กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก โดยสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น “อาสาสมัครสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) งานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

คณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง (ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน) ได้แก่ 1.ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก , 2.ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) , 3.ด้านยานพาหนะ (Transportation) , 4.ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security) , 5.ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration) , 6.ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication) , 7.ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) , 8.ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) , 9.ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

คุณสมบัติ ต้องเป็นบุคคลที่มีมีสัญชาติไทย , เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569 , เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา , มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร , สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ , มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานอาสาสมัคร แต่คือประสบการณ์ชีวิตและโอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank Group ที่จะช่วยพัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด ในบรรยากาศการทำงานจริงระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้นอาสาสมัครที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค.: https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx > ภายใต้หัวข้อ “ข่าวสาร” > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: HR_AM2026@fpo.go.th หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา  เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบอาสาสมัครทหารพราน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

5 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายรัฐศาสตร์  ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบโท ศุภณัฐ พรหมสุทธิ์ อาสาสมัครทหารพราน อนาวิล จินดาพรรณ  และอาสาสมัครทหารพราน พงษ์ธร อักษรเงิน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ทำงานทันที “อาจารย์เชน ควงครูพี่กอล์ฟ” แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย” ยันมีความตั้งใจทำงานเต็มที่ ฟื้นความหวังการศึกษาไทย ครูมีความสุขกับการสอน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง 

ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง” ภายในกิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7” ซึ่งจัดโดยเพจ ‘ก่อการครู’
 
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง  พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรก ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทย ให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด 

โดยต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

“ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี  โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น “ นายอัครนันท์ กล่าว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ

5 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้  และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ ร้อยโท วาทิต วัฒนสันต์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก  เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับร้อยโท วาทิต ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ร้อยโท วาทิต ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

5 เม.ย. 2569 12:06 น.

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ บังคับใช้กฎหมายปรับปรุงกองทัพฉบับใหม่ กำหนดให้ชายสัญชาติเยอรมันอายุ 17-45 ปี ต้องแจ้งขออนุมัติจากกองทัพหากต้องพำนักในต่างประเทศเกิน 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมระบบทะเบียนทหารรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเยอรมนีออกมายืนยันว่า ตาม “พระราชบัญญัติปรับปรุงการรับราชการทหาร” (Military Service Modernisation Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ชายชาวเยอรมันที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากทางการ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปพำนักในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน

โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ข้อบังคับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างระบบทะเบียนทหารที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ” โดยย้ำว่าในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน กองทัพจำเป็นต้องทราบว่าใครพำนักอยู่ที่ไหนเป็นเวลานาน เพื่อความรวดเร็วในการระดมพลหากมีการประกาศสถานการณ์ป้องกันประเทศ

เดิมทีข้อบังคับการแจ้งพำนักต่างประเทศมีระบุอยู่ในกฎหมายเกณฑ์ทหารปี 1956 แต่จะถูกนำมาใช้เฉพาะในช่วงที่มีการระดมพลหรือภาวะสงครามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้ขยายขอบเขตให้มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์ปกติด้วย ซึ่งคล้ายกับมาตรการที่เคยใช้ในช่วงสงครามเย็น

ปัจจุบัน กฎหมายระบุว่าโดยทั่วไปแล้วคำขออนุมัติเดินทางมักจะได้รับการอนุญาต แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรหากมีการฝ่าฝืน ซึ่งขณะนี้ทางการกำลังเร่งพัฒนาระเบียบข้อเว้นเพื่อลดขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนสำหรับเยอรมันรุ่นใหม่

ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ เยอรมนีตั้งเป้าที่จะสร้างกองทัพบกให้กลับมาเป็นกองทัพตามแบบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยมีแผนขยายกำลังพลจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในปี 2035

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เยอรมนีได้เริ่มส่งแบบสอบถามไปยังเยาวชนอายุ 18 ปีทุกคน เพื่อสำรวจความสมัครใจในการเข้าสู่กองทัพ และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป เยาวชนเหล่านี้จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกความพร้อมทางร่างกาย เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่หากเกิดสงคราม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงเป็นระบบสมัครใจ แต่รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้น “การเกณฑ์ทหารแบบบังคับ” หากสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง

มาตรการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาประท้วง โดยกลุ่มผู้จัดกิจกรรมระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาไม่ต้องการใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตในค่ายทหารเพื่อเรียนรู้วิธีการฆ่าหรือการฝึกวินัยที่เข้มงวด ทั้งนี้ เยอรมนีเคยยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับไปเมื่อปี 2011 ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ก่อนจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้งหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ "ลูกเรือ F-15" รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ช่วยเหลือลูกเรือที่สูญหายจากเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน ได้อีก 1 นาย หลังเกิดการปะทะอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถนำตัวออกนอกประเทศได้ ขณะความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ยังทวีความรุนแรง

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการระบุตัวและเข้าช่วยเหลือลูกเรือรายที่สองจากเครื่องบิน F-15 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) โดยปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ใกล้เมืองเดห์ดัชต์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น” เนื่องจากทีมนักบินและหน่วยกู้ภัยยังคงติดอยู่ในดินแดนของอิหร่าน และยังต้องเผชิญกับอันตรายจากสถานการณ์สู้รบที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดการแย่งชิงตัวนักบินอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นของอิหร่านที่หวังเงินรางวัลนำจับกว่า 2 ล้านบาทจากรัฐบาลอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า: 

“เราเจอเขาแล้ว! เพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลาย ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลูกเรือผู้กล้าหาญของเราคนหนึ่ง และผมยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยดีแล้ว! นักรบผู้กล้าหาญคนนี้อยู่หลังแนวข้าศึกในเทือกเขาอันอันตรายของอิหร่าน ถูกไล่ล่าโดยศัตรูของเราที่เข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง แต่เขาไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เพราะผู้บัญชาการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ประธานคณะเสนาธิการร่วม และเพื่อนนักรบของเขาได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของเขาตลอด 24 ชั่วโมง และวางแผนการช่วยเหลืออย่างขยันขันแข็ง ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำ ติดตั้งอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ไปรับเขา เขาได้รับบาดเจ็บ แต่เขาจะปลอดภัยดี” 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความย้ำเตือนอิหร่านถึงเส้นตายในการเจรจายุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า “เวลาเหลือเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่นรกจะถาโถมลงมาใส่พวกเขาทั้งหมด” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงของอิสราเอลที่ระบุว่า กองทัพอิสราเอลพร้อมที่จะโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของอิหร่านทันทีหากได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงสหประชาชาติ เตือนว่าการโจมตีพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าบุเชอร์ อาจนำไปสู่ “วิกฤตการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี” ที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมตอบโต้คำขู่ของสหรัฐฯ ว่า “ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณเช่นกัน”

แม้ทางการอิหร่านจะยังเปิดช่องให้มีการเจรจาสันติภาพผ่านปากีสถาน แต่ดูเหมือนว่าเงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้นั้นจะยังไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงเดินหน้าส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตเพื่อเป็นการล้างแค้น

สงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 นี้ ไม่เพียงแต่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน แต่ยังก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขั้นรุนแรง ขณะที่ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเริ่มให้การสนับสนุนสงครามครั้งนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู “มากาวา” ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู "มากาวา" ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

5 เม.ย. 2569 10:29 น.

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู “มากาวา” ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

กัมพูชาทำพิธีเปิดตัวอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ “มากาวา” หนูตรวจหาทุ่นระเบิด เพื่อรำลึกถึงผลงานการตรวจหาทุ่นระเบิดกว่า 100 ครั้ง ช่วยคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและเกษตรกร เนื่องในโอกาสวันทุ่นระเบิดสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 4 เมษายนของทุกปี

ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ได้มีการเปิดตัวรูปปั้นของ “มากาวา” (Magawa) หนูตรวจจับทุ่นระเบิด เพื่ออุทิศแก่ความกล้าหาญหลังจากที่มันตายลงในปี 2022 โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลกัมพูชา, องค์กร APOPO และนักเรียนในท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

“มากาวา” เป็นหนูยักษ์แอฟริกัน ที่ได้รับการฝึกฝนโดยองค์กรการกุศล APOPO จากเบลเยียม มันเริ่มปฏิบัติภารกิจในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2016-2020 ตลอดระยะเวลา 5 ปี มากาวาสามารถตรวจพบทุ่นระเบิดและสรรพาวุธที่ยังไม่ระเบิดมากกว่า 100 ครั้ง เคลียร์พื้นที่ได้กว้างกว่า 141,000 ตารางเมตร หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 20 สนาม

