นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.09 น.

“นายกอุ๊” ปชป.  ประกาศ “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย” รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ชูโมเดลทีมเซลล์ 77 จังหวัดบุกโลก พลิกท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง จากฐานรากสู่เวทีสากล 

19 ม.ค.69 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 หมายเลข7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

นายกอุ๊ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากรากฐาน โดยย้ำว่าประเทศไทยมีสินค้าและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาไทย

 “มีของแต่ขายไม่เป็น”

และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหลายกระทรวงที่ออกงานต่างประเทศโดยขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัดเชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็น “เซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา หรืออาเซียน 

นายกอุ๊ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องสามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ITB และงานในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าพื้นที่ 

ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกัน ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์คือ

“รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” 

โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนเก่งในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนดีที่สุด รัฐต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง 

โดยย้ำว่าที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างด้านท่องเที่ยวจากส่วนกลางมักถูกถ่ายโอนภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยกเลิกและออกแบบใหม่ทั้งหมด

นายกอุ๊ ระบุว่าการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” 

โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง อินเดีย และผู้ที่ต้องการใช้ไทยเป็นบ้านหลังที่สอง พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

ในด้านการวัดผล พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือTOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ขณะเดียวกันการดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มจะอาศัยโมเดล 77 จังหวัด 77 ทีม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรู้ดีที่สุดว่าสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใโดในจังหวัดตัวเองมีอะไรบ้าง 

และมีการบูรณาการ โดยใช้งบประมาณของจังหวัด อบต. และเทศบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงงบประมาณจากส่วนกลางร่วมกัน

สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นายกอุ๊กล่าวว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “ทำเลทอง” ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ด้านการยกระดับแรงงานและเอสเอ็มอี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐสนับสนุนด้านภาษีและกองทุนเฉพาะกิจสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยไม่คิดดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร และผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นธุรกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ในประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี และทุนเทา นายกอุ๊ย้ำว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การชี้เป้า ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ให้รางวัลนำจับ และยึดทรัพย์ พร้อมขึ้นบัญชีดำและผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ และพร้อมเอาจริงกับปัญหานี้

สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว นายกอุ๊เห็นว่าจำเป็นต้องจัดเก็บและตั้งเป็นกองทุน เพื่อให้ท้องถิ่น อบต. สมาคม และภาคเอกชน สามารถขอใช้งบไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยชี้ว่าค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว

และจากคำถามหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผิดชอบเรื่องท่องเที่ยวในระยะเวลาปีแรก จะทำอะไรอย่างไร 

หากได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกอุ๊ระบุว่าสามารถเห็นผลได้ภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งและประชุมทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาเตรียมงบกลางประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นายกอุ๊สรุปว่า นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่มีความพร้อมในการลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

“รมว.ธรรมนัส”ลงพื้นที่สระแก้ว ย้ำชะลอหนี้โคบาลบูรพา ก่อนเสนอ ครม. พักชำระหนี้ทั้งระบบ ชี้เกษตรกรไม่ผิด ปัญหาหลักมาจากโคด้อยคุณภาพ

วันที่ 19 มกราคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าและแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา หลังเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความเดือดร้อนจากภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยยืนยันชัดเจนให้ชะลอการติดตามหนี้และการดำเนินคดีไว้ก่อน ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาพักชำระหนี้อย่างเป็นทางการ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมคณะ เพื่อพบปะรับฟังปัญหาจากตัวแทนกลุ่มโคบาลบูรพาในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอวัฒนานคร อำเภออรัญประเทศ และอำเภอโคกสูง ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2560 รวมทั้งสิ้น 6,100 คน แบ่งเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโค 6,000 คน และผู้เลี้ยงแพะ 100 คน

นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับพร้อมรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้วว่า ปัจจุบันสถานการณ์โดยรวมอยู่ในภาวะปกติ อยู่ระหว่างการเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสำรวจความเสียหาย เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อติดตามข้อเรียกร้อง 6 ประเด็นของกลุ่มเกษตรกรโคบาลบูรพา ซึ่งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 หลังสิ้นสุดสัญญาและถึงกำหนดชำระหนี้ แต่เกษตรกรไม่สามารถชำระคืนได้ อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของโครงการ

ข้อเรียกร้องดังกล่าวประกอบด้วย การขอให้ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสหกรณ์และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ การพักชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด การยกเลิกสัญญาเงินกู้ยืมและสัญญาการเลี้ยงโคที่ไม่เป็นธรรม การให้กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าเสียหายจากกรณีโคด้อยคุณภาพ โคเป็นหมัน หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงการขอให้รัฐเยียวยาเกษตรกรที่ขาดทุนจากการเลี้ยงโค และให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

รองนายกรัฐมนตรีฯ ยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการโคบาลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งพบว่าเกษตรกรได้รับโคที่มีสภาพผอม ป่วย ติดโรค และตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตลูกโคตามเงื่อนไขในสัญญาได้ อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระหนี้จากการกู้เงินลงทุนสร้างโรงเรือน โดยจากการสำรวจข้อเท็จจริงพบว่าสาเหตุหลักของความล้มเหลวเกิดจากโคด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ความบกพร่องของเกษตรกร

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จะนำปัญหาโครงการโคบาลบูรพาเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบในการพักชำระหนี้ โดยในระหว่างนี้ได้สั่งการให้ชะลอการติดตามทวงหนี้และการดำเนินคดีกับเกษตรกรไว้ก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน

ภายหลังการประชุมที่ว่าการอำเภออรัญประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางต่อไปยังสวนกาญจนาภิเษก ร.9 เพื่อพบปะและให้กำลังใจสมาชิกโครงการโคบาลบูรพาจากทั้งสามอำเภอ ซึ่งเดินทางมารอรับฟังความชัดเจน โดยยืนยันต่อหน้าเกษตรกรว่า รัฐบาลจะเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่ดีในช่วงเริ่มต้น แต่กระบวนการดำเนินงานไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินยาวนานต่อเนื่องถึงกว่า 8 ปี

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ เน้นย้ำว่า หากรัฐสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและแก้ไขอย่างตรงจุด โดยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรได้พยายามเลี้ยงโคอย่างเต็มความสามารถ แต่โคที่ได้รับการสนับสนุนมีปัญหามาตั้งแต่ต้น ย่อมจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นธรรม และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วในระยะยาว

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก #รู้ทันประชามติ Ep.1 มาตรา160(4)(5)แสลงใจนักการเมืองเทา? 

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก #รู้ทันการเมืองไทย#รู้ทันประชามติ Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “#รู้ทันการเมืองไทย #รู้ทันประชามติ Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง ? ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใดบ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

 สมชาย แสวงการ

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้ มาตรา 98 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน (สส)ซึ่งใช้กับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา(สว)มี18อนุมาตรา แต่อนุมาตรา ที่แสลงใจ และบรรดานักการเมืองระดับหัวหน้าทีมและลูกทีม อยากโละทิ้งมากที่สุดคือ มาตรา98 (4)และ(5) เนื่องด้วยนักการเมืองระดับนำของหลายพรรคการเมือง ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตัดสิทธิเลือกตั้งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง10ปี จึงมีความพยายามในหลายครั้งที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัดออก แต่ไม่กล้าเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะจะปรากฏให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าแก้ไขเพื่อตนเองและพวกพ้อง ดังนั้นการรณรงค์ให้เห็นชอบประชามติ ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ โดยนอมินี ก็จะทำให้ประชาชนมองไม่เห็นว่า ได้ยกเลิกอนุมาตรานี้ไปแล้ว

ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมทางอ้อมเพื่อยกเลิกลักษณะต้องห้ามดังกล่าว และเปิดโอกาสให้อดีตสส สว รมต ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาวินิจฉัยตัดสิทธิไป สามารถกลับมาสมัคร สส สว เป็นรมต ได้อีกครั้ง รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจที่เป็นลักษณะต้องห้ามของนายกฯ รมต สส สว นี้กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบเลิกรัฐธรรมนูญ2560 และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา98(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้นบัญญัติไว้อีก จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ #ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

 สมชาย แสวงการ

สมขาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา เอกสารประกอบการพิจารณา https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt”

ชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งหลายคนต่างก็เห็นด้วย เช่น

“เหมือนเดิม “ไม่เห็นชอบ””

“ไม่เห็นชอบ”

“กา X #ไม่เห็นชอบ ครับ”

“อาจเป็นภาพวาดรูป ข้อความพูดว่า “ไม่เ ไม่เห็นชอบ เห็น ชอบ””

“..จริงๆ แล้ว! นักการเมืองในปัจจุบัน ต้องการแก้ รธน.ไปทำไม! ฟังได้ชัดๆ เพียงประเด็นเดียว คือ รธน.ปี60 มาจากคณะรัฐประหาร..จึงต้องการได้ รธน.ที่มาจาก ปชช..แต่ในที่สุด ก็จะได้จากพวกมันกับพวกที่มันแต่งตั้งมา ยกร่างนั่นแหละ! ….ก็ รธน.ปี40 ที่ยกร่างมาจากตัวแทน ปชช.ทั้งกระบินั่นปะไร..ทำให้เราได้คนอย่างไอ้เหลี่ยมมาสร้างความพินาศให้กับบ้านเมืองหลายแสนล้านมิใช่หรือ!”

“กาไม่เห็นชอบครับ”

“กาไม่เห็นชอบค่ะ”

สมชาย แสวงการ
 สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

“อนุทิน” ปราศรัยตื้อคนกรุงอีกรอบ ขอเลือก เอกภพ สายไหมต้องรอด ถ้าไม่รอดก็ม่อง  มั่นใจลต.เที่ยวนี้ คนตอบ รับภท.หลังปกป้องอธิปไตยเข้มข้น เพราะไม่มี“อังเคิล ”จึงไม่ต้องเกรงใจใคร หนุนนโยบายทหารอาสา ภูมิใจลูกชายจับใบแดง แซวนึกว่าพ่อมันใหญ่  แต่ส่งสติ๊กเกอร์ให้กำลังใจ “รักชาติยิ่งชีพ ”แทน

เมื่อเวลา 17.50 น. ที่เวทีปราศรัยย่อยเขตสายไหม  หมู่บ้านจิตภาวรรณ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปราศัยว่า กล่าวว่า สวัสดีชาวสายไหม พื้นที่นี้เลือกนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ผู้สมัคร สส. เขต 11 พรรคภูมิใจไทย เบอร์เดียวพอ ถือเป็นคนทุ่มเททำงานให้พี่น้องชาวสายไหมและชาวกรุงเทพฯ  8 ก.พ.ขอให้โอกาสสายไหมต้องรอด ถ้าไม่รอดก็ม่อง

