นายกฯ ขึ้น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ตรวจความพร้อมรบ ทร.ชมศักยภาพเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

”นายกฯ อนุทิน“ ขึ้น “เรือหลวงจักรีนฤเบศร“ ตรวจความพร้อมรบ “กองทัพเรือ” กลางทะเลอ่าวไทย ชมศักยภาพกำลังเรือฟริเกต เล็งจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์เพิ่ม ทดแทนที่ปลดระวาง เสริมความมั่นคงกองทัพ หลังได้โชว์ฝีมือสู้รบไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา อุบบอกจะจัดซื้ออะไร หวังเซอร์ไพรส์เพื่อนบ้าน พร้อมสวมบทเชฟ โชว์ลีลาผัดกะเพราหมูสับ เลี้ยงกำลังพล

วันที่ 27 ส.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส.ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ จากกรุงเทพฯ มายังกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการอู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติเครื่องหมายความสามารถผู้ทำการรบพิเศษกิตติมศักดิ์ และนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์ เพื่อแสดงความขอบคุณ เชิดชูเกียรติ และสดุดีในคุณูปการที่มีต่อกองทัพเรือ

จากนั้นได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนามบินอู่ตะเภา ไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และแนวความคิดการใช้กำลัง ณ ห้องศูนย์ยุทธการ พร้อมรับการเคารพให้การต้อนรับ ด้วยการยิงสลุตจำนวน 19 นัดจากเรือหลวงเจ้าพระยา บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังหอบังคับการบิน เพื่อชมการสาธิตการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ และอากาศยาน รวมทั้งการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานควบคุมยานไร้คนขับสำหรับภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี (UXV Carrier) ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และยานผิวน้ำไร้คนขับ (USV) บริเวณดาดฟ้าเก็บอากาศยาน สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร และการรักษาความมั่นคงทางทะเล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อจะไปขึ้นเรือลำเลียงพล มายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) แต่ด้วยสภาพอากาศที่เกิดฝนตกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงได้ยกเลิกการขึ้นเรือดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อมในวันนี้ บนรถครัวสนาม โดดได้ทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ซึ่งได้ใส่ผ้ากันเปื้อน หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี“ ในการผัดอาหาร

ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนเองก็จะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ และให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ส่วนยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่า มีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเอง และผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

สำหรับการตรวจการฝึกในวันนี้ ตมมองว่า ศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ได้วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และกองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่รบทางน้ำอย่างเดียว แต่สามารถทำการยึดทางบกได้ด้วย ช่วยเหลือประชาชนได้ด้วย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมเข้มแข็ง มีสันติสุข

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องค่อย ๆ ทดแทน พร้อมระบุว่า ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึงแสนยานุภาพ ซึ่งคำว่า “แสนยานุภาพ” คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

เมื่อถามว่า มีสิ่งใดจะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือในรายละเอียด เพราะตนเองไม่รู้ว่า ตรงไหนจะสามารถพูดได้ เราต้องไม่บอกทุกอย่างว่า เรามีอะไร ให้มาถึงก็ “อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ ?“

สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะ และความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

อีกทั้งระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ในการฝึก ยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง และหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ทั้งนี้การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด

อนุทิน ชาญวีรกูล, เรือหลวงจักรีนฤเบศร

สภาเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากเรื่องข้อบังคับฯ ประธานลั่น ไม่อยากเอาตำรวจสภามาลากออกไป

27 สิงหาคม 2569 เวลา 14:02 น.

สภาฯเดือด! ‘โสภณ-ปกรณ์วุฒิ’ ฟาดปากวิวาทะข้อบังคับการประชุม ด้าน ‘ประธานสภาฯ’ ลั่นแรงไม่อยากเอาตำรวจสภาฯมาลากออกไป หวั่น ภาพพจน์ไม่ดี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบกระทู้ถามสดด้วยวาจากระทู้แรก เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ก่อนเข้าสู่กระทู้ถามสดที่ 2 นายโสภณ แจ้งนายอภิวิชญญ์ ว่าเหลือเวลาอีก 3 นาที มีคำถามอีกหรือไม่ ซึ่งนายอภิวิชญญ์ ระบุว่าไม่มี และขอขอบคุณรมช.มหาดไทย ที่ตอบคำถามที่เป็นประโยชน์

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นหารือว่าข้อบังคับการประชุมข้อที่ 160 ระบุชัดเจนว่ากระทู้ถามสดกระทู้ละ 30 นาที แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้ามีกระทู้สดไม่ถึง 3 กระทู้ สามารถขยายเวลาได้ ซึ่งประธานฯน่าจะทราบอยู่แล้วว่ากระทู้ที่ 2 เลื่อนตอบ จึงอาจจะสามารถขยายเวลาตามข้อบังคับข้อ 160 ได้ เพื่อประโยชน์ในกระทู้สดครั้งถัดๆไปด้วย

นายโสภณ จึงกล่าวว่าเหมือนท่านมาสอนตน ท่านใช้โอกาสแบบนี้ ถ้าตนไม่ทำตามข้อบังคับ ท่านก็จะบอกว่าตนละเมิดข้อบังคับ ซึ่งไม่เเป็นประโยชน์ ขอให้นั่งลงเพราะไม่มีสาระ ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ประท้วงประธานฯจนเกิดวิวาทะกัน กระทั่งนายโสภณ ตนมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมาชิกจะเอาความรู้สึกมาใช้ในที่ประชุมนี้ไม่ได้ อย่าใช้วิธีแบบนี้ สมาชิกมีหน้าที่เคารพการวินิจฉัย ท่านฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม ท่านประสงค์จะให้ตำรวจมาลากท่านไป ตนก็ไม่อยากให้เกิดภาพพจน์แบบนี้แก่ท่าน และสภาฯแห่งนี้ ดังนั้น ขอให้จบได้แล้ว และขอดำเนินการประชุมต่อ

ปกรณ์วุฒิ, ประธานสภา

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:49 น.

เจเศรษฐ์ ยัน มท.พร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งเผชิญเหตุ-ฟื้นฟู-เยียวยา โวช่วยน้ำท่วมน่าน รัฐเข้าถึงพื้นที่ก่อนใคร


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยที่ประชาชนสูญเสียนอกจากทรัพย์สินหรือที่อยู่อาศรัยแล้ว ใครไม่สามารถที่จะขอความช่วยเหลือในการเอาชีวิตรอด ในหลายพื้นที่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักมักจะเกิดปัญหาต่างๆมากมายจึงทำให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะที่จ.สงขลา และล่าสุดที่จ.น่าน จึงอยากทราบว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไรในการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงแทนรมว.มหาดไทยว่า ในทุกๆภัยพิบัติทางกระทรวงมหาดไทย ได้มีการซักซ้อมแผนรับมือทุกรูปแบบในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการเตรียมพร้อมก็ได้เตรียมอุปกรณ์ในทุกรูปแบบ เพื่อบรรเท่าความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู เยียวยา ซึ่งเรามีการเตรียมพร้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ยืนยันว่าปัจจุบันด้วยองค์ประกอบ และการบูรณาการของภาครัฐ เรามีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทุกๆด้านอย่างแน่นอน

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนการเยียวยาและฟื้นฟู ขอยกตัวอย่างจังหวัดน่าน เรื่องของการแจ้งเตือนเรามีการมอนิเตอร์ จากศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งเรดาร์เครื่องมือในการตรวจวัดในเรื่องอุทกภัยเรามีการเฝ้าระวังมาโดยตลอดและได้ออกหนังสือส่งไปยังจังหวัดว่าให้จังหวัดทำศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เรามีจอเรดาร์ติดตามทุกกลุ่มเมฆฝน แต่อาจจะต้องยกระดับเพิ่มคือการเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากเราอยู่ส่วนกลางเรารู้เรื่องปริมาณน้ำฝนก็จริง แต่ในสภาพของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องอาศัยการโทรไปสอบถามในแต่ละพื้นที่ว่าสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เมื่อพื้นที่ประสานมาว่าจะต้องมีการแจ้งเตือนในระบบ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ก็พร้อมที่จะตอบกลับแต่ละพื้นที่ โดยจะมีเสียงเตือนทางโทรศัพท์ไปยังประชาชน รวมถึงขอแจ้งเตือนภัยในแต่ละชุมชนด้วย

นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า เราพยายามปรับปรุงและพยามหาเครื่องมือวิเคราะห์ในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมโดยมีการของบประมาณไป แต่โดนอนุคณะกรรมาธิการงบประมาณ ในส่วนของการวิเคราะห์การออกเซลล์บอร์ดแคส เพื่อเจาะจงในแต่ละพื้นที่ออกแต่ก็ไม่เป็นไร ตนได้ให้นายอำเภอทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่เพื่อยกระดับในเรื่องของเซลล์บร์อดแคสต์ให้ได้ครอบคลุมสถานการณ์ในทุกๆภัยพิบัติ ซึ่งน้ำท่วมในจ.น่าน ก็เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยเหลือก่อนอาสาสมัคร จึงเชื่อว่าไม่มีใครทำได้เร็วขนาดนี้

มหาดไทย, รัฐสภา, เจเศรษฐ์

ศาลรธน.เดินเผชิญสืบ คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘แสวง’มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28 น.

‘ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’ เดินเผชิญสืบคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ตรวจหลักฐานสถานที่เก็บบัตร สนง.เขตหลักสี่ พร้อม’ผู้ตรวจการแผ่นดิน-กกต.’ ด้าน ‘แสวง’ เผยได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน มั่นใจบาร๋โค้ดลงบนกระดาษ ไม่ขัด รธน.

วันที่ 27 สิงหาคม2569 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาลรัฐธรรมนูญ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วย ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีคู่ความเข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐาน ประกอบด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต., วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับ สนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.

ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเช่นกัน

โดยหลังจากใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเสร็จ นายแสวง เปิดเผยว่า การเผชิญสืบในวันนี้เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราให้การต่อหน้าบัลลังก์ เหมือนกับสิ่งที่เราพูดไปหรือไม่ และคาดว่าศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นจนสิ้นกระแสความ โดยศาลได้เดินดูพร้อมกับที่มีเจ้าหน้าที่อธิบาย ฟังจากที่ท่านพูดก็น่าจะครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังให้โอกาสผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามีประเด็นอะไรที่จะสอบถามผู้ถูกร้องหรือไม่

เมื่อถามว่าก่อนจะถึงวันนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ศาลได้ให้แนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไรอีกหรือไม่ นายแสวงระบุว่า สำหรับทาง กกต. ศาลจะให้ทำคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 11 กันยายนเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตระหนักอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เราทำว่าเพื่ออะไร

เมื่อถามอีกว่าหลังการเดินเผชิญสืบวันนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว

กกต, ศาลรัฐธรรมนูญ, แสวง บุญมี

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

27 ส.ค. 2569 13:19 น.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนักงานสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตแล้ว 2 ราย หลังเกิดการระบาดของโรคไข้มาลาเรียในพนักงานรวม 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากยุงพาหะที่ติดมากับเครื่องบินจากต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขประจำเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ร่วมกับ ฟราพอร์ท (Fraport) ผู้บริหารท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเหตุการณ์การเสียชีวิตของพนักงานสนามบิน 2 ราย จากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ติดเชื้อในหมู่พนักงานชายรวม 6 ราย จากหลากหลายแผนกที่ล้มป่วยลงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรียก็ตาม

ทางการเยอรมนีรายงานว่า การระบาดครั้งนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยพนักงาน 4 รายแรกเริ่มแสดงอาการป่วยระหว่างวันที่ 4–6 กรกฎาคม ซึ่งจากการสอบสวนโรคของสถาบันโรแบร์ท โคค (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมโรคของเยอรมนี ชี้ว่ายุงพาหะสายพันธุ์ Anopheles น่าจะติดมากับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และบินเข้ามาเพ่นพ่านภายในสนามบินจนก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ

เหตุการณ์เสียชีวิตรายแรกเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตแน่ชัด ก่อนที่พนักงานรายที่สองจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่พนักงานอีก 4 รายที่เหลืออาการดีขึ้นและอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

โดยปกติแล้ว โรคมาลาเรียมักแพร่ระบาดในประเทศแถบร้อน และกรณีที่พบในเยอรมนีเกือบทั้งหมดมักเป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แต่กรณี “ไข้มาลาเรียสนามบิน” จะเกิดขึ้นเมื่อยุงพาหะแอบติดมากับเครื่องบินหรือสัมภาระ แล้วไปกัดคนบนเครื่องบิน ในพื้นที่สนามบิน หรือบริเวณโดยรอบ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเคสล่าสุดที่เคียบพบในลักษณะนี้ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ต้องย้อนไปถึงปี 2023

สถาบัน RKI ระบุว่า ข้อเสียเปรียบของเคสลักษณะนี้คือ “การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า” เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้แพทย์หรือตัวผู้ป่วยเองอาจละเลยและไม่ทันระวังตัว ส่งผลให้อาการโรครุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต

ด้านนายปีเตอร์ ทินเนอมานน์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเพื่อคลายความกังวลของประชาชน โดยระบุว่า “ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตถือว่าต่ำมากๆ เพราะโรคมาลาเรียแพร่เชื้อผ่านการกัดของยุงเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และยุงต้นเหตุตัวดังกล่าวน่าจะตายไปแล้ว”

ในขณะนี้ ทางสนามบินได้ทำการติดตั้งกับดักยุงทั่วบริเวณ และส่งยุงที่ดักจับได้ไปวิเคราะห์พันธุกรรมที่สถาบันเวชศาสตร์ตรอกเทศ ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เพื่อระบุสายพันธุ์และถิ่นกำเนิดที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ทางบริษัทฟราพอร์ทยังได้ออกประกาศเตือนให้พนักงานทุกคนหมั่นสังเกตอาการ และหากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดให้รีบไปพบแพทย์ในทันที.

ที่มา BBC / Deutsche Welle

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

27 ส.ค. 2569 12:32 น.

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุมวลน้ำและโคลนถล่มรุนแรงจากฝั่งเนปาลลงสู่พื้นที่ด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายพื้นที่ของจีน ทั้งกรุงปักกิ่ง นครเฉิงตู และนครฉงชิ่ง ถูกส่งเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการเขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ซีจ้าง ประกาศใช้มาตรการรับมือและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในระดับสูงสุด

หน่วยจัดการเหตุฉุกเฉินของซีจ้างส่งเจ้าหน้าที่ 792 นาย พร้อมยานพาหนะ 152 คัน ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยส่งเจ้าหน้าที่อีก 431 นาย พร้อมรถ 72 คัน รวมถึงสุนัขค้นหา เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็ว เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากโคลนและเศษวัสดุ

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังระดมอุปกรณ์และสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ซึ่งเส้นทางสัญจรไปยังด่านจี๋หลงถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าและการสื่อสารได้รับความเสียหาย โดยสิ่งของที่ส่งเข้าไปแล้วประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้าย 8,000 ตัว เต็นท์ 2,000 หลัง ผ้าห่ม 3,000 ผืน และเสื่อกันความชื้น 5,000 ผืน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าชุดแรกเดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารที่ได้รับผลกระทบ

ด้านรัฐบาลกลางจีนเร่งสนับสนุนงบประมาณสำหรับภารกิจกู้ภัยและการฟื้นฟู โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินจัดสรรเงิน 120 ล้านหยวน หรือราว 585 ล้านบาท สำหรับภารกิจกู้ภัยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ในซีจ้าง

ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 100 ล้านหยวน หรือราว 488 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูฉุกเฉินและการก่อสร้างภายหลังภัยพิบัติ

เมื่อรวมสองส่วนดังกล่าว จีนจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางแล้วอย่างน้อย 220 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

ด้าน China Anneng รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและกู้ภัยของจีน ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยชุดแรก 200 นาย พร้อมอุปกรณ์เฉพาะทาง ทั้งโดรนอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติ และเครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ เข้าสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนได้ยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาเป็น ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ พร้อมส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำด้านการกู้ภัยและเฝ้าระวังภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

โดยสถานการณ์ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาในพื้นที่คาดการณ์ว่า อำเภอจี๋หลงจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องตามมา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำสั่งอพยพของทางการ.

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี "Palestine Action" เป็นองค์กรก่อการร้าย

27 ส.ค. 2569 12:17 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรและขึ้นบัญชี “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์จากอังกฤษเป็น “กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ” กล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งโต้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตและเป็นการประท้วงต่อต้านการทำสงคราม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประกาศกำหนดให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของกลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความดูแลของพลเมืองชาวอเมริกันจะถูกอายัดทันที รวมถึงห้ามไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลของสหรัฐฯ ทำธุรกรรมใดๆ ร่วมกับกลุ่มนี้

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลงโทษระลอกใหม่ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเป้าจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงซ้ายจัดทั่วโลก พร้อมส่งคำเตือนว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินจนกว่ากลุ่มเหล่านี้จะถูกกำจัดหมดสิ้น เนื่องจาก “การก่อการร้ายทางการเมืองไม่มีที่ยืนในสังคม”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหากลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ว่าให้การสนับสนุนการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้ายหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 เช่นการบุกรุกและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศและฐานทัพทหารอังกฤษ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การทำร้ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอังกฤษจนได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนการข่มขู่ภาคธุรกิจและบีบบังคับรัฐบาลอังกฤษ

ด้าน ฮูดา อัมโมรี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งมีเชื้อสายปาเลสไตน์และอิรัก ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้มาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า การที่ประเทศที่เคยทำลายล้างบ้านเกิดของเธอทั้งสองแห่งมาเรียกเธอว่า “ผู้ก่อการร้าย” ถือเป็นพฤติกรรมที่ย้อนย้อนและเสแสร้งอย่างที่สุด พร้อมย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ผ่านมามีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องชีวิตมนุษย์” ด้วยการขัดขวางกลไกสงครามของอิสราเอล

อัมโมรียังเตือนด้วยว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินตามรอยรัฐบาลอังกฤษในการประกาศให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นกลุ่มก่อการร้าย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ต่อผู้ที่รักในเสรีภาพการแสดงออกและระเบียบประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลอำนาจนิยมทั่วโลกใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแบบตรง ที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานผลิตและบริษัทคู่ค้าที่เชื่อมโยงกับ “Elbit Systems” บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของอิสราเอลในสหราชอาณาจักร รวมถึงเคยตกเป็นข่าวฮือฮาจากการบุกรุกและพ่นสีประท้วงใส่สนามกอล์ฟ Turnberry ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสกอตแลนด์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศให้กลุ่มนี้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษที่มีการใช้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้กับกลุ่มประท้วงที่เน้นการทำลายทรัพย์สิน ส่งผลให้มีผู้ร่วมชุมนุมในอังกฤษถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,000 คน และมีสมาชิกกลุ่มบางรายถูกตัดสินจำคุกจากคดีบุกรุกสถานที่ความมั่นคงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยังคงอยู่ระหว่างการยื่นสู้คดีในชั้นศาลฎีกาสหราชอาณาจักร เพื่อเพิกถอนคำสั่งห้ามดังกล่าว.

ที่มา BBC / Guardian

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

27 ส.ค. 2569 12:07 น.

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้หากเกิดเหตุน้ำและโคลนทะลักหลากจากหุบเขาเข้าท่วม แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนกวาดอาคาร รถยนต์ และผู้คนไปในพริบตา ต่อให้พยายามวิ่งหนีก็ไม่สามารถหนีได้ทัน

เหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน กลายเป็นภาพสะเทือนใจ หลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปในพริบตา จนเกิดการตั้งคำถามว่า หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุจะมีหนทางรอดได้อย่างไร และ จะสามารถวิ่งหนีได้ทันหรือไม่?

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโออธิบายว่า เมื่อมองเห็นกระแสโคลนกำลังพุ่งเข้ามา อาจเหลือเวลาไม่มากพอที่จะวิ่งหนีได้

โดยเขาระบุว่าการวิ่งหนีอาจไม่ช่วย เช่นเดียวกับการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ เพราะมวลน้ำที่ผสมกับโคลนและเศษซากสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และมีแรงมหาศาล เปรียบได้กับคอนกรีตเหลว นั่นหมายความว่า การที่เราอยู่บนถนนแล้วพยายามวิ่งหนีไปตามแนวราบ หรือขับรถฝ่ากระแสน้ำ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

ทางรอดคือ “ขึ้นที่สูง”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากเกิดน้ำหลากจากดินถล่มหรือกระแสโคลนอย่างฉับพลัน สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบออกจากแนวทางน้ำและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่สูง

ชารีฟประเมินว่า พื้นที่ปลอดภัยควรสูงขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 6 เมตร หากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หลักสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วกว่ากระแสน้ำ แต่คือการ เปลี่ยนระดับความสูงให้เร็วที่สุด โดยออกจากพื้นที่ต่ำ หุบเขา และบริเวณใกล้ทางน้ำ

อย่ารอจนเห็นกำแพงโคลน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ภัยพิบัติประเภทนี้มีอันตรายอย่างมาก ตรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีฝนตกหนักนำหน้าเพื่อเตือนภัยเสมอไป

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เสี่ยง หากทางการออกคำเตือนเรื่องดินถล่ม น้ำป่า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ไม่ควรรอจนเห็นกระแสน้ำหรือโคลนด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อเห็นมวลโคลนพุ่งเข้ามา อาจหมายความว่า ระยะเวลาสำหรับการหลบหนีเหลือน้อยมากแล้ว

ระยะยาวต้องพัฒนาระบบเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์มองว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดการสูญเสียในอนาคต คือการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตามแม่น้ำและลำธารในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่

ชารีฟประเมินว่าระบบดังกล่าวอาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง

ขณะที่นักวิจัยเตือนว่า พื้นที่ภูเขาและหุบเขาแคบมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะหากดินถล่มหรือหิมะและน้ำแข็งถล่มลงไปปิดแม่น้ำ น้ำสามารถสะสมอย่างรวดเร็ว ก่อนทะลักลงมาเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง

พร้อมเตือนข้อควรจำง่ายๆ หากเจอน้ำหลาก-โคลนถล่ม “อย่ารอ — อย่าวิ่งแข่งกับน้ำ — อย่าขับรถฝ่ากระแส — ให้ขึ้นที่สูง” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ภูเขา ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า เพราะสำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การตัดสินใจก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตาย.

ที่มา : AFP

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

ไขปริศนา "กำแพงโคลน" ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

27 ส.ค. 2569 11:36 น.

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

นักวิทย์เร่งหาคำตอบ อะไรเป็นต้นเหตุของน้ำหลากครั้งรุนแรงพุ่งลงมาตามหุบเขาบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ราย และหลายร้อยคนยังสูญหาย

หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน หลังคลิปภาพจำนวนมากเผยให้เห็นมวลโคลนและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลถล่ม ซัดอาคารสูงหลายชั้น ก่อนกวาดรถยนต์และรถโดยสารไปกับกระแสน้ำอย่างรุนแรง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว

โดยในช่วงแรกมีรายงานว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่มลงมาปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนที่น้ำจะสะสมและทะลักลงพื้นที่ด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า การวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเพิ่มเติมพบว่า พลังงานที่ตรวจจับได้อาจเกิดจาก ดินถล่ม มากกว่าแผ่นดินไหว

ขณะที่ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเมินเบื้องต้นว่าอาจเกิด หินและน้ำแข็งถล่ม ในฝั่งเนปาล ส่งผลให้แม่น้ำ Lhende ถูกปิดกั้น

เมื่อเส้นทางน้ำถูกปิด น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง ก่อนทะลักลงมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นกระแสน้ำที่พัดพาโคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลลงมาตามหุบเขา

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ ก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีฝนตกหนักอย่างที่มักพบในเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโอระบุว่า การไม่มีฝนตกหนักก่อนหน้าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ และทำให้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกสามารถตรวจจับเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ยาก

โดโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังกฤษอธิบายว่า ในพื้นที่ภูเขา แม่น้ำมักมีลักษณะแคบ เมื่อเกิดหิมะถล่มหรือดินถล่มลงไปปิดทางน้ำ น้ำจะสะสมอย่างรวดเร็ว และเมื่อสิ่งกีดขวางแตกออก น้ำจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภัยพิบัติประเภทนี้จึงแตกต่างจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักทั่วไป และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสัญญาณเตือนจากฝนในระดับที่ผิดปกติ

เตือนอาจเกิดน้ำหลากระลอกสอง

นักวิทยาศาสตร์ยังแสดงความกังวลว่าอาจเกิดน้ำหลากในลักษณะนีัเพิ่มเติม หากบริเวณต้นน้ำยังมีสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นแม่น้ำอยู่

ฉางกง จาง หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ ICIMOD เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ ขณะที่ทีมวิทยาศาสตร์ยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณต้นน้ำอย่างใกล้ชิด

Climate Change เกี่ยวข้องหรือไม่?

แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ แต่ภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ

หนึ่งในนั้นคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งถอยร่น และชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost ลดลง ซึ่งล้วนสามารถเพิ่มความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขาและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มหรือการพังทลายของมวลน้ำแข็งได้

เนปาลยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อ Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งเกิดจากมวลน้ำมหาศาลที่สะสมอยู่บริเวณทะเลสาบจากการละลายของธารน้ำแข็ง ก่อนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การจะสรุปว่าภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์เหตุการณ์โดยเฉพาะก่อน เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตจึงยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภูมิประเทศที่ลาดชันและหุบเขาแคบของเทือกเขาหิมาลัย สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ดินถล่มเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นมหันตภัยน้ำโคลนที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

27 ส.ค. 2569 11:33 น.

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกรัฐมนตรี “อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ” ของมาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายต่อต้านการทุจริต ฐานไม่แจ้งทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งเงินสด 10 สกุลรวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,300 ล้านบาท  ทองคำแท่ง และเงินแท่ง หากศาลตัดสินว่าผิดจริงอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี เจ้าตัวยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในศาล

นายอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วัย 66 ปี ได้เดินทางไปยังศาลเซสชันส์ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อรับฟังข้อกล่าวหาตามมาตรา 36(2) ของกฎหมายคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ในความผิดฐานจงใจไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินตามหนังสือแจ้งเตือนของเจ้าหน้าที่ โดยนายอิสมาอิล ซาบรี ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในชั้นศาล

สืบเนื่องจากการสอบสวนคดีฟอกเงินและคอร์รัปชัน คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตฯ  ได้มีหนังสือแจ้งเตือนลงวันที่ 7 มกราคม 2025 เพื่อให้นายอิสมาอิล ซาบรี ยื่นบัญชีทรัพย์สินภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่นายอิสมาอิล ซาบรี กลับส่งมอบเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025

สำหรับรายการทรัพย์สินที่ถูกระบุว่าซุกซ่อนและไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ประกอบด้วยเงินสดหลายสกุล ได้แก่ เงินริงกิตมาเลเซีย 14.77 ล้านริงกิต, เงินดอลลาร์สิงคโปร์ 6.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์, เงินดอลลาร์สหรัฐ 1.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินฟรังก์สวิส 3 ล้านฟรังก์สวิส, เงินยูโร 12.16 ล้านยูโร, เงินเยนญี่ปุ่น 363 ล้านเยน, เงินปอนด์สเตอร์ลิง 50,250 ปอนด์, เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ 44,600 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เงินดิรแฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 34.75 ล้านดิรแฮมและเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย 352,850 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

นอกจากนั้น ยังมีทองคำแท่ง Suisse Fine 5 แท่ง (รวมน้ำหนัก 5 กิโลกรัม), แท่งเงิน Suisse Fine 1 แท่ง (น้ำหนัก 100 กรัม) และเหรียญทองคำ 999 (น้ำหนัก 5 กรัม)

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ MACC ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็น “เซฟเฮาส์” และยึดเงินสดมูลค่า 170 ล้านริงกิต รวมถึงทองคำแท่งหนัก 16 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7 ล้านริงกิต เพชรพลอย และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมทั้งจับกุมอดีตผู้ช่วยคนสนิทของนายอิสมาอิล ซาบรี อีก 4 ราย ซึ่งคดีดังกล่าวยังเกี่ยวพันกับการตรวจสอบงบประมาณประชาสัมพันธ์รัฐบาลในแคมเปญ “Keluarga Malaysia” มูลค่ากว่า 700 ล้านริงกิต ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักประกันเงินสด 300,000 ริงกิต (ประมาณ 2.44 ล้านบาท) และนัดตรวจพยานหลักฐานนัดต่อไปในวันที่ 29 กันยายน หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายอิสมาอิล ซาบรี อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 8.14 แสนบาท)

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 27 สิงหาคม เนื่องจากนายอิสมาอิล ซาบรี เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะระหว่างการสอบปากคำ จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่สถาบันหัวใจแห่งชาติมาเลเซีย

นายอิสมาอิล ซาบรี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 ถึงพฤศจิกายน 2022 รวมระยะเวลาเพียง 15 เดือน ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย และนับเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศที่ถูกดำเนินคดีอาญาตามรอย นายนาจิบ ราซัค และนายมูห์ยิดดิน ยัสซิน.

ที่มา CNA / Reuters / Associated Press