คุณแหน : 29 เมษายน 2569

คุณแหน : 29 เมษายน 2569

คุณแหน : 29 เมษายน 2569

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 6 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. ณ ชั้น 9 ตึกกัลยาณิวัฒนา รพ.สงฆ์..
  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี, พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ เยี่ยมชมกระบวนการผลิตยาสมุนไพรไทย ของ บจ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย โดยมี ภญ.สิวินีย์ วัฒธรรม ผอ. บจ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ให้การต้อนรับ..
  • อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตัดลูกด้วยใจ เพื่อคุณภาพทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” คาดปีนี้ ผลผลิตทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษพุ่งกว่า 2.5 หมื่นตัน เน้นมาตรฐาน GI สร้างมูลค่าเพิ่ม..
  • มิตรสหายชาว Digital CEO#3 ร่วมยินดีกับ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก..
  • ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, อนุวัตร เฉลิมไชย, ไพบูลย์ สำราญภูติ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย, ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ, วิไลวรรณ กาญจนกันติ, สมพร มาอุทธรณ์, ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล, จินตนา อุดมทรัพย์, ชนิต สุวรรณพรินทร์, มณฑิรา ลิมปนารมณ์, ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย, ศักดิ์ชัย เรืองกิตติกุล, นิรุตติ ศุขโรจน์  ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของ สมาคมการตลาดฯ ประจำปี 2569 และร่วมยินดีกับ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ได้เลือกตั้งเป็น นายกสมาคมการตลาดฯ คนใหม่..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#7 ยินดีกับ ชัยวัฒน์ พู่พิสุทธิ์ ที่ บจ. เพอเซ็ปทรา ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025  สาขา Digital Startup of the Year..
  • ชาว BRAIN#2 ร่วมยินดีกับ ดร.สมชาย อัศวเศรณี ที่ได้เป็น ที่ปรึกษานายก สภาทนายความ..
  • วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พาครอบครัวหลบลมร้อนที่ กทม. ไปบ้านที่ภูเก็ต และได้พาน้องไพร์ม หลานวัย 4 ขวบไปเที่ยวเกาะยาวน้อย 3 คืน โดยพักที่รีสอร์ทหรูเปิดใหม่ Amber Yao Noi มีหาดส่วนตัว วิวสวย อากาศดี จนหลานชายชวนคุณย่าเพ็ญให้อยู่ต่ออีก 6 วันเถอะ..
  • ยินดีกับ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) ที่ ดช.อิทธิพัทธ์ สระทองฮัก ป.3/2 ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในหมวด “Challenges by Codementum” Group Level : Code Starters (Grades 1-2-3) จากการแข่งขันเขียนโปรแกรมระดับนานาชาติ 5th International Coding Olympiad 2026 รอบ Final ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 72 ประเทศทั่วโลก จัดโดย Main Team Organization , Based in Germany and the United States..
  • นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รอง ผอ.ด้านการแพทย์ รพ.ราชวิถี ไปพูดคุยในรายการ คุยกับหมอ เรื่อง อาคารต้นแบบในการป้องกันและรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินทุกรูปแบบอย่างบูรณาการ รับชมได้ที่ https://youtu.be/KV5sucxv0PE?si=3IpFV8i7muSJd0Gt..
  • พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย(AFNC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ ww.antifakenewscenter.com , Line ID: @antifakenewscenter , Facebook : Anti-Fake News Center Thailand..
  • แฟนๆชาวไทยเตรียมกรี๊ด เฉินซิงซวี่ มาไทย เพื่อร่วมงาน Grand opening ของแบรนด์ Chow Tai Fook ณ สยามพารากอน 30 เม.ย. 17.30-20.00 น..

น้องใหม่

LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ปัจจุบันไทยเผชิญกับวิกฤต “โลกเปราะบาง” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่าย นักการตลาดไทยจึงต้องปรับตัวด้วยสติ ความร่วมมือ และกลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืน การตลาดในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล

ล่าสุด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พร้อมเปิดวงเสวนาหัวข้อพิเศษ “Welcome to Marketing 7.0”  โดยมี ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด และ สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายการตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมถอดรหัสทิศทางการตลาดโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบการเข้าใจทิศทางและแนวโน้มสำคัญที่จะพลิกโฉมกลยุทธ์ทางธุรกิจในอนาคต ที่องค์กรต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

การตลาดย้อนแย้ง…อยู่ยาก

การปรับตัวที่จะต้องอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นนักการตลาดต้องเข้าใจและเปิดใจ ตัวอย่างแห่งความย้อนแย้ง : การทำโฆษณาไม่จำเป็นต้องจ้างคนทำ แต่ในมุมผู้บริโภคมองว่าใช้งบน้อย และไม่ให้ความเคารพศิลปิน ในขณะเดียวกัน AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) สามารถสร้างเพลงให้ขึ้นการจัดอันดับได้ หรือปรับภาพให้มีความสวยมากขึ้นในเวลาไม่นาน ในขณะเดียวกันนักการตลาดต้องคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไร

  • ปัจจุบันพบว่ากว่า 30% ใช้ AI ช่วย Shopping แล้วผู้บริโภคจะรู้จักแบรนด์ได้อย่างไร โดยทาง Google ทำให้ Ai ไปเชื่อมต่อกับช็อปปิ้งได้และช่วยตัดสินใจแทนคน
  • แบรนด์จะสร้างตัวตนอย่างไรให้ AI แนะนำลูกค้า และจะหลีกเลี่ยง Bias จากผลวิจัยพบว่า AI จะแนะนำกลยุทธ์ที่คล้ายกัน ดังนั้นนักการตลาดต้องระวัง เพราะ Ai ชอบใช้คำที่ดูดีมาใช้จนเกินควร
  • ระหว่าง Marketing Performance กับ Brand Building ผ่านการอธิบายด้วย Product Life Cycle ในวันที่การตัดสินใจช้าจะทำให้รู้สึกถึงความเสี่ยงว่าไม่เท่าทัน เทคโนโลยีช่วยให้ทำให้ไวและ Scale ได้ใหญ่มากขึ้น การออกสินค้าใหม่ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เป็นปี แต่หากสังเกตปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายจะพบว่าไม่มีความจดจำหรือสัมพันธ์กับแบรนด์ เพราะวงจรผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว ดังนั้น Brand Building ต้องทำงานร่วมกับ Performance Marketing

ปัจจุบันผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น นักการตลาดมีวิธีทำคอนเทนต์อย่างไรให้เข้าถึงได้ โดยทำให้เกิด 1. การสร้างความน่าสนใจ (Attention) 2.การสร้างจุดเชื่อมโยงทางสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Connection) 3. การใช้รางวัลหรือคุณค่าที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ (Reward Motivation)

ก่อนจะเข้าสู่ Marketing 7.0

นักการตลาดต้องรู้จักแนวคิดการตลาดยุคต่างๆ เริ่มจาก การตลาดยุค 1.0 มองการตลาดเน้นพื้นฐานของสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ การตลาดยุค 2.0 เน้นที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และทำ Segmentation ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ผ่าน Insight การตลาดยุค 3.0 เข้าใจลูกค้าแบบองค์รวม แห่งการเปลี่ยนแปลง (Mind, Heart, Spirit) มองภาพรวมสังคมและความยั่งยืน นับเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีย์การตลาด การตลาดยุค 4.0 ผู้บริโภคส่งต่อและเป็นสื่อด้วยตนเองผ่าน Digital Marketing การตลาดยุค 5.0 Ai และ Big Data ที่ทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี การตลาดยุค 6.0 ยุคการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของการผสมผสานทั้งโลกจริงและโลกเสมือน เป็นการต่อยอดจาก 5.0 ล่าสุดเป็น การตลาดยุค 7.0 Augmented Human การตลาดไม่ได้เป็นแค่ยุคที่ถูกแบ่งออก แต่มีความเชื่อมโยง ให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น รวมทั้งด้าน Cognitive Technology ที่จะเข้าใจแบบลึกซึ้งผ่านกระบวนการทางสมอง ด้วยการสร้างอิทธิพลทางด้านจิตใจ สิ่งที่นักการตลาดต้องทำคือ การกระตุ้นสมองด้าน Social Brain ให้เกิดการกระทำ และควรมี Reward เพื่อมาจูงใจในการกระทำนั้นๆ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาถูกทาง

นักการตลาดต้องย้อนกลับไปดูว่า ลูกค้าคือใคร และตอบโจทย์ลูกค้าอะไรบ้าง Ai ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น และลูกค้าชอบมากขึ้นหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Huawei มี AI ช่วยในการออกแบบท่าทางถ่ายรูป ถือเป็นการรู้จักลูกค้า รู้ปัญหา และใช้ AI ในการแก้ไขปัญหาของลูกค้า

AI ที่ทุกวันนี้ใครจ่ายเงินก็ใช้ได้แล้วจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร

แม้ว่าทุกวันนี้ใครจ่ายเงินก็ใช้ได้ AI ได้แล้วจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ปัจจุบัน AI ยังขาดการเรียนรู้กับมนุษย์ในมุม Value และ Attitude ซึ่งเป็นประสบการณ์ชีวิต มากกว่าในมุมแค่ Behavior ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่ม Gen Z ที่ 90% มีความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ที่โตผ่าน Social Media ที่ถูกหล่อหลอมด้วยความเชื่อ หากแบรนด์จะหา Gap ได้จะมีโอกาสสร้างคุณค่าที่แตกต่างได้ในมุม Long-term (Loyalty) ไม่ใช่เพียงแค่ Quick win

โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว จะรับมืออย่างไร

สงคราม การเมือง เศรษฐกิจ จะมีมาโดยตลอด ถี่ และรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันจะช่วยให้ได้เรียนรู้เป็นจังหวะ ซึ่งจะมีผลกระทบกับนักการตลาด ที่ต้องเริ่มจากการเปิดใจ กับการเปลี่ยนแปลงของ Disaster Transformation ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้การตัดสินใจในการใช้เงินหยุดชะงัก จึงเกิดLipstick Effect คือการหาเหตุผลให้รู้สึกดีในวันที่ลำบาก จะทำให้เกิดความสุขเล็กที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากจนเกินไป ถือเป็นการให้รางวัลแก่ตนเองผ่านคุณค่าต่อใจที่สูง เช่น ในวันที่โหดร้าย เกิดสงคราม คนจะไม่ซื้อสิ่งของมูลค่าสูง แต่จะเลือกซื้อของธรรมดา แต่ราคาแพง เช่น กาแฟที่แพงขึ้น เหมือนกับการให้รางวัลชีวิตตัวเองในแต่ละวัน

5 กุญแจสำคัญ (Key Takeaways) เพื่อองค์กรในอนาคต 

ภายใต้แนวคิดความสอดประสานระหว่างมนุษย์กับชั้นเลเยอร์แห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Human Harmony with Intelligence Layers) สมาคมการตลาดฯ แบ่งออกเป็น 5 ประเด็นหลักดังนี้

1. การสร้างสมดุลเชิงกลยุทธ์ Balance short-term performance and long-term brand building: ต้องรักษาสมดุลระหว่างการสร้างผลงานหรือยอดขายในระยะสั้นกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มั่นคงในระยะยาว

2. มนุษย์คือจุดต่างที่สำคัญ Leverage cognitive technologies, but human insight is the differentiator: แม้จะมีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ (เช่น AI) มาใช้มากเพียงใด แต่ “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของมนุษย์” (Human Insight) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างเหนือคู่แข่ง

3. การทำความเข้าใจมนุษย์ในยุคใหม่ Understand the Augmented Human decision making: ต้องทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ (Augmented Human) ว่าเขามีวิธีการคิดหรือตัดสินใจเปลี่ยนไปอย่างไร

4. การปรับตัวให้ทันโลก Stay adaptive to global changes and customer needs: พร้อมปรับตัวอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

5. การสร้างคุณค่าจากความเข้าใจที่แท้จริง Deep human understanding for value creation: ใช้ความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้งเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์คุณค่า (Value Creation) ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและ AI หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จคือ “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจในความเป็นมนุษย์” เพื่อสร้างสมดุลและจุดเด่นที่ยั่งยืน สามารถติดตามข่าวสารสมาคมการตลาดฯได้ที่ https://www.marketingthai.or.th/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

เมื่อ “กลิ่นติดตัวหลังมื้อปิ้งย่าง” กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคน “ไม่กล้าไปต่อ” ในวันสำคัญ บาร์บีคิวพลาซ่า จึงหยิบอินไซต์นี้มาต่อยอดสู่การออกแบบประสบการณ์ภายในร้าน โดยมองว่าแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการจริงของลูกค้า อีกทั้งพฤติกรรมการ “วางแผนก่อนกินปิ้งย่าง” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่นั่ง หลีกเลี่ยงควัน คลุมผม หรือพกตัวช่วยลดกลิ่น ล้วนตอกย้ำว่า “กลิ่นหลังมื้ออาหาร” คือ Pain Point สำคัญที่กระทบการใช้ชีวิตในช่วงเวลาถัดไป จากความเข้าใจนี้ บาร์บีคิวพลาซ่า จึงพัฒนา “สเปรย์ซ่อน GON” ร่วมกับ Ecolab (เอ็กโคแล็บ) ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันความสะอาดและสุขอนามัยระดับโลก เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่องกลิ่น และเปิดทางให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตต่อได้ทันทีหลังมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน นัดหมาย หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างมั่นใจ

คุณเรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า “จากอินไซต์เรื่อง ‘กลิ่นหลังมื้อปิ้งย่าง’ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของลูกค้าในช่วงเวลาถัดไป เราจึงมองว่าประสบการณ์ที่ดีไม่ควรจบแค่บนโต๊ะอาหาร แต่ต้องต่อเนื่องไปถึงช่วงเวลาหลังมื้อด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบประสบการณ์ภายใต้แนวคิด XTOOX (Extraordinary Ordinary Experience) ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีผลต่อความรู้สึกและการใช้ชีวิตจริงของลูกค้าในแต่ละโมเมนต์ ‘สเปรย์ซ่อน GON’ จึงเกิดจาก Pain Point เรื่องกลิ่นหลังทานปิ้งย่างที่เราได้รับฟังมาอย่างต่อเนื่อง และมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ เราจึงพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้ฉีดเพื่อกลบกลิ่นเตา กลายเป็นกลิ่นหอมสะอาดเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ต้องกังวล หัวใจสำคัญคือเราไม่ได้โฟกัสที่โปรดักต์เพียงอย่างเดียว แต่โฟกัสที่ลูกค้า ผ่านการ ‘สังเกต’ หรือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ฟังด้วยตา’ คือการมองให้เห็นความต้องการโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าบอก หลายไอเดียในร้านจึงเกิดจากการสังเกตของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นที่วางโทรศัพท์ที่พัฒนาจากพฤติกรรมลูกค้าวางพิงกับขวดน้ำแล้วล้มบ่อย ก่อนจะต่อยอดแนวคิดนี้สู่รายละเอียดเล็ก ๆ ภายในร้าน เช่น “GON ชู่” ที่เป็นได้ทั้งที่ใส่ทิชชู่ ไม้จิ้มฟัน และแท่นวางมือถือ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสบายใจในการทานอย่าง “อุปกรณ์สุขใจ” ไม่ว่าจะเป็นหมวกคลุมผม ที่มัดผม และแท่นวางโทรศัพท์ รวมถึงเก้าอี้เด็กที่ออกแบบหลากหลายรูปแบบเพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละช่วงวัย”

“ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เริ่มจากการฟังเสียงลูกค้าและพนักงานหน้าร้าน ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับการใช้งานจริงในทุกจุดของประสบการณ์ โดยการเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการนำ Insight ผู้บริโภคมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่จับต้องได้ แต่ยังย้ำบทบาทของบาร์บีคิวพลาซ่าในการออกแบบประสบการณ์การทานปิ้งย่างให้สอดรับกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละโมเมนต์” คุณเรืองชายฯ กล่าวทิ้งท้าย

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่โดยจัดกิจกรรม “คลินิกกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund Clinic)” ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้การดำเนินงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทบาท ภารกิจ และแนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯสู่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง พร้อมเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการขอรับการสนับสนุนทุน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนด้านดิจิทัล ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกควบคู่กับการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศ ที่เป็นกันเองและสร้างสรรค์ โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ในงาน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” เน้นเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำบทบาทของกองทุนฯ ในฐานะกลไกสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

นอกจากนี้ จะยังมีการบรรยายหัวข้ออื่น ๆ ทีเกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวข้อ “แผนปฏิบัติการของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2569” โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินการงานที่สอดคล้องตามนโยบาย ความเป็นไปได้ และความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว และหัวข้อ “แนวทางและกระบวนการขอรับทุน” เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติทุน ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใส และผ่านการกลั่นกรองหลายระดับ เพื่อคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพและทำได้จริง โดยช่วงท้ายของงาน มีผู้ให้ความสนใจขอรับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัว และมีหลายโครงการได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมดิจิทัลที่ตอบโจทย์สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านการแพทย์ สาธารณสุข และการศึกษา โดย “คลินิกกองทุน DE” ได้ให้คำแนะนำและไขข้อข้องใจเรื่องหลักเกณฑ์และแนวทางการเขียนโครงการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคำแนะนำดังกล่าวกลับไปพัฒนาโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 ของกองทุน DE ที่จะเปิดขึ้นในปีนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับทุนได้ผ่าน https://defund.bde.go.th และ facebook ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life  ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  จับมือ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ลงนาม MOU มุ่งสร้างอาชีพเสริมสวย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ ลอรีอัล ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจขยายระยะเวลาความร่วมมือ (MOU) โครงการฝึกทักษะเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better Life) พร้อมด้วย  นางสิตานัน สิทธิกิจ ผู้จัดการแผนกกิจการเพื่อสังคมและสื่อสารสัมพันธ์ นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ  ห้อง Studio R6 ชั้น 4 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) อย่างดียิ่งเสมอมา เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสังคม ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง พม. ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียม สร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่สตรีและกลุ่มครอบครัวเปราะบาง ให้มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการประกอบอาชีพตลอดจนสร้างรายได้และสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 สค. ร่วมกับบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการฝึกทักษะเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better Life) ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ผ่านการขับเคลื่อนโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better life) เพื่ออบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว โดย สค. ได้ดำเนินการจัดหาบุคลากร สถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสมต่อการฝึกอบรม และจัดฝึกอบรมตามหลักสูตรของลอรีอัล โดยบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว จะสิ้นสุดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ การลงนามขยายความร่วมมือบันทึกความเข้าใจ ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better life) เพื่ออบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ที่เป็นสตรีที่ขาดอาชีพ รายได้ หรือเป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม ที่มีอายุระหว่าง 15 – 50 ปี เพื่อให้สามารถมีอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง     ในอนาคต ซึ่งเป้าหมายในการขยายความร่วมมือครั้งนี้ จะมีผู้ที่สำเร็จจากการฝึกอบรมโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่น้อยกว่า 1,500 คน

“ขอขอบคุณ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามขยายความร่วมมือ ระหว่างบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวครั้งนี้ จะเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่อไปในอนาคต “นางจตุพร กล่าว

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ Beauty for a Better Life เป็นหนึ่งในพันธกิจระดับโลกภายใต้มูลนิธิลอรีอัล ซึ่งดำเนินการใน 23 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งใช้ “ความงาม” เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อลดผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่มีต่อผู้หญิง เราเชื่อว่า “ความงามมีคุณค่า” ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นพลังที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมสร้างความมั่นใจ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกโดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงยืนหยัดในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ภายใต้โปรแกรมด้านความยั่งยืน “L’Oréal For The Future” ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือสตรีและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ 1 แสนคนทั่วโลกภายในปี 2030 ผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินงานได้เกินเป้าหมายแล้ว และโครงการ Beauty for a Better Life นับเป็นโครงการหลักในการทำให้เป้าหมายนี้สำเร็จ และเราจะยังคงเดินหน้าดำเนินงานต่อไปเพื่อขยายโอกาสให้ได้มากที่สุด

“สำหรับประเทศไทย ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานระดับโลกมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งพัฒนาทักษะวิชาชีพเสริมสวยควบคู่กับทักษะชีวิต (Soft Skills) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระยะยาว ทั้งจากการจ้างงานและการเป็นเจ้าของกิจการเสริมสวย สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัว ที่ผ่านมา ลอรีอัล ได้พัฒนาครูผู้ฝึกสอนที่ศูนย์เรียนรู้ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพ สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของโครงการ  ‘Beauty for a Better Life’ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการภายใต้ความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวให้ครบ 1,500 คนภายในระยะเวลา 5 ปี ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมความงาม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น” นางสาวอรอนงค์ กล่าว

“Beauty for a Better Life” นับเป็นต้นแบบโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อน “สังคมแห่งโอกาส” โดยมุ่งลดช่องว่างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต ตลอดจนสร้างรากฐานกำลังแรงงานคุณภาพที่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว และเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคง

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย – ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย - ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย – ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (Taipei Economic and Cultural Office in Thailand) ผนึกกำลัง สมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีน (Chinese Gourmet Association) และเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทย-ไต้หวัน ผ่านกิจกรรมพิเศษ “ศึกประลองเครื่องเทศ”  (The Spice Battle) เวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของอาหารเอเชีย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัตถุดิบและเครื่องเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรังสรรค์รสชาติอาหาร พร้อมเปิดมิติของรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง  

เชฟจากไต้หวันเสิร์ฟเมนูพิเศษให้กับผู้บริหาร  ดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม และ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย 

วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทย 4 ภาคผ่านวัฒนธรรมอาหารและศิลปะการแสดง เพื่อมอบประสบการณ์ไทยที่ครบทุกมิติแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก การจัดงาน “ศึกประลองเครื่องเทศ (The Spice Battle)” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารไทย–ไต้หวัน โดยใช้ “เครื่องเทศ” เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ สะท้อนอัตลักษณ์ รสชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากลและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

จาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ จวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) 

พร้อมกันนี้ ภายในพิธีเปิดงานสมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีนได้มอบธงมิตรภาพให้แก่ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และ ดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม เพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีระหว่างกัน อีกทั้ง ผู้แทนรัฐบาลฯ ยังได้มอบโล่เกียรติคุณด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน ให้แก่ เฉินสูชิว นายกสมาคมผู้ประกอบการซงหลิงด้วย 

นอกจากนี้ ภายในงานมีการสาธิตการปรุงอาหาร โดยเชฟชาวไต้หวันและเชฟชาวไทย ที่ร่วมถ่ายทอดเทคนิคและรังสรรค์เมนูพิเศษให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มรสอย่างใกล้ชิด โดยเชฟชาวไต้หวัน นำโดย จาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ จวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) ร่วมสร้างสรรค์เมนูเด่น ได้แก่ ไก่สามถ้วยสูตรโบราณ, ปูไข่นึ่งซอสหอมหมื่นลี้, บะหมี่เนื้อตุ๋นไต้หวัน, ไก่ตุ๋นเหล้าสมุนไพร, แซนด์วิชกุ้งไทย พร้อมสาธิต 2 เมนูพิเศษ ได้แก่ สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง  และขนมปังหน้ากุ้ง (Shrimp Toast) 

เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก และ เชฟภัฏ จารึกฐิติ

สำหรับ “สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง” ส่วนผสมหลักคือ “ไข่ปลา” ที่ผ่านการดองเกลือและตากแห้งในไต้หวัน มีสีส้มทองและรสชาติเข้มข้น จึงได้รับฉายาว่า “ทองคำดำแห่งท้องทะเล” เป็นอาหารสร้างสรรค์ที่ผสมผสานส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวันเข้ากับสไตล์การทำอาหารสมัยใหม่ อาหารจานนี้มักถูกมองว่าเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ “ฟิวชั่น” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสลัดสไตล์ตะวันตกกับส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวัน ไม่เพียงแต่ให้ความสมดุลระหว่างสุขภาพและความอร่อยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารไต้หวันอย่างเต็มที่อีกด้วย ส่วน “ขนมปังหน้ากุ้ง” นั้น นำกุ้งมาหมักด้วยน้ำตาลและพริกไทยก่อน จากนั้นชุบด้วยไข่ขาวตีฟู แป้ง น้ำมันพืช และผงฟู แล้วนำไปทอดในกระทะจนเหลืองกรอบและราดด้วยน้ำสลัด เป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างกุ้งและไข่ เป็นการผสมผสานรสชาติแบบไต้หวันดั้งเดิมกับสไตล์ตะวันตก
สำหรับเครื่องเทศสำคัญในอาหารไต้หวัน ได้แก่ “สามเครื่องหอมหลัก” อย่างต้นหอม ขิง และกระเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานของเมนูผัดและตุ๋น รวมถึงวัตถุดิบเอกลักษณ์อย่างหอมเจียวและโหระพาไต้หวัน ที่ช่วยเสริมกลิ่นหอมเฉพาะตัว ตลอดจนสมุนไพรจีนอย่างตังกุย สำหรับเครื่องปรุงเสริมรสตามธรรมชาติ เช่น กุ้งแห้งและเห็ดหอมแห้ง ที่ช่วยยกระดับรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น และยังเป็นการ “เสริมรสดั้งเดิมให้ชัดเจนขึ้น” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารไต้หวัน โดยมีปรัชญาการปรุงที่มุ่ง “ขับเน้นรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบ” ควบคู่กับการ “ลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์” ผ่านการใช้สมุนไพร เครื่องเทศ และซอสหมักอย่างสมดุล อาทิ ซีอิ๊ว น้ำมันงา และเหล้าข้าว เพื่อสร้างรสชาติที่ละมุน กลมกล่อม และมีมิติ

ขณะที่เชฟไทย นำโดย เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและนานาชาติจากออสเตรเลีย และ เชฟภัฏ จารึกฐิติ เชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย จากมหาวิทยาลัยการจัดการโรงแรม ดุสิตธานี ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อาหารไทยผ่านเมนูที่ใช้เครื่องเทศเป็นหัวใจ อาทิ ฮังเลเครื่องเทศ 12 อย่าง แกงเขียวหวานไก่ แกงเหลืองยอดมะพร้าวปลากะพง ข้าวซอยไก่ และน้ำพริกปูไข่ปู พร้อมเมนูสาธิตบนเวที ได้แก่ แกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ และน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากอาหารพื้นถิ่นและอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จัก รวมถึงการมีส่วนผสมของเครื่องเทศไทยเป็นหลัก  

โดยความพิเศษของเมนูอาหารไทยอยู่ที่การผสานรสชาติอย่างลงตัว เพื่อให้มีรสชาติที่มีหลายหลายมิติ เมนูน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ  เป็นน้ำพริกพื้นบ้านภาคใต้ที่โดดเด่นด้วยการใช้วิธี “ขยำ” วัตถุดิบสด เช่น กะปิ กุ้งสด กุ้งแห้ง พริก และมะนาวเข้าด้วยกัน แทนการโขลก ทำให้ได้น้ำพริกเนื้อหยาบ มีน้ำขลุกขลิก รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม หอมกะปิย่าง/กะปิอย่างดี และหอมสมุนไพรสด กินคู่กับผักสด ส่วนเมนูเมนูแกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ ใช้น้ำมะพร้าวเพื่อให้ได้น้ำซุปหอมจากน้ำมะพร้าว รสชาติเบาๆ หวานหอม กลมกล่อม ใส่หมูบะช่อที่หมักด้วยสมุนไพรสามเกลอ เมนูนี้เป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน โดดเด่นเรื่องรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำ เหมาะสำหรับซดร้อนๆ ดับความเผ็ดร้อนจากเมนูแรก 

สำหรับสมุนไพรและเครื่องเทศหลักของไทยนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและใยอาหาร ขณะเดียวกันอาหารไทยยังคงสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น ทั้งความหลากหลาย สีสันที่สดใส การจัดวางอย่างประณีต ตลอดจนวิถีการรับประทานร่วมกัน อันเป็นภาพสะท้อนของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่งดงาม และทำให้อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลก

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มรสเมนูเด่นจากสองประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงรส ไปจนถึงการจัดจานอย่างมีศิลปะ สร้างประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านอาหาร พร้อม  สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “อาหาร” ในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยนายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยได้กล่าวทิ้งท้ายภายหลังการลิ้มรสอาหาร พร้อมกล่าวชื่นชมว่า “รสชาติอาหารไทยมีความละเมียดละไม กลมกล่อมอย่างมีมิติ และสำหรับผมแล้ว คุณค่าของอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหรือการตกแต่ง แต่อยู่ที่รสชาติที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง”

แซม ยุรนันท์ เคลื่อนไหวครั้งแรก โพสต์ภาพทำบุญหลังได้รับประกันตัว

แซม ยุรนันท์ เคลื่อนไหวครั้งแรก โพสต์ภาพทำบุญหลังได้รับประกันตัว

แซม ยุรนันท์ เคลื่อนไหวครั้งแรก โพสต์ภาพทำบุญหลังได้รับประกันตัว

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

พระเอกชื่อดัง “แซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี” หนึ่งในผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ป หลังจากศาลอาญาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าตัวได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกำลังใจจากแฟนละคร

โดยแซมได้โพสต์ภาพชุดขณะเดินทางไปทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งปรากฏภาพเจ้าตัวในชุดสุภาพ กำลังนั่งสมาธิหน้าโต๊ะหมู่บูชา ตักบาตรพระสงฆ์ และร่วมพิธีกรวดน้ำกับครอบครัวอย่างสงบ พร้อมระบุข้อความสั้นๆ ถึงผู้ติดตามว่า “ขอให้ทุกท่านพบเจอแต่สิ่งดีๆ นะครับ ”

สำหรับการปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้ ศาลพิจารณาให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 1 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ: ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ให้รายงานตัวตามนัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าตัวเลือกใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจในระหว่างที่รอการสู้คดีในชั้นศาลต่อไปครับ

หยาดทิพย์ เปิดใจสูญเสียคุณพ่อ หลังถูกแมลงกัดจนลามติดเชื้อในกระแสเลือด

หยาดทิพย์ เปิดใจสูญเสียคุณพ่อ หลังถูกแมลงกัดจนลามติดเชื้อในกระแสเลือด

หยาดทิพย์ เปิดใจสูญเสียคุณพ่อ หลังถูกแมลงกัดจนลามติดเชื้อในกระแสเลือด

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.02 น.

นับเป็นข่าวเศร้าของวงการบันเทิง เมื่อ “หยาดทิพย์ ราชปาล” ออกมาเปิดใจครั้งแรก หลังสูญเสียคุณพ่อวัย 70 ปีอย่างกะทันหัน โดยเจ้าตัวเผยเหตุผลที่ไม่ได้แจ้งข่าวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องการให้พิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย ตามความตั้งใจของคุณพ่อที่ห่วงความเป็นส่วนตัวของคุณแม่

หยาดทิพย์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน คุณพ่อได้เดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด และถูกแมลงหรือสัตว์บางชนิดกัดบริเวณเท้า แม้จะไม่ใช่สัตว์มีพิษร้ายแรง แต่เช้าวันถัดมากลับมีอาการหนัก ทั้งอาเจียน เดินไม่ได้ และแผลลุกลามอย่างรวดเร็ว ครอบครัวจึงรีบนำตัวส่งรักษาที่ โรงพยาบาลศิริราช

แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ต้องเข้ารับการผ่าตัดนำเนื้อตายออกถึง 3 ครั้ง ซึ่งหยาดทิพย์ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ช็อกและตั้งตัวไม่ทัน

ตลอดช่วงเวลา 2 เดือนของการรักษา ครอบครัวยังมีความหวัง เนื่องจากคุณพ่อยังสามารถพูดคุยและยิ้มแย้มได้ แม้ต้องพักรักษาตัวในห้องไอซียู แต่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว และไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีก

นักแสดงสาวเผยว่า ครอบครัวเคยเตรียมใจหากคุณพ่อต้องใช้ชีวิตบนวีลแชร์หรือติดเตียง ก็พร้อมดูแลอย่างเต็มที่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะต้องสูญเสียกะทันหัน โดยคุณพ่อไม่ได้สั่งเสียอะไรเป็นพิเศษ นอกจากอยากกลับบ้าน และเป็นห่วงลูกๆ ที่ต้องเดินทางมาเยี่ยมทุกวัน

ทั้งนี้ หยาดทิพย์และพี่ชายได้มีโอกาสกล่าวคำอำลา แม้คุณพ่อจะไม่ได้สติ แต่เชื่อว่ายังรับรู้ พร้อมบอกให้ท่านไม่ต้องเป็นห่วง และหลับพักผ่อนอย่างสงบ

ปัจจุบันครอบครัวยังคงอยู่ในความโศกเศร้า และต้องปรับตัวกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ท่ามกลางกำลังใจจากคนรอบข้าง โดยหยาดทิพย์ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจ พวงหรีด และข้อความแสดงความเสียใจจากทุกช่องทาง พร้อมเผยว่าจะมีพิธีลอยอังคารเพื่อส่งคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้ายต่อไป

ไทม์ไลน์เดือด! เบียร์ เดอะวอยซ์ อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำลายเสือ

ไทม์ไลน์เดือด! เบียร์ เดอะวอยซ์ อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำลายเสือ

ไทม์ไลน์เดือด! เบียร์ เดอะวอยซ์ อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำลายเสือ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

29 เมษายน 2569 ทำเอาโลกโซเชียลร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล” หรือ “เบียร์ เดอะวอยซ์” ปล่อยภาพเซ็ตใหม่ลงอินสตาแกรมในลุคชุดว่ายน้ำลายเสือสุดจี๊ด ลงเล่นน้ำในสระ อวดสไตล์สุดมั่นใจที่สะกดทุกสายตา ทำเอาแฟนคลับเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

ขอบคุณภาพจาก : @beerpassaranan

หลุดโฟกัสชาวเน็ตขยี้ตาแรง เบียร์ เดอะวอยซ์ ปล่อยภาพผู้ชายหน้าคุ้นคล้ายพิธีกรดัง

หลุดโฟกัสชาวเน็ตขยี้ตาแรง เบียร์ เดอะวอยซ์  ปล่อยภาพผู้ชายหน้าคุ้นคล้ายพิธีกรดัง

หลุดโฟกัสชาวเน็ตขยี้ตาแรง เบียร์ เดอะวอยซ์ ปล่อยภาพผู้ชายหน้าคุ้นคล้ายพิธีกรดัง

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

แรงเกินต้าน! เบียร์ เดอะวอยซ์ ล่าสุดสลัดลุคใสมาแนวแซ่บ ดุดัน ในซิงเกิลใหม่ที่มีชื่อว่า “อาหวัง” งานนี้เจ้าตัวภูมิใจสุดๆ เพราะควักกระเป๋าลงทุนเอง แถมยังโชว์สกิลแต่งท่อนแร็ปและร้องเองครั้งแรกในชีวิต แม้จะเจอกระแสดราม่าเรื่องความยาวของเพลงที่หลายคนมองว่าสั้นไปนิด แต่เจ้าตัวก็โนสนโนแคร์ ย้ำชัดว่านี่แค่ “ก้าวแรก” ที่มีสีสันที่สุด!

แต่สิ่งที่เป็นไวรัลยิ่งกว่าเนื้อหาเพลง ก็คือภาพนิ่งจาก MV ที่สาวเบียร์ปล่อยออกมานั่นเอง โดยเฉพาะช็อตที่มีชายหนุ่มสวมแว่น ทรงผมเป๊ะ นั่งถูกมัดอยู่บนเก้าอี้ ทำเอาชาวเน็ตถึงกับต้อง “ซูมแล้วซูมอีก” พร้อมตั้งคำถามรัวๆ ว่า “ทำไมพระเอก MV หน้าคุ้นเหมือนเดินออกมาจากสตูดิโอรายการดัง?”หลายคนอดไม่ได้ที่จะแซวว่า ชายหนุ่มในภาพมีสไตล์และรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับ “พิธีกรหนุ่มชื่อดัง” ท่านหนึ่งที่เคยมีประเด็นร้อนแรงกับสาวเบียร์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นการ “แกง” หรือ “เซอร์ไพรส์” ที่ทำเอาโซเชียลแทบระเบิด!