นายลี ธัช รองประธานคนแรกของหน่วยงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAA) กล่าวว่า “มากาวาช่วยคืนความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปให้กับชาวกัมพูชา ทำให้เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นและเกษตรกรสามารถทำมาหากินบนที่ดินของตนเองได้อย่างปลอดภัย”

ด้วยประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นสารเคมีในระเบิดที่แม่นยำ มากาวาสามารถตรวจค้นพื้นที่ขนาดสนามเทนนิสได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่ามนุษย์มาก และด้วยน้ำหนักตัวที่น้อยทำให้มันสามารถเดินบนทุ่นระเบิดได้โดยไม่เกิดการปะทุ ผลงานอันโดดเด่นส่งผลให้มันเป็นหนูตัวแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเหรียญทอง PDSA ในปี 2020

การเปิดตัวอนุสาวรีย์นี้มีขึ้นตรงกับวันรณรงค์ต่อต้านทุ่นระเบิดสากล (International Day for Mine Awareness) ภายใต้แนวคิด “ลงทุนเพื่อสันติภาพ ลงทุนเพื่อภารกิจทุ่นระเบิด” โดยกัมพูชาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะทำให้ประเทศปลอดจากกับระเบิดอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2030

ปัจจุบัน องค์กร APOPO ยังคงเดินหน้าฝึกฝน “หนูฮีโร่” (HeroRATS) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากภารกิจกู้ระเบิดแล้ว พวกมันยังมีความสามารถในการตรวจหาเชื้อวัณโรคได้รวดเร็วกว่าห้องแล็บ และยังถูกฝึกให้ช่วยป้องกันการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในประเทศแทนซาเนียอีกด้วย.

ที่มา Khmer Times / BBC

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

5 เม.ย. 2569 09:54 น.

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

4 นักบินอวกาศภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) เผชิญอุปสรรคเรื่องสุขา หลังระบบห้องน้ำบนยานโอไรออนเกิดขัดข้องซ้ำซ้อน โดยมีรายงานเรื่องกลิ่นที่เริ่มโชยออกมาจากห้องน้ำที่อยู่บริเวณพื้นยาน  ขณะที่ตัวยานเดินทางเกินกว่าครึ่งทางมุ่งหน้าสู่ด้านไกลของดวงจันทร์เพื่อสร้างประวัติศาสตร์การเดินทางไกลที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ดวงจันทร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีกำหนดถึงจุดหมายในวันจันทร์นี้ (6 เม.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจบินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปีที่มีมนุษย์เดินทางไปยังดวงจันทร์นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการอะพอลโล โดยภารกิจนี้จะเดินทางไปไกลจากโลกกว่า 400,000 กิโลเมตร ทำลายสถิติเดิมของภารกิจอพอลโล 13 ลงอย่างราบคาบ

แต่ท่ามกลางความสำเร็จที่รออยู่ ทีมงานต้องพบกับปัญหาที่ “ทุกคนเข้าใจได้แต่รับมือยาก” นั่นคือระบบส้วมอวกาศเกิดขัดข้องอีกครั้ง หลังเริ่มมีปัญหาตั้งแต่หลังทะยานขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

วิศวกรนาซาสันนิษฐานว่าอาจมีน้ำแข็งอุดตันในท่อระบายของเสียเหลว ทำให้ไม่สามารถระบายปัสสาวะทิ้งออกนอกยานได้ทั้งหมด ทางศูนย์ควบคุมการบินจึงต้องสั่งให้นักบินงัด “ถุงเก็บปัสสาวะสำรอง” ออกมาใช้แก้ขัดไปก่อน ขณะที่การขับถ่ายของแข็งยังคงใช้งานได้ปกติ แต่มีรายงานเรื่องกลิ่นที่เริ่มโชยออกมาจากห้องน้ำที่อยู่บริเวณพื้นยาน

อย่างไรก็ตาม เหล่านักบินทั้ง 4 ราย ได้แก่ เรด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์ (นักบินผิวดำคนแรกที่ไปดวงจันทร์), คริสตินา คอช (นักบินหญิงคนแรกที่ไปดวงจันทร์) และเจเรมี แฮนเซน (ชาวแคนาดาคนแรกที่ไปดวงจันทร์) ยังคงมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม โดยพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดเหล่านี้อยู่แล้ว

ก้าวสำคัญสู่ฐานที่มั่นบนดวงจันทร์ภารกิจอาร์เทมิส 2 มีกำหนดระยะเวลาเดินทางเกือบ 10 วัน และจะจบลงด้วยการลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิกในวันที่ 10 เมษายนนี้ โดยถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของนาซาในการวางรากฐานเพื่อสร้างฐานที่มั่นบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน และตั้งเป้าที่จะส่งมนุษย์ไปลงจอดบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2028.

ที่มา Associated Press

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

5 เม.ย. 2569 09:36 น.

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีเดินทางถึงตุรกี เดินหน้าหารือเสริมความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง

กองทัพรัสเซียระดมส่งโดรนกว่า 286 ลำ เข้าโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครนอย่างหนัก แม้กองทัพอากาศยูเครนจะสามารถสกัดได้ถึง 260 ลำ แต่แรงระเบิดส่งผลให้เกิดความสูญเสียมหาศาล โดยเฉพาะที่เมืองนิโคโปล มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ส่วนที่เมืองซูมีและกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนักในย่านที่พักอาศัยและอาคารสำนักงาน ขณะที่ในภูมิภาคโดเนตสค์ โดรนรัสเซียได้โจมตีรถยนต์พลเรือนบนท้องถนน ส่งผลให้หญิงรายหนึ่งเสียชีวิตทันที

ด้านหน่วยความมั่นคงยูเครน เปิดเผยว่าได้ใช้โดรนโจมตีโรงงานโลหะการในเมืองอัลเชฟสค์ ซึ่งอยู่ในเขตยึดครองของรัสเซียในภูมิภาคลูฮันสค์ โดยเป้าหมายคือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งเตาหลอมและระบบไฟฟ้า เพื่อหยุดชะงักการส่งกำลังบำรุงให้แก่ “อูรัลวากอนซาวอด” (Uralvagonzavod) โรงงานผลิตรถถังหลักของกองทัพรัสเซีย

ขณะที่ฝั่งรัสเซียอ้างว่า ยูเครนได้โจมตีเส้นทางรถไฟและบ้านเรือนในลูฮันสค์เช่นกัน ส่งผลให้ครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตรวม 3 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัย 8 ขวบ นอกจากนี้ในภูมิภาครอสตอฟของรัสเซีย มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย และเกิดเพลิงไหม้เรือขนส่งสินค้าต่างชาติจากการโจมตีของยูเครนด้วย

ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือด ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้เดินทางถึงนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

เซเลนสกีระบุผ่านข้อความในเทเลแกรมว่า “เรากำลังทำงานเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วน เพื่อรับประกันการคุ้มครองชีวิต ยกระดับความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง ความพยายามร่วมกันมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ซึ่งการพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการหาแนวร่วมระดับภูมิภาคเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน.

ที่มา Associated Press

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

5 เม.ย. 2569 06:17 น.

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอล ว่า “ประตูนรก” จะเปิดต้อนรับพวกเขา หากทั้งสองประเทศยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านต่อไป

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์จาก “ขุมนรก” หากความขัดแย้งขยายตัววงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นการใช้คำข่มขู่ในลักษณะเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะปลดปล่อย “นรกทุกขุม” (all Hell) เข้าใส่อิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในวันจันทร์นี้

สำนักข่าวเมหร์ (Mehr) ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า พล.ต. อาลี อับดอลลาฮี อาลิอาบาดี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ในกรุงเตหะราน เตือนว่า “ประตูนรกจะเปิดออกต้อนรับพวกคุณ” หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังคงถูกโจมตีต่อไป

“อย่าลืมว่า หากการสู้รบขยายตัว ทั้งภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณ ความเพ้อฝันที่จะเอาชนะสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กลายเป็นปลักโคลนที่จะสูบพวกคุณให้จมลงไป” เอบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกประจำกองบัญชาการกลางกล่าว

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการปฏิบัติการหลักสำหรับกองทัพทั้งหมดของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn