นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

นายกฯ  เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 07.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานองค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางมาถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายสักการะ ณ เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการถวายพวงมาลัยและจุดเครื่องทองน้อย จากนั้นไปยังด้านในพระอุโบสถ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ให้ศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

นายกรัฐมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและส่วนราชการในพระองค์ ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำและกราบลาพระรัตนตรัย ก่อนถวายความเคารพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาและกราบนมัสการสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเสด็จออก ณ ไพทีหน้าพระอุโบสถและทรงบาตรพระสงฆ์ จากนั้น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะและพระสงฆ์จากโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จำนวน 108 รูป เดินรับบิณฑบาต โดยมีนายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้ร่วมพิธี ร่วมตักบาตรถวายพระกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ.2568 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตของสัญญา ตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการและสามารถตรวจสอบได้

สำนักทดสอบฯ ได้มีการดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยรับผิดชอบงานตามขอบเขตของสัญญา (TOR) ได้แก่ การจัดทำและจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการสอบ การออกและคัดเลือกข้อสอบ การจัดพิมพ์และจัดเตรียมแบบทดสอบและกระดาษคำตอบ การขนย้ายและจัดเก็บข้อสอบ การดำเนินการจัดสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ ตลอดจนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อสอบ ซึ่งได้ดำเนินการครบถ้วนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งขอบเขตของงานกำหนดให้ ภายหลังจากสอบข้อเขียน (ภาค ก และภาค ข) เรียบร้อยแล้วต้องจัดให้มีการตรวจกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบ ทั้ง 10 ศูนย์ โดยมีผู้แทนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อตรวจกระดาษคำตอบที่ดำเนินการสอบแล้วให้จัดทำไฟล์ข้อมูล บันทึกลงใน Flash drive แล้วส่งให้ผู้ว่าจ้างทันทีเมื่อการตรวจกระดาษคำตอบแล้วเสร็จ โดยให้เป็นความลับในระดับ “ลับที่สุด” รวมถึงการจัดทำไฟล์ข้อมูลคะแนนการตรวจกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf และ .xlsx และจัดทำไฟล์ข้อมูลการสแกนกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf หรือ .jpg เพื่อส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้าง

ส่วนกระดาษคำตอบตัวจริงและแบบทดสอบที่ดำเนินการตรวจเรียบร้อยแล้วถูกเก็บรักษาไว้ห้องมั่นคงที่มีกล้องวงจรปิดตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการถือกุญแจ 2 ฝ่าย คือ สำนักทดสอบฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากจะมีการเปิดห้องมั่นคง ต้องมีการดำเนินการเปิดห้องจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีการเปิดห้องมั่นคง 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบ, ครั้งที่ 2 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบที่จัดสอบเพิ่มเติม, ครั้งที่ 3 เปิดห้องเพื่อให้ผู้มาอุทธรณ์ขอดูกระดาษคำตอบตามระยะเวลาที่ระเบียบการกำหนดไว้กรณีที่มีผู้เข้าสอบยื่นใบคำร้องขอดูกระดาษคำตอบตัวจริง ในช่วงเวลาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด ผู้ที่ได้คะแนนเป็น 0 พบว่าเกิดจากการระบายกระดาษรหัสชุดข้อสอบลงในกระดาษคำตอบผิดพลาดหรือไม่ได้ระบาย โดยยืนยันได้จากกระดาษคำตอบตัวจริงที่ได้ส่งมอบให้กับทาง ป.ป.ช. ไปแล้วและครั้งที่ 4 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569

ต่อมา ตามที่ปรากฏในข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569) สำนักทดสอบฯ ได้ให้ความร่วมมือส่งมอบไฟล์ข้อมูลผลการตรวจ กระดาษคำตอบตัวจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ของกฎหมาย

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา ขอยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตงานที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น โดยได้มีการส่งมอบเอกสาร และไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องและความโปร่งใสของการดำเนินงาน

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.46 น.

-คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 16.01 น.คณะทูตต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย เดินทางมาวางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง
 

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.03 น.

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง ได้กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป โดยเปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพฯ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ 

ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.00 น. 

ช่วงที่ 2 เวลา 11.30 – 16.00 น.

ช่วงที่ 3 เวลา 20.00 – 21.00 น.

ต้องผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน (จุดคัดกรองปิดเวลา 20.00 น.) โดยเข้าทางประตูมณีนพรัตน์และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น         

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่จะเดินเข้าเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม-เปิดให้เข้าชมฯได้ตามปกติ ตั้งแต่เวลา 08.30 -15.30 น.-เข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และผ่านจุดคัดกรองตามมาตรการรักษาความปลอดภัย-งดเข้าชมพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท-ให้นักท่องเที่ยวเดินออกทางถนนจักรีจรัณย์ ผ่านประตูพิมานไชยศรีเลี้ยวซ้ายหน้าหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเดินออกพระบรมมหาราชวังทางประตูวิมานเทเวศร์ 

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ "ก่อนสงครามอิหร่าน"

25 มิ.ย. 2569 17:12 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งฮวบแตะระดับ “ก่อนสงครามอิหร่าน”

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งสอบสวนบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ หลังพบราคาขายปลีกหน้าปั๊มสวนทางต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ร่วงลง 1.28 ดอลลาร์ หรือ 1.74% ลงไปแตะระดับต่ำสุดชั่วคราวที่ 72.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ของสหรัฐฯ ดิ่งลง 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.63% ลงมาอยู่ที่ 69.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. หรือหนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว มาจากความหวังเรื่องอุปทานน้ำมันดิบจากตะวันกลางที่จะกลับเข้าสู่ตลาดในปริมาณมหาศาล หลังจากที่ทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เริ่มทยอยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง หลังจากถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีในช่วงสงคราม

ทิศทางราคาน้ำมันเริ่มกลับเป็นขาลงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและมาตรการยุติสงคราม จนนำไปสู่การเจรจาครั้งสำคัญที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์คือสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านชั่วคราว

คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในงานเสวนาแห่งหนึ่งว่า ขณะนี้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาร์เรลที่ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ออกไป อย่างไรก็ตาม การจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อาจต้องใช้เวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดและสิ่งกีดขวางทางน้ำออกให้หมดเสียก่อน

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเลระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นเรือขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และปุ๋ย โดยมีรายงานว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมามีเรือแล่นผ่านไปแล้วราวกว่า 80 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ คัดกรองแล้วว่าปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ขณะที่ประเทศโอมานก็ได้เปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวเมื่อวันพุธเพื่อช่วยระบายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมากในอ่าวเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระบุว่า ตลาดน้ำมันอาจไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตจากฝั่งอิหร่านมากนัก โดยโกลด์แมน แซกส์ คาดการณ์ว่า จีนจะยังคงเป็นผู้ซื้อหลักของน้ำมันดิบอิหร่าน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ต่อเรือของอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มกลับไม่ได้ลดลงในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ราว 3.93 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากพุ่งแตะสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ราคา 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อเดือนเมษายน แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามค่อนข้างมาก

ประเด็นดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Shell และ ExxonMobil โดยทรัมป์กล่าวหาบริษัทเหล่านี้ว่ากำลัง “ขูดรีด”ผู้ขับขี่รถยนต์ในอเมริกา

ด้านสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปไม่มีทางที่จะขยับลดลงเป็นเส้นขนานพร้อมๆ กับราคาน้ำมันดิบได้ทันที ขณะที่ในฝั่งสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าได้ออกมาเปิดเผยผลตรวจสอบว่า ไม่พบหลักฐานการโก่งราคาอย่างแพร่หลายในหมู่บริษัทพลังงานอังกฤษ โดยชี้ว่าอัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทยังคงทรงตัวนับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

อีกหนึ่งประเด็นในภาคพลังงานที่ต้องจับตาคือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงน้ำมันของประเทศอิรักเปิดเผยว่า อิรักอาจจำเป็นต้องพิจารณา “ทุกทางเลือกที่เป็นไปได้” หากกลุ่มโอเปก (OPEC) ไม่ยอมปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันดิบให้กับประเทศของตน ซึ่งกระแสข่าวเรื่องการส่งสัญญาณขู่ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกของอิรักในครั้งนี้ เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้ โดยอิรักถือเป็น 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มโอเปกขึ้นมาที่กรุงแบกแดด.

ที่มา BBC / Reuters

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

25 มิ.ย. 2569 16:27 น.

คลื่นความร้อนสเปน คร่าชีวิต 212 รายใน 4 วัน ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนัก

สเปนเผชิญวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว หลังคลื่นความร้อนระลอกแรกของฤดูร้อนพัดถล่ม ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวเนื่องกับความร้อนพุ่งสูงถึง 212 รายภายในเวลาเพียง 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

ระบบเฝ้าระวังอัตราการเสียชีวิตรายวัน (MoMo) ซึ่งประสานงานโดยศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ สถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 (ISCIII) ในประเทศสเปน ได้เปิดเผยรายงานสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจากวิกฤตคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ที่ผ่านมา สเปนมีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศร้อนจัดทางสถิติสูงถึง 212 ราย โดยภูมิภาคตอนกลางและตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) เป็นวันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 96 ราย หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ระบุว่าวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดของเดือนนี้นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 1950 โดยมียอดผู้เสียชีวิตในวันอังคาร 66 ราย วันพุธ 38 ราย และวันอาทิตย์อีก 13 ราย ตามลำดับ

เดียนา โกเมซ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ตัวเลข 212 รายนี้ยังเป็นเพียงสถิติขั้นต้น และจำเป็นต้องรออีกราวหนึ่งสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลจริงที่นิ่งแล้ว โดยระบบ MoMo จะใช้การคำนวณทางสถิติเปรียบเทียบระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจริง กับจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ตามเกณฑ์ปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนชัดเจนถึงอัตราการเสียชีวิตที่ “พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ในช่วง 4 วันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ในเดือนมิถุนายนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนรวมแล้ว 380 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 55% เกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนระลอกล่าสุดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สถิตินี้ยังซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผิดปกติมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งบันทึกยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนไว้สูงถึง 101 ราย นับเป็นสถิติเดือนพฤษภาคมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน

เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าแคว้นคาตาลูญญามียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดที่ 43 ราย ตามมาด้วยกาสตีญาและเลออน 32 ราย, บาสก์ 30 ราย และมาดริด 28 ราย

ผลการประเมินชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 212 รายนั้น มีถึง 200 รายที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 85 ปีสูงถึง 148 ราย

นอกจากนี้ โกเมซยังระบุถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า คลื่นความร้อนในปัจจุบันเริ่มมาเยือนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากปกติที่เกิดในช่วงต้นฤดู ซึ่งผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า “ยิ่งคลื่นความร้อนมาเร็วกว่ากำหนดในปฏิทินมากเท่าไหร่ อัตราการเสียชีวิตของประชากรก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น” เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ในเดือนมิถุนายนปีนี้ สเปนต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ “คืนมหาโหด” ติดต่อกัน โดยเฉพาะช่วงรุ่งสางของวันที่ 22 และ 23 มิถุนายน ที่อุณหภูมิต่ำสุดในตอนกลางคืนไม่ลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นค่ำคืนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายน

แม้ว่าระบบ MoMo จะยังไม่ได้แยกแยะสถิติการเสียชีวิตจากอุณหภูมิในตอนกลางคืนโดยตรง แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลักฐานทางการแพทย์เด่นชัดว่า การที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ลดลง ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่ได้พักผ่อนและฟื้นฟู ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักจนนำไปสู่ความตายในที่สุด

สอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลก นำโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันอุณหภูมิในตอนกลางคืนทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าตอนกลางวัน โดยในช่วงแต่ละปี ค่ำคืนที่ร้อนที่สุด 10 อันดับแรก มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.32 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แซงหน้าอัตราการร้อนขึ้นของตอนกลางวันซึ่งอยู่ที่ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

สำหรับสภาพอากาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบชายฝั่งกันตาเบรียทางตอนเหนือที่จะเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แถบลุ่มน้ำเอโบร ทางตะวันออก และหมู่เกาะแบลีแอริก อุณหภูมิจะยังคงสูงเกิน 34–36 องศาเซลเซียส และอาจพุ่งแตะ 38–39 องศาเซลเซียสในบางจุด ขณะที่ปรากฏการณ์ “คืนเขตร้อน” ที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ตอนกลาง ตอนใต้ และแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน.

ที่มา El Independiente / AFP

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

25 มิ.ย. 2569 15:26 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ผู้สื่อข่าวออนไลน์เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและเผยแพร่ความลับทางทหาร หลังโพสต์ภาพพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึงภาพทุ่นระเบิดที่ปราสาทตาควายที่สื่อไทยนำไปอ้างอิง

ศาลฎีกากัมพูชาได้ออกคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายพร โสเพียบ อายุ 39 ปี ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว Battambang Post TV Online และ นายเพียบ พารา อายุ 41 ปี จากสำนักข่าว TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหา “กบฏ” และ “ส่งมอบข้อมูลที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศให้แก่รัฐต่างชาติ” ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา โดยคำตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เท่านั้น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 หลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่รายงานข่าวบริเวณชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกัมพูชากับไทย โดยทางการกัมพูชาตั้งข้อหาว่าทั้งสองลักลอบถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาที่เปิดเผยตำแหน่งยุทธศาสตร์รวมถึงความลับทางทหารในเขตหวงห้ามลงบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ขณะที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ภาพของ “ทุ่นระเบิด” ซึ่งสื่อมวลชนของไทยได้นำไปเผยแพร่และใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้ทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบระเบิดระหว่างลาดตระเวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดในความขัดแย้งดังกล่าวเนื่องจากต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และอ้างว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีตที่สิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันราว 100 ราย และทำให้ประชาชนนับแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีการเจรจาสงบศึกกัน

หลังคำตัดสินของศาลฎีกา ไบรโอนี ลู  รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า “การสั่งฟ้องโดยมิชอบและบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้สื่อข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยและไม่แยแสต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนจากทางการกัมพูชา รัฐบาลของฮุน มาเนต กำลังปิดกั้นแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระของประชาชน และขัดขวางไม่ให้นักข่าวสะท้อนความจริงของกัมพูชาให้โลกได้รับรู้”

ขณะที่ นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อวิจารณ์ โดยระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

“กัมพูชาเคารพเสรีภาพของสื่อและบทบาทสำคัญของนักข่าวในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็เหมือนกับพลเมืองทุกคน ที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกกฎหมายกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด และไม่ได้ให้สิทธิ์คุ้มกันทางอาญาแก่ใคร” 

ด้าน นายอัม สัม อัต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Licadho กลุ่มสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยชี้ว่า หากนักข่าวทำผิดพลาดในแง่ของวิชาชีพหรือเนื้อหา ก็ควรได้รับการพิจารณาคดีภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยการแถลงข่าวและสื่อมวลชน” ซึ่งมีบทลงโทษที่เบากว่ามาก ไม่ใช่การนำประมวลกฎหมายอาญาข้อหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงหรือข้อหากบฏมาบังคับใช้เช่นนี้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นคล้อยหลังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษายืนในคดีของ นายรง ชุน นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังวัย 56 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หลังจากที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2025 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อเข้าขั้น “วิกฤตร้ายแรง” ขณะที่องค์กร Freedom House ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพสื่อของกัมพูชาลงในปีนี้ โดยระบุเหตุผลว่า “สำนักข่าวอิสระเกือบทั้งหมดในประเทศกัมพูชาถูกบีบให้ปิดตัวลงหมดแล้ว”

แม้นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ผู้นำคนปัจจุบันที่จบการศึกษาจากสหรัฐฯ จะก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจาก นายฮุน เซน บิดาของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ท่ามกลางความหวังของหลายฝ่ายว่าอาจเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่สถานการณ์การจับกุมนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่มีสัญญาณของการเปิดเสรีทางการเมืองแต่อย่างใด.

ที่มา Associated Press / Reuters

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

ฝรั่งเศสเผชิญศึก "แอร์เย็น-โลกร้อน" คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

25 มิ.ย. 2569 14:49 น.

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

เมื่ออุณหภูมิพุ่งทะยานเกิน 40 องศาเซลเซียส จนฝรั่งเศสต้องบันทึกสถิติวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” ที่ชาวฝรั่งเศสเคยตั้งแง่รังเกียจ กลายมาเป็นข้อพิพาททางการเมืองครั้งใหญ่ ระหว่างฝ่ายขวาประชานิยมที่หนุนแจกงบอุดหนุนให้ติดแอร์ทั่วประเทศ กับฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มยอมรับ แอร์อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศฝรั่งเศสกำลังถูกบีบให้ต้องทบทวนทัศนคติที่มีต่อ “เครื่องปรับอากาศ” หรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “ลา คลีม” (La clim) ใหม่ทั้งหมด หลังจากสัปดาห์นี้ข้อถกเถียงเรื่องการติดตั้งแอร์ได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดในแวดวงการเมือง หลังประเทศเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้โรงเรียนหลายพันแห่งต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต่างร้องเรียนว่าสภาพอากาศในสถานพยาบาลนั้นร้อนจัดจนเกินจะรับไหว

ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการติดเครื่องปรับอากาศต่ำมาก โดยมีบ้านเรือนเพียง 25% เท่านั้นที่มีแอร์ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนและอิตาลีที่มีอัตราการติดตั้งอยู่ที่ 50% หรือในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนสูงถึง 90% แม้กระทั่งในโรงเรียนและโรงพยาบาลของฝรั่งเศสก็แทบจะไม่มีการติดตั้งแอร์เลยเช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ทัศนคติของนักการเมืองฝั่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ซึ่งที่ผ่านมามองว่าการเปิดแอร์คือตัวการทำลายโลก โดย มารี ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคสิ่งแวดล้อม (The Ecologists) ได้ออกมาเริ่มยอมรับข้อห้ามทางความคิดของฝั่งตัวเอง โดยยอมรับว่าโรงเรียนและโรงพยาบาลจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วในปัจจุบัน ตงเดอลิเยร์ระบุว่า “มีบางสถานที่ที่เราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีแอร์อีกต่อไปแล้วในตอนนี้” 

การออกมาพูดเช่นนี้ถือเป็นการยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เพราะที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศสโจมตีการใช้แอร์ว่าเป็น “ทางออกที่แย่ที่สุด” เนื่องจากเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของภาวะโลกร้อน แถมยังซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านกระบวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นที่มักจะรั่วไหล รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า และปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนในเมือง” (Urban Heat Island) ที่คอมเพรสเซอร์แอร์จะพ่นลมร้อนออกมาสู่ท้องถนน ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่าสามารถทำให้อุณหภูมิในเมืองพุ่งสูงขึ้นได้อีกถึง 2-3 องศาเซลเซียส

ในขณะที่ฝั่งซ้ายและรัฐบาลพยายามออกกฎเกณฑ์การก่อสร้างอาคารใหม่ให้เน้นระบบฉนวนกันความร้อนและการปลูกต้นไม้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้แอร์ จนเกิดกรณีอื้อฉาวที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งใหม่ในเมืองน็องต์ มีการติดตั้งแอร์เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของห้องพักทั้งหมด จนสหภาพแรงงานแพทย์ออกมาประท้วง ทางด้านพรรคการเมืองฝั่งขวากลับฉวยโอกาสนี้รุกคืบด้วยนโยบายประชานิยม

มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคขวาจัด National Rally (RN) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำ “แผนแม่บทเครื่องปรับอากาศแห่งชาติ”  เพื่อติดตั้งแอร์ในโรงเรียนและโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ โดยโฆษกพรรคระบุว่า แผนการนี้รวมถึงการที่รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านยูโร (ประมาณ 7.57 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือประชาชนราว 30-40 ล้านครัวเรือนในการจัดซื้อและติดตั้งแอร์ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ได้ออกมาโจมตีแผนของเลอ เปน ว่าเป็นเพียงการฉวยโอกาสทางการเมืองและไม่มีการคำนวณงบประมาณที่ชัดเจน พร้อมทั้งเหน็บแนมว่าพรรคขวาจัดเป็นกลุ่มสุดท้ายในประเทศที่ยอมรับความจริงเรื่องโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะมาพูดถึงการแก้ปัญหา

ความขัดแย้งนี้ยังลามไปถึงการคมนาคมขนส่ง โดย วาเลรี เปเครส ประธานสภาภูมิภาคปารีสจากพรรคฝ่ายขวากลาง ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลว่าบริหารงานภายใต้ “อุดมการณ์ต่อต้านแอร์” พร้อมประกาศเป้าหมายว่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศบนรถบัสและรถไฟในภูมิภาคปารีสทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2032 พร้อมโจมตีอดีตผู้บริหารจากพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ว่าล้มเหลวและมองไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้

แม้ว่าข้อถกเถียงทางการเมืองจะยังคงดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน แต่ความจริงที่ชาวฝรั่งเศสต้องเผชิญในสัปดาห์นี้คือ ยอดขายแอร์เคลื่อนที่ตามห้างสรรพสินค้าพุ่งกระฉูด เนื่องจากผู้คนในอพาร์ตเมนต์ที่กำลังเผชิญกับความร้อนต่างต้องการเพียงแค่ให้ตัวเองนอนหลับได้ในตอนกลางคืน และให้บุตรหลานเรียนหนังสือได้ในตอนกลางวัน ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มได้ข้อสรุปตรงกันในท้ายที่สุดว่า ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงจนอันตรายต่อชีวิต “การติดแอร์เพิ่มขึ้น” กลายเป็นสิ่งสะท้อนความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของฝรั่งเศสในยุคปัจจุบัน.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

"ทรัมป์" ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

25 มิ.ย. 2569 13:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำของบเพิ่มเติม 87,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภา โดยกว่า 2 ใน 3 เป็นงบด้านกลาโหมและค่าใช้จ่ายเร่งด่วนจากสงครามอิหร่าน เพียงวันเดียวหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเพื่อจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นภายในพรรครีพับลิกัน และแรงกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

ทำเนียบขาวได้ส่งหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการไปยังนายไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) โดยเงินก้อนใหญ่ถึง 67,150 ล้านดอลลาร์  (ราว 2.24 ล้านล้านบาท) จะถูกจัดสรรให้แก่กระทรวงกลาโหมเพื่อใช้ในปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใต้รหัส “ปฏิบัติการ Epic Fury” หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

งบประมาณก้อนดังกล่าวจะแบ่งเป็นค่าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน 21,000 ล้านดอลลาร์, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทั่วไปและการฟื้นฟูคลังอาวุธ 17,300 ล้านดอลลาร์, และงบประมาณสำหรับโครงการลับอีก 12,100 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานเอกอัครราชทูตและฐานทัพทางการทูตของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงต้นของสงคราม

คำขอนี้เผชิญกับอุปสรรคในสภาคองเกรส เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภานิติบัญญัติร่วมกันผ่านร่างมติ “จำกัดอำนาจในการทำสงคราม” ของประธานาธิบดี โดยระบุให้ทรัมป์ยุติการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกันบางส่วนแปรพักตร์ไปลงมติร่วมกับพรรคเดโมแครต

มีรายงานว่า ในระหว่างการร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารรัฐสภา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากโต้เถียงและตะโกนใส่หน้า นายบิล คาสซิดี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตสวนมติพรรค โดย สว.คาสซิดี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมลุกขึ้นยืนแล้วพูดใส่หน้าเขาว่า ‘คุณยังไม่ได้บอกประชาชนอเมริกันเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น’ ทีแรกบอกว่าสงครามนี้จะใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์ แต่นี่มันลากยาวมา 4 เดือนแล้ว และเป้าหมายแรกเริ่มของเราก็ยังไม่สำเร็จสักอย่าง”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตราหน้า สว. รีพับลิกันทั้ง 4 คนที่โหวตสวนทางว่าเป็นพวก “ขี้แพ้” และยังได้กล่าวกับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ว่า สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น “โง่เขลาและอยากจะแพ้สงคราม”

ปัจจุบัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ทำเนียบขาวย้ำว่าเพนตากอนจำเป็นต้อง “สะสมอาวุธทดแทน” ส่วนที่ใช้ไป อย่างไรก็ตาม งบประมาณนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่พรรคเดโมแครตและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราควรจะลดค่าครองชีพให้ประชาชนอเมริกัน ไม่ใช่มาเซ็นเช็คเปล่าใบหนาๆ ให้ทรัมป์เอาไปใช้ทำสงคราม” เช่นเดียวกับ สว. แพตตี้ เมอร์รีย์  แกนนำคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีการเป็นตรายางอนุมัติเงินอีกหลายหมื่นล้านให้กับ “สงครามหายนะที่ทรัมป์เลือกเอง” ครั้งนี้แน่นอน

คาดว่ารีพับลิกันจะต้องเจอกับอุปสรรคในการผลักดันงบประมาณนี้ให้ผ่านสภา เนื่องจากครองเสียงข้างมากเพียงปริ่มน้ำ และจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตบางส่วน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังเป็นตัวบีบคั้นให้สมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษ์นิยมต้องคิดหนัก เพราะสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลย โดยก่อนหน้านี้ นายจูลส์ เฮิรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเพนตากอนเผยว่า สงครามนี้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านร่างงบประมาณ ทำเนียบขาวได้พ่วงงบประมาณช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาด้วย ได้แก่ เงิน 11,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน, 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตอนกลาง ไม่ให้ลามเข้าสู่สหรัฐฯ, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือกองทุนบำนาญของอดีตพนักงานบริษัท เดลฟาย (Delphi) เครือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่ถูกตัดลดงบไปตอนวิกฤตล้มละลายเมื่อปี 2009, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟเพนน์สเตชันในนครนิวยอร์ก และอีก 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการก่อสร้างรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ที่มา Reuters / BBC

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

25 มิ.ย. 2569 12:25 น.

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์ชาวมาเลเซียวัย 73 ปีจากรัฐปีนัง กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านหลังเป็นผู้โชคดีจากโครงการของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ  โดยเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยคาดคิดว่าเงินเก็บจากอั่งเปาและเงินบริจาคจะนำโชคใหญ่ พร้อมยืนยันจะใช้เงินอย่างรอบคอบและแบ่งปันช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

พระชาน ไช เซียง พระสงฆ์วัย 73 ปี ซึ่งเกิดที่เมืองบัตเตอร์เวิร์ธ รัฐปีนัง และปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่ย่านแอร์อีตัมในรัฐปีนัง กลายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลมูลค่า 1 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือราว 8.11 ล้านบาท จากการจับรางวัลครั้งที่ 124 ของโครงการออมทรัพย์ Sijil Simpanan Premium หรือ SSP ของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ (Bank Simpanan Nasional – BSN)

พระชานเปิดเผยว่า เริ่มฝากเงินในบัญชี BSN SSP ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2025 หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อน โดยเริ่มต้นด้วยยอดเงินฝากประมาณ 2,000 ริงกิต และมีเป้าหมายเพียงเพื่อเก็บรักษาเงินให้ปลอดภัย ไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกรางวัล

ก่อนจะเข้าบวชในปี 1985 พระชานเคยทำงานเป็นหนุ่มโรงงานในสิงคโปร์และปีนังมาก่อน และจำพรรษาอยู่ที่วัดในแอร์อีตัมมานานกว่า 30 ปี  กล่าวว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีดวงกับการจับฉลากรางวัลใดๆ เลยในชีวิต พอโชคดีครั้งแรกก็ได้รับรางวัลใหญ่ทันที และกล่าวว่าเงินออมส่วนใหญ่มาจากเงินทำบุญ ซองอั่งเปา และเงินบริจาคจากประชาชน โดยบางส่วนได้นำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และเก็บบางส่วนไว้ใช้ในยามจำเป็น

พระชานกล่าวระหว่างรับมอบเช็คสัญลักษณ์ที่สาขาหลักของ BSN ในรัฐปีนัง “ตอนแรกไม่เชื่อ เพราะทางธนาคารโทรมาถึงสามครั้ง คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาพบด้วยตัวเอง จึงเชื่อว่าถูกรางวัลจริง”

แม้จะได้รับเงินรางวัลจำนวนมาก แต่พระชานระบุว่าจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต และยังไม่มีแผนใช้เงินในทันที โดยตั้งใจนำเงินฝากกลับเข้าธนาคารและใช้เมื่อจำเป็น พระชานกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม “ถ้าใช้เงินอย่างถูกต้อง เราก็สามารถทำให้ตัวเองและคนอื่นมีความสุขได้ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริง”

นอกจากนี้ พระชานยังระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านค่ารักษาพยาบาล พร้อมเตือนว่าค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบันสูงขึ้น ทุกคนจึงควรวางแผนดูแลตัวเอง

พระชานซึ่งไม่เคยแต่งงานและไม่เคยถูกรางวัลมาก่อน กล่าวว่า เงินก้อนนี้ยังจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ 3 คน จากทั้งหมด 8 คนในครอบครัว

สำหรับแคมเปญสลากออมทรัพย์ BSN SSP ในปี 2026 นี้ จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ “BSN SSP Jom Jadi Jutawan” (มาเป็นเศรษฐีกันเถอะ) โดยจะมีการจับรางวัลแจกเงินสด 1 ล้านริงกิตให้กับผู้โชคดีเดือนละ 1 คน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ส่วนการจับรางวัลใหญ่รอบส่งท้ายปีในเดือนธันวาคม จะเพิ่มความพิเศษเป็นเงินสด 1 ล้านริงกิต ควบคู่กับรถยนต์หรู ปอร์เช่ มาคัน เอ็กซ์ (Porsche Macan X) อีก 1 คัน.

ที่มา New Straits Times / Malay Mail