ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทุกวันนี้ ที่ศาล “ท้าวหิรัญพนาสูร” หรือ “ฮู” ภายในเขตพระราชวังพญาไท เป็นสถานที่ที่มีคนไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก  ทำไมจึงมีศาลของท่านอยู่ในเขตพระราชวังพญาไท มาไล่เลียงเรื่องราวของท่านกัน ดังนี้

เรื่องราวของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” เริ่มต้นขึ้นเมื่อจะสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จฯ ประพาสมณฑลพายัพ ในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งยุคนั้นยังเดินทางด้วยม้าจากปลายทางรถไฟเข้าป่าไป  บรรดาข้าราชสำนักมีหน้าที่ตามเสด็จฯ ต่างพากันหวาดกลัวภัยอันตราย เพราะเส้นทางการเดินทางเต็มไปด้วยป่าเขากันดาร มีสัตว์ป่าดุร้าย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสกับบรรดาข้าราชสำนักว่า

“…ธรรมดาเจ้าใหญ่ นายโตจะเสด็จแห่งใดก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤาอสูรเปนสัมมาทิษฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตราย…”      ในคืนนั้นเอง มีผู้ติดตามท่านหนึ่งฝันเห็นชายรูปร่างกำยำใหญ่โต เข้ามาบอกว่าตนเป็นอสูรชาวป่า มีชื่อว่า “หิรันย์” จะขอติดตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และดูแลปกปักรักษามิให้อันตรายใดๆ มากล้ำกราย เมื่อตื่นจากฝัน ผู้ติดตามจึงทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ท่าน

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงได้ยินเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้จัดธูปเทียนเครื่องสังเวยเซ่นบูชาในบริเวณป่าที่ประทับ และเมื่อถึงเวลาเสวยค่ำในทุกวัน ได้ทรงแบ่งพระกระยาหารของพระองค์เป็นเครื่องเซ่นพระราชทานแด่อสูรนั้นเสมอเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “ท้าวหิรัญพนาสูร” (หากสะกดตามลายพระราชหัตถเลขา เขียนเป็น “ท้าวหิรันยพนาสูร”)

นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูร พร้อมเครื่องประดับยศแบบไทยโบราณ จำนวน 4 องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เซนติเมตร ประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ห้องพระบรรทม, รถยนต์พระที่นั่ง, กรมมหาดเล็กหลวง และบ้านพระยาอนิรุทธเทวาต่อมา พ.ศ.2465 โปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์ขึ้นมาอีก 1 องค์ ถือไม้เท้าประดับยศ และมีพระราชพิธีบวงสรวงเพื่ออัญเชิญเข้าสิงสถิตภายในศาล ซึ่งตั้งอยู่ใน “พระราชวังพญาไท” เป็นที่รู้จักกันในฐานะเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาพระราชวังพญาไทสืบมาจนถึงปัจจุบัน
อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ทรงพระสุบินนิมิตถึง ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. 2448-2449 โดยทรงเห็น (ในฝัน) เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ และนามว่า “หิรันย์”

ในพระสุบิน หิรันย์เข้ามากราบบังคมทูลว่า จะขอถวายความจงรักภักดี อาสาเป็นมหาดเล็ก เพื่อคุ้มครองไม่ให้มีภยันตรายใด ๆ เกิดแก่พระองค์ ให้ได้รับความปลอดภัยตลอดการประพาสคราวนั้นเมื่อทรงตื่นจากพระบรรทม ทรงเล่าพระสุบินแก่ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (ขณะนั้นยังเป็น ‘หลวงบุรีนวราษฐ์’) พระยาอนุศาสน์จิตรกรจึงร่างภาพตามที่ตรัส และนำแบบร่างนั้นมาหล่อเป็นองค์ท้าวหิรัญพนาสูรขนาดเล็กในการเดินทางคราวนั้น ปรากฏว่าทั้งรัชกาลที่ 6 และข้าราชบริพารที่ตามเสด็จครั้งนั้นไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบเหตุอันตรายใด ๆ เลย จึงเป็นที่เลื่องลือว่า ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีอสูรเป็นเทพบริวารคอยรับใช้เห็นจะจริงดังนิมิต

