เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

8 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮา เมื่อ นางเอกสาวมากฝีมือ “นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี” ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดในลุคสาวเกาหลีสุดละมุน จนแฟนๆ ต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โดยในภาพ นุ่น วรนุช มาในชุดฮันบกโทนสีเหลืองอ่อนตัดกับสีฟ้าพาสเทล ดูอ่อนหวานและสง่างาม งานนี้หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นุ่น วรนุช ยังคงรักษาความสวยเป๊ะได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในลุคไหนก็เอาอยู่ แถมชุดฮันบกเซ็ตนี้ยังยิ่งทำให้เจ้าตัวดูราวกับนางเอกซีรีส์ย้อนยุคเลยทีเดียว

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

8 พฤษภาคม 2569 เป็นว่าที่คุณแม่ลูกสองที่ทั้งสวย ทั้งแกร่ง และยังคงความสดใสไม่เปลี่ยน สำหรับ “แพท ณปภา” ที่ล่าสุดควงสามี “พี ชานนท์” พร้อมลูกชายสุดรัก “น้องเรซซิ่ง” ไปพักผ่อนรับลมทะเลแบบพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น

แม้ตอนนี้สาวแพทจะกำลังตั้งครรภ์ลูกสาว “น้องเซญ่า” ได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว แต่เจ้าตัวยังคงความสดใสและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แถมทริปนี้ยังทำโซเชียลร้อนฉ่า เมื่อคุณแม่คนสวยหยิบชุดบิกินีตัวจิ๋วมาใส่อวดท้องน้อยสุดน่ารัก พร้อมโพสท่าถ่ายภาพริมทะเลแบบสับๆ จนแฟนคลับเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันรัวๆ

ภาพจาก : @pat_napapa

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

8 พฤษภาคม 2569 เป็นประเด็นที่หลายคนสนใจ หลังพระเอกหนุ่ม “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์กับคุณแม่ “หมู พิมพ์ผกา” โดยยอมรับว่าไม่ได้ติดต่อกันมาสักระยะ พร้อมบอกว่า ขอใช้ชีวิตของตัวเอง และจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ล่าสุด “โก้ ธีรศักดิ์” เพื่อนสนิทของ แม่หมู พิมพ์ผกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความให้กำลังใจผ่านโซเชียล โดยได้เขียนข้อความสุดซึ้งว่า “เธอเป็นคนโคตรอึด ถึก ทน @pimpaka จะ พิมพ์ผกา ภรณ์ผกา ในฐานะที่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันร่วม 30 ปีในวงการบันเทิง อยู่ตั้งแต่วันที่เธอเหนื่อยมากๆ หาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต วันที่เธอสำเร็จมากๆทางธุรกิจ วันที่เธอยอมทิ้งธุรกิจของตัวเองเพื่อหันไปดูแลลูกเพียงอย่างเดียว จนบางครั้งเรียกได้ว่ายอมทิ้งเพื่อนๆ ทิ้งสังคม ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อต้องการให้คนที่เธอรักที่สุดประสบความสำเร็จ

วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ด้วยหัวอกของคนเป็นแม่ วิถีกระสุนที่เธอวิ่งหลบรอดมาจากในอดีต มันไม่มีใครรู้หรอก เพราะมันเหนื่อย แล้วมันเจ็บแค่ไหน กว่าจะมาเป็นพี่หมู พิมพ์ผกาในวันนี้

ถ้าอยู่เขาใหญ่แล้วมันเหงา…ก็กลับมาหาเราที่กรุงเทพฯได้นะเพื่อน love you”
 

โดยมีแฟนคลับและชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ แม่หมู พิมพ์ผกา กันอย่างต่อเนื่อง

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

8 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตา หลังพระเอกหนุ่ม “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์กับคุณแม่ “หมู พิมพ์ผกา” พร้อมประกาศชัดว่าจะขอพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย และอยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของตนเอง

โดย นาย ณภัทร เปิดเผยว่า “ผมจะขออนุญาตตอบเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผมเป็นคนตรงไปตรงมาชัดเจน ถ้าวันนี้ผมชี้แจงแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ไม่เป็นไร ตั้งแต่งานแถลงข่าวใหญ่รอบที่แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างใช้ชีวิต อยากให้ทุกคนเคารพตรงนี้ ตัวผมเองตอนนี้อายุ 30 แล้ว ผมก็อยากมีความสุข ผมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

ผมเชื่อว่าเส้นทางที่ทุกคนเห็นคือสิ่งที่ผมเลือก คือผมให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต จะเรียกว่าตัดขาดกันเลย สภาพจิตใจตอนนี้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พอมีคนมาถามก็รู้สึกว่าไม่ได้มีเรื่องไหนที่รบกวนใจ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจ อยากจะขอความร่วมมือทุกคน มันเป็นเรื่องกระทบจิตใจ อยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของผม วันนี้ก็อยากให้ทุกคนให้ความร่วมมือที่เคารพการตัดสินใจของผม ไม่มีใครช่วยในเรื่องการตัดสินใจ ส่วนการฮีลใจตัวเองก็กินอย่างเดียว

วันนี้ผมเฮลตี้แล้ว เลยพร้อมที่จะมาพูดเรื่องนี้ และจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ขอให้รับรู้และให้มันจบ  ความเป็นห่วงเป็นใยก็ไม่ขอชี้แจง ไม่กลัวดราม่าเพราะผมไม่ชอบโกหก อยากพูดออกมาให้ชัดเจน ผมเชื่อว่าผมทำดีที่สุดแล้วในภาพของผม ผมทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ขอความร่วมมือทุกคน ถ้าเจอผมฝากเป็นกำลังใจให้และเขาไม่พูดเรื่องนี้ การตัดสินใจของผมเป็นเรื่องที่เด็ดขาด ชีวิตเป็นของผม ชีวิตของผมต่างคนต่างใช้ชีวิต”

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน

8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทาง การศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่าโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน  สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

กสม.เห็นว่าสิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้  รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ.พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

กสม.โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

8 พ.ค. 2569 18:23 น.

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก คาดสายพันธุ์ Andes virus พบในอเมริกาใต้ อาจแพร่จากคนสู่คน จุดเริ่มต้นสามีภรรยาชาวดัตช์ เสียชีวิต มีประวัติท่องเที่ยว ในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ แม้ไทยยังไม่มีการระบาด แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย

ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ(Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

ไวรัสฮันตาคืออะไร "กรมควบคุมโรค" เผยที่มาโรค - วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

8 พ.ค. 2569 14:15 น.

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

“ไวรัสฮันตาคืออะไร” โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีพาหะหลักคือ “สัตว์ฟันแทะ” กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันที่เหมาะสม ย้ำประเทศไทยพบติดเชื้อในระดับต่ำ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) 

ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร

4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

“แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ด่วน! ภูเขาไฟ "ดุโกโน" อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

8 พ.ค. 2569 14:05 น.

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

เกิดเหตุสลดหลังภูเขาไฟ “ดุโกโน” ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ปะทุรุนแรงเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักเดินป่าเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และยังสูญหายอีก 10 คน

ตำรวจจังหวัดนอร์ทฮาลมาเฮรา ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวต่างชาติ 2 คน และชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเตอีก 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานนักเดินป่าสูญหายมากถึง 20 คน ในจำนวนนี้ 9 คนเป็นชาวสิงคโปร์

ด้านสื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 2 รายอาจเป็นชาวสิงคโปร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันสัญชาติอย่างเป็นทางการ

ภูเขาไฟดุโกโน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดมาลูกูเหนือ ปะทุเมื่อเวลา 07.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ากว่า 10 กิโลเมตร พร้อมเสียงระเบิดดังสนั่น

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า กลุ่มควันเถ้าถ่านอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจกระทบต่อการเดินทางในพื้นที่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเที่ยวบินได้รับผลกระทบ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระดมกำลังกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยค้นหาหลายสิบชีวิต เร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางสภาพพื้นที่อันตราย ขณะที่ระดับเตือนภัยของภูเขาไฟอยู่ในระดับ 3 จาก 4 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่รอบปล่องภูเขาไฟถูกสั่งปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าใกล้มาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน หลังตรวจพบกิจกรรมภูเขาไฟเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีนักเดินป่าลักลอบเข้าไปในพื้นที่

ภูเขาไฟดุโกโนถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอินโดนีเซีย โดยเกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1933 และมักพ่นเถ้าถ่านกับก๊าซซัลเฟอร์ออกมาเป็นระยะ

เส้นทางเดินป่าไปยังภูเขาไฟแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากและอันตราย นักท่องเที่ยวต้องเดินทางทั้งเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ ก่อนเดินเท้าผ่านป่าทึบเข้าสู่พื้นที่เถ้าถ่านและกำมะถันรอบปล่องภูเขาไฟ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายต่างเฝ้ารอข่าวอย่างมีความหวัง ท่ามกลางภารกิจค้นหาที่ยังดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

8 พ.ค. 2569 11:53 น.

