เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

31 มี.ค. 2569 01:11 น.

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ 2 นายเสียชีวิตในเลบานอน หลังจากรถลาดตระเวนของพวกเขาโดนระเบิดไม่ทราบฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นายด้วย

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 กองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ 2 นายเสียชีวิตในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุระเบิดที่ไม่ทราบที่มาทำลายรถพาหนะของพวกเขาจนพังยับเยิน ขณะลาดตระเวนใกล้กับหมู่บ้านบานี ฮายัน (Bani Hayyan)

UNIFIL ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพอีก 2 นายได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการสาหัส พร้อมอธิบายว่านี่เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียถึงแก่ชีวิตครั้งที่ 2 ที่เกิดกับหน่วยงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากเมื่อคืนวันเสาร์ มีวัตถุระเบิดตกใส่ตำแหน่งที่ตั้งของ UNIFIL ในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 นาย

นายฌอง-ปิแอร์ ลาครัวซ์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายปฏิบัติการสันติภาพ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล UNIFIL ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตทั้ง 2 นายเป็นชาวอินโดนีเซีย

“ไม่ควรมีใครต้องมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อสันติภาพ” UNIFIL ระบุ พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

UNIFIL ระบุอีกว่า เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ UNIFIL ยังเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และรับรองความปลอดภัยของบุคลากรและทรัพย์สินของสหประชาชาติ พร้อมเตือนว่าการจงใจโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 1701 อย่างร้ายแรง และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

“ความสูญเสียของมนุษย์ในความขัดแย้งครั้งนี้สูงเกินไปแล้ว ความรุนแรงจะต้องยุติลง ดังที่เราเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้” UNIFIL ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

30 มี.ค. 2569 23:48 น.

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

หลายพื้นที่ในอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนัก 5 วันติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 45 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายอีกนับร้อยหลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มี.ค. 2569 ว่า หลายพื้นที่ในประเทศอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนักมาตลอดช่วง 5 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ศพ และบาดเจ็บอีก 74 ราย โดยที่อัฟกานิสถานยังคงประกาศเตือนสภาพอากาศเลวร้ายอยู่

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDMA) ของอัฟกานิสถานระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานซึ่งบอบช้ำจากสงคราม อยู่ในจังหวัดแถบภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปาร์วาน, ไมดัน วาร์ดัก, ดายกุนดี และโลการ์ โดยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ทำลายบ้านเรือนพังเสียหายยับเยินไปถึง 130 หลัง

“สภาพอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศยังคง ‘ไม่มั่นคง’ ในวันจันทร์ โดยยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดฝนตกและน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ทั้งนี้มีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,140 ครัวเรือน” NDMA ระบุในแถลงการณ์

อีกด้านหนึ่ง หน่วยงานจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ของปากีสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 25 ราย หลังฝนที่ตกหนักส่งผลให้หลังคาและกำแพงบ้านพังถล่มลงมาทับพวกเขา

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติระบุว่าทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อสภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยฤดูมรสุมที่รุนแรงเมื่อปีที่แล้วได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในปากีสถาน คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 1,000 ราย รวมถึงทำลายพืชผล ปศุสัตว์ และบ้านเรือนจำนวนมาก

รายงานจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม และภัยแล้ง ได้ทำลายบ้านเรือนในอัฟกานิสถานไปกว่า 8,000 หลังในปี 2568 และทำให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องแบกรับภาระ “เกินขีดจำกัด”

ยิ่งไปกว่านั้น อัฟกานิสถานยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับวิกฤต เนื่องจากความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังหลักทางการเงินของรัฐบาลอัฟกัน ได้ถูกตัดลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2564

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

30 มี.ค. 2569 22:36 น.

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ชาติพันธมิตรบางรายพยายามขอให้ยูเครนหยุดโจมตีแหล่งพลังงานของรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกียืนยันว่า พวกเขาพร้อมหยุดโจมตีหากรัสเซียหยุดด้วยเช่นกัน

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ชาติพันธมิตรบางรายของยูเครนขอให้พวกเขาลดระดับการโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของรัสเซียลง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากเกิดวิกฤตพลังงานโลก เราได้รับสัญญาณจากพันธมิตรบางรายเกี่ยวกับการลดระดับการตอบโต้ที่มุ่งเป้าไปยังภาคส่วนน้ำมันและพลังงานของสหพันธรัฐรัสเซียจริงๆ” เซเลนสกีกล่าวในข้อความเสียงที่ส่งถึงผู้สื่อข่าว

ผู้นำยูเครนไม่ได้ระบุเจาะจงว่าใครเป็นผู้ยื่นข้อเสนอดังกล่าว แต่เขาได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเคียฟไม่น่าจะปฏิบัติตามคำขอนั้น

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า หากรัสเซียพร้อมที่จะหยุดโจมตีภาคพลังงานของยูเครน เราก็จะไม่ตอบโต้ภาคพลังงานของพวกเขา” เซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครน “พร้อมสำหรับการหยุดยิงทุกรูปแบบ”

ทั้งนี้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้สร้างความหวาดกลัวในหลายเมืองทั่วยูเครนด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานอย่างหนัก ส่งผลให้พลเรือนหลายล้านคนต้องขาดแคลนไฟฟ้าและความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่ครั้งนี้หนาวเย็นผิดปกติ

ในขณะที่ฝ่ายยูเครนยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้รัสเซียฉกฉวยกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว โดรนของยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นและสถานีส่งออกน้ำมันของรัสเซียไปแล้วหลายแห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

30 มี.ค. 2569 22:01 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายแหล่งพลังงานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยขู่ว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะปิดฉากการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคด้วยการ “ระเบิดและทำลายล้าง” โรงไฟฟ้าและบ่อน้ำมันในประเทศให้สิ้นซาก

“สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างการหารืออย่างจริงจังกับ ‘ระบอบการปกครองใหม่ที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม’ เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่าน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก แต่หากด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็วๆ นี้ (ซึ่งก็น่าจะตกลงกันได้) และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกเปิดเพื่อ ‘ทำการค้า’ ในทันที เราจะปิดฉาก ‘การมาเยือน’ อันแสนวิเศษของเราในอิหร่าน ด้วยการระเบิดและทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์ก (และอาจรวมถึงโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลทั้งหมด!) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจงใจยังไม่ ‘แตะต้อง’ ในตอนนี้”

คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจเข้ายึดน้ำมันของอิหร่าน ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Financial Times เมื่อคืนที่ผ่านมา

ทรัมป์บอกกับ Financial Times ว่า “ทางเลือกที่เขาพอใจคือการยึดน้ำมันมา” ในขณะที่เขากำลังพิจารณาว่าจะเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกเชื้อเพลิงหลักของอิหร่านหรือไม่

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุระดับ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

30 มี.ค. 2569 21:44 น.

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

เจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาปฏิเสธแผนเพื่อยุติสงคราม 15 ข้อของสหรัฐฯ ชี้เรียกร้องเกินจริงและไม่สมเหตุผล สวนทางกับคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้ที่ว่า อิหร่านตอบรับข้อเรียกร้องส่วนใหญ่แล้ว

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า ข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น ประกอบไปด้วย “ข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง และไม่สมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง” ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านได้ตอบรับข้อเรียกร้อง “ส่วนใหญ่” ในรายการดังกล่าวแล้ว

นายบากาอีระบุเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ “ไม่มีการเจรจาโดยตรง” ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยข้อความจากรัฐบาลวอชิงตันถูกส่งผ่านตัวกลางเท่านั้น

นอกจากนี้ โฆษกฯ ยังเสริมว่าอิหร่านไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นโดยปากีสถานร่วมกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่าการประชุมดังกล่าวอยู่ในกรอบการทำงานที่อิหร่านไม่ได้ให้การตกลงยอมรับ

“การประชุมที่ปากีสถานจัดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น อยู่ภายใต้กรอบการทำงานที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเอง และเราไม่ได้เข้าร่วมในกรอบการทำงานนี้” เขากล่าว

ทั้งนี้ ทางการปากีสถานได้แถลงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” ภายหลังจากการประชุมสี่ฝ่ายร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาค ณ กรุงอิสลามาบัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

ปกรณ์วุฒิ โต้คริส ยันเดินไปคุยในฐานะวิปฝ่ายค้าน อีกฝ่ายเล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่ ‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ชี้แจงกรณีนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงกล่าวหาว่าถูกเข้าไปชี้นิ้ว คุกคามในห้องประชุมสภาฯ ว่าในฐานะที่ตนเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ ที่ตนก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา  และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง  ทุกครั้งตนก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป เพราะตนคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน  

ประเด็นในวันนี้ ที่เดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะ  พรรคประชาชน โดยเฉพาะ  และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส พรรคอื่นๆเลย ตนจึงพยายาม ที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี และบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ chat GPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆเลยทั้งสิ้น  

“การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1แถว เพื่อพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง3คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง  และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3คนนั้น ทั้งที่จริงๆยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆกันเลย . ซึ่งภาพที่ปรากฎออกมา อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจไปอีกแบบ ผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา” นายปกรณ์วุฒิ ระบุ

นายปกรณ์วุฒิ ระบุอีกว่า สิ่งที่คิดว่าทำให้เสียหาย คือการกล่าวหาว่าตนพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดคำนี้  ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง สำหรับตนเหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใด ๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“เอกนิติ”ย้ำคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ด้าน”รัชดา”แจงข่าวในโซเชียลฯคลาดเคลื่อน ขอรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล เร็วๆ นี้ 

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 18.05 น.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2  ในสื่อโซเซียลฯ ว่า  ข้อเท็จจริง ขณะนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ซึ่งได้มีการเตรียมไว้แล้วนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่  โดยรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง  ขอให้รอการชี้แจงจากรัฐบาลเท่านั้น   รวมทั้งรัฐบาล ยังมีแนวคิดที่จะออกมาตรการอื่นๆ  ควบคู่กัน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย  

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สี่อ ล่าสุด โดย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ ขณะนี้กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม. 

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

“วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

“ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน ! “จุติ” จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียนสู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ  ทำงานแบบบูรณาการ  ตั้ง KPI วัดผลงานอธิบดีรายกระทรวง หากไร้ประโยชน์ให้สั่งยุบทิ้งทันที

วันที่ 2 เมษายน 2569  นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่อรายงานการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน โดยเห็นใจอธิบดีกรมบัญชีกลางที่ต้องรับหน้าที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ในระบบราชการ แม้จะมีโอกาสทำงานภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ยังคงทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งบทบาทดังกล่าวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพราะประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต  ต้องทำงานบูรณาการกัน  เช่น กองทุนประกันสังคม กับกระทรวงแรงงาน กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา กับกระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนา SME กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

นายจุติ ยังเสนอให้มีการประเมินบทบาทของแต่ละกองทุนอย่างจริงจัง โดยตั้งคำถามว่า กองทุนมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาวิกฤตหรือไม่ ประชาชน สังคม และประเทศได้รับประโยชน์อะไร การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน หากกองทุนใดไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ควรพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิก และควรใช้ KPI เป็นตัววัดผลงานของอธิบดีแต่ละกระทรวง ว่าควรจะต้องปรับปรุง หากไม่สามารถทำให้กองทุนเกิดประโยชน์ได้จริง

นายจุติ ยังฝากถึงอธิบดีกรมบัญชีกลางให้รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการการทำงานของกองทุนในช่วงวิกฤต โดยเน้น 3 ปัญหาหลักของประชาชน ได้แก่ 1.ปัญหาปากท้อง การมีงานทำ และการปรับโครงสร้างหนี้ 2.การเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย โดยเฉพาะบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3.การศึกษา โดยเฉพาะบทบาทของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ที่จำเป็นมากในยามวิกฤตนี้ 

นายจุติ ระบุว่า ทั้ง 3 เรื่องคือ ความฝันร้ายของประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ และบริหารกองทุนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4  รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

‘วิปสภาฯ’ วางตุ๊กตาจัดเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการรวม 32 ชั่วโมง ‘ฝ่ายค้าน’ ได้ 14 ชั่วโมง ‘ฝั่งรัฐบาล’ 5 ชั่วโมง ’ครม‘ 6 ชั่วโมง ขณะที่ ‘สว.’ 4 ชั่วโมง รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.นี้

วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนปิดการประชุม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกหารือพร้อมกับแจ้งผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการตามที่หารือร่วมกับตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ต่อการจัดสรรเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้นัดหารือพรรคการเมืองและสว. แต่ได้เลื่อนนัดหมายออกไป ดังนั้นขอบันทึกว่าตัวแทนวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านหารืออย่างไม่เป็นทางการ เพื่อลองวางกรอบแบ่งเวลาเบื้องต้นที่ 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน โดยเทียบกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้  คือ กรอบเวลา 2 วัน วางไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที  แบ่งเป็น 31 ชม. สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา และแบ่งให้เวลากับฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30 นาที และ ฝ่ายสว. 4 ชั่วโมง และให้เวลา ครม. ชี้แจง 6 ชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงเป็นเวลาของประธาน  ขณะที่นายกฯ จะมีเวลาอ่านคำแถลงนโยบาย จำนวน 1 ชั่วโมง  30 นาทีในช่วงต้น ส่วนการแบ่งกรอบเวลาอภิปราย ในวันที่ 9 เม.ย. จะเริ่มประชุม  08.30 – 02.00 น. ส่วนวันที่ 10 เม.ย.  08.00 – 23.00 น.  

ทั้งนี้น.ส.มัลลิกา ถามย้ำว่าเป็นทางการหรือไม่หรือต้องไปหารืออีกครั้ง ซึ่งนายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นการหารือกรอบเวลาเบื้องต้นที่ควรพิจารณาหากนำไปพูดคุยกับฝั่งวุฒิสภา เพราะกังวลว่าอาจมีความกระชั้นชิดต่อการนัดหมายพูดคุยกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้น.ส.มัลลิกา สรุปว่า  ต้องให้เกียรติ สว. ด้วย และต้องให้สว.เห็นตรงกัน  ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมอีกครั้งว่า ประธานสภาฯ ได้แจ้งให้นัดประชุมหารือตัวแทนพรรคการเมือง และ สว. ในวันที่  7 เม.ย.นี้ เวลา 09.30 น. จากนั้นได้สั่งปิดประชุม ในเวลา17.22น.