ทั้งนี้ ตนรู้จักนายเอกภพตั้งแต่ทำเรื่องโควิดเพราะลงเฟสบุ๊คด่าตนทุกวันสมัยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เพราะทำเพจสายไหมต้องรอด   ตนชอบคนรักชาวบ้าน ไม่ต้องรักตนหรอก จากนั้นก็รู้จักกันทำให้ศรัทธาต่อกัน 

ดังนั้นเลือกตั้งปี66 จึงลงสมัครสส. แม้ สายไหมรอด  แต่นายเอกภพ ไม่รอด  แต่เลือกตั้งเที่ยวนี้  ได้เห็นผลงานของพรรคภูมิใจไทย  เราเป็นรัฐบาลทำสัญญาที่ให้พี่น้องประชาชน แม้จะแจ้งเกิดในกรุงเทพไม่ได้เสียที  แต่เราก็ไม่ท้อจึงหาคนที่มีความมุ่งมั่นทำงานให้กทม. จึงเชิญนายเอกณัฏพร้อมพันธุ์  มาเป็นหัวหน้าทีม กทม.  

“ตอนนี้มีเรื่องอธิปไตยของชาติรักษาแผ่นดินของเรา โชคดีที่ไม่มีลุง ผมไม่มีอังเคิลก็เลยไม่ต้องเกรงใจ ผมเกรงใจคนไทยใครมารุกรานแผ่นดินไทย  ส่วนใครพยายามคุกคามประเทศของเรา ผมไม่เกรงใจอยู่แล้ว และเราจะปกป้องแผ่นดินเราเต็มที่ ซึ่งพี่น้องประชาชนรับทราบรับรู้ ซึ่งนโยบายแบบแข็งกร้าว พี่น้องประชาชนโอเคหรือไม่ ทำให้พี่น้องประชาชนไม่เสียดินแดนไม่ถูกเอาเปรียบ  และเชื่อว่าตอบสนองความต้องการของคนกรุงเทพได้ จริงๆไม่กล้าลงกทม. แต่ผมเดินไปไหนคนบอกให้ ปิดด่าน  บอกให้รักษาบ้านเมือง  รักษาสถาบัน  จึงรู้สึกว่าคนกรุงเทพรู้จักเรามากขึ้นจึงขอตื๊ออีกที“

นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ยังมุ่งเน้น ปราบเรื่องสแกมเมอร์  ทลายทุนเทา ไม่เอาคาสิโน ถูกใจประชาชนแน่นนอน  และสนับสนุนคนละครึ่งพลัส ซึ่งเชื่อว่าประชาชนรู้สึกดี พึงพอใจทั้งผู้ซื้อผู้ขาย และกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากอยากจะได้คนละครึ่งพลัส ต้องเลือกนายเอกภพ และตนเขาไปขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงกำแพงป้องกันชายแดน   รวมถึงใช้รั้วลวดหนามป้องกันพืชผลการเกษตร อาทิ ข้าว มันเถื่อนที่ทะลักเข้ามาทำให้ราคาสินค้าการเกษตรของไทยตกลง วันนี้เมื่อปิดชายแดนทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงขึ้น รวมถึงป้องกันยาเสพติด 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังพูดถึงนโยบายทหารอาสา อยากให้ทุกคนมาสมัคร เพราะเชื่อว่าคนอยากเป็นทหารมีเยอะ ซึ่งลูกชายตนจับได้ใบแดง ตนภูมิใจมากถึงขั้นซื้อสติกเกอร์ รักชาติยิ่งชีพ ส่งไปให้เขา ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพ่อมันใหญ่  แต่ผมบอกให้ไปจับเลย และตนสังหรณ์ว่าจะได้ใบแดง แล้วก็ได้ใบแดงจริงๆ

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กพรรคเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ด้วยความยาว 1 นาที 36 วินาที พร้อมข้อความตัวอัษรใต้คลิปกับนิยามคำว่า บ้านใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวกล่าวไว้ในคลิปวิดีโอว่า“เริ่มต้นก่อน ต้องยอมรับ ว่าใช่ครับ ผม เป็นบ้านใหญ่ สิ่งที่ผมมาโดยตลอด คือความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ มันคืออะไร เพราะว่า สิ่งที่ผมเห็นสิ่งที่ผมสัมผัส คือจากความเป็นบ้านใหญ่ เราพัฒนาทุกอุตสาหกรรมที่เราแตะ เราทำให้บุรีรัมย์จากเป็นจังหวัดที่จนอันดับ 3 ของประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ของประเทศสร้างผลงานในเวทีโลกที่เป็นผลงานน่าภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้หลากหลายมิติ สร้างบุคลากรให้โอกาสน้องเยาวชนในหลายด้าน ให้มาเป็นตัวแทนของประเทศไทยภาคภูมิใจ โชว์เคสวัฒนธรรมไทย

ผม คิดว่า ความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ สำหรับผมมันเป็นแค่เพียง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถ มีศักยภาพ และมีเป้าหมายเดียวกัน ฉะนั้นต้องถามอีกทีว่า บ้านใหญ่เนี่ย ท่านมองแบบไหน แน่นอนล่ะ ถ้าคุณเป็นกลุ่มคน ที่มีความสามารถ มีศักยภาพและมีเป้าหมายเดียวกัน แต่เป้าหมายนั้น เป็นเป้าหมายที่เห็นแก่ตัว เป้าหมายที่จะขายชาติ เป้าหมายที่จะโกงกินประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ดีอยู่แล้วครับ แต่ว่า ผมว่าบ้านผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมรู้อยู่ในใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ครับ แล้วยังไงผมก็จะทำเพื่อประชาชนต่อไป แบบสุดความสามารถ”