แม้จะผ่านไปหลายปี แต่เรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับท้าวหิรัญพนาสูรไม่เคยเสื่อมคลายไปจากพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 6 เลย  ในภายหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ ตั้งไว้ที่พระราชวังพญาไท ประหนึ่งเป็นศาลพระภูมิประจำวัง โดยให้พระยาอุทรธุรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร) เจ้ากรมบัญชาการ กรมศิลปากร เป็นผู้กองจัดสร้าง ได้เสวกตรี พระเทพรจนา (สิน ปฏิมาประกร) เป็นผู้ปั้นต้นแบบ นายมาริโอ แกลเลตตี (Mr. Mario Galetti) วิศวกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้คุมการหล่อแบบ  และได้ “นายตาบ พรพยัคฆ์” เป็นหุ่นและรูปหน้าต้นแบบของท้าวหิรัญพนาสูร

งบประมาณการสร้างในครั้งนั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 2,216 บาท 25 สตางค์ โดยมีการสร้างศาลสำหรับประดิษฐานประติมากรรม ณ พระราชวังพญาไท บริเวณริมคลองสามเสน โดยรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเจิมรูปท้าวหิรัญพนาสูรด้วยพระองค์เอง ในวันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2466
“นายตาบ” ผู้เป็นแบบของการหล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรนั้น เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2428 เป็นบุตรนายทัดกับนางพริ้ม มีทวดคือหลวงรามณรงค์ (พร) ปู่คือหลวงฤทธิสงคราม (เสือ)

นายตาบเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่และมีกำลังวังชาแข็งแรงมาก เมื่ออายุได้ 18 ปี พระพี่เลี้ยงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (รัชกาลที่ 6) จึงพาเข้าเฝ้าเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็ก       
หลังจากเป็นต้นแบบการสร้างท้าวหิรัญพนาสูร นายตาบก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหิรัญปราสาท” เพื่อให้มีราชทินนามสัมพันธ์กับ “ท้าวหิรัญพนาสูร” นั่นเอง

ครั้งหนึ่ง ขุนหิรัญปราสาทได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทาน “นามสกุล” จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามธรรมเนียมนิยมของเหล่าขุนนางข้าราชการยุคนั้น
รัชกาลที่ 6 จึงมีรับสั่งถามถึงโคตรเหง้าเหล่ากอของขุนหิรัญปราสาท ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำให้ทรงทราบว่า นายตาบเป็นหลานของพระฤทธิสงคราม (เสือ) แม่ทัพหน้าในสงครามปราบ “กบฏเงี้ยว” (พ.ศ. 2445-2447) ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5

รัชกาลที่ 6 รับสั่งว่า “ไอ้ตาบมันเป็นลูกหลานของแม่ทัพหน้าซึ่งเป็นเสือเก่า ตัวมันเองก็มีรูปร่างสูงใหญ่ น้ำใจก็กล้าหาญอดทน ต้องตั้งนามสกุลของมันให้สมกับที่ปู่ย่าตาทวดเป็นเสือที่ประเสริฐมาแต่เดิม”

นามสกุลที่พระราชทานแก่นายตาบครั้งนั้น คือ “พรพยัคฆ์”มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดเล็กๆ ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงโปรดการไว้หนวด ทรงให้มหาดเล็กทุกคนโกนหนวดให้เกลี้ยงเกลา  มีแต่ขุนหิรัญปราสาทกลับเป็นคนเดียวที่ได้รับการยกเว้น ดังที่ทรงรับสั่งว่า“หนวดของไอ้ตาบมันสวยดี”

ขุนหิรัญปราสาทจึงภูมิใจในหนวดของตนมากและไว้หนวดตลอดอายุขัย  จนถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ในวัย 79 ปีในบทสัมภาษณ์ของ ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) อดีตข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอายุธประดิษฐ์ (ศุข อามระดิษ) ได้กล่าวถึง “อภินิหาร” ของท้าวหิรัญพนาสูร หรือ “ฮู” เมื่อคราวเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ว่า

“พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) คือขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประทับอยู่ที่นครปฐม ทางกรุงเทพฯ ได้เกิดมีการจับกุมพวกที่คิดกบฏขึ้น พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกก็รีบเสด็จขึ้นรถไฟไปเข้าเฝ้าที่นครปฐม กราบบังคมทูลเหตุการณ์ที่ได้ทำการจับกุมพวกกบฏเรียบร้อยแล้วให้ทรงทราบ
พระองค์มีพระราชดำรัสกับกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถว่า “เมื่อคืนนี้ฉันก็ฝันไปว่า ท้าวหิรันย ฮู มาบอกว่าได้มีกบฏกันขึ้นในกรุงเทพฯ และบอกด้วยว่า เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วไม่ต้องตกพระราชหฤทัย”

 พระมหาเทพกษัตรสมุหกล่าวว่า ‘เรื่องนี้พระองค์ท่านเอง ในตอนแรกก็ไม่ทรงเชื่อพระสุบิน แต่ที่ไหนได้พอรุ่งขึ้นทูลกระหม่อมเล็ก (กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) ก็เสด็จขึ้นมาเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้จริง ๆ”หนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังเล่าด้วยว่า ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ท้าวหิรัญฯ มาถวายตัวรับใช้พระองค์นั้น“บางครั้ง เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหัวเมือง มีผู้อ้างว่าได้แลเห็นคนรูปร่างล่ำสันใหญ่โตนั่งบ้างยืนบ้างอยู่ใกล้ ๆ กับที่ประทับ  การเห็นนี้ไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ได้เห็นพร้อม ๆ กันหลายคนก็มี และการเชื่อถือหิรันยอสูรนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ข้าราชบริพารตามเสด็จเท่านั้น ถึงแม้แต่ข้าราชการฝ่ายเทศาภิบาล (ข้าราชการต่างจังหวัด) ก็นิยมนับถือด้วย”ใครที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์ท้าวหิรัญพนาสูร  สามารถไปสักการะได้ที่ศาล ในเขตรอยต่อระหว่างพระราชวังพญาไท กับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ทุกวัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชวังพญาไท

พระราชวังพญาไท

ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูรองค์เล็กสมัย ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูรองค์เล็กสมัย ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูรหน้ารถพระที่นั่ง

ท้าวหิรัญพนาสูรหน้ารถพระที่นั่ง

นายตาบ พรพยัคฆ์

นายตาบ พรพยัคฆ์

ภาพถ่ายศาลท้าวหิรัญพนาสูรเดิม

ภาพถ่ายศาลท้าวหิรัญพนาสูรเดิม

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

5 พฤษภาคม 2569 เรียกเสียงชื่นชมจากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม เมื่อคุณแม่ลูกสองคนสวย “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ในลุคสุดสง่างามสวม ชุดไทยศิวาลัยสีแดง ขณะเดินทางไปทำบุญ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของสามีสุดที่รัก “กรณ์ ณรงค์เดช”

โดยในคลิปดังกล่าว ศรีริต้ามาในลุคเรียบร้อยแต่หรูหรา สะท้อนความเป็นกุลสตรีไทยได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศอิ่มบุญและอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้เขียนข้อความอวยพรสุดซึ้งถึงสามี ระบุว่า “สุขสันต์วันเกิดนะคะ คนดี @kornnarongdej ไม่มีอะไรจะให้มากกว่าคำอวยพร ขออำนาจของคุณพระศรีรัตนไตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เเละเทวดาฟ้าดิน ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นดังใจหวัง รักที่สุด และตลอดไป”

หลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมอวยพรวันเกิดให้กับกรณ์กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชื่นชมความสวยสง่าของศรีริต้าในชุดไทย และความน่ารักของครอบครัวที่ดูอบอุ่น

ภาพจาก : @kornnarongdej ,@sriritajensen

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

ปรากฏการณ์ไวรัลระดับโลก Soft Power ไทยจาก “Bangkok City” โดย “(KT Kratae) กระแต อาร์สยาม”  ทำเอาชาวปากน้ำโพ เมืองเอกแห่งนครสวรรค์คึกคักกันไปทั้งคืน หลังรวมพลคนโซเชียลที่ร่วมกันผลักดันและภูมิใจในความเป็นไทยมาเต้น มาจอย  มาทำคอนเทนต์ใส่ผ้าไทยให้โลกเห็น ส่งต่อเสน่ห์ของความเป็นไทย สร้างปรากฏการณ์ชุดไทยฟีเวอร์กันแบบสุดๆ ในคอนเสิร์ต KT Kratae ที่จัดหนักจัดเต็มโดย Hangover@นครสวรรค์ ปิดจบเทศกาลสงกรานต์แบบไทยๆ ไปอย่างสวยงาม

โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยหนุ่ม-สาวสไบเฉียงที่เตรียมพร้อมมารับชมโชว์แบบฟูลออฟชั่นที่ทางร้านได้จัดเตรียมไว้ให้ และทางค่ายขนเพลงมาแบบเต็มสูบ โดยเฉพาะ “Bangkok City” เพลงแนว Feel-Good Dancehall/Latin-Pop ที่มีกลิ่นอายไทย ส่งตรงมาลงที่แลนด์มาร์คแห่งปากน้ำโพ โชว์แรงที่แฮงค์โอเวอร์@นครสวรรค์  ปลุกกระแสแฟชั่นห่มสไบใส่กางเกงยีนส์สุดเท่ห์ เทรนด์ฮิตล่าสุดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติร่วมสนุกเต้นสะบัด ตามสาวกระแต, กระต่าย, กฤษ บุญยะเลี้ยง, โตชิ-จิรทิปต์ ปันธิ  และลูกทีมแบบเต็มวงอีกกว่า 30 ชีวิต พร้อมเมดเลย์เพลงดัง แดนซ์กันแบบนัน-สต็อป สร้างความสุขสุดประทับใจให้กับชาวนครสวรรค์โดยเฉพาะ

งานนี้ HangOver @นครสวรรค์ คืนกำไรลูกค้าโดยเฉพาะกับเอ็กคลูซีฟในเอ็กคลูซีฟ ด้วยการใกล้ชิดศิลปินแบบตัวต่อตัว เสมือนคอนเสิร์ตกลางบ้านที่ศิลปินมาโชว์กันทั้งครอบครัว ด้วยนโยบายของผู้บริหาร “พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์” กรรมการผจก (ตลาดเพชรพิชญาและบจก.เพชรวดีก่อสร้าง) มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นว่าใครที่มาใช้บริการที่ร้านแล้วต้องรู้สึกสบาย เป็นกันเอง เพราะมีบรรยากาศดีที่เตรียมไว้ให้ลูกค้ามาแล้วประทับใจ โดยในครั้งนี้ยังเนรมิตเวทีใหม่ ใหญ่เกือบเท่าตัวร้านขึ้นมาภายในพริบตาเดียว และตั้งใจชวนสาว “กระแต” และชาวคณะมาเซอร์ไพร้ส์ชาวนครสวรรค์โดยเฉพาะ และอยากผลักดันวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่หันมาภาคภูมิใจและยกระดับเพลงไทยสู่สากลไปพร้อมๆ กันที่ HangOver @นครสวรรค์ ที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 19.00 – 23.00 น.

เตรียมพร้อมกับความสนุกสุดเซอร์ไพร้ส์ในครั้งต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอที่ HangOver @นครสวรรค์ เพียงแค่ติดตามเพจไว้ให้ดี โดยสามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เพจ  https://www.facebook.com/hangovernakhonsawan/

#KTKRATAE #BangkokCity

#HangOver #HangOverNakhonsawan

#แลนด์มาร์คแห่งปากน้ำโพโชว์แรงที่แฮงค์โอเวอร์นครสวรรค์ 

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ร่วมกับ กลุ่มอันดามันพาวเวอร์ภูเก็ต เตรียมเปิดเวทีการประกวดที่มีสีสันที่สุดในจังหวัดภูเก็ต กับการประกวด “Miss Queen Andaman Power 2026” ครั้งที่ 11 สุดยอดการประกวดสาว TG (Transgender) ภายใต้แนวคิด “ฉลาด สวย สุขภาพดี และมีจิตอาสา” พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ขอเชิญชวนสาวๆ TG จากทั้วประเทศ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉิดฉายบนเวทีแห่งความงาม พลัง และความเท่าเทียมครั้งนี้ได้ ในงาน “Miss Queen Andaman Power 2026” ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการประกวดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 .. 69 โดยสามารถสแกน QR Code หรือขอรับใบสมัครได้ที่ Tourist Privilege Booth โซนเดอะเบย์ อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต และร้าน IBAR ซอยพาราไดซ์ ป่าตอง นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลและเงื่อนไขการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Miss Queen Andaman Power หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-848-7963

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเวทีประกวดสุภาพบุรุษสุดยิ่งใหญ่ มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล    ไทยแลนด์ 2026 (Mister International Thailand 2026) ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ทรงพลัง “The NEW Legendary”  สู่ตำนานบทใหม่ของเวที กับไฮไลท์ของการปะทะระหว่าง “ตัวพ่อ” ผู้ผ่านการประกวด MI Thailand ฟาดฟันกับ “ผู้กล้าหน้าใหม่” ใจถึง ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน ชิงรางวัลเงินสด และของรางวัลมูลค่ารวมนับล้านบาท รวมถึงโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย และเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวดเวทีระดับนานาชาติ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

นายอานนท์ จันทราช ประธานกองประกวด Mister International Thailand และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การประกวดในปีนี้ยังคงมุ่งยกระดับเวทีให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The NEW Legendary’ พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มาร่วมสร้างตำนานกันอย่างคับคั่ง นำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และทีมบุรีรัมย์ ในฐานะเจ้าภาพจัดกิจกรรมเก็บตัว

“ผู้เข้าประกวดจะได้รับประสบการณ์จากกิจกรรมของกองประกวด และผู้สนับสนุน ที่เตรียมไว้อย่างจัดเต็ม ก่อนที่จะเข้าสู่การประกวดรอบ Preliminary ที่ จ.บุรีรัมย์ และรอบชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม ณ MCC Hall The Mall Lifestore Bangkapi ซึ่งผู้ชนะตำแหน่ง Mister International Thailand 2026 จะได้รับรางวัลเงินสด มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อมของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนอีกมากมาย และโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการประกวด Mister International 2026 รวมถึงโอกาสสำคัญในการร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ” นายอานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ การประกวด Mister International Thailand 2026 กำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าประกวดหนุ่มหล่อสัญชาติไทย ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน  อายุระหว่าง 18 – 39 ปี ที่มีความมั่นใจ และความกล้าที่จะนำพลังของตัวเองมาต่อยอดสู่ความสำเร็จ โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ แฟนเพจ Mister International Thailand กรอกข้อมูล พร้อมแนบรูปถ่าย (หน้าตรง ครึ่งตัว เต็มตัว) และคลิปวิดีโอแนะนำตัวเอง (ความยาวไม่เกิน 30 วินาที) ส่งมาที่อีเมล info@mithailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569  

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร หรือติดตามข่าวสารได้ที่แฟนเพจ Mister International Thailand และ IG : mithailandbyactiff หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 083 309 4114 / 062 639 9794

#MIThailand2026

#MisterInternationalThailand

#TheNEWLegendary

#ProducedByActiff

#TeamBuriram

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่จัดโครงการ น้ำพระทัยพระราชทาน มอบไอศกรีมและน้ำมะพร้าวแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่มอบไอศกรีม จำนวน 13,000 แท่ง และน้ำมะพร้าว จำนวน 2,000 กระป๋อง ภายใต้โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน ให้แก่ผู้ต้องขัง โดยมีนายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม ให้การต้อนรับและร่วมดำเนินกิจกรรม

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อช่วยคลายร้อนให้แก่ผู้ต้องขังในช่วงที่อากาศร้อน โดยมุ่งสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการส่งต่อสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม

ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช กล่าวว่า การดำเนินโครงการน้ำพระทัยพระราชทานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความเอื้ออาทรและการแบ่งปันสู่สังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังให้ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากสังคมภายนอก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในอนาคต

ด้าน นายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงผู้ต้องขัง โดยกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกผ่อนคลาย และยังช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ต้องขังในการดำเนินชีวิตระหว่างอยู่ภายในเรือนจำ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศ แต่ยังสะท้อนถึงปณิธานของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการส่งมอบความปรารถนาดีให้เข้าถึงครอบคลุมทุกพื้นที่และยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ 'สถานีประชาชน' สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมยกระดับ “สถานีประชาชน” ปี 69-70 วาง 3 ยุทธศาสตร์หลัก พัฒนาเนื้อหาเข้มข้น 6 ด้าน “ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ  ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง” พร้อมขยายเครือข่าย สร้างการรับรู้ผู้ชม เปิดพื้นที่กลางแก้ปัญหาความเดือดร้อน ตั้งเป้า “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” เพิ่มการเข้าถึงผู้ชมทั่วประเทศ

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้วางแผนขับเคลื่อน “สถานีประชาชน” ในช่วงปี 2569–2570 โดยมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการสะท้อนปัญหาและหาทางออกให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด “ทุก(ข์)ปัญหา ทุกความเดือดร้อน เราพร้อมหาทางออก” พร้อมตั้งเป้าเป็น “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” โดยแผนดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาเนื้อหา 2.การขยายเครือข่าย และ 3.การสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้ชม เพื่อให้การสื่อสารประเด็นสาธารณะเข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นางกานดา กล่าวต่อว่า ในด้านการพัฒนาเนื้อหา จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โดยนำเสนอผ่านทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง On Air, Online และการลงพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ทีมข่าวสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ได้จัดกิจกรรมสัญจรออกอากาศรายการสดในพื้นที่ พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพูดคุยและหาแนวทางแก้ไข ในรูปแบบ “ตั้งโต๊ะรับเรื่อง” แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการค้นหา Case Study จากพื้นที่จริง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงภาครัฐ เอกชน และสื่อท้องถิ่น เพื่อร่วมกันคลี่คลายปัญหาให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค รวมการสร้าง Influencers จากผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการ และนักข่าว สู่เครือข่ายผู้สื่อสารรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง

“ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รายการสถานีประชาชน เป็นผู้ดูแล “ศูนย์ร้องทุกข์ ไทยพีบีเอส” และ “ศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส” จากข้อมูลสถิติของทั้ง 2 ส่วน สะท้อนให้เห็นว่า ยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาและต้องการที่พึ่งในการหาทางออก ซึ่ง “สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตอกย้ำว่ารายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง” นางกานดา กล่าว

ทั้งนี้ ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/People

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี

ภายในงานมีพิธีการสำคัญ อาทิ การกล่าวถวายพระพรชัยมงคล การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชา รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของผู้แทนภาครัฐ ก่อนเข้าสู่การเลี้ยงรับรองตามธรรมเนียม

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เชิญบุคคลสำคัญจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญดังกล่าว

– 006

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมงานสโมสรสันติบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

5 พ.ค. 2569 12:03 น.

ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.

เกิดเหตุระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟในมณฑลหูหนาน เสียชีวิต 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย ทางการระดมกู้ภัยเกือบ 500 นาย อพยพประชาชนรอบพื้นที่รัศมี 3 กม. หวั่นระเบิดซ้ำ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานดอกไม้ไฟ “หัวเซิ่ง” ในเมืองหลิวหยาง มณฑลหูหนาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ และบาดเจ็บ 61 ราย โดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กิโลเมตรจากโรงงานเพื่อความปลอดภัย

ทางการจีนได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกือบ 500 นาย เข้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคาร พร้อมนำหุ่นยนต์เข้าช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพัง รายงานระบุว่า ภายในพื้นที่โรงงานยังมีโกดังเก็บดินปืน 2 แห่งที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเพิ่มความอันตรายระหว่างปฏิบัติการกู้ภัย เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้มาตรการเพิ่มความชื้นในพื้นที่เพื่อลดโอกาสเกิดการระเบิดซ้ำ โดยตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ และได้ดำเนินมาตรการควบคุมตัวผู้รับผิดชอบของบริษัทแล้ว 

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งการให้เร่งค้นหาผู้สูญหายและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้สอบสวนหาสาเหตุและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง.