‘เท้ง’นำอันดับ1 ‘นิด้าโพล’กางผลสำรวจ ‘ยศชนัน-อนุทิน’ตามติด

‘เท้ง’นำอันดับ1  ‘นิด้าโพล’กางผลสำรวจ  ‘ยศชนัน-อนุทิน’ตามติด

‘เท้ง’นำอันดับ1 ‘นิด้าโพล’กางผลสำรวจ ‘ยศชนัน-อนุทิน’ตามติด

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เท้ง’นำอันดับ1 ‘นิด้าโพล’กางผลสำรวจ ‘ยศชนัน-อนุทิน’ตามติด พรรคประชาชนเรตติ้งพุ่ง นำห่างเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

“นิด้าโพล” เผยคนเชียงใหม่ หนุน “เท้ง”นั่งนายกฯ ตามด้วย “ยศชนัน-อนุทิน” อันดับ 2-3 ด้าน “สวนดุสิตโพล” เปิดผลสำรวจ “เลือกตั้ง 69” ปชน.ผงาดกวาดความนิยม 4 นโยบายหลักทั้งการเมือง การศึกษา เกษตรและปราบโกง ขณะที่ “เพื่อไทย”ยังเหนียวแน่นเรื่องแก้ปัญหา’ปากท้อง’พร้อมเผยคนไทยอยากได้นายกฯชื่อ”ณัฐพงษ์”มากที่สุด ด้านนักวิชาการมองคนอยากให้โอกาสพรรคใหม่เข้ามาโชว์ฝีมือแก้ปัญหาประเทศ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569 พบว่า พรรคประชาชนถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 4 นโยบาย คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ร้อยละ 38.14 ด้านการศึกษา ร้อยละ 43.93 ด้านการเกษตร ร้อยละ 35.82 และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 39.89

ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบ 1 นโยบาย คือ ด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ ร้อยละ 35.63 ทั้งนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือก พรรคประชาชน ร้อยละ 34.11 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.37 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 19.49 โดยบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ (ปชน.) ร้อยละ 34.34ยศชนัน (พท.) ร้อยละ 19.91 และอนุทิน (ภท.) ร้อยละ 16.13

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยต้องจับตาว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบาย ให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร

ด้าน ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า สำหรับการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

“เห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่า ร้อยละ35 ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิศทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง น่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่ ทั้งตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่ หากครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้ง ว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนได้จริงหรือไม่” ผศ.ภาวินี กล่าว

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 ม.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดสงขลา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 19.40 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ12.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 4.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) อันดับ10 ร้อยละ1.03 ระบุว่า เป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)และร้อยละ 5.15 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย), ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน), น.ส.กชพร เวโรจน์ (พรรคก้าวอิสระ), นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่), นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี), นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์), นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต), นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย), นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์), นพ.ไกร ดาบธรรม (พรรคเพื่อไทย), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 31.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 13.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 5.15 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 2.81 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และร้อยละ 3.75 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคโอกาสใหม่, พรรคก้าวอิสระ, พรรคไทยภักดี, พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 30.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 3 ร้อยละ 14.06 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 5.25 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

อันดับ 5 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.09 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 9 ร้อยละ1.03 ระบุว่าเป็น พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.88 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคก้าวอิสระ, พรรคโอกาสใหม่, พรรคไทยภักดี, พรรคปวงชนไทย, พรรคพลวัต, พรรคพลังประชารัฐ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นิด้าโพล เผยผลสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็นตนเอง โดย นาย ณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนใน จ.เชียงใหม่ ที่สะท้อนออกมาผ่านผลโพลที่ตนได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น พวกเราเชื่อว่าประชาชนทุกคนไม่มีพรรคการเมืองใดเป็นเจ้าของ อีกทั้งในผลโพลยังมีส่วนอีก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ตัดสินใจ ก็เป็นหน้าที่ของตนในฐานะหัวหน้าพรรค ในการทำความเข้าใจกับประชาชนมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อนโยบาย ความตั้งใจและภารกิจในการสร้างรัฐบาลประชาชน วันนี้ได้โอกาสลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พอดี โดยในช่วงเย็นจะไปที่แม่ริมเพื่อพบปะประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ และยังไปอีกหลายพื้นที่ ฝากทุกคนช่วยกันติดตามการทำงานของพรรคประชาชน และช่วยกันสานต่อภารกิจเปลี่ยนประเทศไปด้วยกัน

ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่ ตบปากเขมร ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย

ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่  ตบปากเขมร  ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย

ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่ ตบปากเขมร ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทบ.โต้ข้อกล่าวหารุกพื้นที่ ตบปากเขมร ยันเป็นเขตอธิปไตยไทย ทัพบกจัดงาน‘วันกองทัพไทย’ สดุดีทหารกล้าปกป้องแผ่นดิน

ทบ.จัดพิธีวันกองทัพบก รำลึกวีรกรรมบรรพชนไทย สดุดีทหารหาญ สละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย เนื่องในโอกาสวันกองทัพบกวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบเนื่องในวันกองทัพไทย และจัดพิธีสดุดี-จารึกชื่อ 42 วีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ปี 2568 ด้านโฆษก “กองทัพบก” แจงปมสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน ยืนยันเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ที่ถูกเขมรบุกรุกนานกว่า 40 ปี ย้ำปฏิบัติตามหลักสากล ฮึ่มเตือนกัมพูชาอย่าบิดเบือนข้อมูล

เมื่อวันที่ 18 มกราคม พลเอกอุกฤษฎ์บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้แทนเหล่าทัพวางพวงมาลา เนื่องในวันกองทัพไทยประจำปี 2569ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยมีผู้ช่วยทูตทหาร ผู้แทนกรมการปกครอง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย รวมถึงครอบครัววีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาร่วมพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปีนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจัดพิธีสดุดีทหารกล้าที่สละชีพปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม 2568รวม 42 นาย

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังจารึกรายชื่อทหารกล้าทั้ง 42 นาย ในนาม “วีรชนของกองทัพไทย ผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรไทย” ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และเพิ่มดินสมรภูมิแห่งที่ 11จากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้ชื่อว่า “ดินสมรภูมิพิทักษ์ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2568” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ และความเสียสละ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังมอบของที่ระลึกและให้กำลังใจครอบครัววีรชนทั้ง 42 ครอบครัว เริ่มตั้งแต่ครอบครัวร้อยตรีวรัญชิต ยวงสุวรรณซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 รวมไปถึงครอบครัวจ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพในเหตุปะทะรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568และเป็นที่มาของชื่อ”ยุทธการศตวรรษ” ที่กองทัพบกตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ ปัจจุบันจ่าสิบเอก ศตวรรษ ได้รับพระราชทานยศพลตรีเป็นกรณีพิเศษ

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีทางศาสนาและพิธีเชิดชูเกียรติวีรชนผู้เสียสละ ประกอบด้วย 4 พิธีสำคัญได้แก่ พิธีสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหม พิธีวางพวงมาลา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก เพื่อรำลึกถึงกำลังพลกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะผู้เสียสละจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ หน้าหอประชุมกิตติขจร และพิธีสงฆ์ ณ ห้อง 221 กองบัญชาการกองทัพบก

ในพิธีวางพวงมาลา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก ผู้บัญชาการทหารบกนำคณะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณวีรชนทหารไทย พร้อมประกอบพิธีสดุดีเกียรติยศ มีการเป่าแตรเดี่ยว แตรนอน เพื่อไว้อาลัยอย่างสมเกียรติ สะท้อนถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลผู้ได้อุทิศชีวิต

เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความสงบสุขของประเทศชาติ

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกประกอบพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5

เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นรากฐานสำคัญของกองทัพบกไทย ก่อนเข้าร่วมพิธีสงฆ์ ซึ่งมีการทอดผ้าบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณนักรบไทย และเจริญพระพุทธมนต์ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสราชวรวิหารมาประกอบพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเปี่ยมด้วยความสำนึกในคุณูปการของวีรชนผู้เสียสละ

หลังเสร็จพิธีทางศาสนา ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

สำหรับวันที่ 18 มกราคมของทุกปี ถือเป็นวันยุทธหัตถี วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันกองทัพบกและวันกองทัพไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงประกาศอิสรภาพและปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะ อันเป็นรากฐานแห่งเอกราชและความมั่นคงของชาติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในเวลา 16.00 น. กองทัพบกจัดพิธีสวนสนามและกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลที่ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี ซึ่งถือเป็นพิธีสำคัญของวันกองทัพบก สะท้อนความพร้อม ความสง่างาม ความมีระเบียบวินัย และความจงรักภักดีของกำลังพลกองทัพบก ในการยึดมั่นคำสัตย์ปฏิญาณที่จะพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติ และผืนแผ่นดินไทย

ด้านพล.ต.วินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวถึงกรณีรมว.กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ ต่อมาสื่อต่างประเทศได้นำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ โดยกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยยึดครองพื้นที่พลเรือน และยังควบคุมพื้นที่ที่เขมรอ้างว่าเป็นของตนเอง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ส่งผลให้คนกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ว่า ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ตรงข้อเท็จจริง โดยพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยมาตลอด และเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการบุกรุกเข้ามาอยู่อาศัยผิดกฎหมายต่อเนื่องนานกว่า 40 ปี มิใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเหตุปะทะในปัจจุบัน

“การดำเนินการของไทยเป็นไปตามหลักสากล ไม่ได้มุ่งรุกล้ำหรือกระทบประชาชนพลเรือน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไทยดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการแจ้งและประท้วงตามช่องทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศตามขั้นตอนที่กำหนด อาทิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง กฎหมายป่าไม้ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจ และกรมป่าไม้ เข้าดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งสร้างความเข้าใจ แจ้งเตือนล่วงหน้า การปักป้ายประกาศ และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กองทัพบกขอให้ฝ่ายกัมพูชานำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่กระทบภาพลักษณ์ของฝ่ายไทย รวมถึงบรรยากาศของความร่วมมือ»พล.ต.วินธัย กล่าว

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงถึงกรณีพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนไทย ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นผลจากการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไทยยืนยันว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือน และลดความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ใช่การกระทำเชิงรุกหรือยั่วยุทางทหาร และพร้อมให้มีการตรวจสอบร่วมในกรอบกลไกที่เหมาะสม ส่วนความกังวลว่าทหารไทยเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไทยมีมาตรการอย่างไร นั้นกองทัพไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยง ทั้งด้านยุทธวิธี อุปกรณ์ และการฝึกเฉพาะทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด ขอย้ำว่า ภารกิจหลักคือการป้องกันอธิปไตยควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต โดยยึดหลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบสูงสุด

กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับโดรนพลีชีพของกัมพูชา ซึ่งไทยรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตามหลักการ ไทยขอหลีกเลี่ยงการขยายความจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และขอให้สื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบานปลายโดยไม่จำเป็น

กรณีชาวบ้านและผู้พำนักอาศัยบริเวณตลาดชายแดนร้องเรียนเรื่องการตรวจของเจ้าหน้าที่นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว ไทยรับฟังข้อกังวลของประชาชน และพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมเป็นสำคัญ ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “รุกราน” และยึดที่ดินชาวกัมพูชา เรื่องนี้ประเทศไทย ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไทยยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของตนเองมาโดยตลอด โดยไม่รุกล้ำดินแดนของประเทศอื่น ส่วนการคงกำลังตามแนววางกำลังเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และลดระดับความตึงเครียดตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมที่สองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ข้อกล่าวหาใดๆ ควรได้รับการพิสูจน์ผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหาในสื่อหรือโซเชียลมีเดียฝ่ายเดียว ส่วนที่กัมพูชาอ้างว่าการกระทำของไทยขัดข้อตกลงให้พลเรือนกลับพื้นที่ (ข้อ 4) จริงหรือไม่ ไทยเราเคารพถ้อยแถลงร่วมและหลักมนุษยธรรม อย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของพลเรือนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากอาวุธหรือทุ่นระเบิด ไทยพร้อมหารือในกรอบกลไกร่วมเพื่อให้การกลับเข้าพื้นที่ของพลเรือนเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชา ขอให้ใช้คำว่า “ประเทศไทยรุกรานกัมพูชา” ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ไม่ยั่วยุ และไม่ตัดสิน การใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบั่นทอนความพยายาม ในการลดความตึงเครียด ไทยสนับสนุนการใช้ภาษาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา

ขณะที่พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวลักษณะกล่าวอ้างว่าได้พูดเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา โดยยืนยันชัดเจนว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ ตนไม่เคยไปบรรยายหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะตามที่มีการเผยแพร่ที่ใดมาก่อน พร้อมเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดความรัก ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลังให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

ซึ่งความรักความสามัคคีของคนในชาติ จะเป็นพลังสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

พล.อ.บุญสินยังขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้วิจารณญาณรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้หลีกเลี่ยงการส่งต่อหรือแชร์ข้อความดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการขยายผลข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

‘อนุทิน’ประกาศจุดยืนชัด ไม่แตะหมวด1-2 ภท.ขอปกป้องสถาบัน

‘อนุทิน’ประกาศจุดยืนชัด  ไม่แตะหมวด1-2  ภท.ขอปกป้องสถาบัน

‘อนุทิน’ประกาศจุดยืนชัด ไม่แตะหมวด1-2 ภท.ขอปกป้องสถาบัน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’ประกาศจุดยืนชัด ไม่แตะหมวด1-2 ภท.ขอปกป้องสถาบัน เพื่อไทยถอยกรูดกาสิโน ‘จุรินทร์’ลุ้นปักธงกทม. ‘ชัยวุฒิ’สับยับประชานิยม ‘สุดารัตน์’ชูปราบโกง

“อนุทิน” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2 แก้รธน.ตลอดกาลจนกว่าจะไม่มีภูมิใจไทย ขอบางพรรคประกาศจุดยืนให้ชัด หวั่นแทรกซึม กระทบสถาบัน ด้าน “ยศชนัน” เผยเพื่อไทยพร้อมถอยปมเปิดบ่อนกาสิโน หากประชาชนไม่ต้องการ “จุรินทร์” ลุยเขตลาดพร้าวช่วย “หลานก๊อด” อ้อนชาวกทม.เลือกผู้สมัคร ส่วน “ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์” หญิงเหล็กพรรคประชาชน ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย “พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว” ผู้กล้าโค่นเสาไฟฟ้า

เมื่อเช้าวันที่ 18 มกราคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกับนายราเมศ รัตนเชวง ผู้สมัครส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้ลงพื้นที่ เขตลาดพร้าว – บึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ “น้องก๊อด” หมายเลข 8 ที่ตลาดโพธิ์สุวรรณ นวลจันทร์56 โดยทั้ง นายจุรินทร์และนายราเมศ ได้ร่วมกับนายภานุพงศ์ เดินแจกเอกสารหมายเลข 8 และหมายเลข 27 ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายที่ตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาทักทายขอถ่ายรูป ขอจับมือ มอบดอกไม้ให้กำลังใจ ตลอดจนนำขนมมามอบให้ พร้อมกับพูดว่า “เลือกอยู่แล้ว กาประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ อยากได้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน เราสนับสนุนเลือกเบอร์ 8 อยากได้น้องก๊อดเป็น สส.ของเรา พร้อมเลือกค่ะ เลิฟๆขอให้ชนะๆ” จากนั้นได้ขึ้นรถแห่ไปตามถนนนวลจันทร์ – มัสยิดมิฟตาฮุ้ลยีนาน – หมู่บ้านสวนทอง สิ้นสุดที่วัดนวลจันทร์

การันตี”หลานก๊อด”มีฝืมือ

นายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคไม่มีที่นั่งใน กทม. แม้แต่ที่นั่งเดียวมา 2 ครั้งติดต่อกันแล้ว แต่คราวนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะสามารถปักธงในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ ดูจากเสียงตอบรับที่ดีขึ้นจากพี่น้องชาวกรุงเทพและผลการสำรวจ รวมทั้งผลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จึงขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกท่านมาร่วมกันสร้าง การเมืองสุจริตกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรค ทั้ง 33 เขตใน กทม. รวมทั้งบัญชีรายชื่อพรรคเบอร์ 27 ให้มากที่สุด เพราะการเมืองสุจริตจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศ ไม่ว่าการเมืองเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงดีขึ้นได้และส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครรวมทั้งคนไทยทุกคนในที่สุด นายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงนายภาณุพงศ์ หรือ “น้องก๊อด” หมายเลข 8 ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เขตลาดพร้าว-บึงกุ่ม ว่าเป็นลูกน้องสาว จบ ป.ตรี กฎหมายจากรามคำแหง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จากธรรมศาสตร์ จบ ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นคณะทำงานของตนตอนเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นเป็นผู้ช่วย สส. ของท่านชวน หลีกภัย และเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี จึงคิดว่ามีประสบการณ์พอสมควรที่จะรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้ เป็นอย่างดี จึงขอถือโอกาสนี้ขอเสียงสนับสนุนเบอร์ 8 จากพี่น้องเขตลาดพร้าว-บึงกุ่มหรือเขต 13 รวมทั้งขอฝาก พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ ทั้งใบผู้สมัคร สส.เขตของพรรคในพื้นที่ กทม. ทุกคน ทุกเขต กับใบผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ เบอร์ 27 ไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

มาร์คแนะพิ่มศักยภาพกองทัพ

ที่สวนหลวงร.9  กทม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวความกังวลว่าชายแดนไทย-กัมพูชาจะเริ่มระอุอีกครั้ง โดยฝั่งกัมพูชาเติมกำลังมากขึ้น ว่า ตนเคยเสนอว่ารัฐบาลต้องพยายามดำเนินการทูตเชิงรุก เพราะขณะนี้โลกเข้ามาจับตา และมองว่ามีสัญญาหยุดยิงกันอยู่แล้ว จึงควรพยายามให้ต่างประเทศเข้าไปกดดันกัมพูชา โดยการกำหนดเงื่อนไขว่าเมื่อหยุดยิงแล้ว ไม่ควรจะเติมกำลังหรือเติมอาวุธหนัก หรือทำอะไรก็ตามที่จะทำให้การหยุดยิงซึ่งเปราะบางอยู่แล้วถูกละเมิด เพราะฉะนั้น ถ้าเราเดินหน้าตรงนี้ เราก็จะได้แนวร่วมจากต่างประเทศ ว่าเราไม่ได้มีความต้องการที่จะรุกรานอะไร เราหยุดอยู่กับที่ แต่ต้องห้ามไม่ให้อีกฝ่ายเติมกำลังเข้ามา

เมื่อถามว่าเป็นห่วงว่าจะมีรอบการปะทะกันรอบที่ 3 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มีอยู่แล้ว และทุกครั้งที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งที่จริง ประชาชนได้กลับบ้านไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่อยากเห็นการปะทะอีก จึงอยากให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าอย่างจริงจังในเรื่องการทูต เพื่อทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าสถานการณ์สงบลงแล้วและนำไปสู่การแก้ปัญหาระยะปานกลาง และระยะยาวต่อไป

ต่อข้อถามว่าถ้าได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในรอบนี้ จะเข้ามาแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการทำให้เกิดความเข้าใจกับประเทศสมาชิกอาเซียนและบรรดาประเทศมหาอำนาจ รวมทั้งต้องสร้างหลักประกันว่าจะกัมพูชาจะไม่เข้ามาละเมิดอธิปไตยของเราอีก อย่างไรก็ตามเราพร้อมสนับสนุนกองทัพเต็มที่ ซึ่งในช่วงนี้รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มศักยภาพของกองทัพ เพราะการรบในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้เราจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพเพิ่มเติม

“หนู”ลุยคลองลัดมะยม

ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าจะแตะหมวด1 หมวด 2 หรือไม่ ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยบังอาจไปก้าวร่วมพรรคอื่น และพรรคภูมิใจไทยก็มีความชัดเจน ที่จะไม่แตะหมวด 1หมวด2 ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีขั้นตอน ถ้าเสียงประชามติของประชาชนเป็นอย่างไร เราก็ไม่ค้าน แต่หมวด1 หมวด 2 ต้องดํารงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ต้องไม่มีผลกระทบ

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มีข่าวเฟคนิวส์ในโซเชียลว่าพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งพรรคภูมิใจมีความพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีแคมเปญที่อยากได้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการร่างของคสช . ก็ฟังว่ามีเหตุผล แต่หมวด1 หมวด 2 ต้องดํารงอยู่

เมื่อถามว่า มีบางพรรคบอกว่า ไม่ต้องล็อก หมวด1 หมวด2 ไว้ ถ้าไม่ล็อกไว้จะทําให้กระทบกระเทือนต่อสถาบันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า นี่ไงก็ไม่ได้ล็อกไว้ ก็ไม่รู้ จะมีการสอดแทรกหรือแทรกซึมเข้ามา ควรจะพูดให้ชัดเจน เพราะทุกพรรคพูดชัดเจนหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าตนไปแทรกแซงพรรคอื่น ซึ่งตนไม่เคยทำ ขอย้ําว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเรื่องแตะหมวด1 หมวด 2 และไม่แตะเรื่องพระราชอํานาจ เรื่องความมั่นคง เรื่องของสถาบัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ สามารถพูดคุยกันได้ ทั้งเรื่องการได้มาของรัฐสภาอย่างไร และเรื่องรัฐมนตรีอย่างไร ส่วนเรื่องคอร์รัปชั่น ถ้าเพิ่มขึ้นตนเห็นด้วย แต่ถ้าลดลงกว่านี้ไม่เห็นด้วย

เดินหน้าปราบสแกมเมอร์

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตํารวจได้รายงานหรือไม่ว่าจะมีการขยายผลเครือข่ายนักการเมืองเชื่อมโยงสแกรมเมอร์ หลังมีการจับกุมผู้สมัครสส.จ.ตาก พรรคประชาชน ว่า ตนบอกแล้วว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ตนไม่รู้สึกยินดียินร้ายว่าใครจะโดนจับหรือไม่โดนจับ ตนรู้สึกยินดีที่ประชาชนได้เห็นว่าสแกมเมอร์ สิ่งที่ทําผิดกฎหมาย อาจจะอาชญากรรมข้ามชาติ เว็บพนันเถื่อนถูกจับ ซึ่งตนรู้สึกยินดี เพราะทําให้เห็นว่าหน่วยงานด้านการปราบอาชญากรรมปฏิบัติตามนโยบายของตนอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้รับผิดชอบและจัดการคนในรัฐบาล ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ตอนนี้จะเรียกร้องไปยังผู้บริหารพรรคประชาชนให้รับผิดชอบบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พูดในเวทีดีเบตโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีดีเบต นายจตุพร ได้ตอบคำถามนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถามว่าถ้าหลังจากนี้มีคนในพรรคเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา จะทําอย่างไร โดยนายจตุพร ตอบว่า “ ถ้าเป็นผม หัวหน้าพรรคต้องลาออก เพราะเป็นคนที่คัดเลือกเข้ามา”

3ดาวรุ่งคนพรรคสีน้ำเงิน

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณีที่โพสต์ แนะนายสุทธิชัย หยุ่น และนายวีระ ธีรภัทร ที่มีการวิเคราะห์ผ่านรายการหนึ่งว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ต้องแบกพรรคภูมิใจไทย โดย นายอนุทิน หันไปถามนายสีหศักดิ์ ที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “หนักไหมครับพี่อ้วน แบกพรรคภูมิใจไทย”ก่อนที่ นายสีหศักดิ์ จะตอบว่า นโยบายตรงกัน และนโยบายที่วางร่วมกันกับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้หนักอะไร และคิดว่าสิ่งที่ทำมานั้นมาถูกทาง และได้รับการตอบรับจากประชาชน มีผลงานเป็นรูปธรรม

ขณะที่นายอนุทิน กล่าวเสริม ที่ชี้แจงสวนไปในเฟซบุ๊ก เพราะว่ามีการให้ความเห็นที่ไม่ใช่ความจริง มีการระบุว่า นางศุภจี และนายเอกนิติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคภูมิใจไทย นำมาเป็นนายแบก นางแบก และบอกลักษณะประมาณว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญญาทำ ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่มีปัญญาทำ จึงต้องไปหาคนที่มีปัญญา คนที่ถูกต้อง คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำ ส่วน นายสีหศักดิ์ ยิ่งกว่าเป็นสมาชิกพรรค เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยิ่งกว่าชัดจน ไม่รู้จะชัดยังไง และความชัดเจนนั้นก็มีตั้งแต่วันที่ทั้ง 3 คน ขึ้นเวทีเปิดนโยบายกับพรรคภูมิใจไทยวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งตนก็เกรงว่า หากมีการให้ข้อมูลผิดพลาดต่อประชาชน และยิ่งใกล้เลือกตั้งแล้วในฐานะหัวหน้าพรรคก็มีความจำเป็น ชี้แจงแถลงไขให้เกิดความชัดเจน

‘อ.วีระ’คอมเมนต์ขออภัย’อนุทิน’

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ โพสต์คอมเมนต์ ผ่านโพสต์ของ นายอนุทิน ว่า ขออภัยในความผิดพลาดครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทราบแต่เพียงทางพรรคสอบถามไปทางกกต.เรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผุู้สมัครว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เลยทำให้เข้าใจว่าสองท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ขออภัยคุณอนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคุณเอกนิติกับคุณศุภจีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

เลือก‘น้องหนู’สานต่อคนละครึ่ง

ต่อมา นายอนุทิน พร้อม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกนายกรัฐมนตรีและคณะ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วยนายหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคภูมิใจไทย หาเสียง โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง พบประชาชน พ่อค้าแม่ค้าในตลาดวังหลัง ตลอดเส้นทาง นายอนุทิน ได้หยุดแวะพูดคุยเกือบทุกร้าน และมีประชาชนเข้ามาพูดคุยและขอถ่ายรูปด้วย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ เรียกร้องให้ นายอนุทิน สานต่อโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่ง นายอนุทิน รับปากว่าโครงการคนละครึ่งจะกลับมา ช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ได้แวะร้านขายของ ชาวบ้านบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” นายอนุทิน ตอบกลับว่า“ตอนนี้ขอให้น้องหนู”จากนั้นแวะร้านขายตุ๊กตา โดยบอกทีมงานให้ขอเบอร์ร้าน พร้อมระบุว่าวันหลังไปเยี่ยมเด็กๆ จะได้มาซื้อ

“ยศชนัน”โชว์วิชั่นการศึกษา

เวลา 10.00น.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “นโยบายด้านการศึกษา ยกระดับวิจัยและนวัตกรรมไทย” ซึ่งเป็นการกลับมาครั้งแรกหลังจากลาออกจากรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย

โดย ศ.ดร.ยศชนัน เริ่มต้นว่า พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) โดยเน้นย้ำเรื่องการสร้างความมั่งคั่งที่กระจายสู่ทุกกลุ่ม ผ่านทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Growth)

กาสิโนไม่เอา-ถ้าปชช.ค้านพร้อมถอย

ต่อข้อซักถามเรื่อง พ.ร.บ.เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า การโจมตีว่าเราสนับสนุนกาสิโนนั้นไม่เป็นความจริง โดยธรรมชาติแล้วพรรคไม่สนับสนุนการพนันออนไลน์หรือธุรกิจสีเทา แต่แนวคิดเรื่องเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เกิดขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนกาสิโนเพียงเล็กน้อยและต้องมีการควบคุมเข้มงวด

“เรื่องสีเทา เรื่องคอร์รัปชัน เราไม่เอา การมองหน้าผมแล้วนึกถึงกาสิโนนั้นไม่แฟร์ ผมมาจากสายวิชาการ ทำอาชีพสุจริต หากประชาชนไม่สบายใจเพราะกังวลเรื่องสแกมเมอร์หรือปัญหาสังคม เราจะไม่ฝืนทำ คราวที่แล้วเราคิดมากแต่ก็ไม่ได้ทำต่อ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ต้องฟังเสียงประชาชน ถ้าประชาชนไม่ให้ทำ ก็ไม่ทำ”

มาตรการชายแดน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ส่วนปัญหาความมั่นคงชายแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศ.ดร.ยศชนัน มีท่าทีชัดเจนว่า “ปัญหากัมพูชาคือแหล่งสแกมเมอร์ เมื่อปราบจากที่หนึ่งก็ย้ายไปอีกที่หนึ่ง สงครามรูปแบบใหม่นี้จะหมดไปต้องปราบให้ครบวงจร” สำหรับปัญหาการกระทบกระทั่งชายแดน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า “หากยิงมาก็ยิงกลับ” โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาอธิปไตยเป็นสำคัญ ได้มีการหารือกับฝ่ายทหารแล้วว่าต้องการงบประมาณเพื่อรักษาชีวิตกำลังพล การตอบโต้ต้องไม่วู่วามแต่ต้อง “ได้สัดส่วน” และคนในพื้นที่ต้องปลอดภัย โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่อันตราย

“ลิซ่า”.ลุยนครศรีฯหาเสียงช่วย”โบว์”

เช้าวันเดียวกัน ลิซ่า-นส.ภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาชน ลงพื้นที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ตลาดสดท่ายาง เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้ “โบว์-นายพุฒิพงษ์ ลุ่ยจิ๋ว” ผู้สมัครสส.นครศรีธรรมราช เขต 6 หมายเลข 7 โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ มีกองเชียร์หัวคะแนนธรรมชาติที่มารอต้อนรับเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ ลิซ่า-นส.ภคมน หนุนอนันต์ ตระเวนหาเสียงในหลายพื้นที่ ก่อนจะเปิดเวทีใหญ่ที่ใหญ่ที่อำเภอถ้ำพรรณรา ในช่วงค่ำวันที่ 17 มกราคม ระบุ การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่ ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัวและส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

ลิซ่า-นส.ภคมน กล่าวด้วยว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง“โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว” ผู้กล้าเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ที่สำคัญแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล

ซัดการเมืองยุคประชานิยม

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมบริหารพรรค ร่วมลงพื้นที่ตลาดรุ่งถาวร อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ช่วยขอคะแนนเสียงให้กับ นายอดุลย์ ศรีภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.จันทบุรี เขต 3 เบอร์9 บรรยากาศการลงพื้นที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

โดยนายชัยวุฒิ ได้กล่าวถึงความล้มเหลวของนโยบายประชานิยม และพฤติกรรมของนักการเมืองในปัจจุบันว่า ‘คนถามถึงนโยบายประชานิยมแบบเก่า ดิจิทัลวอลเล็ต เงินหมื่นยังไม่ได้เลย เงินคนละครึ่งพรรคก็ยังไม่ได้ อยากได้เงินกัน แต่วันนี้ประชานิยมไม่ต้องพูดถึงแล้ว’วันนี้ประชาชนกำลังถูกหลอกด้วยตัวเลข แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้รับผลประโยชน์จริง ผมขอเรียกว่า ยุค ‘ประโยชน์นิยม’ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว คือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการเมืองไทย ปัจจุบันนักการเมืองทุกพรรคไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของ ‘ประโยชน์นิยม’

‘วันนี้นักการเมืองทุกพรรค เขาเป็นนโยบายประโยชน์นิยมแล้ว คือผสมพันธุ์ข้ามขั้วกันหมดแล้ว เพื่อจะหาประโยชน์จากการเป็นรัฐบาล’โดยจุดยืนของพรรครักชาติ ซึ่งเคยร่วมงานในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) ยังมีอุดมการณ์มั่นคง ไม่เปลี่ยนขั้วไม่ย้ายฝั่งเหมือนนักการเมืองคนอื่น ๆ ที่เห็นตามหน้าสื่อ

เชื่อมีดีลตั้งรัฐบาลกันแล้ว

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้วิเคราะห์ทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไว้อย่างน่าสนใจ โดยเชื่อว่ามีการเจรจาตกลงผลประโยชน์ หรือ ‘ดีล’ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ประเทศไทยจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะโครงสร้างอำนาจถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเดิม ๆ ภายใต้บริบทของ ‘ประโยชน์นิยม’ ที่กำลังกัดกินการเมืองไทย

‘จุลพันธ์’ย้ำ’พท.’ต่อสู้เพื่อ ปชช.มายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา’เพื่อไทย’

'จุลพันธ์'ย้ำ'พท.'ต่อสู้เพื่อ ปชช.มายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา'เพื่อไทย'

‘จุลพันธ์’ย้ำ’พท.’ต่อสู้เพื่อ ปชช.มายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา’เพื่อไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.07 น.

“จุลพันธ์”ย้ำ”พท.”ต่อสู้เพื่อประชาชนมายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา”เพื่อไทย” ได้”ยศชนัน”เป็นนายกฯแน่นอน “จิราพร”เย้ยผลงานชิ้นโบว์แดง ภท.แค่โยกย้าย ขรก.-คดีฮั้ว สว.ไม่คืบ-รธน.ก็ไม่ได้แก้

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2568 พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด ได้แก่ นายสถาพร ว่องสัธนพงษ์ เขต 1 เบอร์ 4 นายฉลาด ขามช่วง เขต 2 เบอร์ 4 นายแทนรัฐ สุจารี เขต 3 เบอร์ 5 น.ส.จิราพร สินธุไพร เขต 5 เบอร์ 6 โดยมีการปราศรัยที่ตรงข้ามวัดบ้านเหล่างิ้ว อ.จังหาร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการร้อยเอ็ด อ.เมือง และโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา อ.โพนทอง จากนั้น นายจุลพันธ์ และคณะ ลงพื้นที่ปราศรัยที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยมรผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ ได้แก่ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 6 นายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์ ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 4 นายทินพล ศรีธเรศ ผู้สมัคร สส.เขต 5 เบอร์ 1 โดยมีการปราศรัยที่โรงเรียนนามนราษฎ์สงเคราะห์ อ.นามน

น.ส.จิราพร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ ก็เพราะพรรคประชาชนเป็นคนขานชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายค้ำให้กับรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลภาคพิสดารในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะไม่เคยมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นมาก่อน การเข้ามามีอำนาจของพรรคภูมิใจไทย ทำให้การดำเนินคดีสำคัญของประเทศหยุดไป อย่างคดีฮั้ว สว. พยานในคดีกลับคำให้การจากเดิม ทำให้ไม่มีความคืบหน้าของคดี ผลงานชิ้นโบว์แดงของพรรคภูมิใจไทย คือการโยกย้ายข้าราชการกว่า 400 คน รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ทำไม่ได้อย่างที่พูด รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แก้

“ถ้าไม่อยากให้นายอนุทินกลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ให้ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พี่น้องไม่ได้เลือกแค่ สส.เขต แต่ยังเลือก นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยด้วย” น.ส.จิราพร กล่าว

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อคืนภายหลังการดีเบต โพลความนิยมของ อ.เชน ยศชนัน เป็นอันดับที่ 1 เพราะเป็นคนไม่ทะเลาะกับใคร เหมาะกับการเป็นผู้นำประเทศ ออกจากความขัดแย้ง พรรคการเมืองอื่นสาดโคลนใส่กัน อ.เชน ยศชนัน นำเสนอนโยบายที่เป็นทางออกของประเทศ จะนำเอาเทคโนโลยีนวัตกรรมมาช่วยเหลือชีวิตของประชาชน นโยบายล้างหนี้ประชาชน จะช่วยปลดโซ่ตรวนของประชาชนครั้งใหญ่ ให้กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง โดยจะให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยปีละไม่เกิน 3% เอาไปปิดหนี้นอกระบบ หรือจ่ายเพียง 10% ของยอดหนี้ในธนาคารของรัฐไม่เกิน 200,000 บาท ก็ปิดหนี้ได้เลย ส่วนพี่น้องเกษตรกร เราพร้อมเดินหน้าพักหนี้ 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายการประกันกำไรราคาสินค้าเกษตร 30% จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรกลับมายืนได้อย่างมีศักดิ์ศรี ปลดหนี้สิน เดินหน้าชีวิต เลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมั่นคง พร้อมกับมีนโยบายคูปองเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิต พี่น้องจะได้มีกำไร มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น

“เราผ่านการต่อสู้ด้วยกันมา เปิดตู้เสื้อผ้ามามีเสื้อแดงทุกตู้ เราผ่านการเดินทางมายาวนาน วันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะนำความเจริญ นำงาน ลดความเหลื่อมล้ำให้พี่น้องเราเติบโต มีงานมีอาชีพได้“ นายจุลพันธ์ กล่าว

‘ยศชนัน’ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น’เพื่อไทย’ขอ 200

'ยศชนัน'ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น'เพื่อไทย'ขอ 200

‘ยศชนัน’ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น’เพื่อไทย’ขอ 200

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

“ยศชนัน”ปิดจ๊อบหาเสียงท่ามะกา ชาวบ้านแห่ฟังปราศรัยล้นหลาม ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่นเพื่อไทยขอ 200 ย้ำจับหรือไม่จับกับใครขอฟังเสียงปชช. ปลุกคนเมืองกาญจน์เลือก สส.เพื่อไทย ยกจังหวัด ส่งเป็นนายกฯ คนที่ 33

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ เดินทางไปปราศรัยที่วัดพระแท่นดงรัง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เพื่อช่วย น.ส.พลอย ธนิกุล ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 3 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย หาเสียง โดยมีผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี อีก 4 เขตของพรรคเพื่อไทย มาร่วมเวทีปราศรัยด้วย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมารับฟังการปราศรัยอย่างล้นหลาม โดยทันทึที่นายยศชนันเดินทางมาถึง ต่างมอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้จนเกือบล้นคอ พร้อมทั้งจับมือและสวมกอดนายยศชนัน ขณะที่นายยศชนันได้โบกมือทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

นายยศชนัน ปราศรัยว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี เขาบอกเป็นวันดีของตน ขอกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยทั้ง 5 เขต เลยได้หรือไม่ ขอพรรคเพื่อไทยเบอร์ 9 เข้าไปได้หรือไม่ วันนี้พี่น้องต้อนรับอย่างอบอุ่น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เดิมพันอนาคตประเทศไทย หากวันนี้ทุกคนมีความฝัน ทุกคนมีความหวัง 8 กุมภาพันธ์ คือวันเริ่มต้นแห่งความหวังของพี่น้องกาญจนบุรี และถ้าวันนี้เลือกกาญจนบุรีครบทั้งห้าเขต ยศชนันคนนี้จะเข้าไปในสภาฯ และบอกว่าตนจะเปลี่ยนความฝันและความหวังของพี่น้องให้เป็นความจริง ฤดูกาลการเลือกตั้งเข้ามา ทุกคนหาเสียง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจที่วันนี้ผู้สมัครของเราทุกคนลงพื้นที่มาก่อน เข้าใจปัญหาพ่อแม่พี่น้องมาก่อน ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์ พร้อมทำงานได้ทันที

นายยศชนัน ปราศรัยต่อว่า วันนี้ความหวังความฝันแรกที่ตนอยากพูดถึง คือความหวังความฝันของคนที่ล้มลงไปแล้ว และคนที่กำลังจะล้มลง หลายคนมองว่าทำไมจะต้องแก้ปัญหาเรื่องหนี้ หลังสถานการณ์โควิดทุกอย่างเปลี่ยนไป ขอทำอีกสักครั้ง ปลดล็อคให้คนที่ล้ม ลุกขึ้นมายืนกับเรา เราจะแก้หนี้ทั้งระบบ หลายคนบอกว่าจะแก้หนี้ต้องระวังเรื่องวินัยการเงินการคลัง คนอื่นทำเรื่องนี้ตนไม่มั่นใจ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยแก้หนี้ ไม่กระทบกระเทือนแน่นอน ส่วนเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าเกียร์ห้า เราจะรวมข้อมูลสาธารณสุข พี่น้องเจ็บป่วยที่ไหน พี่น้องไม่ต้องกลัวเลยว่าหมอจะรักษาเราไม่ได้เพราะหมอทุกโรงพยาบาลจะมีข้อมูลของเรา จะรู้ว่าเราเจ็บป่วยเรื่องอะไร จะรู้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร 30 บาท AI แต่วันนี้ทำไม่ได้ถ้าไม่มีกาญจนบุรีทั้ง 5 เขต ขอเพื่อไทยทั้ง 5 เขตได้หรือไม่ ส่วนเรื่องชายแดนอาจจะมีการนำอาวุธหรือสิ่งไม่ดีเข้ามาทางชายแดน พรรคเพื่อไทยรับที่จะดูแลเรื่องนี้ และบอกว่ากาญจนบุรีตอนนี้ต้องปลอดภัยในมือรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

“คนชอบถามว่าจะจับกับใคร ไม่จับกับใคร ผมขอถามพี่น้องขอฟังเสียงประชาชนก่อนแล้วค่อยจับได้หรือไม่ หลายครั้งหลายคนพยายามบอกว่าใครเทา ไม่เทา พี่น้องประชาชนรู้ ขอตอบชัดๆ อีกครั้งว่า ถ้าเทาเขาคงไม่เลือก แต่ขอเพื่อไทยกาญจนบุรีทั้ง 5 เขต และขอเหมา จ.ราชบุรี ด้วย 8 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่วันเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นวันเดิมพันแห่งความหวังของพ่อแม่พี่น้องประเทศไทยหยุดนิ่งมานาน ประเทศไทยต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้ง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเพื่อไทยขอสัก 200 เหมากาญจนบุรีให้หมด เหมาราชบุรีให้หมด ส่งยศชนันเป็นนายกฯ คนที่ 33” นายยศชนัน กล่าว

– 006

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! ‘พีระพันธุ์’ชงอัดงบ’กองทัพ’สยบ’เขมร’

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! 'พีระพันธุ์'ชงอัดงบ'กองทัพ'สยบ'เขมร'

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! ‘พีระพันธุ์’ชงอัดงบ’กองทัพ’สยบ’เขมร’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! “พีระพันธุ์”ชงอัดงบ”กองทัพ”สยบ”เขมร” ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง เดินหน้าฉีก MOU 43-44 เพิ่มโทษประหารสแกมเมอร์ ฟาดรัฐบาลกั๊กงบเยียวยาชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในรายการ “เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ” โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จากข้อเท็จจริงและ “ยืนบนลำแข้งของตนเอง” แม้นานาชาติมักเรียกร้องให้ไทยอดทนอดกลั้น พร้อมระบุว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ภายหลังคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทยมาโดยตลอด ขณะที่ไทยไม่เคยมีแนวคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

นายพีระพันธ์ุ ระบุว่า เหตุปะทะครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องใช้กำลังทหารกว่า 20,000 นาย จากทั้งสามเหล่าทัพ พร้อมอาวุธหนัก จึงจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจา โดยย้ำว่า “การเจรจาจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบ” และเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น “ยักษ์ที่มีกระบอง” ปกป้องอธิปไตยและนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยนายกรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อใช้งบกลาง ไม่จำเป็นต้องยึดติดระเบียบเดิม หากไม่มีระเบียบรองรับก็สามารถออกใหม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “เหตุใดการช่วยประชาชนจึงยากกว่าการใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท จัดการแข่งขัน MotoGP” และย้ำว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสามารถเขียนและลงนามระเบียบเยียวยาได้ทันที

ด้านข้อพิพาทเขตแดน นายพีระพันธุ์ เสนอให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งหมด โดยชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากไทย – กัมพูชา ได้แบ่งเขตแดนชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 2450 หากมีปัญหาควรยึดสนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ส่วนเขตแดนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของไทย ได้กำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายสากลครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรนำทรัพยากรของประเทศไปเจรจาแบ่งปัน สำหรับการปิดด่านชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนด้วยงบกลางทันที และหากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต อาจพิจารณาเปิดด่านภายใต้กติกาใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมและสแกมเมอร์ นายพีระพันธุ์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ “ไม่มีกฎหมายลงโทษ” ปัจจุบันผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และลดโทษได้เมื่อรับสารภาพ ทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่เป็นอาชญากรรมเชิงขบวนการ สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันจนถึงระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาททั่วโลก โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะและเพิ่มโทษให้สาสม พร้อมเสนอแนวคิดลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการ “ประหารชีวิต” หรือติด “คุกกลางทะเล” คุมขังในพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยการนำแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเลมาปรับปรุงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อปิดช่องการสั่งการทำผิดซ้ำจากภายในเรือนจำ

“ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่อาจหวังพึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ หากรัฐไม่มีอำนาจทางกฎหมาย โทษไม่รุนแรง และไม่มีสถานที่ควบคุมเฉพาะ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปรียบเสมือน “การเซ็นเช็คเปล่า” โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการจัดงานฯ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเดินทางถึงบริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ นายกรัฐมนตรีได้จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และถวายราชสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นรับชมการแสดง “นักรบ นบนเรศ” โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ความเสียสละ และพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้แก่ชาติไทย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งสืบสานและธำรงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของจังหวัดสุพรรณบุรี

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและต้นทุนทางการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านประวัติศาสตร์อันยาวนาน ศิลปวัฒนธรรม และดนตรีที่มีชื่อเสียง จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City of Music) สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้น การจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์จึงไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ชมการแสดงอันงดงาม เลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นและสินค้า OTOP ภายในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ซึ่งสะท้อนถึงเสน่ห์และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวขอบคุณคณะกรรมการจัดงานฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ประกอบพิธีเปิดงานด้วยการลั่นฆ้องชัย 3 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเจริญก้าวหน้า เปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ก่อนเยี่ยมชมร้านค้า OTOP และร้านธงฟ้า และเดินทางไปยังลานแสดงยุทธหัตถี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงก่อนการแสดงยุทธหัตถี โดยจุดธูปเทียนบูชาหน้าโต๊ะเครื่องบวงสรวง คล้องพวงมาลาที่พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มอบพระมาลา พระแสงดาบและพระแสงทวนแก่นักแสดงยุทธหัตถี

– 006

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.10 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จากกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีผู้ใช้ชื่อ “Jaturong Hirankarn” โพสต์ข้อความว่า “นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ และถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพราะเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก ทั้งนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับบุคคลผู้ใช้ชื่อดังกล่าว รวมถึงผู้ใช้จ้างวานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’)

ต่อมา นายศุภชัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จนถึงเวลานี้มีผู้แจ้งข้อมูลมามากมาย ว่ามีผู้โพสต์ แชร์ข้อความอันเป็นเท็จเรื่อง บริษัทอิตาเลียน-ไทย นับร้อยๆราย หลายรายปิดหนีไปแล้ว แต่ทุกรายถูกเก็บข้อมูลไว้แล้ว จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำผิดนี้เสีย ! ผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ติดคุก อย่าแชร์เอาสนุก เอามัน!! ติดคุกไม่สนุกหรอกจะบอกให้!!”

และล่าสุด นายศุภชัย ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “เจ้าของเฟสบุคที่ใช้นามดังกล่าวชื่อตรงกับอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 59 และชื่อตรงกับสมาชิกพรรคประชาชน หมายเลข 6510000571 ฝากหัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรคประชาชน พรรคที่อ้างว่ามีเราไม่มีเทา ตรวจสอบการกระทำที่ยิ่งกว่าเทานี้ด้วยว่าใช่บุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่โปรดดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย”

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

‘เท้ง’ย้ำ!ให้คนธรรมดาทำงานการเมือง หนทางเดียวอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

“เท้ง”แท็กทีมแกนนำ ช่วยหาเสียงเชียงใหม่ ย้ำ!ให้คนธรรมดามาทำงานการเมือง หนทางเดียวที่จะทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เดินหน้ากระจายอำนาจ สถาปนาอำนาจท้องถิ่นให้ประชาชนมีสิทธิในการตัดสินอนาคตของตัวเอง ด้าน”วิโรจน์”ประกาศอย่าคิดว่าสแกมเมอร์-ทุนเทา จะหยุดพรรคประชาชนได้

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ขึ้นกล่าวปราศรัยที่อำเภอแม่ริม วัดพระนอน (ขอนตาล) จ.เชียงใหม่ โดยกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 10 จากจำนวนอัตราประชากรทั้งหมดของไทย แม้จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทุกคน เสียงของเราต้องดังเท่ากัน

แต่การเมืองที่ผ่าน ๆมา เสียงของพ่อแม่พี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังดังไม่พอ เมื่อย้อนดูในสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราควรจะมีตัวแทนของคนในประเทศไทยที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือตัวแทนกลุ่มคนอื่นๆ ด้วย

ที่ผ่านมา ระบบการเมืองไทย ก่อนที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ จนถึงพรรคประชาชน คนที่จะมาเป็นนักการเมืองส่วนใหญ่ต้องรู้จักนายทุน ต้องรู้จักนายใหญ่เจ้าของพรรค เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีแค่ทุนเงินทอน แต่มีทุนเงินเทาที่กำลังกัดกิน เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศนี้อยู่ ระบบการเมืองในประเทศนี้แบบที่ผ่านมามีส่วนทำให้คนไม่เท่ากัน ตนเชื่อว่าวันนี้พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเดียวในประเทศ ที่มีเครือข่ายปีกชาติพันธุ์เข้มแข็งที่สุด

ปัญหาที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญ เริ่มตั้งแต่การทำบัตรประชาชนที่ยากแสนยาก ยิ่งไม่มีสี ไม่มีเส้น ไม่มีส่วย ยิ่งยากกว่าจะได้บัตรประชาชน นอกจากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่หายไป ยังเข้าถึงการศึกษา การรักษาได้ค่อนข้างยาก

ไหนจะถูกยึดที่ดิน ยึดฝืนป่า และวิถีชีวิต ที่กลุ่มชาติพันธุ์อยู่กับป่ามาช้านาน เมื่อตนได้เข้ามาทำงานการเมือง ได้มาทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ ถึงได้าเข้าใจว่าวิถีชีวิตของพวกเขา อยู่ร่วมกับป่า และรักป่า ไม่แพ้พวกเราทุกคน นอกจากถูกยึดที่ดินทำกิน ยึดป่า คนชาติพันธุ์ยังถูกยึดคุณภาพชีวิต ยึดปากท้องที่ดี ไปจากพ่อแม่กลุ่มชาติพันธุ์ โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่พัฒนา ถนนก็ยังไม่ดี ไฟก็ยังไม่สว่าง ขยะก็ยังไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ยังไม่นับรวมเรื่องการรักษา เรื่องระบบการศึกษาของลูกหลาน

ใครเจ็บป่วย หลายคนต้องสูญเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง เพราะระบบการรักษาในประเทศนี้ คนรวยใช้เงิน คนชนชั้นกลางใช้เส้นสาย แต่คนธรรมดาแบบพวกเรา ต้องใช้เวลา ซึ่งเวลาทุกวินาที มันหมายถึงชีวิต สำหรับคนที่เจ็บป่วย ป่วยไข้ ในนาทีวิกฤต ล้วนต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในชีวิตทั้งสิ้น

พรรคประชาชนเอาจริงเอาจังกับเรื่องการกระจายอำนาจ การจัดการเรื่องการประกาศป่าทับที่ แล้วให้คนในพื้นที่มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เราประกาศจุดยืนอย่างมั่นคง ว่าเรามาทำการเมืองที่เป็นของทุกคน คนธรรมดามาทำงานการเมืองได้ คนธรรมดานี่แหละ ที่จะมากำหนดอนาคตของตัวเอง เอาคนธรรมดาไปนั่งในสภาเนี่ยแหละคือหนทางเดียว ที่จะทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้ เป็นของประชาชน

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินถ้าพวกเราเข้าไปเป็นรัฐบาล ภายในงบประมาณปีแรก มีกองทุนพิสูจน์สิทธิ์ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมคืนสิทธิในที่ดินทำกิน แปลง สปก. แปลงสิทธิทำกิน เป็นโฉนดทันที ให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกคน

การยกระดับคุณภาพชีวิต ผมบอกไปแล้ว เรามุ่งเน้นการกระจายอำนาจ ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่เราผลักดันเรื่องปลดล็อกท้องถิ่น ถ้าคุณจริงจังกับเรื่องกระจายอำนาจจริง คุณต้องสถาปนาอำนาจท้องถิ่นไว้ในระดับรัฐธรรมนูญ สถาปนาอำนาจท้องถิ่ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ในการตัดสินอนาคตของตัวเอง

8 กุมภาพันธ์นี้ คนเลือกนายกรัฐมนตรีให้ไปตั้งรัฐบาลคือ สส. พื้นที่ที่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ยังไม่ชนะการเลือกตั้งในอดีต ในเชียงใหม่ คือเขต 5 เขต 9 และ เขต 10 อยากให้พ่อแม่พี่น้องช่วยกันส่งเสียงสะท้อน ช่วยกันบอกต่อไปดังๆ ถึงเวลารัฐบาลประชาชน ตั้งรัฐบาลที่มีเจตจำนงประชาชนเป็นตัวตั้ง เลือกผู้แทน ส.ส. เขตในพื้นที่จากพรรคประชาชน เลือกผู้แทน สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนเบอร์ 46 ​มาร่วมกันตั้งรัฐบาลประชาชน สร้างอนาคตใหม่ให้กับลูกหลาน เพื่อประเทศไทย ที่ก้าวหน้า ก้าวไกล ไปกว่าเดิม

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงสแกมเมอร์ ทุนเทา ที่คุกคามชีวิตประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทุกวันนี้คนโทรศัพท์เข้ามาส่วนใหญ่เป็นสายโจร โจรคอลเซ็นเตอร์รู้เบอร์โทรศัพท์ของคนไทยเกือบทั้งประเทศ มาทั้งในคราบโจรที่โทรหามากกว่าลูกตัวเองโทรหาพ่อแม่ มาทั้งในคราบส่งพัสดุ ให้กรอกข้อมูล เดี๋ยวจะได้เงินคืนมิเตอร์ไฟ มิเตอร์น้ำ เป็นตำรวจ เป็นสรรพากร เป็น DSI เป็นศุลกากร เดี๋ยวก็ชวนลงทุน หลอกเข้ากรุปไลน์ ปรากฎว่าเป็นโจรหมดทั้งกลุ่ม ยกเว้นเหยื่อคนเดียว

โจรคอลเซ็นเตอร์อำมหิต มีทั้งหลอกให้สูญเสียเงิน หลอกให้เอ็นดู หลอกให้รัก หลายคนที่ป็นผู้เสียหายนะครับ ยอมรับไม่ได้ว่าเราถูกหลอก เสียสุขภาพจิต ต้องพบจิตแพทย์ เงินก็เสีย ยังเสียสุขภาพจิต เสียสุขภาพใจ แล้วหลอกเงินคนไทยไป 115,300 ล้านบาทต่อปี

ตอนนี้ทุกพรรค จะปราบสแกมเมอร์ ปราบคอลเซ็นเตอร์ ปราบทุนเทา ปราบจีนเทา ปราบมาเฟียข้ามชาติ พวกมาเฟียข้ามชาติเข้ามายังประเทศไทย มาสร้างขุมอำนาจ เอาเงินสกปรก มาซื้อข้าราชการระดับสูงบางส่วนบ้าง ให้ไปรับใช้บ้าง มีภาพถ่ายกับคนใหญ่คนโต เพื่อไปหาคอนเนคชัน ไปหาเครือข่าย ไปอวดอ้างแอบอ้างต่อ อาจจะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกคนไทยวันละ 316 ล้าน ทำคนไทยหลายคนต้องผูกคอตาย โดดน้ำตาย นี่คือมหากาพย์ จุดเริ่มต้นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เราทำอย่างไร ตนเคยพูดไปในหลายเวที เจอก็ช่วยจับให้ด้วย แม้แต่เป็นคนข้างใน เจอเมื่อไหร่ ก็จัดการ ยืนยันว่าไม่ปกป้อง นโยบายเราชัดเจนมากครับ เบื้องต้น บังคับใช้มาตรา 8/10 ของ พ.ร.ก. ไซเบอร์ (พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566) ดึงเอาธนาคาร เข้ามามีส่วนรับผิดชอบ

ตอนนี้ประชาชน ใครโดนโจรหลอกเงิน ธนาคารไม่ได้ร่วมจ่ายสักบาท ไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรสักบาท ทั้งที่กฎหมายมีไว้แล้ว ว่าถ้าธนาคาร ไม่ได้ทำตามมาตรฐาน ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ได้เวลาบังคับใช้กฎหมาย ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทำให้บัญชี เงินฝากของทุกคนปลอดภัย ได้เวลาบังคับใช้ ให้บริษัทค่ายมือถือ ที่ปล่อยให้โจรส่ง SMS โทรศัพท์มาหาเราทุกวัน ต้องร่วมจ่ายด้วย

ธนาคารจะปรับปรุงระบบความมั่นคงปลอดภัยขึ้นมา ให้โทรศัพท์เราปลอดภัย Mobile Banking แอปโอนเงินของพวกเรา ธนาคาร บัญชีธนาคารของพวกเรามีความปลอดภัยมากกว่านี้

ถ้าเราหยุดมันไม่ได้ เราแก้ระบบไม่ได้ ได้เวลาที่เราจะต้องปราบโจรสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้สิ้นซาก ถ้าคุณคิดว่าคุณจะเอา Facebook มาทำฟาร์มมิ่ง เอา IO มาโจมตี เอาสีเทามาเปื้อนเรา เพราะจะหยุดพรรคประชาชน จะหยุดณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะหยุดวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จะหยุดรังสิมันต์ โรม ฝันไปเลย

​8 กุมภาพันธ์นี้ กาพรรคประชาชน 2 ใบ ไม่ต้องแบ่งครึ่งให้ใคร แล้วเราจะเป็นรัฐบาลร่วมกัน

ทั้งนี้ จ.เชียงใหม่ มีทั้งหมด 10 เขต พรรคประชาชน ส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขต ดังนี้

– เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เขต 1 (เบอร์ 2)

– การณิก จันทดา เขต 2 (เบอร์ 8)

– ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เขต 3 (เบอร์ 5)

– พุธิตา ชัยอนันต์ เขต 4 (เบอร์ 6)

– สมชิด กันธะยา เขต 5 (เบอร์ 9)

– อรพรรณ จันตาเรือง เขต 6 (เบอร์ 2)

– สมดุลย์ อุตเจริญ เขต 7 (เบอร์ 2)

– ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เขต 8 (เบอร์ 4)

– ฉัตรณพัฒน์ สมศักดิ์เกตุกร เขต 9 (เบอร์ 3)

– อิทธิธัญกร ตาคำ เขต 10 (เบอร์ 6)

‘กาญจนา ภวัครานนท์’ พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง’พูดแล้วทำ’

'กาญจนา ภวัครานนท์' พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง'พูดแล้วทำ'

‘กาญจนา ภวัครานนท์’ พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง’พูดแล้วทำ’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

“กาญจนา ภวัครานนท์” เบอร์ 9 พรรคภูมิใจไทย บุกเอื้ออาทรมีนบุรี ชูธง “พูดแล้วทำ” ปลุกพลังชาวสะพานสูง-มีนบุรี มั่นใจเปลี่ยนพื้นที่ให้ดีกว่าเดิม

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าลุยศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ โซนตะวันออก จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ บริเวณลานต้นก้ามปู เอื้ออาทรมีนบุรี เปิดตัว “นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์” ผู้สมัคร สส. เขต 19 (สะพานสูง, มีนบุรี เฉพาะแขวงมีนบุรี) หมายเลข 9 ย้ำสโลแกน “พูดแล้วทำ” มุ่งเป้าแก้ปัญหาตรงจุดด้วยคนทำงานตัวจริง

ทีมงานคุณภาพ ผนึกกำลังคนพื้นที่ ภายในงานได้รับแรงสนับสนุนจาก นายทินกร ปลอดภัย (เอก) และ นายสมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ร่วมขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ยืนยันความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามา “พลิกโฉม” คุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

นโยบายที่จับต้องได้ ไม่ขายฝัน นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์ ได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนที่เน้นการลงมือทำจริง ทั้งด้านสวัสดิการ การสร้างรายได้ และการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวสะพานสูงและมีนบุรี โดยยึดหลักการทำงานที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

เปิดเวทีรับฟังเสียงจริงบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมฟังปราศรัยอย่างล้นหลาม โดยในช่วงท้ายได้มีการเปิดไมค์ให้ตัวแทนประชาชนสะท้อนปัญหาในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปกำหนดเป็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมทันที

“เราไม่ได้มาเพื่อขายฝัน แต่เรามาเพื่อบอกว่าเราจะทำอะไร และเมื่อพูดแล้วต้องทำได้จริง” — ทีมหาเสียงพรรคภูมิใจไทย เขต 19