ไชยนก ชิดชอบ

ภายในคลิปวิดีโอมีนาย ไชยชนก ชิดชอบ กำลังพูดอธิบายให้นิยามของคำว่า บ้านใหญ่ ซึ่งภาพแรกที่ปรากฎอยู่บนคลิปวิดีโอเป็นภาพของเจ้าตัวกับพ่อของเขาอย่าง นาย เนวิน ชิดชอบ ก่อนที่จะเปลี่นเป็นภาพครอบครัวแสนอบอุ่นและกลายเป็นภาพผลงานต่าง ๆ ที่แล้วมาในอดีตของจังหวัดบุรีรัมย์

ไชยนก ชิดชอบ

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก คอมเมนต์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อพรรคภูมิใจไทยและตัวของ ไชยชนก ชิดชอบ เช่น

“สุดยอด พี่นก ภูมิใจไทยของแทร่”

“ขอร้องให้ตัวพ่อนั่งอยู่บ้านเฉยๆคะแนนนิยมจะได้ไม่ตกนะบอกให้เตือนไว้เพราะรักและสนับสนุนพรรคนี้อยู่ครับ”

“37 ทั้งประเทศ น้ำเงินทั้งแผ่นดิน”

“กำลังใจ37”

“เยี่ยม”

“37 จ้า”

ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset Policy มาใช้ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี-ลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2024 ตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั่วโลกเติบโตจาก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ 

ที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงกลาโหม 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เอาไว้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 98%

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับที่ทำให้ดีและสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะล้อยางที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปได้ถึง 46 ประเทศ ในด้านเรือตรวจการก็มีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างและส่งออกไปหลายประเทศเช่นเดียวกัน และยังมีผู้ประกอบการที่พัฒนาซอฟต์แวร์โดรน กระทรวงกลาโหมมีโรงงานอยู่ถึง 42 แห่ง ภายใต้ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกเอาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอกชน และรัฐไม่ได้เอาเอกชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมากพอ สำหรับเอกชนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแน่นอนและชัดเจน ถ้าเอกชนไม่เข้าใจรัฐอย่างชัดเจนว่าจะมีทิศทางในการลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างไร ความกล้าที่จะลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น

ปัจจุบันแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม มีสิ่งที่เรียกว่า “สมุดปกขาว” ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำรายละเอียดได้ดี ว่ามีแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและมีแนวทางที่จะซื้อยุทโธปกรณ์อย่างไร แต่ปัญหาคือไม่ได้ถูกรวมศูนย์ให้เป็นเล่มเดียว เพื่อจัดลำดับความสำคัญจึงเกิดความไม่แน่นอนว่าในแต่ละปีงบประมาณใครจะได้เงินเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ให้มีสมุดปกขาวเพียงเล่มเดียว เริ่มจากการวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง จะมาจากชายแดนด้านไหน ต้องให้ความสำคัญกับด้านไหนก่อน เพื่อให้บ่งชี้ได้ว่าต้องเตรียมกำลังรบอย่างไร จนออกมาเป็นสมุดปกขาว แล้วให้การจัดซื้อไปรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อประเทศไทยไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างข้างต้น หลายสิบปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงถูกจัดในลักษณะโควตา แต่สมุุดปกขาวรวมเล่มจะทำให้การเสนองบประมาณมาจากการบ่งชี้ว่าภัยคุกคามคืออะไร และต้องเตรียมกำลังรบแบบไหน การจัดสรรงบประมาณก็จะเรียงลำดับตามความสำคัญ

เมื่อทราบถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ โดยนโยบาย Offset Policy คือการนำเอาการจัดซื้อจัดหาของภาครัฐ ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงสินค้าอื่นที่มีมูลค่าและมีเทคโนโลยีสูง มาทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้บริษัทต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งมอบ สามารถส่งมอบให้ได้มากกว่าแค่สินค้า แต่รวมถึงเทคโนโลยีด้วย

นายพิจารณ์ กล่าวด้วยว่า Offset Policy จะมีกติกาและหลักเกณฑ์คือ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ซื้อจากต่างประเทศแล้ว สูงกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้มาตรการ Offset Policy ในการจัดซื้อ มีการจัดทำเป้าหมายว่าเทคโนโลยีอะไรที่ประเทศไทยต้องการ และต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไหนต่อ สัดส่วนการลงทุนชดเชยเวลาที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ต้องมีสัดส่วนที่รัฐลงทุนเพิ่มเข้าไป เช่น สมมุติว่าเรือรบหนึ่งลำราคา 10,000 ล้านบาท รัฐอาจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการหาเรือรบ โดย 2,000 ล้านบาทรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการได้โครงการอะไรบ้าง ภายใต้โครงการจัดหาจะมีสัญญาอยู่หลายฉบับ เพื่อเป็นการควบคุมให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการต่างประเทศจะส่งมอบให้ได้

อีกส่วนที่สำคัญคือรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมี 4 ส่วนด้วยกัน คือ 

1) ทำอย่างไรให้รัฐซื้อจากผู้ประกอบการไทยมากกว่านี้ ทุกวันนี้บัญชีนวัตกรรมกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องจัดหา 30% จากงบประมาณของสินค้าที่อยู่ในบัญชี ซึ่งพรรคประชาชนคิดว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 40% ส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีแต้มต่ออยู่ 5% สามารถปรับขึ้นได้ให้เป็น 10% ซึ่งจะสามารถทำให้การจัดซื้อจัดหาของภาครัฐมุ่งเน้นมาที่ผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น

2) การสนับสนุนในการลงทุนด้านงานวิจัย ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ทุกวันนี้งานวิจัยหลายชิ้นที่ขึ้นหิ้งหรือยังไม่ตอบโจทย์และตรงจุด ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุนในงบประมาณวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร รัฐจึงควรทำหน้าที่ลงทุนในงานวิจัย ร่วมกับความต้องการของกองทัพ และพูดคุยกับเอกชนเพื่อให้การลงทุนและการวิจัยของภาครัฐสามารถเข้าสู่สายการผลิตของภาคเอกชนได้

3) การปฏิรูปกฎหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบปัญหากันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนมา มีภาษีนำเข้าสูงกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเป็นเรื่องการขออนุญาตส่งออกที่ใช้เวลานาน รวมทั้งมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ทุกวันนี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันภายในส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม บางครั้งกองทัพเรือใช้มาตรฐานหนึ่ง กองทัพบกก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ทั้งที่เป็นยุทธภัณฑ์เดียวกัน ซึ่งถ้าพรรคประชาชนได้ไปรัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขกฎหมายทลายอุปสรรคเหล่านี้

4) การสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาครัฐยังมีบทบาทได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทูตทหารที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกมากเท่าไหร่นัก

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนมักถูกตั้งคำถามในเรื่องการด้อยค่าทหาร แต่ตนเรียนว่าถ้าได้ฟังสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด พรรคประชาชนมีแต่ความปรารถนาดีต่อประเทศและกองทัพ และต้องการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย ซึ่งพรรคประชาชนมีการคิดนโยบายด้านนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดแล้ว

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

“ชูวิทย์” สุดดรามา โชว์กินส้ม ชี้ยังไม่หวานต้องบ่มต่อ ยันได้ข้อมูลจาก “บิ๊กโจ๊ก” เรื่องต่อรองเก้าอี้ แต่ไม่ได้บันทึกคลิปไว้ ลั่นจะฟ้องก็ฟ้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมโรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มแถลงทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้ม 5 ผล กระถางธูป ถุงโจ๊ก พรัอมป้ายที่มีข้อความว่า “ราษฎรเต็มขั้น” มาวางประกอบโดยนายชูวิทย์สวมเสื้อติดป้ายชื่อ “ราษฎรเต็มขั้น” ที่หน้าอกด้วย

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม มาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 อีกทั้งเคยต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดง จนถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญากว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด ยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการรับงานทางการเมือง ต่อสู้คดีด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร

ส่วนเรื่องที่มีปัญหากับพรรคประชาชนนั้น ตนประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน สั่งสอน พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด

“ผมยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ถ้าไม่รักก็ไม่ไปเลือก ผมเป็นราษฎรเต็มขั้นที่เข้าใจการเมือง ราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง”นายชูวิทย์ กล่าว

สำหรับเรื่องที่บอกว่าพรรคประชาชนทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. โดยให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สนับสนุนให้ได้ สส. ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และจะให้เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น นายชูวิทย์กล่าวว่า เรื่องการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าจะฟ้องร้องตนก็สามารถทำได้ ตนเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

“ผมได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผบ.ตร. ย่อมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายก”นายชูวิทย์ กล่าว

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เพราะเวลาพูดคุกับใครก็ไม่เคยบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ตนสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

นายชูวิทย์ ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี ตนเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจซึ่งมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้

ทั้งนี้นายชูวิทย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร และยังไปพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อคุยประเด็น MOA โดยไปคนเดียว ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรค และการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้

“ผมรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน เรื่องนี้เป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง”นายชูวิทย์ กล่าว

จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง อดีตผบ.ทบ. พร้อมระบุว่า เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งในนั้นตนยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด

นายชูวิทย์กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง การพยายามเชื่อมโยงตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า

ในตอนท้ายของการแถลง นายชูวิทย์ ได้ยกจานส้มขึ้นมา และกล่าวว่า ตนไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตน ขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก ไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมือง ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ยักษ์แคระ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้ ถ้าได้เกิน 120 ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว โดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น

จากนั้นนายชูวิทย์ได้ปอกส้ม กินไป 1 ซีก และบอกว่า “ส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะส้ม งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ นี่มันส้มเก๊ส้มจีนหรือเปล่า”
 

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะ รร.ทักเด็ก Gen Z ก่อนเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘อนุทิน’เดินหาเสียงสายไหม แวะรร.ทักเด็ก Gen Z  ฮอตสนั่นชาวบ้านเชียร์‘สู้ๆ’ คึกคักเดินซื้อข้าวจี่-กินส้ม คนขอถ่ายรูปแน่น
      
วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น.ที่เขตสายไหม กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมน.ส.ศุภมาส อิศรภักดีนายวราวุธ ศิลปอาชา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและผู้ช่วยหาเสียงใน กทม. ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน) เบอร์ 13 โดยนายอนุทิน มายังจุดแรกที่ศูนย์ประสานงานพรรค ภท.เขตสายไหม เพื่อพบปะรับฟังความคิดเห็นผู้นำชุมชนกลุ่มต่างๆ

จากนั้น นายอนุทินและคณะ เดินทางไปยังโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา เขตสายไหม ทันทีที่เดินลงจากรถเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่มามารอต้อนรับ ได้ตะโกน ให้กำลังใจนายอนุทินสู้ๆ จากนั้นนายอนุทิน เดินทักทายเด็กนักเรียนมัธยมปลาย โดยครูอาจารย์ที่โรงเรียนเรียกร้องขอคนละครึ่งพลัสเฟส 2  ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า 100% รวมถึงได้มีเด็กนักเรียนได้เรียกร้องคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายอนุทิน ถามกับเด็กว่า อายุถึงแล้วหรอ ซึ่งเด็กนักเรียนตอบว่า รอบหน้า

จากนั้นนายอนุทิน ได้ขึ้นรถแห่มายังตลาดนัดวัดเกาะ เขตสายไหม โดยระหว่างอยู่บนรถแห่ได้โบกมือทักทายประชาชนตลอดสองข้างทาง ซึ่งประชาชน โบกมือทักทายและส่งเสียงเชียร์ตลอดทาง ก่อนที่นายอนุทิน จะลงเดินหาเสียงที่ตลาดนัดวัดเกาะ เขตสายไหม พบปะพ่อค้าแม่ค้า โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของได้มาขอถ่ายภาพเซลฟี่ และต่างตะโกนหมายเลขพรรคเบอร์ 37 และหมายเลขผู้สมัครสส.เบอร์ 13  ซึ่งในจังหวะหนึ่งมีชาวบ้านเข้ามาจับมือนายอนุทิน แล้วบอก ”ขอบคุณ“ พร้อมขออย่าเปิดด่าน ก่อนที่นายอนุทินจะบอกว่า “ไม่เปิดด่าน” ส่วนชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างประสานเสียงไม่เปิดด่านๆ

ขณะที่บรรยากาศระหว่างเดินตลาดนัดวัดเกาะ นายอนุทิน แวะซื้อข้าวจี่  ก่อนชิมและส่งให้นายวราวุธ ชิมด้วย ก่อนที่นายวราวุธจะบอกว่าร้อน และเดินต่อ ผ่านร้านขายส้ม ซึ่งแม่ค้าร้านขายส้มทั้งสองร้าน ได้เรียกนายอนุทิน ให้เข้ามาชิมส้ม  โดยสื่อมวลชนถามว่าส้มหวานหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า อร่อยกำลังพอดี  ขณะเดียวกันช่วงหนึ่งนายอนุทิน ได้ถ่ายภาพร่วมกับประชาชน ก่อนที่มองและชี้ไปที่เลขที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตรงกับเบอร์เลขพรรค 37 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ระหว่างที่นายอนุทินเดินหาเสียงได้มีรถของผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย เขตสายไหมผ่านมาพอดี โดยผู้สมัครสส.เพื่อไทยคนดังกล่าวได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงบนรถแห่ว่า “ของเรา ขอให้งดใช้เสียงก่อน”

จากนั้นนายอนุทินเดินทักทายประชาชน ในหมู่บ้านจิตภาวรรณ 2-3  ได้มีเด็กขอให้นายอนุทินเขียน ข้อความเป็นที่ระลึก โดยนายอนุทิน ได้เขียนข้อความว่าขอมอบลายเซ็นนี้ให้น้องสแตมป์ ด.ช.สิรวิชญ์  นามลี ด้วยความรักครับ พร้อมเขียนลายเซนและชื่อ-นามสกุล 

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

ธนาธร ชี้ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-แข่งขันลดลง ย้ำเมกะโปรเจ็กต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

“ธนาธร” ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น “ต้มยำกบ” ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังเร็วไปที่จะถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรม ย้ำเมกะโปรเจกต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด เพิ่มคุณภาพชีวิต-แก้ปัญหาสังคม-สร้างงานคุณภาพ-สร้างอุตสาหกรรมใหม่-ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายในหัวข้อ “Orange Megaprojects: แนวทางการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน” โดยนายธนาธรระบุว่า เป็นที่น่าเสียใจที่ที่ผ่านมาคนจำนวนหนึ่งมองเศรษฐกิจไทยแล้วบอกว่าควรมีการเน้นไปที่ภาคบริการและภาคการเงินเป็นหลัก แต่ถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ประเทศไทยจะเจอก็คือการถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรมเร็วเกินไป

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 30 ปีที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษที่ 2540 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโตเฉลี่ย 3.2% และปัจจุบัน 2% การมีวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งๆ แก้ง่ายกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตซับไพรม์ หรือโควิดที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเจอกับต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้คือ “ต้มยำกบ” ซึมยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า จากตัวเลขล่าสุดที่อยู่บนฐานข้อมูลของรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่โควิดมาไม่มีช่วงไหนต่ำมากกว่านี้อีกแล้วคืออยู่ที่ 56% นักอุตสาหกรรมอย่างเรารู้กันดีว่าถ้าอัตราการใช้กำลังการผลิตวิ่งไม่ถึง 60-75% ไม่มีทางที่เราจะซื้อเครื่องจักรใหม่หรือลงทุนใหม่ได้ และต่อให้อัดภาคการบริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น การอัดการบริโภคเข้าไปในระบบไม่เท่ากับการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม

พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของรัฐ นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ ในภาวะที่ประเทศมีปัญหาทางการคลัง ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หมายความว่าต้องยิงให้แม่น งบประมาณรัฐตอนนี้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้แล้ว บทบาทใหม่ที่พรรคประชาชนคิดถึงคือ 1) ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาสังคมได้ 2) ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพได้ 3) ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของไทยเอง และ 4) ทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลประชาชนจึงคิดเมกะโปรเกจตก์ 6.27 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ที่จะเป็นการใช้งบประมาณที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ ขณะเดียวกันจะได้การพัฒนางานและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเองด้วย ทั้งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการทำให้บริการสาธารณะต่างๆ เหล่านี้เป็นแบบประเทศโลกที่หนึ่งภายใน 8 ปี

เช่น บ่อขยะในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียง 1% ที่ได้มาตรฐานของกรมอนามัย อีก 99% ผิดมาตรฐานของกรมอนามัย ถ้าอยากยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ให้มีสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนเข้าไปในดินและน้ำของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาฟื้นฟูกระบวนการจัดการขยะใหม่ และการจัดการขยะนี้จะนำไปสู่การสร้างงานและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ 

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า โครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากนักอุตสาหกรรมได้ เช่น เรื่องของสมาร์ทกริด ลักษณะกริดของประเทศไทยปัจจุบัน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแลโครงข่ายแรงสูงและผู้ผลิต โดยมีลักษณะที่เรียกว่า Single Buyer หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเจ้าเดียวเป็นผู้ซื้อ ผู้ผลิตเอกชนทั้งหมดขายให้ที่เดียว มีการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลสายส่งแรงต่ำและการขายปลีกไฟฟ้า 

อนาคตที่พรรคประชาชนมองเห็นและออกแบบไว้คือรัฐทำหน้าที่เป็นคนดูแลสายส่งและระบบ สร้างตลาดกลางพลังงานขึ้นมา เปิดให้มีการแข่งขันในฝ่ายผลิต และเปิดให้มีการแข่งขันในการค้าปลีก ประชาชนมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ผู้ขายสามารถเลือกขายแพ็คเกจไฟได้ตามแต่รสนิยมของผู้บริโภค เคาะราคากันในตลาดพลังงาน ส่วนขาการผลิต เปิดให้มีการผลิตโดยแพร่หลาย ให้เกิดการแข่งขันไม่ให้ผูกขาด

แต่ถ้าจะทำแบบนี้ หมายความว่ากริดของประเทศไทยต้องสมาร์ทมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมาร์ทกริดคือระบบที่จะทำให้รถไฟฟ้าของทุกคนจะไม่ใช่เป็นแค่ยานพาหนะ แต่จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานด้วย ถ้าขับรถกลับจากที่ทำงานแล้วแบตเตอรี่ยังมีพลังเหลืออยู่ ตอนเย็นช่วงหัวค่ำไฟแพงอาจจะขายไฟจากรถเข้าสู่กริด แล้วไปเสียบเติมไฟอีกทีตอนตีหนึ่งที่ไฟราคาถูกกว่าได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินไปสู่การมีสมาร์ทกริด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะในอนาคตทุกคนจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงาน ถ้าทุกคนติดโซลาร์ ไฟที่ใช้ไม่หมดก็ขายกลับเข้ากริดได้ มิเตอร์ไฟฟ้าจะต้องหมุนถอยหลังได้ ระบบกริดของประเทศไทยจะต้องมีตัวแปลงไฟจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูงระหว่างเอซีกับดีซีตลอดเวลา

นายธนาธร กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนกริดของประเทศให้เป็นสมาร์ทกริดไม่เกินศักยภาพของคนไทยในการทำ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อจากจีน และชิ้นส่วนทุกอย่างจะทำให้เกิดงานทั้งหมด จากเม็ดพลาสติกไปจนถึงปิโตรเคมี ทองแดง พีซีบี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตทุกอย่างในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก หลายชิ้นส่วนเป็นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ซื้อเข้ามาก่อน เพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเกิดโลคอลคอนเทนต์ให้ได้เยอะที่สุด

อีกนโยบายหนึ่งคือการทำขนส่งสาธารณะ ซึ่งพรรคประชาชนจะจัดให้มีการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะโดยรถเมล์อีวีปีละ 10,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี เพื่อให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาซึ่งงานและอุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชนจะส่งเสริมผู้ผลิตรถไฟฟ้าของไทย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวิ่งไปให้ลึกที่สุดจนถึงการแปรรูปวัตถุดิบในช่วงต้น

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมบางส่วนที่รัฐไทยได้เดินไปบ้างแล้ว ที่มีศักยภาพมากก็เช่นเครื่องมือแพทย์ รถไฟ ป้องกันประเทศ และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้งบประมาณที่รัฐใช้ ถูกจ่ายไปให้อุตสาหกรรมไทย หลายอย่างสามารถผลิตได้ในประเทศไทย เริ่มต้นได้ทันที แม้ว่ากว่าจะพัฒนาเสร็จให้ได้มาตรฐานระดับโลกอาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ในด้านเกษตร ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราไม่เคยบอกว่าจะให้ราคายางกิโลละเท่าไหร่ ข้าวตันละเท่าไหร่ เพราะการอุดหนุนที่ราคาไม่ได้ช่วยผลิตภาพในระยะสั้น แต่ต้องอัดด้านอุปสงค์เข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอียังประกอบการได้ คนไม่ตกงาน แต่ระยะยาวเวลาพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่การทำดีมานด์แต่คือการจัดการด้านซัพพลายของประเทศไทยทั้งระบบ ต้องเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้

นโยบายเกษตรของพรรคประชาชนจึงจะเป็นการเชื่อมระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม รัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมผ่านคูปองเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร เป็นการอุดหนุนที่ไม่ใช่ด้านราคา แต่เป็นการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้ตรงกับเกษตรกร แน่นอนว่ากองทุนเพื่อเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรยังต้องมีอยู่ แต่ไม่ได้ไปอุดหนุนราคาตรงๆ ต้องเอาเงินก้อนนั้นกลับมาเปลี่ยนเป็นการส่งเสริม ยกตัวอย่างเรื่องของการตากข้าว ที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรสามารถนำคูปองไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวแทนได้ เมื่อผู้ให้บริการได้รับคูปองมา ให้บริการแล้วก็เอาคูปองไปขึ้นเงินสดได้ เมื่อมีดีมานด์มากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ก็จะนำมาสู่การสั่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น 

หรือการเผาในพื้นที่เกษตร รัฐบาลสามารถจัดคูปองให้เกษตรกรเอาไปจ้างผู้ให้บริการอัดฟางได้ เมื่อเกษตรกรใช้บริการ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น นี่คือกระบวนการผลักดันความต้องการให้กลับมาสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ฝั่งเกษตรกร แต่เป็นการสนับสนุนฝั่งอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการของไทยที่สามารถออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยเองได้

นายธนาธร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าตนไปคุยกับภาคอุตสาหกรรมไหน ทุกคนต่างรู้สึกเหี่ยวเฉากันหมด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชุบชีวิต จุดไฟให้อุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง รัฐบาลประชาชนจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยกล้าลงทุน อย่างแรกที่สุดคือดีมานด์ต้องชัด ตลาดในระยะยาวมีความเสมอต้นเสมอปลาย เช่น เรื่องของสมาร์ทมิเตอร์ ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 15 ปี ปีละ 2,000,000 ชิ้น นักอุตสาหกรรมย่อมมองเห็นแล้วว่ามีดีมานด์ปีละ 2,000,000 ชิ้น เห็นแล้วว่ารัฐจะจัดซื้อทุกปีจนครบ 30,000,000 ชิ้นภายใน 15 ปี มูลค่านี้ต้องเป็นยอดขายของอุตสาหกรรมไทย และอนาคตต้องผลักดันให้นำไปสู่การส่งออกด้วย เมื่ออุตสาหกรรมไทยเก่งพอแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอด เอาสินค้าส่งไปขายในโลก ไปดึงมูลค่าเพิ่มจากตลาดโลกมาแบ่งในประเทศไทย

ในเรื่องของทักษะแรงงาน รัฐบาลประชาชนมีโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในภาคอุตสาหกรรมหลายนโยบาย โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่แล้ว นำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ประมาณ 10,000 ล้านบาท การพัฒนาซัพพลายให้แข่งขันกับโลกได้ ใช้เงินน้อยแต่ใช้ความพยายามสูง ถ้าเอาไปอัดฝั่งดีมานด์ย่อมอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเอามาพัฒนาซัพพลายจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ นำหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐมาช่วยในการทดสอบ นำมหาวิทยาลัยของรัฐมาร่วมพัฒนา ทำให้ครบทั้งซัพพลายเชน

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยไม่สามารถเจริญและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะถอนคันเร่งออกจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยก็สร้างรถไฟเองได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดกำลังใจในการส่งเสริมมภาคอุตสาหกรรมไทย

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

ใครทำก็ซวย? อนุทิน ลั่นไม่ใช่ ภูมิใจไทย หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียง กทม. สูงลิ่ว 7,000 บาท

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

’อนุทิน‘ลั่น ไม่ใช่‘ภูมิใจไทย’ หลังถูกถามปมกระแสซื้อเสียงกทม.สูงลิ่ว 7,000 บาท บอก ทำการเมืองเก่าๆใครทำซวย -ปชช.ฉลาด ย้ำภท. ไม่ทำเรื่องแบบนี้ 

เมื่อเวลา 16.35 น.วันที่ 19 ม.ค.ที่ โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวการใช้เงินซื้อเสียง เลือกตั้ง สูงสุดในกรุงเทพมหานคร กว่า 7,000 บาท  ว่าไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย ใครทำก็ซวยไป ประชาชนเขาฉลาด ประชาชนเขารู้ทัน ใครทำการเมืองเก่าๆซื้อเสียง

เมื่อถามว่าพอจะมีข้อมูลหรือไม่ว่าเป็นพรรคการเมืองไหน นายอนุทิน กล่าวว่า  ภูมิใจไทยไม่ทำเรื่องแบบนี้ และไม่เคยสนใจพรรคอื่น 

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันใช่หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยออร์แกนิคแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่คำว่าออร์แกนิคแบบนี้  เพราะในพรรคภูมิใจไทยก็แปลกๆแบบนี้ มีวัฒนธรรมการปฏิบัติ การอยู่ร่วมกันแบบนี้