ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คน ย้ำเป้า‘สส.ใต้’ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

‘พิพัฒน์’ย้ำ‘ภท.’ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คน ย้ำเป้า‘สส.ใต้’ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

‘พิพัฒน์’ย้ำ‘ภท.’ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คน ย้ำเป้า‘สส.ใต้’ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

‘พิพัฒน์’ย้ำ‘ภูมิใจไทย’ส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 คนแน่นอน หวั่นถูกใช้คำว่า‘จริยธรรม’วัดมาตรฐานในอนาคต ย้ำเป้า‘สส.ใต้’ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง        

23 ธ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย พื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงการทำพื้นที่เพื่อเตรียมรับศึกเลือกตั้ง ว่า พรรคภูมิใจไทย ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดเนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากว่า 30 กว่าปี ดังนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

เมื่อถามว่า เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 68 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่า ในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส.ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขตที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจ ขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส.จากพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว ฉะนั้น เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

เมื่อถามว่า การประชุมพรรคภูมิใจไทยวันที่ 24 ธ.ค. จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

เมื่อถามย้ำว่า แคนดิเดตนายกฯจะเปิดครบทั้ง 3 คนเลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1  ส่วนอีก 2 คนขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯคนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

‘กัมพูชา’ยื้อถก‘จีบีซี’ขอไปมาเลเซีย ‘ไทย’เสียงแข็งต้องที่‘จันทบุรี’เท่านั้น

‘กัมพูชา’ยื้อถก‘จีบีซี’ขอไปมาเลเซีย ‘ไทย’เสียงแข็งต้องที่‘จันทบุรี’เท่านั้น

‘กัมพูชา’ยื้อถก‘จีบีซี’ขอไปมาเลเซีย ‘ไทย’เสียงแข็งต้องที่‘จันทบุรี’เท่านั้น

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.18 น.

‘กัมพูชา’ขอประชุม‘จีบีซี’ที่มาเลเซีย ขณะที่‘ไทย’ยืนยันต้องประชุมที่ไทยเท่านั้น ย้ำแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคี

23 ธันวาคม 2568 ผ็สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ฝ่ายกัมพูชา ได้ทำหนังสือแจ้งความประสงค์ ให้จัดประชุมจีบีซีวาระพิเศษเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย

ขณะนี้ฝ่ายไทยาทำหนังสือปฏิเสธตอบกลับไป โดยยืนยันให้มาประชุมที่ อ.บ้านแหลม จ.จันทบุรี เพื่อยืนยันการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ไม่ประชุมในประเทศ 3

‘ป.ป.ช.’เปิดทรัพย์สิน 2 แคนดิเดตนายกฯ พท. ‘จุลพันธ์’ 86 ล้าน ‘สุริยะ’ 1.6 พันล้าน เครื่องบินอีกลำ

'ป.ป.ช.'เปิดทรัพย์สิน 2 แคนดิเดตนายกฯ พท. ‘จุลพันธ์’ 86 ล้าน ‘สุริยะ’ 1.6 พันล้าน เครื่องบินอีกลำ

‘ป.ป.ช.’เปิดทรัพย์สิน 2 แคนดิเดตนายกฯ พท. ‘จุลพันธ์’ 86 ล้าน ‘สุริยะ’ 1.6 พันล้าน เครื่องบินอีกลำ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

‘ป.ป.ช.’เปิดทรัพย์สิน 2 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ‘จุลพันธ์’ รวย 86 ล้านบาท ‘สุริยะ’ 1.6 พันล้าน ครอบครองเครื่องบิน 1 ลำ มูลค่า 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีรายชื่อ ที่น่าสนใจ 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป อย่างนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คลัง และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กรณีพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม

โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แจ้งบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คลัง เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 แจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้นรวมคู่สมรส และบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ 86,145,404 บาท ไม่มีหนี้สิน

แบ่งเป็นนายจุลพันธ์ มีทรัพย์สิน 74,278,093 บาท ได้แก่ เงินฝาก 830,690 บาท ที่ดิน 66,180,737 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 6,666,666 บาท ยานพาหนะ 450,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 150,000 บาท มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2,006,271 บาท เป็นค่าตอบแทน/เงินเดือน รายจ่ายรวม 9.5 แสนบาท

ส่วน น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทย คู่สมรส มีทรัพย์สิน 11,668,606 บาท ได้แก่ เงินฝาก 2,478,606 บาท ที่ดิน 1.5 ล้านบาท ยานพาหนะ 1,420,000 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 6,270,000 บาท มีรายได้รวม 1,362,720 บาท เป็นค่าตอบแทน/เงินเดือน รายจ่ายรวม 9 แสนบาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 198,704 บาท เป็นเงินฝาก 162,704 บาท สิทธิและสัมปทาน 36,000 บาท มีรายจ่ายรวม 7.5 แสนบาท

ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีพ้นจากตำแหน่ง รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 แจ้งมีทรัพย์สินรวมคู่สมรสทั้งสิ้น 1,644,747,156 บาท ไม่มีหนี้สิน

แบ่งเป็นทรัพย์สินนายสุริยะ 1,359,610,510 บาท ได้แก่ เงินสด 6 แสนบาท เงินฝาก 15 บัญชี 852,161,663 บาท ที่ดิน 8 แปลง 45,720,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5 หลัง เป็นบ้านเดี่ยว 4 หลัง ห้องชุด 1 แห่ง มูลค่ารวม 420,268,847 บาท ยานพาหนะเป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 1 ลำ ได้มาเมื่อ 12 ก.ย. 2567 มูลค่า 30 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 5,960,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 4.9 ล้านบาท รายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 7,874,420 บาท เป็นเงินเดือน 1,422,050 บาท เบี้ยประชุม 452,370 บาท ดอกเบี้ย 6 แสนบาท รายจ่ายรวม 3.1 ล้านบาท

ส่วนนางสุริสา จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริษัท ซัมมิท อิเล็คโทรนิค คอมโพเน้นท์ จำกัด คู่สมรส มีทรัพย์สิน 285,136,645 บาท ได้แก่ เงินสด 1 แสนบาท เงินฝาก 10 บัญชี 121,287,027 บาท ที่ดิน 7 แปลง 9,220,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 8 รายการ รวมมูลค่า 67,678,918 บาท ยานพาหนะ 15 คัน 52,057,700 บาท ทรัพย์สินอื่น 34,793,000 บาท รายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2.4 ล้านบาท เป็นเงินเดือน 1.2 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1.2 ล้านบาท ไม่มีรายจ่าย

กกต.ประชุมเตรียมจัดเลือกตั้ง สส. ออกเสียงประชามติ ยันออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

กกต.ประชุมเตรียมจัดเลือกตั้ง สส. ออกเสียงประชามติ  ยันออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

กกต.ประชุมเตรียมจัดเลือกตั้ง สส. ออกเสียงประชามติ ยันออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.57 น.

กกต.ประชุมเตรียมจัดเลือกตั้ง สส. ออกเสียงประชามติ ‘ณรงค์’เชิญชวนประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ เพื่อได้คนดีมาบริหารประเทศ ยัน กกต.พร้อมออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้มีการจัดประชุมทำความเข้าใจรวมถึงซักซ้อมการทำงานให้กับสื่อมวลชนในการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเริ่มรับสมัครในวันที่ 27 – 31 ธ.ค.2568 

พร้อมกันนี้ มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และรองเลขา กกต. เจ้าหน้าที่ ประชุมในวาระการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับสมัครและการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ เอกสารคู่มือในการจัดทำประชามติ 

นายณรงค์ กล่าวเปิดประชุมว่า ตลอดเวลาเกือบ 1 เดือน  กกต.มีการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ พยายามออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าทางคณะกรรมการก็มีความพร้อมในการเลือกตั้ง ตนขอขอบคุณสื่อมวลชน และขอประชาสัมพันธ์ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง การทำประชามติ ประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิต่างๆเพื่อเราจะได้ผู้แทนที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ 

สำหรับการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตจะมีการรับสมัคร 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธันวาคม ที่อาคารกีฬาเวศน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง  และรับสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อและส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ในวันที่ 28 – 31 ธ.ค. รวม 4 วัน  ที่โรงแรมเซนทารา ไลฟ์  ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ     

โดยช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ กกต.ได้ซักซ้อมขั้นตอนการทำงานกับสื่อมวลชนแต่ละสำนักรวมถึงดูสถานที่จริง เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนในช่วงบ่าย สำนักงาน กกต.ก็จะมีการชี้แจงการเลือกตั้ง สส. ให้กับสื่อมวลชน รวมถึงมีการบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง กระบวนการและขั้นตอนการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง  กระบวนการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต และการสนับสนุนข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ กกต. ที่เข้าร่วมประชุมวันนี้ มี 7 คน ประกอบไปด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายชาย นครชัย, นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์, นายณรงค์รักร้อย, นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

‘หนูนา’ยกเคสตัวเอง ลั่นฟ้องจริง ทำจริง บอกอ่อนโยนเฉพาะกับสัตว์และคนที่สมควรได้รับ

'หนูนา'ยกเคสตัวเอง ลั่นฟ้องจริง ทำจริง บอกอ่อนโยนเฉพาะกับสัตว์และคนที่สมควรได้รับ

‘หนูนา’ยกเคสตัวเอง ลั่นฟ้องจริง ทำจริง บอกอ่อนโยนเฉพาะกับสัตว์และคนที่สมควรได้รับ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

‘หนูนา’ยกเคสตัวเอง ลั่นฟ้องจริง ทำจริง บอกอ่อนโยนเฉพาะกับสัตว์และคนที่สมควรได้รับ 

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือ “หนูนา” ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การที่ใครจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใคร… ทำได้ทั้งแบบ… 

1. ฟ้องตรงต่อศาล โดยจ้างทนายเอง…
ถ้ากรณีหมิ่นประมาทก็คือฟ้องศาลอาญา…
จากนั้นสามารถฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายได้ด้วย… ซึ่งต้องมีค่าวางศาล…

2. ใช้การแจ้งความกับตำรวจ แล้วตำรวจจะเป็นคนส่งสำนวนให้อัยการ..
ถ้าอัยการเห็นมีมูล ก็จะส่งฟ้องศาล..
ในส่วนนี้ผู้ฟ้องไม่มีค่าใช้จ่าย…

3. ในการฟ้องผ่านอัยการ…ผู้ฟ้องสามารถยื่นเป็นโจทก์ร่วมได้ และเสียค่าทนายในส่วนนี้…

ดิฉันโพสต์เรื่องนี้ เพราะเห็นช่วงนี้มีการฟ้องหมิ่นประมาทกัน…
อย่างที่บอก…ถ้าใช้วิธีฟ้องตามข้อ 2 …ผู้ฟ้องไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย และอาจไม่สนใจผลด้วย… แค่ชื่อว่าได้ฟ้อง ได้เป็นข่าว…

สำหรับดิฉัน… อย่างที่ทราบว่า…ที่ผ่านมาดิฉันมีการดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทดิฉัน..ซึ่งเรื่องราวยังดำเนินอยู่…
เพียงแต่ดิฉันไม่ได้เอามาโพสต์เพราะเห็นเป็นเรื่องทางศาล…
ส่วนมากดิฉันจะฟ้องศาลตรงเอง จ้างทนายเอง…
หลายคดีที่ดิฉันชนะอาญาและดำเนินการฟ้องแพ่งต่อ…
ส่วนคดีที่ดิฉันฟ้องผ่านตำรวจ และอัยการ…
เมื่อถึงขั้นที่อัยการส่งฟ้องศาล ดิฉันก็ตั้งทนายเป็นโจทก์ฟ้องร่วมค่ะ…
อย่างที่พูดเสมอว่า…
คนอย่างดิฉันไม่ทำอะไรเล่นๆ…
ถ้าทำ…ทำจริงและเต็มที่ทุกเรื่อง…
อ่อนโยนกับคนและสัตว์ที่ควรได้รับความอ่อนโยน..
และจะโหดกับคนที่สมควรได้บทเรียน…(กรณีหลังนี้ไม่มีสัตว์ เพราะสัตว์ดีกว่าคนบางคน ..
สัตว์ไม่หลอกลวง ไม่สร้างภาพ ไม่โลภ ไม่หลงตน)… “

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! 'สีหศักดิ์'มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียนบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่ จ.จันทบุรี ในวันที่ 24 ธ.ค.ว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ผ่านมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมหยุดยิง แล้วกัมพูชาไปบอกกับนานาชาติว่าเขาหยุดยิง นานาชาติจึงมาถามว่าทำไมไทยถึงไม่หยุดยิง เราได้ชี้แจงไปว่าการหยุดยิงเป็นสิ่งที่สำคัญต้องพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย อย่างตอนไปประชุมอาเซียนเขาก็ไม่ได้กดดันเรา ขอให้ทั้งสองประเทศมาพูดคุยกัน และขอให้กัมพูชามาพูดคุยกับเรา ไม่ใช่ไปพูดคุยกับโลก แล้วให้โลกมาบอกเรา

เมื่อถามถึงกรณีที่ รมว.กลาโหม กล่าวว่าต่างชาติไม่เชื่อไทยแต่เชื่อกัมพูชามากกว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ หากเขาไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องมีจุดยืน ซึ่งเมื่อเรามีจุดยืน ที่เราไม่ไปรุกรานเขา เราต้องการสันติภาพ และการหยุดยิงที่แท้จริง ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเราเช่นกัน และมิตรประเทศก็ควรที่จะเข้าใจเราและฟังเราด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปห่วงใยอะไรมาก เราก็ทำของเราไป มั่นใจในจุดยืนของเราและมั่นใจในตัวของเราเอง

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำ​ แนวทางสู้รบมาถูกทาง​ แม้ไม่มีใครเข้าข้างไทย

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำ​ แนวทางสู้รบมาถูกทาง​ แม้ไม่มีใครเข้าข้างไทย

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำ​ แนวทางสู้รบมาถูกทาง​ แม้ไม่มีใครเข้าข้างไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.23 น.

“บิ๊กเล็ก”ย้ำ​ แนวทางสู้รบมาถูกทาง​ แม้ไม่มีใครเข้าข้างไทย​ หลายชาติบอกเป็นกลางแต่ยืนข้างเขมร​ เหตุไทยเป็นประเทศใหญ่-กัมพูชา​ใช้ล็อบบี้ยิสต์​ วอนสื่อร่วมรบในสนามข้อมูลข่าวสาร​ ส่วนวงประชุม​ GBC​ ขอกัมพู​ชามั่นใจปล​อดภัย​ คนไทยแยกแยะได้​ ปัดตอบหยุดยิงเมื่อไหร่​ เหตุกัมพู​ชายังยิงใส่ไทย​

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ จ.จันทบุรี ในวันพรุ่งนี้ (24 ธ.ค.) ว่า เป็นการประชุมของฝ่ายเลขาฯ ซึ่งหากฝ่ายเลขาฯ ประชุมไม่ได้ตามที่ตนคิดเอาไว้ ตนก็ไม่ไปลงนาม โดยจากพฤติกรรมของกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ตนอยากจะย้ำว่า มีประมาณ 5 ข้อย่อย ประกอบด้วย

1.กองทัพกัมพูชาผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ผิด 3 เรื่อง คือ มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง อีกประเด็นคือมีการผลิตด้วย เนื่องจากพบว่าทหารกัมพูชา ได้นำทุ่นระเบิดรถถัง มาดัดแปลงเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งตนถือว่าเป็นการผลิตด้วย และมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งต้องขอบคุณทหารกัมพูชาบางคนที่บันทึกหลักฐานไว้ โดยจากการตรวจพบหลักฐานพื้นที่บ้านสามหลัง จะพบว่ามีเอกสารฉบับหนึ่งที่ระบุพิกัด โดยมุมขวาบนของเอกสาร จะเขียนว่า “30/10/2025” คือวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ซึ่งความหมายที่ตนมอง คือเราเซ็นปฏิญญาร่วม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 26 ต.ค.68 แต่มาวางทุ่นระเบิดในวันที่ 30 สะท้อนว่าไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างชัดเจน

2.ทหารกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร 3 ที่ คือ ปราสาทตาควาย , ปราสาทพระวิหาร และปราสาทคนา

3.ทหารกัมพูชาใช้ชุมชนเป็นที่ตั้งยิงอาวุธหนัก โดยเฉพาะ BM-21 เมื่อยิงเสร็จแล้วจะเข้าที่ตั้งชุมชนจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถทำลายได้ เพราะเราเคารพกติกา เราไม่ยิงในที่หมายพลเรือน

4.กัมพูชาใช้อาคารพลเรือน เป็นที่ตั้งทางการทหาร และเป็นคลังอาวุธ แต่ก็ทำให้ไทยยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว เนื่องจากกัมพูชาใช้รังสแกมเมอร์ และบ่อนกาสิโนเป็นที่ตั้ง ซึ่งเรามุ่งทำลายที่ตั้งทางการทหาร ไม่ใช่เหตุปราบสแกมเมอร์เป็นหลัก เพียงแต่เมื่อถูกใช้เป็นที่ตั้งทางการทหาร รังสแกมเมอร์ จึงถูกทำลายไปด้วย

5.กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่ รวมถึงใช้พลเรือนมาใช้สู้กับเรา เช่นที่ปรากฎตามคลิปต่างๆ ซึ่งหากเราทำอะไรแล้วเขาเสียชีวิต ก็จะมีการโจมตีว่าทหารไทยทำร้ายพลเรือน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า โดยทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นฐานคิดของตน แต่เป็นเรื่องแรก ซึ่งเรื่องต่อมา เป็นขั้นตอนที่ตนใช้มาตลอด แบ่งเป็น 3 ขั้น ซึ่งขั้นแรกคือการพยายามเจรจาก่อน ในห้วงก่อน 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนพยายามเจรจา และรัฐบาลกัมพูชาทราบดี ว่าตนคือคนที่พยายามเจรจา เพื่อใช้วิธีสันติ เพราะหลักคิดของตนในฐานะทหารเก่า มีอยู่ว่า การชนะโดยไม่ต้องรบดีที่สุด และเมื่อรบต้องชนะ ดังนั้นระยะแรกที่จะแก้ปัญหา คือใช้วิธีสันติใช้การเจรจา ให้เขาถอนกำลังออกไป เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกัน

แต่หลังหยุดยิง 28 กรกฎาคมแล้ว ซึ่งเป็นระยะที่สอง คือพยายามหยุดยิง เมื่อปะทะกันแล้ว มองเขาในแง่ดี ว่าอาจจะไม่เจตนาที่จะมารุกรานเรา ก็มีการเจรจาหยุดยิงกัน แต่จากหลักฐานที่ชัดที่สุด คือหลังจากลงนามปฏิญญาร่วมแล้ว ก็ยังมาวางทุนระเบิดสังหารเราอีก ตนถือว่าตรงนี้เขาคุยไม่รู้เรื่องแล้ว ไม่มีความจริงใจ จากการพิสูจน์มาตามระยะต่างๆ และตอนนี้อยู่ในระยะที่สาม ซึ่งสื่อคงนึกออก ว่าการเจรจาขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงช่วงเช้าในบางพื้นที่ก็ยังมีการยิง BM-21 เข้ามา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็ยังบอกอีกว่าพร้อมที่จะรบในระยะยาว ในขณะที่รัฐบาลหลักบอกว่าพร้อมหยุดยิง แล้วจะทำให้เราเชื่อใจได้อย่างไร

ดังนั้น การประชุมครั้งนี้ ตนยืนยันว่า เรายังยึดหลักปฏิญญาร่วม แต่คงไม่เหมือนเดิม คงต้องลงรายละเอียดมากกว่านี้ บางข้ออาจปล่อยไปอีกสักระยะหนึ่ง นี่คือสิ่งที่สามารถบอกได้ แต่อยากให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในคณะ GBC ว่าจะปกป้องอธิปไตย ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะจากช่วงเวลาที่ผ่านมา เราต้องอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศ

“ผมมองว่า เมื่อถึงเวลาตรงนี้ก็ไม่มีประเทศไหนที่มายืนข้างเราจริงๆ ทุกคนพูดเหมือนเป็นกลาง แต่เหมือนไปยืนฝั่งกัมพูชา และพูดให้เป็นกลาง คือเขาฟังข้อมูลทางการกัมพูชา และมองว่าเราเป็นประเทศใหญ่ ที่ไปรุกราน ผมยืนยันในฐานะที่รับผิดชอบทางนโยบาย เราปกป้องตัวเอง เราป้องกันตนเอง โดยยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติข้อที่ 51 ด้วยความจำเป็น และได้สัดส่วน ยืนยันตรงนี้ ขอให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนสบายใจได้ เพราะผมมั่นใจว่าเราต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดเข้าข้างเรา สิ่งที่ผมมองอยู่ก็คือผมไม่เห็นมีประเทศไหนที่ประณามกัมพูชา ว่าทำไมวางทุ่นระเบิด ในเขตของไทย ได้แต่มาพูดว่าขอให้ไทยลดการใช้อาวุธ ลดความรุนแรง ซึ่งตอนนี้ผมมั่นใจว่ามาถูกทาง เราอยู่กับกฎหมาย และกฎหมายคือที่พึ่งของเรา” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่า ตนพูดได้แค่นี้ เพราะถ้าพูดมากกว่านี้ จะทำให้การประชุมของฝ่ายเลขาลำบากได้ ตนเพียงเอาข้อเท็จจริงมาให้สื่อมวลชนดูในรายละเอียด เพราะมั่นใจว่าแค่พูดหัวข้อสื่อมวลชนก็เข้าใจ พร้อมทำฝากความเข้าใจกับสังคมกับคนไทย และชาวโลก ในข้อเท็จจริงเหล่านี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า​ เหตุใดต่างชาติจึงเชื่อกัมพูชา​มากกว่าไทย​ พล.อ.ณัฐ​พล​ กล่าวว่า​  ไม่อยากพูด​ เพราะพูดไปก็ถูกทัวร์ลง จากข้อมูลที่มีอยู่​ สิ่งแรก​ คือ​ มีนักวิจารณ์​หลายคนพูดด้วยความรุนแรงมากตลอด​ เมื่อไทยป้องกันตัวเองก็บอกว่าไทยเตรียมการมาก่อน​ ไม่อยากพูดไปมากกว่านี้​ เพราะครั้งก่อนที่พูดไป​ ก็โดนสวนกลับมา​ อีกอย่างหนึ่ง​ คือ กัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์​ ส่วนรัฐบาลไทยจะใช้หรือไม่ไม่ทราบ แต่ตนเอง เชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือความจริงสู้ได้​ ที่ผ่านมาก็ใช้ความจริงสู้มาโดยตลอด จนบางครั้งผู้ใหญ่ก็เตือน ไม่อยากให้พูด​ เพราะพูดไปก็โดนด่าจนทำให้ท้อ แต่ส่วนตัวก็ยังคงจะใช้ความจริงเข้าสู้ เพราะเชื่อว่าวันเวลาผ่านไป​ จะเป็นดิจิตอลฟุตปริ้น และเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้​ และตนเชื่อมั่นในขีดความสามารถของสื่อมวลชนไทย อยากให้สื่อมวลชนไทยต่อสู้เรื่องข้อมูลข่าวสารกับกัมพูชา เพราะการสู้รบครั้งนี้ไม่ใช่มิติทางการทหารอย่างเดียว ยังมีการสู้รบทางการเมือง​ ทั้งการเมืองในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ​ ด้านการต่างประเทศ​ ด้านสังคมจิตวิทยา และด้านสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสนามรบมีหลายแห่ง จึงมีการตั้งศูนย์แถลงข่าว สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ที่​ ททบ. 5​ อยากให้สื่อมวลชนติดตาม เพราะได้ระดมทุกคน​ ที่มีความรู้ความสามารถจากเหล่าทัพมาประจำการ เนื่องจากสนามรบครั้งนี้​ มี 3 สนาม คือสนามรบที่ชายแดน สนามรบด้านการต่างประเทศ และสนามรบด้านข้อมูลข่าวสาร โดยสนามรบด้านข้อมูลข่าวสาร​ ขอพึ่งสื่อมวลชนด้วย ต้องเอาชนะในสนามรบนี้ให้ได้ และสื่อมวลชนทุกคนถือเป็นหนึ่งในกำลังรบ

ส่วนการสถาปนาพื้นที่สู้รบ​แต่ละพื้นที่ เบ็ดเสร็จแล้วหรือไม่​ พล.อ.ณัฐ​พล​ กล่าวว่า​ เป็นไปตามที่กองทัพรายงาน​ รวมถึงเนิน​ 350 ด้วย​

ผู้สื่อข่าว​ถามต่อว่า​ สู้รบยังคงดำเนินต่อไป​ จนกว่าจะมีการเจรจา​ GBC ใช่หรือไม่​ พล.อ.ณัฐ​พล​ ระบุว่า​ ตราบใดที่กัมพูชายังยิงเข้าฝ่ายไทยอยู่ เพราะว่าเช้านี้กัมพูชา​ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ก็ยังยิงเข้ามาอยู่​ ไทยจึงเป็นต้องตอบโต้ตามความจำเป็นและสัดส่วน​ เช่นเดียวกับกองทัพภาคที่ 2 พื้นที่ตาควาย​ ตาเมือนธม​ ก็ยังคงมีการยิงเข้ามาฝ่ายไทย​ มีแค่พื้นที่จันทบุรี-ตากเท่านั้น​ที่นิ่งอยู่ ทำให้การประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ จึงกำหนดสถานที่เป็นจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลอดภัย​ เพราะกัมพูชาก็กังวลเรื่องความปลอดภัย

“จึงขอฝากถึงประชาชนในพื้นที่จันทบุรี จึงอยากให้ช่วยกันรับรองความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กัมพูชา​ อยากให้กัมพูชามั่นใจในความปลอดภัย เพราะคนไทยเราแยกแยะ การรบก็คือการรบ​ เจรจาก็ส่วนเจรจา​ อยากให้ประชาชนช่วยกันสร้างความมั่นใจว่ามาประเทศไทยแล้วปลอดภัย ทั้งจากอาวุธ ท่าที ขอให้เป็นสนามด้านการต่างประเทศ​ จะสู้ในรูปแบบทุกอย่างตามบริบท ไม่ใช่สนามต่างประเทศ​ แล้วนำอาวุธเข้ามาปนด้วย​” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ส่วนที่กัมพูชายังไม่ตัดสินใจที่จะมาประชุมในไทยใช่หรือไม่​ พล.อ.ณัฐ​พล​ กล่าวว่า​ ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจแล้วหรือไม่​ เพราะกัมพูชามีความกังวล​ เช่นเดียวกับไทยที่มีความกังวลที่เดินทางไปประชุมที่เกาะกง​ จึงอยากให้กัมพูชามั่นใจในความปลอดภัย​ เพราะการประชุมครั้งนี้​ ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ชั้นในแต่เป็นการประชุมในพื้นที่ชายแดน​

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

23 ธ.ค. 2568 15:02 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ “ตัวกลาง” เพื่อยุติข้อพิพาทและฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเตรียมรับไม้ต่อจากมาเลเซียในการนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนปี 2026 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนที่ยังคงตึงเครียด

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ (DFA) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์พร้อมเข้ามารับบทบาทผู้ประสานงานและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย หากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือผ่านกลไกประธานอาเซียน ทันทีที่ฟิลิปปินส์เข้ารับตำแหน่งประธานอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2026

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการประชุมวาระพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากมีการปะทะด้วยจรวดและปืนใหญ่ต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าพบหารือกัน โดยมุ่งหวังที่จะรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงที่เคยเจรจาไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม และเพิ่งมีการลงนามอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47

นอกจากประเด็นความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาแล้ว ฟิลิปปินส์ยังต้องเผชิญกับโจทย์ความมั่นคงที่ซับซ้อนในภูมิภาคที่รอการแก้ไขในปี 2026 ได้แก่ วิกฤตการณ์ในพม่า ซึ่งนางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ จะต้องรับควบตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ของประธานอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพม่าโดยเฉพาะ และประเด็นทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ที่มีความพยายามในการบรรลุข้อตกลง “ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้” ระหว่างอาเซียนและจีนให้สำเร็จภายในปี 2026

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันการคลี่คลายสถานการณ์ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกลุ่มอาเซียนในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศสมาชิกในภูมิภาค.

ที่มา Rappler

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

23 ธ.ค. 2568 14:56 น.

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

รมต.กลาโหมกัมพูชา ร้องขอให้ประเทศไทยย้ายสถานที่เจรจาทวิภาคีเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไปจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยและเป็นกลาง 

รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม ระบุว่าคำร้องดังกล่าวปรากฏอยู่ในจดหมายจากรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เตีย เซยฮา ถึงฝ่ายไทย ขณะที่ทั้งสองประเทศเตรียมเปิดการเจรจาเพื่อกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า จะมีการเจรจากับกัมพูชา หลังจากเขาเข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งกัมพูชาก็เป็นสมาชิกอาเซียนเช่นกัน

สีหศักดิ์ระบุว่า การหารือจะจัดขึ้นในวันพุธที่จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบของคณะกรรมการชายแดนร่วมทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว ขณะที่กัมพูชากลับส่งจดหมายลงวันที่วันจันทร์ที่ผ่านมา ถึง พลเอกณัฐพล นาควาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหมของไทยขอให้ย้ายสถานที่ประชุมไปจัดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

โดยเตีย เซยฮา ระบุในจดหมายว่า “ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากการสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมครั้งนี้ควรจัดขึ้นในสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นกลาง”  เขายังระบุด้วยว่า มาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้ ได้ตกลงที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยนาย นิกรเดช พลางกูร เปิดเผยว่า สถานที่จัดการประชุม “ยังอยู่ระหว่างการหารือ” พร้อมระบุว่าการเจรจาจะกินเวลาสองวัน โดยเริ่มจากการหารือของคณะทำงานด้านเทคนิค

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมไทยพยายามคลายความกังวลของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการจัดประชุมในประเทศไทย ยืนยันว่า การประชุมมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “แทบไม่มีการสู้รบ” และมีความปลอดภัย เขากล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นคิวของไทย พร้อมย้ำว่าประเทศไทยสามารถแยกเรื่องทางทหารออกจากการทูตได้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมไทยยังระบุว่า กองกำลังไทยจะยังคงสู้รบต่อไปตราบใดที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยุติการสู้รบ โดยการปะทะตามแนวชายแดนซึ่งทอดยาวเกือบตลอดแนว ยังคงสงบลงเพียงบางส่วนในสองจังหวัดเท่านั้น

ล่าสุด ทรัมป์กล่าวถึงความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ โดยระบุว่านี่เป็นหนึ่งใน “8 สงคราม” ที่เขาอ้างว่าสามารถยุติได้

โดยเขากล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มขยับแล้ว และกลับมาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง โดยเขาคิดว่า ตอนนี้สถานการณ์เริ่มอยู่ในรูปบในรอย และกำลังมุ่งไปสู่การหยุดการสู้รบ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

23 ธ.ค. 2568 12:59 น.

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องครอบครอง “กรีนแลนด์” ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งนายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ให้เป็นตัวแทนพิเศษในการขับเคลื่อนภารกิจนี้

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐฟลอริดาว่า เป้าหมายหลักในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ทางทหาร “ถ้าคุณลองไปดูที่ชายฝั่งกรีนแลนด์ คุณจะเห็นเรือของรัสเซียและจีนอยู่เต็มไปหมด เราจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ เราต้องได้มันมา” ทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่านายแลนดรีมีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะ “นำทัพ” ในภารกิจนี้

ด้านนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และนายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการว่า “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” และย้ำว่า “ไม่มีใครสามารถผนวกประเทศอื่นได้ แม้จะอ้างเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศก็ตาม สหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ายึดครองกรีนแลนด์”

ทางฝั่งรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบทันที พร้อมระบุว่าการแต่งตั้งตัวแทนพิเศษเพื่อมายึดครองดินแดนอื่นเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด เมื่อรัฐบาลทรัมป์สั่งระงับประทานบัตรโครงการฟาร์มกังหันลมยักษ์นอกชายฝั่ง 5 แห่งทางตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง 2 โครงการที่พัฒนาโดย Orsted บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่รัฐบาลเดนมาร์กถือหุ้นอยู่ ถูกมองว่าเป็นมาตรการกดดันทางการเมืองโดยตรง

ทั้งนี้ กรีนแลนด์ อดีตอาณานิคมเดนมาร์กที่ปัจจุบันปกครองตนเอง มีประชากรประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของระบบป้องกันขีปนาวุธที่สำคัญของสหรัฐฯ และมีแร่ธาตุหายากจำนวนมหาศาล ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการใช้เพื่อลดการพึ่งพาจีน

มิคเคล เว็ดบี ราสมุสเซน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กล่าวกับรอยเตอร์ว่า “การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเงินทั้งหมดที่เดนมาร์กลงทุนไปในกรีนแลนด์ ในการปกป้องอาร์กติก และคำพูดที่เป็นมิตรกับชาวอเมริกันนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย”

ที่มา Reuters