ธอส.ถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป-ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ธอส.ถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป-ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ธอส.ถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป-ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

ธอส.ถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปและลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

15 มิถุนายน 2569 ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำคณะผู้บริหารธนาคาร เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปและลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าลงนามถวายอาลัยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (ประมวลภาพ)

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าลงนามถวายอาลัยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (ประมวลภาพ)

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าลงนามถวายอาลัยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.

ประชาชนทุกหมู่เหล่าถวายสักการะลงนามแสดงความอาลัย “พระองค์ภา” 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี 
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการนี้ ได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. เป็นวันที่ 2 โดยในวันนี้ ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล หน่วยงานภาครัฐจากกระทรวงต่างๆ ภาคเอกชน มูลนิธิ คณะครูและนักเรียน ประชาชนทุกหมูเหล่าต่างพร้อมใจกันแต่กายด้วยสุภาพไว้ทุกข์สีดำเดินทางมาแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น  อาทิ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, คณะพระสหายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรค, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมข้าราชการการเมืองและคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ, นายสนธยา เฟื่องนาค ผู้จัดการสาขาพระบรมมหาราชวัง เครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), 

นายวุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและครอบครัว, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายสนั่น อังอุบลกุล กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ปาะจำประเทศไทย, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 6 และกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1, ผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ข่าวในพระราชสำนัก สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ, มูลนิธิกุมารโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าที่ท่านผู้หญิงในพระอุปถัมภ์พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัทรกิติยาภา, สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากรมแพทย์ทหารบก, กรมแพทย์ทหารบก, บริษัท บราโว บีเคเค จำกัด และนิวเดย์ เลิร์นนิ่ง สหคลินิก, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พร้อมคณะผู้บริหาร, อธิบดีกรมสรรพากร พร้อมคณะ, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, นายสาริศ รัตนาวะดี ผู้บริหาร บริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน),  นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อมสมาชิกพรรค เป็นต้น

นายธรรมนัส กล่าวว่า ในช่วงที่ตนดำรงหน้าที่ มนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรกร และช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เธอได้มีโอกาสสานงานโครงการต่างๆตามพระประสงค์ของพระองค์ท่านหลายโครงการที่เกี่ยวกับพี่น้องประชาชน อีกทั้งโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในพื้นที่ที่เกิดเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ กระทรวงเกษตรฯก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)และกองงานส่วนพระองค์มาโดยตลอดในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติ ร่วมถึงการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆของพี่น้องประชาชน วันนี้จึงได้เชิญชวนพี่ๆน้องๆสมาชิกพรรค มาแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน ก็รู้สึกเศร้าใจอย่างมากทีสูญเสียพระองค์ท่านไป

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

15 มิ.ย. 2569 16:09 น.

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศมาตรการครั้งใหญ่ เตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น TikTok, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, X และสแนปแชต พร้อมขยายการกำกับดูแลไปยังแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และบริการถ่ายทอดสด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางดิจิทัลและลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตเด็ก คาดมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แถลงระบุว่า การสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดในการปกป้องเยาวชน และจะเป็นการเปลี่ยนบทสนทนาภายในครอบครัวรวมถึงความคาดหวังของเด็ก ๆ เมื่อเวลาผ่านไป มาตรการนี้จะทำให้เด็ก ๆ ปลอดภัย มีความสุข มีเวลา มีความมั่นคง และมีอิสระในการเติบโตมากขึ้น

กฎหมายใหม่นี้จะครอบคลุมแพลตฟอร์มกระแสหลักอย่าง ติ๊กต่อก, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, สแนปแชต และเอ็กซ์ แต่จะไม่รวมถึงบริการส่งข้อความส่วนตัวเช่น WhatsApp นอกจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขั้นต่อไปด้วยการสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้งานแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และไลฟ์สตรีมมิงที่เปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีใครรู้จักสามารถเข้ามาพูดคุยและจับคู่เล่นเกมกับเด็กได้

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวเน้นย้ำว่า “ในโลกออฟไลน์ มีสถานการณ์ไหนไหมที่คุณจะปล่อยให้ลูกของคุณไปจับคู่กับคนแปลกหน้า? ผู้ใหญ่ที่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย? คำตอบคือไม่มี ดังนั้นเราจึงต้องลงมือจัดการเรื่องนี้ในโลกออนไลน์เช่นกัน” 

ทางการอังกฤษระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการเริ่มขั้นตอนแรกของการแบนแล้ว โดยคาดว่ากฎระเบียบดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบภายในปลายเดือนธันวาคมปีนี้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปีหน้า นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ รัฐบาลจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาใช้มาตรการ “เคอร์ฟิวออนไลน์” ตอนกลางคืน และการสั่งระงับฟีเจอร์เลื่อนฟีดแบบไม่สิ้นสุด สำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีอีกด้วย

การตัดสินใจของผู้นำอังกฤษเกิดขึ้นหลังจากได้รับฟังความกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตของเด็กที่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไป รวมถึงการพิจารณาโมเดลจาก ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นชาติแรกของโลกที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียในเด็กต่ำกว่า 16 ปีไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง และเยาวชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างถล่มทลายกว่า 116,000 ราย โดยผลลัพธ์พบว่าร้อยละ 83 ของผู้ปกครองเห็นว่า ความเสี่ยงจากโซเชียลมีเดียมีมากกว่าประโยชน์ และร้อยละ 90 ถึง 91 สนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไว้ที่ 16 ปี

อย่างไรก็ตาม มาตรการแบบปูพรมนี้ยังคงมีผู้แสดงความเห็นต่าง โดยนักจิตวิทยาและนักวิจัยบางส่วนมองว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการแบนจะจำกัดพฤติกรรมเด็กได้จริง ขณะที่โฆษกของยูทูบออกมาเตือนว่า การแบนทั้งหมดอาจเป็นการผลักดันให้เด็ก ๆ หันไปใช้บริการแอปพลิเคชันอื่นที่ลึกลับและปลอดภัยน้อยกว่าแทน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยของอังกฤษยื่นคำขาดให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลและกูเกิล มีเวลา 3 เดือนในการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยมาใช้ เพื่อบล็อกไม่ให้เด็กในอังกฤษส่งหรือรับภาพโป๊เปลือยบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต หากบริษัทเหล่านี้ล้มเหลว รัฐบาลจะออกกฎหมายบังคับให้เปิดใช้งานระบบดังกล่าวทันที

รัฐบาลพรรคแรงงานของสตาร์เมอร์เน้นย้ำว่า บริษัทเทคโนโลยีมี “ความรับผิดชอบทางศีลธรรม” ในการปกป้องเด็ก ๆ จากการถูกขู่กรรโชก ขืนใจ และการแบล็กเมล์ทางเพศ โดยกฎหมายนี้จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้เด็กเข้าถึงสิ่งลามกอนาจาร และทำให้กลุ่มผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กเข้าหาเหยื่อได้ยากขึ้น

สอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิ Internet Watch Foundation ที่ระบุว่า ในปี 2024 มีรายงานการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทางออนไลน์สูงมาก และร้อยละ 91 ของเนื้อหาเหล่านั้น เป็นภาพหรือวิดีโออนาจารที่ตัวเด็ก ๆ เป็นผู้ถ่ายและสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง จากการถูกล่อลวงหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เพียงออสเตรเลียและอังกฤษเท่านั้นที่ตื่นตัวกับปัญหานี้ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของ แคนาดา เพิ่งเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย และบังคับให้แชตบอต AI จำกัดการสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย ขณะที่ อินโดนีเซีย ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดียไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอีกหลายรัฐบาลในยุโรปที่กำลังเตรียมเดินหน้าประกาศใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน.

ที่มา AFP / Reuters

จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย “โบสถ์ใต้ดิน” กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย "โบสถ์ใต้ดิน" กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

15 มิ.ย. 2569 15:39 น.

จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย “โบสถ์ใต้ดิน” กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

กองกำลังตำรวจติดอาวุธและหน่วยคอมมานโดของจีนกว่า 50 นาย บุกจู่โจมทลายการประกอบพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์ของ “คริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู” (Early Rain Covenant Church) หนึ่งในโบสถ์โปรเตสแตนต์ใต้ดินที่มีอิทธิพลที่สุดในจีน กวาดต้อนศาสนิกชนกว่า 30 รายรวมถึงเด็กและคนชราไปสอบปากคำ

แถลงการณ์จากคริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู (Early Rain Covenant Church) เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่คริสตชนกำลังร่วมพิธีนมัสการอยู่ภายในห้องบอลรูมของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในเมืองเจียงโหยว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โดยกองกำลังตำรวจติดอาวุธและหน่วยจู่โจมพิเศษ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 นาย ได้บุกเข้าไปในห้องโถงพร้อมสั่งยุติกิจกรรมทันที ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่ทางคริสตจักรนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นภาพกลุ่มผู้นับถือคริสต์นั่งรวมกันอยู่กลางห้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือยืนล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบขึ้นไปบนเวทีและตะโกนสั่งให้หยุดร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า แต่กลุ่มศาสนิกชนยังคงปักหลักร้องเพลงและสวดภาวนาต่อไป

ทางคริสตจักรระบุว่า มีผู้นำและสมาชิกโบสถ์มากกว่า 30 คน ถูก “บังคับควบคุมตัวขึ้นรถตำรวจหลายคัน” เพื่อนำตัวไปสอบสวนที่ศูนย์ควบคุมตัวเมืองเจียงโหยว ขณะที่สมาชิกที่เหลือซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ถูกขังไว้ภายในห้องบอลรูมเพื่อตรวจสอบสัญชาติและบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ยังพยายามกดดันให้ผู้ที่ถูกกักตัวลงนามในเอกสารคำให้การเพื่อแลกกับการปล่อยตัว แต่ทุกคนปฏิเสธ จนกระทั่งเวลา 18.00 น. ทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา ส่วนกลุ่มที่ถูกนำตัวไปสอบปากคำที่ศูนย์ควบคุมตัวทยอยได้รับอิสรภาพในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 23.00 น. ของคืนวันอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ นายเหยียน หง และ นายอู่ อู่ชิง สองนักเทศน์ผู้นำคริสตจักรดังกล่าวยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ โดยทางการจีนยังไม่มีการแถลงไขถึงสาเหตุหรือตั้งข้อหาใด ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยถูกทางการควบคุมตัวมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในข้อหาอย่าง “หาเรื่องทะเลาะวิวาทและก่อความเดือดร้อน”

คริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 ที่เมืองเฉิงตู และตกเป็นเป้าหมายในการเฝ้าระวังของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาโดยตลอด เนื่องจากนโยบายควบคุมศาสนาที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน ก่อนหน้านี้ในปี 2018 ศิษยาภิบาลผู้ก่อตั้งคริสตจักรอย่าง “หวัง อี้” ได้ถูกจับกุมตัวจากการบุกค้นครั้งใหญ่ และปัจจุบันยังคงรับโทษจำคุก 9 ปี ในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นให้ล้มล้างอำนาจรัฐ” และ “ดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย”

แม้ว่าทางการจีนจะเคยระบุในปี 2018 ว่ามีชาวคริสต์ในประเทศราว 44 ล้านคน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้นับรวมผู้ที่เข้าร่วมในคริสตจักรใต้ดิน หรือที่เรียกกันว่า “โบสถ์บ้าน”  อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีนโยบายกดดันและบังคับให้ชาวคริสต์ต้องเข้าร่วมเฉพาะคริสตจักรที่จดทะเบียนและรับรองโดยรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งกลุ่มโบสถ์ของรัฐจะต้องใช้ศิษยาภิบาลที่ผ่านการเห็นชอบและอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคฯ

บ็อบ ฟู ผู้ก่อตั้ง “ไชน่าเอด” (ChinaAid) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เฝ้าติดตามการกดขี่ทางศาสนาในจีน ได้ออกมาประณามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “การบุกจู่โจมในวันอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งสิ่งเตือนใจที่เด่นชัดว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงมองว่าการนมัสการอย่างสงบของชาวคริสต์ เป็นภัยคุกคามต่อการควบคุมอำนาจของรัฐบาล”

ทั้งนี้ สถานการณ์ของคริสตจักรใต้ดินในจีนทวีความรุนแรงและถูกรัดเข็มขัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ผู้นำศาสนาถึง 30 คนของ “คริสตจักรไซออน” ซึ่งเป็นหนึ่งในโบสถ์ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในจีน ก็เพิ่งถูกกวาดล้างและจับกุมพร้อมกันใน 7 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ และปัจจุบัน “เอสรา จิน” ผู้ก่อตั้งคริสตจักรไซออน ก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเช่นกัน.

ที่มา BBC

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี “ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร” ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี "ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร" ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

15 มิ.ย. 2569 15:05 น.

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี “ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร” ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

ศาลกรุงออสโลพิพากษาจำคุก “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” วัย 29 ปี ลูกเลี้ยงของมกุฎราชกุมารโฮกุนแห่งนอร์เวย์ เป็นเวลา 4 ปี หลังพบความผิดจริงในข้อหาข่มขืน 2 กระทง และความผิดฐานทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาวซ้ำซาก เผยหลักฐานพบคลิปแอบถ่ายในโทรศัพท์มือถือขณะเหยื่อไร้สติ ขณะที่หนึ่งในเหตุข่มขืนเกิดขึ้นภายในพระตำหนัก 

ศาลกรุงออสโลได้อ่านคำพิพากษา โดยตัดสินจำคุก นายมาริอุส บอร์ก ฮอยบี เป็นเวลา 4 ปี จากข้อกล่าวหาทั้งหมดกว่า 40 กระทง ซึ่งรวมถึงการข่มขืนกระทำชำเรา 2 กระทง, การใช้ความรุนแรงในครอบครัวต่ออดีตคนรัก, การข่มขู่, และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการจราจร อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนอีก 2 กระทงที่เหลือ ซึ่งบทลงโทษ 4 ปีนี้ ต่ำกว่าที่อัยการร้องขอให้ลงทัณฑ์จำคุกเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน

คดีดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากหนึ่งในเหตุการณ์ข่มขืนที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดนั้น เกิดขึ้นภายในพระตำหนักอย่างเป็นทางการของมกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เมื่อปี 2018

ในการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ นายฮอยบีซึ่งอยู่ในการควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาลเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ ขณะที่เหยื่อผู้เสียหายรายหนึ่งที่นั่งฟังคำตัดสินในห้องพิจารณาคดีถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อผู้พิพากษาประกาศว่าเขามีความผิดจริง

การพิจารณาคดีที่ลากยาวตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม ได้ตีแผ่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเหลวแหลกของฮอยบี ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากสามีคนก่อนของมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต ก่อนที่พระองค์จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารโฮกุนในปี 2001 โดยฮอยบีไม่มีตำแหน่งทางราชวงศ์และไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง

ฮอยบีเคยให้การต่อศาลว่า “ผมเป็นที่รู้จักในฐานะลูกของแม่เท่านั้น ชีวิตผมจึงโหยหาการยอมรับอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ซึ่งมันแสดงออกมาในรูปแบบของการหมกมุ่นทางเซ็กส์ ยาเสพติด และแอลกอฮอล์”

คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2018–2024 มักเกิดขึ้นหลังจากค่ำคืนแห่งการปาร์ตี้ ซึ่งอัยการระบุว่า แม้ฝ่ายหญิงจะยินยอมในตอนแรก แต่ฮอยบีกลับล่วงละเมิดทางเพศต่อในขณะที่พวกเธอหลับสนิทหรือหมดสติจนไม่สามารถขัดขืนได้ โดยทีมทนายความของเขาพยายามสู้คดีว่าเขาไม่มีเจตนาและ “ไม่มีพฤติกรรมนอนกับผู้หญิงที่หลับอยู่” แต่ยอมรับผิดในข้อหาอื่น ๆ รวมถึงการลักลอบขนกัญชาน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม

สิ่งที่น่าตกใจคือ เหยื่อผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้เข้าแจ้งความข้อหาข่มขืนตั้งแต่แรก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบ “วิดีโอแอบถ่ายการร่วมเพศขณะเหยื่อไร้สติ” กว่า 800 ไฟล์ในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ของฮอยบี ระหว่างที่ตำรวจเข้าจับกุมเขาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2024 ในคดีทำร้ายร่างกายแฟนสาวคนปัจจุบันในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งในครั้งนั้นสื่อได้เผยภาพมีดปักอยู่ที่ผนังและโคมไฟระย้าแตกกระจายเกลื่อนพื้น ต่อมา “นอร่า เฮาก์แลนด์” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าของเขา จึงได้ก้าวออกมาแฉเพิ่มว่าเธอเคยตกอยู่ใต้ “ยุคมืดแห่งความหวาดกลัว” จากการถูกเขาทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเช่นกัน

คดีอื้อฉาวของโอรสบุญธรรมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของราชวงศ์นอร์เวย์ ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพล Norstat ในช่วงที่มีการพิจารณาคดีระบุว่า ความนิยมของประชาชนที่ต้องการให้คงระบอบกษัตริย์ไว้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 60 จากเดิมร้อยละ 70 ในเดือนมกราคม ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 64 ในเดือนพฤษภาคม

วิกฤตครั้งนี้ยังประจวบเหมาะกับมรสุมอีกระลอก เมื่อมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต ต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ กรณีที่พระองค์ “ขาดความยับยั้งชั่งใจ” ในการรักษาความสัมพันธ์และติดต่อกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ต้องหาคดีค้าประเวณีเด็กชื่อดัง หลังจากที่เขาถูกตัดสินความผิดในปี 2008

ก่อนหน้านี้ นายฮอยบีได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวก่อนรับฟังคำตัดสินเพื่อกลับไปดูแลพระมารดา เนื่องจากพระอาการประชวรของมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต วัย 52 พรรษา ทรุดหนักลงจากอาการพังผืดในปอด ซึ่งเป็นโรคปอดที่รักษาไม่หายและทำให้หายใจลำบาก โดยล่าสุดพระองค์ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้รอคอยการผ่าตัดเปลี่ยนปลูกถ่ายปอดแล้ว อย่างไรก็ตาม คำร้องขอปล่อยตัวของฮอยบีถูกศาลปฏิเสธในท้ายที่สุด.

ที่มา AFP / Reuters

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

15 มิ.ย. 2569 14:31 น.

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

การชุมนุมต่อต้านการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเริ่มต้นอย่างสงบ กลับบานปลายเป็นเหตุรุนแรง เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนเผารถยนต์เทสลา ทำลายอาคารหน่วยงานสหประชาชาติ และปะทะกับตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มพันธมิตร “No-G7” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ราว 20,000 คน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน ที่เมืองเอวีญอง-เล-แบ็ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบเจนีวา

ในช่วงเริ่มต้น บรรยากาศการประท้วงเป็นไปอย่างสงบและมีลักษณะคล้ายงานรื่นเริง ประชาชนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบ มีการร้องเพลง เต้นรำตามจังหวะดนตรี และชูป้ายข้อความต่อต้านจักรวรรดินิยม เช่น “G7 = ขูดรีด” โดยผู้เข้าร่วมประท้วงมีตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้เกษียณอายุที่ต้องการออกมาส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อขบวนเคลื่อนผ่านใจกลางเมือง เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่า “แบล็กบล็อก” (Black Bloc) ราว 600 คน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมชน และเริ่มเปิดฉากโจมตีสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมและองค์การพหุภาคี

กลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงได้ก่อเหตุจลาจลหลายจุดตลอดเส้นทางเดินขบวน โดยเผารถยนต์เทสลาที่จอดอยู่ริมทางถูกจุดไฟเผาจนวอดเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงระบุว่าเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้าน “อีลอน มัสก์” เจ้าของเทสลาที่เพิ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยรวยยิ่งขึ้น แต่คนจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากนั้น ผู้ประท้วงยังได้ทุบทำลายอาคารของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ ที่ถูกทุบกระจกประตูด้านหน้าจนแตกละเอียด นอกจากนี้ แผงกระจกโดยรอบอนุสรณ์สถานระลึกถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็ถูกทุบทำลายและพ่นสีสเปรย์กราฟฟิตีใส่เช่นกัน

ส่วนสำนักงานของบริษัท PwC  หรือเดิมคือไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ ถูกกลุ่มผู้ประท้วงรุมโจมตีอย่างหนัก โดยมีการพยายามทุบกระจกหน้าต่าง พังชัตเตอร์เหล็ก และใช้แผงกั้นจราจรทุบทำลายกล้องวงจรปิด

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ขุดก้อนอิฐจากพื้นถนนขึ้นมาขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ จุดพลุไฟ และจุดไฟเผาถังขยะเพื่อปิดกั้นเส้นทาง ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากตลอดเส้นทางต้องนำไม้อัดมาปิดตากหน้าต่างร้านเพื่อป้องกันความเสียหาย

กองกำลังตำรวจปราบจลาจลสวิส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตำรวจในภูมิภาคอื่น ๆ ได้เข้าสกัดกั้นทันทีด้วยการยิงแก๊สน้ำตาหลายระลอก ส่งผลให้ผู้ประท้วงรวมถึงเด็ก ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต้องวิ่งหนีแตกกระเจิงเพื่อหาที่หลบภัยตามสวนส่วนบุคคลและตรอกซอกซอยเพื่อล้างตา

หลังจากการเผชิญหน้าอันยาวนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถต้อนกลุ่มผู้ประท้วงให้กลับเข้าไปอยู่ในสวนสาธารณะต้นทาง และทยอยปล่อยตัวให้ออกมาทีละรายในช่วงค่ำ ทั้งนี้ ตำรวจรัฐเจนีวารายงานว่า “มีการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วหลายราย” และโชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินถือว่าอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ก่อเหตุที่แฝงตัวเข้ามา

แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงอย่าง “คลีเลีย โคลิน” ระบุว่า เธอต้องการให้ทั่วโลกตระหนักถึงประเด็นความไม่เสมอภาคทางเพศ โดยชี้ว่าค่านิยมที่กลุ่ม G7 เป็นตัวแทนนั้นมีลักษณะเกลียดชังผู้หญิงและยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ขณะที่กลุ่มพันธมิตร No-G7 แถลงหลังยุติการชุมนุมว่า “จิตวิญญาณแห่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของเจนีวายังคงอยู่กับเรา และเราได้ส่งสารแห่งความหวังและความสามัคคีไปยังคนทั่วโลกแล้ว”

สำหรับการประชุมสุดยอด G7 ที่ประเทศฝรั่งเศสในครั้งนี้ คาดว่าวาระสำคัญที่จะครอบงำการประชุมคือประเด็นสงครามในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน รวมถึงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามหาข้อสรุปในกรอบข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอิหร่าน.

ที่มา AFP / Reuters

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

15 มิ.ย. 2569 13:22 น.

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

แฟนฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นยังคงรักษามาตรฐานความมีวินัยอันดับหนึ่งของโลก หลังร่วมใจกันอยู่เก็บขยะจนสะอาดหมดจดทั่วอัฒจันทร์สนามเอทีแอนด์ที สเตเดียม ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส หลังจบแมตช์ที่ทีมซามูไรบลูส์ฮึดสู้ไล่ตีเสมอทีมเนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2026

ตามปกติของมหกรรมกีฬาระดับโลกที่มีผู้เข้าชมมหาศาล อัฒจันทร์ของสนามแข่งขันมักจะเต็มไปด้วยเศษขยะ ไม่ว่าจะเป็นถาดใส่อาหารหรือแก้วเครื่องดื่มที่ถูกทิ้งไว้ แต่หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดยาวในแมตช์รอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลชาวญี่ปุ่นกลับไม่ได้รีบเดินออกจากสนามเพื่อไปเฉลิมฉลอง แต่พวกเขาพร้อมใจกันถือถุงขยะไล่เก็บเศษสิ่งปฏิกูลตามแถวนั่งจนเกลี้ยง

พฤติกรรมอันน่าชื่นชมนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับแฟนบอลญี่ปุ่น เพราะพวกเขาเคยสร้างความประทับใจระดับโลกแบบนี้มาแล้วในฟุตบอลโลกหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่กาตาร์ (2022), รัสเซีย (2018) หรือย้อนไปไกลถึงฝรั่งเศส (1998) รวมถึงในงานอีเวนต์อื่น ๆ ที่แม้ว่าทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้ลงแข่งขัน 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นอธิบายว่า พฤติกรรมนี้มาจากสุภาษิตโบราณของญี่ปุ่นที่ว่า “ทัตสึ โทริ อาโตะ โวะ นิโกซาซุ” (Tatsu tori ato wo nigosazu) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “นกที่จะบินจากไป จะไม่ทิ้งร่องรอยความสกปรกไว้เบื้องหลัง” หรือหมายถึงการไปลามาไหว้และดูแลสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อยก่อนจากไป ซึ่งเป็นมารยาทพื้นฐานที่ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยและยึดถือปฏิบัติด้วยความภาคภูมิใจตลอดชีวิต แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่มองว่าหน้าที่นี้เป็นของพนักงานทำความสะอาด

สำหรับผลการแข่งขันในสนาม ทัพ “ซามูไรบลูส์” ทีมชาติญี่ปุ่น เปิดฉากแคมเปญฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยถูกเนเธอร์แลนด์ขึ้นนำไปก่อนถึงสองครั้งสองครา แต่ก็สามารถฮึดสู้ทวงประตูคืนจนแบ่งแต้มสำคัญมาได้สำเร็จ

โดยในครึ่งหลัง เวอร์จิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังกัปตันทีมเนเธอร์แลนด์ พังประตูเบิกร่องให้ทีมอัศวินสีส้มนำก่อน 1-0 แต่ถัดจากนั้นเพียง 6 นาที เคโตะ นากามูระ ก็ซัดให้ญี่ปุ่นตามตีเสมอเป็น 1-1 อย่างรวดเร็ว เกมทำท่าจะตกเป็นของเนเธอร์แลนด์อีกครั้งเมื่อ คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ยิงให้ทีมส้มนำ 2-1 ทว่าในช่วงท้ายเกม ไดจิ คามาดะ กลายเป็นฮีโร่ซัดประตูดับฝัน ช่วยให้ญี่ปุ่นไล่เจ๊า 2-2 แบ่งกันไปทีมละ 1 แต้มในกลุ่มเอฟ

แม้ผลการแข่งขันจะออกมาน่าพอใจสำหรับแฟนบอล แต่ทางด้านอังเก ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมให้ช่อง ITV และมีประสบการณ์เคยคุมทีมในศึกเจลีก ได้แสดงความอึดอัดใจต่อสไตล์การเล่นของญี่ปุ่นในเกมนี้

“มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับผม ทุกครั้งที่พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลัง เราจะเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขาทันที พวกเขาดูมีความกระตือรือร้นและเล่นกับบอลได้ดีขึ้นมาก สิ่งที่ผมอึดอัดใจก็คือ พวกเขามีศักยภาพที่จะทำได้ดีกว่าสิ่งที่แสดงออกมาในวันนี้มากนัก และพวกเขาสามารถเล่นได้ดุดันและกล้าหาญมากกว่านี้ได้อีกเยอะ”.

ที่มา Independent.co.uk

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ”ตาตี่” เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ"ตาตี่" เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

15 มิ.ย. 2569 12:10 น.

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ”ตาตี่” เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

ชายชาวเม็กซิโกออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเกาหลีใต้เปิดคลิปชายชาวเม็กซิกันคนดังกล่าวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ที่จงใจทำท่าใช้นิ้วดึงหางตาให้ตี่เพื่อล้อเลียนและเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย ก่อนหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะที่ต้นสังกัดสั่งปลดพ้นตำแหน่งประธานสมาคมวิศวกรทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกแมตช์ระหว่างทีมชาติเกาหลีใต้พบกับทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกัวดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก ซึ่งในเกมนั้นเกาหลีใต้สามารถพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 2-1

แต่ “ยุน ซูจิน” หรือที่รู้จักในชื่อ “Ino Cat” คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเกาหลีใต้ที่มีผู้ติดตามบนยูทูบกว่า 6.6 ล้านคน และ TikTok อีกกว่า 2 ล้านคน เธอได้โพสต์คลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมพร้อมแคปชันระบุว่า “คุณเดินทางข้ามโลกมาเพื่อดูฟุตบอลโลก… แต่กลับต้องมาเจอการเหยียดเชื้อชาติ…”

ในคลิปดังกล่าว ปรากฏภาพของชายคนหนึ่งซึ่งทราบชื่อภายหลังคือ นายอูลิเซส เฟอร์นันโด เบอร์นัล มิรามอนเตส (Ulises Fernando Bernal Miramontes) นั่งอยู่แถวหลังของเธอ และจงใจทำท่าเอานิ้วดึงหางตาให้เรียว ซึ่งเป็นท่าทางสากลที่สื่อถึงการดูหมิ่นและเหยียดหยามคนเชื้อสายเอเชียตะวันออกอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก

หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสลุกฮือบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยมีการกดแชร์และรีโพสต์ไปมากกว่า 120,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างถล่มทลายกว่า 65,000 คอมเมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเน็ต รวมถึงชาวเม็กซิกันจำนวนมากที่เข้ามาแสดงความรังเกียจต่อพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความขอโทษแทนและย้ำว่า “ชายคนนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนเม็กซิโกทั้งหมด”

ผลพวงจากพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนายเบอร์นัลอย่างรุนแรง โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ภูมิสารสนเทศและการสำรวจภูมิประเทศแห่งรัฐฮาลิสโก (CITGEJ) เปิดเผยกับเว็บไซต์ข่าวนิวยอร์ก โพสต์ ว่า นายเบอร์นัลได้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานสมาคมฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากกระแสตีกลับอย่างรุนแรง นายเบอร์นัลได้โพสต์ข้อความขอโทษต่อสาธารณชน โดยระบุว่าเขารับทราบดีว่าวิดีโอดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางและนำมาซึ่งปฏิกิริยาแง่ลบมากมาย “ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ผมจะต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้ ผมได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่ผมต้องเผชิญในเวลานี้” 

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า เขาจะไม่ขอแก้ตัวหรือพยายามตีความเหตุการณ์เป็นอย่างอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง และยืนยันว่าตลอดชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมา เขาพยายามปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพเสมอมา และจะมุ่งมั่นปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อสะท้อนถึงคุณค่าเหล่านั้นต่อไป.

ที่มา BBC

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

15 มิ.ย. 2569 12:04 น.

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

ซิดนีย์ ออสเตรเลีย เปิดชายหาดคูจีอีกครั้ง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจากจนท.ทางน้ำและทีมเจ็ตสกีลาดตระเวน หลังเกิดเหตุฉลามโจมตีนักว่ายน้ำหญิงจนบาดเจ็บสาหัสสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ทางการท้องถิ่นกลับมาเปิดหาดคูจีอีกครั้ง หลังเพิ่งเกิดเหตุฉลามทำร้ายคนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงวัย 35 ปี ถูกฉลามกัดขณะกำลังว่ายน้ำอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 30 เมตร โดยคาดว่าฉลามมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร

เหตุดังกล่าวทำให้เธอได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณแขนและขาซ้ายช่วงล่าง ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และล่าสุดอาการอยู่ในภาวะทรงตัว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการลงเล่นน้ำ โดยสภาเมืองแรนด์วิก ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตจะเดินหน้าลาดตระเวนด้วยเจ็ตสกีตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งใช้โดรนตรวจจับฉลามของหน่วยกู้ภัยทางทะเลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เฝ้าระวังบริเวณชายหาดคูจี

ชายหาดคูจี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชายหาดชื่อดังอย่างหาดบอนได โดยถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตริมทะเลของนครซิดนีย์ ด้วยหาดทรายสีทองและหน้าผาริมชายฝั่งที่โดดเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนจากทั่วโลกในแต่ละปี ทำให้ความปลอดภัยทางน้ำเป็นประเด็นสำคัญของทางการ

เหตุฉลามโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามชายหาดของออสเตรเลียในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังถูกฉลามทำร้าย ขณะตกปลานอกชายฝั่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ขณะที่เดือนก่อนหน้า ชายวัย 39 ปี เสียชีวิตหลังถูกฉลามโจมตีระหว่างตกปลาบริเวณแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ในรัฐควีนส์แลนด์

และก่อนหน้านั้นราว 10 วัน ชายวัย 38 ปี ถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตบริเวณเกาะแห่งหนึ่งใกล้เมืองเพิร์ท ทางตะวันตกของประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชายหาดหลายสิบแห่งตามชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย รวมถึงในซิดนีย์ ต้องปิดให้บริการ หลังเกิดเหตุฉลามโจมตี 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีฝนตกหนัก ทำให้น้ำทะเลขุ่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยดึงดูดฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่ง และทำให้การมองเห็นของฉลามลดลง

แม้สถิติการพบฉลามใกล้ชายฝั่งยังถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ข้อมูลจากฐานข้อมูลเหตุการณ์ฉลามของออสเตรเลียชี้ว่า จำนวนการเผชิญหน้ากับฉลามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียมีเหตุการณ์เฉลี่ยเกือบ 29 ครั้งต่อปี เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 16 ครั้งต่อปีในช่วงทศวรรษ 2000

ทารา โมริอาร์ตี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรรัฐนิวเซาท์เวลส์กล่าวว่า ฤดูร้อนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พบกิจกรรมของฉลามมากเป็นพิเศษ และรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัยหลายรูปแบบ โดยจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี เช่น ระบบโดรนตรวจจับฉลาม โดยเหตุการณ์นี้ได้จุดกระแสเรียกร้องให้กลับมาพิจารณามาตรการกำจัดฉลามอีกครั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในออสเตรเลีย.

ที่มา : channelnewsasia

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

15 มิ.ย. 2569 11:39 น.

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

กลุ่มชินเซเกและสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ เตรียมจัดอบรมความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และประเด็นทางสังคมให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ประธานกลุ่มบริษัทไปจนถึงบาริสต้าหน้าร้าน พร้อมประกาศปิดสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศเร็วกว่ากำหนดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรม หลังเกิดกรณีอื้อฉาวจากการแคมเปญการตลาด “Tank Day” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้อเลียนและดูหมิ่นเหตุสังหารหมู่เมืองควังจู

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์เผด็จการทหารปราบปราบขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู สตาร์บัคส์ เกาหลี ได้ปล่อยแคมเปญโปรโมทแก้วที่ใช้ชื่อว่า “Tank Day”

ทั้งนี้ คำว่า “Tank” (รถถัง) เป็นคำแสลงที่กลุ่มชุมชนออนไลน์ฝ่ายขวาจัดในเกาหลีใต้ใช้เรียกอดีตประธานาธิบดี “ชอน ดูฮวาน” เผด็จการทหารผู้สั่งปราบปราบประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพ ยิ่งไปกว่านั้น ในสื่อประชาสัมพันธ์ยังมีการใช้ประโยคว่า “ตัก! บนโต๊ะ!” (Tak! on the desk!) ซึ่งคำว่า “ตัก” (เสียงดัง ปัง!) เป็นวลีอื้อฉาวที่ตำรวจยุคเผด็จการเคยใช้แถลงแก้ตัวหลังเกิดเหตุการณ์ทรมานนักศึกษา “พัค จงชอล” จนเสียชีวิตในปี 1987 โดยตำรวจอ้างว่า แค่มือตบโต๊ะดัง ‘ตัก’ เด็กก็หัวใจวายตายไปเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่สาธารณชนอย่างรุนแรง จนทำให้ นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มชินเซเก ต้องแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเป็นการลบลู่ความเจ็บปวดและการเสียสละของผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” พร้อมให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด

เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทางกลุ่มชินเซเกได้ประกาศมาตรการที่ระบุว่าเป็น “ก้าวประวัติศาสตร์” โดยในวันที่ 17 มิ.ย. นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่ม พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานส่วนสำนักงานใหญ่ของอีมาร์ต (E-MART) และสตาร์บัคส์ เกาหลี จะเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์และความไวต่อประเด็นทางสังคม

ส่วนวันที่ 22 มิ.ย. สตาร์บัคส์ เกาหลี จะปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศพร้อมกันในเวลา 15.00 น. เพื่อให้บาริสต้าและพนักงานหน้าร้านทุกคนรับชมวิดีโอการอบรมพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปิดร้านก่อนเวลาทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สตาร์บัคส์เข้ามาทำธุรกิจในเกาหลีใต้เมื่อปี 1999 ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย ประธานจอง ยงจิน และบรรดาซีอีโอของบริษัทในเครืออีมาร์ตทั้งหมด จะแยกเข้ารับการอบรมพิเศษร่วมกันก่อนการประชุมผู้บริหารประจำเดือน เพื่อย้ำจุดยืนในการรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายบริหาร และวันที่ 1 ก.ค พนักงานในส่วนค้าปลีกอื่น ๆ ของอีมาร์ต จะเริ่มเข้าคอร์สอบรมในรูปแบบออนไลน์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์

การอบรมด้านประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์โอ เจยอน จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เกาหลีร่วมสมัย มาเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ส่วนการอบรมความไวต่อประเด็นทางสังคม จะบรรยายโดย ศาสตราจารย์คู จองอู จากภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ซึ่งจะเน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์, แรงงาน, เพศภาพ และสิทธิมนุษยชน

นอกเหนือจากการอบรมแล้ว สตาร์บัคส์ เกาหลี ยังได้ปฏิรูประบบการอนุมัติแคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใหม่ทั้งหมด โดยได้รับการแต่งตั้งที่ปรึกษาจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้าง “แบบประเมินความไวต่อสังคม”

ระบบใหม่นี้จะกำหนดให้ทีมงานต้องประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นวางแผน จากเดิมที่ตรวจเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายและความเข้ากันได้ของแบรนด์ เปลี่ยนมาเป็นการกลั่นกรองประเด็นที่อ่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มงวด ได้แก่ “ประวัติศาสตร์, วันสำคัญ, การเมือง, ภัยพิบัติ, การทหาร, เพศสภาพ, ความรุนแรง และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง” เพื่อไม่ให้เนื้อหาไปกระทบกระเทือนความหมายของวันสำคัญ หรือดูหมิ่นกลุ่มบุคคลใด ๆ

นอกจากนี้ จะมีการขยายเวลาในการตรวจสอบให้ยาวนานขึ้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการเร่งรีบ ปรับปรุงรูปแบบการรายงานให้เข้าใจง่าย และกำหนดให้แคมเปญทุกชิ้นต้องได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายร่วมกันจากหลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายกฎหมายและฝ่ายควบคุมคุณภาพก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

ขณะเดียวกัน สตาร์บัคส์ยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสังคม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป โดยกลุ่มชินเซเกทิ้งท้ายว่า จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเติบโตไปพร้อมกับชาวเกาหลีใต้อย่างแท้จริง.

ที่มา CHOSUNBIZ / JoongAng Ilbo