วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

วิกฤต "ดีเซล" ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

4 เม.ย. 2569 22:56 น.

วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติครั้งสำคัญในการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซลทะลุแนวต้านสำคัญที่ 50.54 บาทต่อลิตร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

สาเหตุหลัก: ทำไมดีเซลถึงต้องขึ้นราคา?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน. ตัดสินใจปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงดังนี้ 

ความผันผวนของตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับวิกฤต

หนี้กองทุนน้ำมันฯ พุ่ง: ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับหนี้สะสมกว่า 50,000 ล้านบาท

รักษาสภาพคล่อง: การปรับขึ้นครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายของกองทุนฯ ลงได้ประมาณ 212.03 ล้านบาทต่อวัน

สรุปราคาขายปลีกใหม่ (มีผล 5 เม.ย. 2569)

ประเภทน้ำมันราคาเดิม (บาท/ลิตร)ราคาใหม่ (บาท/ลิตร)ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น
ดีเซล B747.7450.54+ 2.80
ดีเซล B2042.7545.54+ 2.80

เปิดสถิติ: ดีเซลขึ้นมาแล้วกี่รอบ? มีนาคม – เมษายน 2569

หากย้อนดูข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากภาครัฐเริ่มลดการตรึงราคา จะพบว่าราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนี้

สรุปยอดการปรับขึ้นน้ำมันดีเซล

เดือนมีนาคม 2569: ปรับขึ้นรวม 5 ครั้ง รวมระยะทางราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 9.00 บาท

ต้นเดือนเมษายน 2569: ปรับขึ้นครั้งใหญ่ 2 ครั้ง (3.50 บาท และ 2.80 บาท)

Timeline การปรับราคาสู่จุดวิกฤต

ช่วงต้นเดือนมีนาคม: ราคาถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาท

ตลอดเดือนมีนาคม: มีการขยับขึ้นต่อเนื่อง 5 รอบ จนไปแตะที่ประมาณ 38.94 – 40.74 บาท ในช่วงสิ้นเดือน

3 เมษายน 2569: ปรับขึ้นแรง 3.50 บาท ดันราคาไปที่ 47.74 บาท

5 เมษายน 2569 (ล่าสุดตามภาพ): ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท ทะลุสู่ 50.54 บาท

ดีเซล ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วกว่า 20.60 บาทต่อลิตร ถือเป็นสถิติการปรับขึ้นที่รุนแรงที่สุดรอบหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เพื่อกอบกู้สถานะกองทุนน้ำมันที่กำลังเผชิญกับภาวะติดลบมหาศาล

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

4 เม.ย. 2569 22:49 น.

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงานในบังกลาเทศเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2024-2026 โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนี้ครับ


บังกลาเทศ สาเหตุหลักของวิกฤตพลังงาน

  • การพึ่งพาการนำเข้าสูง (Import Dependency): บังกลาเทศพึ่งพาพลังงานจากการนำเข้ากว่า 40-65% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมัน เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวน ประเทศจึงได้รับผลกระทบโดยตรง
  • การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ: วิกฤตทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Dollar Crisis) ทำให้รัฐบาลขาดสภาพคล่องในการจ่ายค่านำเข้าเชื้อเพลิงและจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง
  • ก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง: แหล่งก๊าซธรรมชาติในบังกลาเทศเองมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องหันไปนำเข้า LNG จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า

ผลกระทบจาก “สงครามอิหร่าน” ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดหรือสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อบังกลาเทศในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง:

  • เส้นทางการค้าช่องแคบฮอร์มุซ: ประมาณ 2 ใน 3 ของ LNG ที่บังกลาเทศนำเข้า (หลักๆ จากกาตาร์และโอมาน) ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงักจากสงคราม จะทำให้บังกลาเทศขาดแคลนก๊าซทันที
  • ราคาพลังงานพุ่งสูง: สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น (Energy Shock) บังกลาเทศที่งบประมาณจำกัดอยู่แล้วจึงไม่สามารถสู้ราคาเพื่อซื้อก๊าซในตลาดจร (Spot Market) ได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: เมื่อซัพพลายลดลง รัฐบาลต้องประกาศตัดไฟเป็นระยะ (Load-shedding) และควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าแบรนด์ดัง

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (Ready-Made Garments – RMG) ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 80% ของการส่งออกของประเทศ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด:

  • การผลิตหยุดชะงัก: โรงงานหลายแห่งเผชิญกับการตัดไฟบ่อยครั้งและแรงดันก๊าซที่ต่ำเกินไป ทำให้เครื่องจักรทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ มีข้อมูลระบุว่ากำลังการผลิตอาจลดลงถึง 30-50% ในบางช่วง
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: เพื่อให้ผลิตทันกำหนดส่ง โรงงานต้องใช้เครื่องปั่นไฟ (Generators) ที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซมาก ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลปรับขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดภาระการอุดหนุน
  • ความเชื่อมั่นของแบรนด์ระดับโลก: แบรนด์ดังระดับโลก (เช่น H&M, Zara, Adidas) ที่สั่งผลิตจากบังกลาเทศเริ่มกังวลเรื่องความล่าช้าในการส่งมอบ (Lead time) หากวิกฤตยืดเยื้อ แบรนด์เหล่านี้อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหรือโยกย้ายออเดอร์ไปยังประเทศอื่นที่มีพลังงานเสถียรกว่า เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย

รัฐบาลบังกลาเทศกำลังพยายามแก้ไขโดย

  1. ปรับโครงสร้างราคา: ขึ้นค่าไฟและก๊าซเพื่อลดภาระหนี้ภาครัฐ
  2. แสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่: พยายามทำสัญญาระยะยาวกับประเทศอื่นนอกเหนือจากโซนความขัดแย้ง และขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย
  3. ผลักดันพลังงานหมุนเวียน: แม้จะยังทำได้ช้า (ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2-4%) แต่เริ่มมีการรณรงค์ให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อช่วยประหยัดไฟในช่วงกลางวัน

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

4 เม.ย. 2569 22:01 น.

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

ขีปนาวุธตกใส่อาคารใกล้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่บริษัทพลังงานของรัสเซียระบุว่า อพยพพนักงานกว่า 200 คนออกจากโรงงานแห่งนี้แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. 2569 มีขีปนาวุธตกใส่บริเวณรอบนอกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) ในอิหร่าน สร้างความเสียหายแก่อาคารหลังหนึ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 1 ศพ

ขณะที่หน่วยงานเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (IAEA) เปิดเผยว่า ยังไม่มีรายงานระดับรังสีที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ได้ออกมาเตือนถึงการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องให้มี “การใช้กำลังทหารอย่างอดกลั้นถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์”

ด้าน โรซาตอม (Rosatom) บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซีย เปิดเผยในวันนี้ว่ากำลังดำเนินการอพยพพนักงาน 198 คน ออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร แต่ไม่ได้ระบุว่ามีรังสีรั่วไหลแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของอิหร่านที่ยังเปิดใช้งานอยู่

ทางด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างดุเดือดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเตือนว่าหากมีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา มันอาจจะ “ทำลายชีวิตผู้คนในเมืองหลวงแถบอ่าวเปอร์เซีย ไม่ใช่แค่ในเตหะราน”

นายอารักชียังย้ำเตือนให้ชาติตะวันตกนึกถึง “ความโกรธแค้น” ที่พวกเขาเคยมีต่อกรณีที่รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียในยูเครนในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

4 เม.ย. 2569 18:50 น.

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน สะเทือนหลายประเทศ บ้านพังในกรุงคาบูล คร่าชีวิต ประชาชน 12 ศพ

วันที่ 4 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และมีผู้บาดเจ็บหลายราย หลังจากที่บ้านหลังหนึ่งพังถล่มในกรุงคาบูล

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอัฟกานิสถานระบุว่า เหตุการณ์บ้านพังถล่มเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีความลึกประมาณ 177 กิโลเมตร โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยธรณีวิทยาเยอรมนี ระบุว่าแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน กรุงคาบูล และกรุงนิวเดลี ของอินเดีย.

ที่มา Reuters

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

“สว.นันทนา”เรียกร้อง”วิป 3 ฝ่าย” จัดสรรเวลาอภิปราย”นโยบายรัฐบาล”ให้เหมาะสม-กว้างขวาง แย้ม”พันธุ์ใหม่”เตรียมพร้อมแล้ว

5 เมษายน 2569 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาแทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

เมื่อถามว่า สว.พันธุ์ใหม่ ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนา กล่าวว่า เราได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลายเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

5 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”

แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้

เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่

ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

จีนส่งเรือคอร์เวต Type 056 ถึงเรือฐานทัพเรือเรียมแล้ว กัมพูชา เตรียมรับมอบ 8 เม.ย. ด้าน ทร. ย้ำ ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเลไทย ลั่น มีกำลังทางเรือเหนือกว่า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วานนี้ (4 เม.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. เรือคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056 จำนวน 1 ลำ ของกองทัพเรือกัมพูชา ซึ่งได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือแห่งที่ 1 ฐานทัพเรือเรียม พร้อมกำลังพลประจำเรือครบชุด

พิธีรับมอบเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน (สปจ.) จะจัดขึ้นในช่วง 09.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศ โครงการนี้รวมการจัดหาเรือคอร์เวต Type 056 จำนวน 2 ลำให้กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อเสริมกำลังทางทะเลและยกระดับศักยภาพในการปฏิบัติการ

สำหรับความคืบหน้า การส่งมอบลำที่ 2 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยรายงานความคืบหน้าประมาณ 70% คาดว่าจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2569

รายงานระบุว่า การตรวจรับเรือคอร์เวตได้จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมีนายเตีย บัญ เข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว

การเสริมกำลังครั้งนี้สร้างความกังวลต่อภูมิภาค เนื่องจากกัมพูชาเสริมอาวุธทางทะเลท่ามกลางความตึงเครียดชายฝั่ง ทำให้ไทยและเพื่อนบ้านต้องจับตาการขยายกำลังทางทะเลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

สำหรับเรือคอร์เวต Type 056 (Jiangdao-class) เป็นเรือรบขนาดเล็ก–กลาง เน้นป้องกันชายฝั่งของจีน ระวางขับน้ำ 1,300–1,500 ตัน ติดขีปนาวุธนำวิถี YJ-83 ต่อต้านเรือผิวน้ำ และ HHQ-10 สำหรับป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้

โดยก่อนหน้านี้ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ระบุถึงกรณีนี้ว่า กองทัพเรือกัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือจากจีน ในการจัดหาเรือคอร์เวต แบบ Type 056 จำนวน 2 ลำนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ กองทัพเรือ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทยแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนมั่นใจในขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย

ปัจจุบัน กองทัพเรือไทย มีขีดความสามารถด้านกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบสูง ทั้งในด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก บุคลากรและประสบการณ์ในการปฏิบัติการทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ทางทะเล การเฝ้าตรวจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ทั้งนี้ เรือคอร์เวต Type 056 เป็นเรือรบขนาดกลาง เหมาะสำหรับภารกิจลาดตระเวนและรักษาความมั่นคงในเขตน่านน้ำใกล้ฝั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรือไทยยังคงมีศักยภาพโดยรวมที่เหนือกว่า ทั้งในด้านจำนวน ประเภทของเรือรบ ระบบอาวุธ และขีดความสามารถในการปฏิบัติร่วมหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็มิได้นิ่งนอนใจต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจับตามองการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีแผนเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรืออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ ภายในปีงบประมาณนี้ และมีแผนเสนอจัดหาเพิ่มเติมอีก 1 ลำในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบทางเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยข้อความชวนคิด “ความจริงมีหนึ่งเดียว” พร้อมตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน คือ “DNA ลุง” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้”

ข้อความที่นายธนกร โพสต์ “ผมเคยบอกวันหนึ่งจะเข้าใจความจริงมีหนึ่งเดียว.DNAลุง”

ทั้งนี้ ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ “ถ้าลุงได้บริหารประเทศตอนนี้ คงไม่ใครกล้ากักตุนน้ำมัน , คนไทยส่วนใหญตามกระแส ไม่ค่อยยอมรับความจริง ความขัดแย้งภายในสังคมจึงเกิดครับ , คิดว่าใครทำอะไรอยู่ก็คงน่าจะรู้แก่ใจตัวเองกันทั้งนั้นแหละค่ะ , ก็ไม้ใช่หนูเหมือนกัน , DNAลุงตู่คือDNAของคนทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก พิมพ์แค่นี้น่าจะ เข้าใจ , แต่วันนี้ผมไม่เข้าใจทำไมไม่เฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข” เป็นต้น

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.26 น.

ชัยวุฒิ เรียกร้อง นายกฯ เร่งกู้วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมเสนอแจกคูปอง-สินค้าราคาพิเศษ ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ พร้อมชวนให้ทุกภาคส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะมีอำนาจเต็มในการบริหารงานหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด

‘อยากให้หลายคนที่ออกมาพูดกัน ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับรัฐบาล รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ ก็ช่วยกันนำเสนอปัญหาไปที่รัฐบาล เพราะว่าต่อไป รัฐบาลก็จะมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด’ นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้หัวหน้าพรรครักชาติ ได้เน้นย้ำด้วยว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด โดยได้เสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อาทิ การแจก “คูปองส่วนลด” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียม “สินค้าราคาพิเศษ” เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยทันที

โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาน จากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะแจกให้พี่น้องประชาชนในลักษณะของคูปองครับ เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง หรืออาจจะเตรียมสินค้าบางอย่างในราคาพิเศษให้พี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยด่วน

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลและเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
‘​การเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง คนที่เดือดร้อน คนที่มีปัญหาจริง ๆ ทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรนะครับ ที่จะมีปัญหาได้แน่นอน ให้รีบเข้ามาช่วยดูแลโดยด่วน’ 
นายชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไปยังรัฐบาลด้วยว่า ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงานนั้นไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของ นายกรัฐมนตรี

‘ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนเลยครับ ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้วครับ’ นายชัยวุฒิ กล่าว

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.

5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ

ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ

ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้

ผมและคณะกรรมการ ศบก. ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ค่าการกลั่น” และ “โครงสร้างราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม. 6 เมษายนนี้

แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ “ราคาน้ำมัน” คือ ต้นทุนหลักของระบบขนส่ง และเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน”

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ

• ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม

• ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น

• มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล

ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#ลดค่าครองชีพ
#คมนาคมเพื่อประชาชน