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายเป็นรายแรกของปี 2026 ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนการเสียชีวิตอีก 2 ราย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีของหมีเช่นกัน หวั่นปัญหาหมีบุกพื้นที่ชุมชนลุกลาม

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นหญิงวัย 55 ปี ในจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังตรวจสอบการเสียชีวิตอีก 2 กรณี หนึ่งในนั้นคือการเสียชีวิตของคุมากาอิ ชิโยโกะ วัย 69 ปี ซึ่งหายตัวไปหลังเข้าไปเก็บพืชป่าบนภูเขาในจังหวัดอิวาเตะ ก่อนจะพบศพมีบาดแผลบริเวณใบหน้าและศีรษะ คล้ายถูกสัตว์ป่าตะปบด้วยกรงเล็บ ในพื้นที่อิวาเตะเมื่อวันพฤหัสบดี ส่วนอีกรายพบในป่าจังหวัดยามากาตะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทางการท้องถิ่นเตรียมส่งพรานออกลาดตระเวนพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังหมีเพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีถึง 216 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนที่มีผู้บาดเจ็บ 82 คน และเสียชีวิต 3 ราย

เฉพาะปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากหมีโจมตีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 คน

นักวิทยาศาสตร์มองว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ในชนบทลดลง ทำให้พื้นที่ป่าและชุมชนเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลผลิตลูกโอ๊ก ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมี ลดลงในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หมีจำนวนมากออกจากป่าเพื่อหาอาหารใกล้ชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องส่งกำลังทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยจับและควบคุมหมี โดยในแต่ละปีมีหมีหลายพันตัวถูกกำจัด

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหมีสีน้ำตาลอาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 30 ปี เป็นมากกว่า 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงเกาะฮอนชู ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอิวาเตะและยามากาตะ

เมื่อปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มหมี เข้าไปในรายชื่อสัตว์ที่ต้องควบคุมประชากร ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ หลังที่ผ่านมาเคยให้การคุ้มครองจนจำนวนหมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก.

ที่มา : channelnewsasia

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

8 พ.ค. 2569 11:26 น.

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

แพทย์ที่มาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius บอกเล่าประสบการณ์ และการควบคุมการระบาดบนเรือ หลังต้องกลายมาเป็นแพทย์จำเป็นดูแลผู้ป่วยแทนแพทย์ประจำเรือที่ล้มป่วย เนื่องจากการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือ

สตีเฟน คอร์นเฟลด์ แพทย์ที่เดินทางมาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius กลับต้องกลายเป็น “หมอจำเป็น” หลังแพทย์ประจำเรือล้มป่วยระหว่างเกิดการระบาด

คอร์นเฟลด์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ช่วงแรกมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน แต่ภายในเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นหมอประจำเรือโดยไม่ทันตั้งตัว

แพทย์รายนี้ใช้เวลา 5 สัปดาห์บนเรือ และช่วยดูแลผู้โดยสารท่ามกลางความตึงเครียดจากการกักตัวและความหวาดกลัวเรื่องการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่แทบไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหลายคนถูกแยกกักตัวมานานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้เชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่มีโอกาสปลอดภัยและสามารถลงจากเรือได้ในเร็ว ๆ นี้

ขณะนี้ยังมีผู้โดยสารและลูกเรือ 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเดินทางถึงหมู่เกาะคานารีของสเปนในวันอาทิตย์นี้

การระบาดบนเรือสำราญครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศคล้ายกับช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โดยสารบางส่วนเดินทางแยกย้ายไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการติดเชื้อ

WHO ยืนยันว่า แม้สถานการณ์ยังต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการแพร่ระบาดจะขยายวงกว้างในระดับเดียวกับโควิด พร้อมเดินหน้าประสานหลายประเทศเพื่อติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่อไป.

ที่มา : CNN