อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ - ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

31 พ.ค. 2569 03:49 น.

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีสั่งห้ามจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ กับ ทราวิส สกอตต์ สองแร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากทั้งสองคนเคยมีประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจมาแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิตาลีสั่งระงับการจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ (Kanye West) และ ทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) แร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ

นาย ซัลวาตอเร อันจิเอรี หัวหน้าคณะบริหารเมือง เรจโจเอมีเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนืออิตาลี ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. 2569) ว่า งานคอนเสิร์ตทั้งสองงานที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในเมืองแห่งนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน จะไม่สามารถดำเนินการจัดงานได้ หลังมีการคำร้องเรียนจากชุมชนชาวยิวในท้องถิ่นที่ขอให้ยกเลิกการแสดงของเวสต์

นิโคเลตตา อุซซิเอลลี ผู้นำชุมชนชาวยิว เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปลี่ยนโชว์ดังกล่าวเป็นการแสดงอื่นๆ ที่จะช่วย “นำดนตรีกลับมาสู่แถวหน้าในฐานะพลังที่รวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล”

ทั้งนี้เนื่องจาก คานเย เวสต์ เคยสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากคำพูดทำนองต่อต้านชาวยิว เหยียดเชื้อชาติ และสนับสนุนนาซีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เขาถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรไปเมื่อไม่นานมานี้

แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “เย” (Ye) มีกำหนดการที่จะขึ้นแสดงร่วมกับสก็อตต์ รวมถึงศิลปินคนอื่นๆ เช่น The Chainsmokers, Rita Ora และ Swedish House Mafia ในงานคอนเสิร์ตดังกล่าว

หน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาคระบุว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันรายนี้ถูกยกเลิกในประเทศอื่นๆ และความเสี่ยงที่อาจเกิดการประท้วงต่อต้านที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ช่วงเวลาการจัดงานของทั้งสองคอนเสิร์ตที่กระชั้นชิดกันมากคือ วันที่ 17 และ 18 กรกฎาคม ณ RFC Arena ในเมืองเรจโจ เอมีเลีย ตลอดจนฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมาร่วมงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจสั่งแบนครั้งนี้

ด้าน ทราวิส สก็อตต์ เคยถูกตรวจสอบอย่างหนักหลังจากมีผู้เสียชีวิต 10 ศพ อายุระหว่าง 9 ถึง 27 ปี ที่เทศกาลดนตรี Astroworld ของเขาที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2564 หลังผู้คนมารวมตัวกันเกินความจุจนเกิดการเบียดเสียดกัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

นอกจากที่อิตาลีแล้ว คอนเสิร์ตของคานเย เวสต์ ยังถูกยกเลิกหรือเลื่อนในหลายประเทศ เช่น เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เวสต์ประกาศว่าคอนเสิร์ตในรอบเมืองมาร์เซย์ (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 11 มิ.ย. แต่นายเฌอราร์ด ดาร์มาแน็ง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกำลังหาทางแบนคอนเสิร์ตดังกล่าว

ขณะที่คอนเสิร์ตวันที่ 19 มิถุนายน ณ สนามกีฬาไซลีเซียน ในเมืองคอชูฟ (Chorzów) ประเทศโปแลนด์ ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน “เนื่องจากเหตุผลทางด้านกฎหมาย”

ปัจจุบัน คานเย เวสต์ กำลังพยายามจะกลับคืนสู่ความสนใจของสาธารณชนกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของตนเองผ่านแถลงการณ์ความยาวหลายหน้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในเดือนมกราคม

“ผมไม่ใช่นาซีหรือพวกต่อต้านชาวยิว … ผมรักคนยิว” เวสต์ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า คำพูดและพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นผลมาจากโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ ซึ่งทำให้เขา “หลุดลอยจากความเป็นจริง” ไปในช่วงเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

31 พ.ค. 2569 03:08 น.

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ผู้นำเลบานอนออกโรงประณามอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในภาคใต้ของประเทศ หลังจากมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หลายจุด

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีเลบานอนออกมากล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังดำเนินนโยบาย “เผาพิภพ” (scorched-earth policy) ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และออกคำสั่งอพยพในพื้นที่มากกว่าสิบแห่ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่ากองกำลังของเขาได้รุกคืบเข้าไปในเลบานอนลึกยิ่งขึ้น

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนกล่าวหาอิสราเอลผ่านการแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ว่า กำลัง “ดำเนินนโยบายเผาพิภพและลงโทษแบบเหมารวม” ด้วยการ “ทำลายล้างเมืองและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยต้องลี้ภัย”

ผู้นำเลบานอนย้ำว่า การกระทำเช่นนี้จะไม่นำมาซึ่ง “ทั้งความมั่นคงและความเสถียรภาพ” ให้แก่อิสราเอล พร้อมเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับการยกระดับความรุนแรงที่ “อันตราย” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่รวดเร็วและเกิดขึ้นจริงทันที

อย่างไรก็ตาม นายซาลามยังคงปกป้องการดำเนินการของรัฐบาลในการเจรจากับอิสราเอล หลังจากมีการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และจะมีการหารือกันรอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอล

ซาลามกล่าวว่า ผลลัพธ์ของการเจรจานั้น “ยังไม่เป็นที่แน่นอน” แต่เรียกสิ่งนี้ว่าย่อมเป็น “แนวทางที่สูญเสียน้อยที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

31 พ.ค. 2569 02:00 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้ชาติพันธมิตรในเอเชีย แต่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่การประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลัง “หันหลัง” ให้กับเอเชีย ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจตาม “พันธกรณีระดับโลก” ต่างๆ เช่น สงครามอิหร่าน

ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “บางประเทศอาจประเมินระดับความมุ่งมั่นดังกล่าวต่ำเกินไป” และอาจพยายาม “ตอกลิ่ม” เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มพันธมิตร

เฮกเซธได้ตอบคำถามนี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ นั้นมุ่งเป้าไปที่ “การแสดงแสนยานุภาพ” ในมหาสมุทรแปซิฟิกและการทำงานร่วมกับพันธมิตร

“คนมักจะเอาเรื่องที่เรามีพันธกรณีระดับโลก ไปปะปนกับการที่เราหันหลังให้ภูมิภาคนี้” เขากล่าว พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

“เราสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้” เขายืนยัน โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “อย่างเงียบๆ แต่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง” ด้วย “แนวทางที่จริงจังและเป็นรูปธรรม” ในภูมิภาคแปซิฟิก ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา “พันธกรณีระดับโลกเพื่อสร้างความมั่นใจว่า อิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

ทั้งนี้ นายเฮกเซธพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคนี้ รวมถึงการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลง แม้ว่าจะเพิ่งมีการระงับแพ็กเกจอาวุธสำหรับไต้หวันไปก็ตาม พร้อมกันนี้เขายังได้ย้ำข้อเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้นด้วย

ผู้เข้าร่วมการประชุมรายหนึ่งได้หยิบยกคำถามเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลงให้แก่ประเทศพันธมิตร หลังระงับแพ็กเกจอาวุธของไต้หวัน เพื่อสำรองคลังกระสุนไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

นายเฮกเซธกล่าวว่า เขาอยากให้ “แยกแยะสองประเด็นนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง” โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ อยู่ใน “จุดที่ดีมาก… และสถานะที่แข็งแกร่งมาก” ในแง่ของคลังแสงอาวุธโดยรวม รวมถึงความสามารถในการผลิตเพิ่มหากมีความจำเป็น

ในสุนทรพจน์ของเขา เฮกเซธเน้นย้ำถึงแนวทางที่ “แข็งแกร่ง สงบ และชัดเจน” ของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งก็คือการมีศักยภาพในการ “พูดจานุ่มนวล” แต่ถือ “กระบองท่อนใหญ่” เอาไว้

เขายืนยันว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการมีอาวุธที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียง “วาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกา”

“กฎกติกานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถสนับสนุนมันด้วยอำนาจที่จับต้องได้ กฎเหล่านั้นก็ไม่มีค่าอะไรไปมากกว่าเศษกระดาษที่เขียนไว้” นายเฮกเซธกล่าว “เราไม่ต้องการการประชุมที่มากขึ้น แต่เราต้องการกำลังรบที่มากขึ้น… งานแชงกรี-ลา ไดอะล็อก น้อยลงหน่อย แต่ขอเรือรบและเรือดำน้ำให้มากขึ้น”

นายเฮกเซธยังย้ำข้อเรียกร้องที่เขาเคยพูดไว้ในสุนทรพจน์เมื่อปีก่อน โดยเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศ และกล่าวชื่นชมประเทศที่เพิ่มงบประมาณและเพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศที่เขาเรียกว่าเป็นพวก “กินแรง” ประเทศอื่น โดยหนึ่งในนั้นคือนิวซีแลนด์ พร้อมกับเตือนว่า “ยุโรปและนาโต (Nato) มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ - UK - ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

31 พ.ค. 2569 00:14 น.

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ภายใต้สนธิสัญญา Aukus เพื่อปกป้องสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลต่างๆ

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลและเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ “ออกัส” (Aukus)

เทคโนโลยียานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) นี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปีหน้า แม้จะไม่มีการระบุถึงมูลค่ารวมของโครงการ แต่ จอห์น ฮีลลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศของเขาจะสนับสนุนเงินทุนจำนวน 150 ล้านปอนด์

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้ง 3 ประเทศ ที่การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการต่างๆ ภายใต้กลุ่มออกัสมีความคืบหน้าที่ล่าช้า

นายฮีลลีย์ยอมรับในข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่ผ่านมาในออกัส เราพูดกันมากเกินไปแต่ลงมือทำน้อยเกินไปมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่า “แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วภายใต้รัฐบาลของพวกเราทั้ง 3 ประเทศ”

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า โครงการใหม่นี้จะเห็นการพัฒนา “ระบบอุปกรณ์ปฏิบัติการและระบบสนับสนุนที่ล้ำสมัย” สำหรับยาน UUV ซึ่งจะสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นทะเล, การโจมตี, ตลอดจนการปฏิบัติการลาดตระเวน การตรวจการณ์ และการส่งกำลังบำรุง

นอกจากนี้ ฮีลลีย์กล่าวว่าจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์และระบบอาวุธสำหรับ UUV เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยมอบเทคโนโลยีการรบขั้นสูงให้แก่กองทัพของเราอย่างรวดเร็ว

มันยังจะช่วยให้พวกเขารับมือกับภัยคุกคามต่างๆ “รวมถึงภัยที่เกิดกับสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลของเรา ซึ่งชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริมว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างการป้องปรามในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำในแถบอาร์กติกตอนบนด้วย

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากฮีลลีย์กล่าวหารัสเซียว่า ดำเนินปฏิบัติการลับเหนือสายเคเบิลและท่อส่งน้ำมันในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร แต่ทางมอสโกได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในเดือนธันวาคมปีก่อน สหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อตามล่าเรือดำน้ำรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

30 พ.ค. 2569 23:00 น.

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ทีมกู้ภัยในประเทศลาวช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมออกมาได้อีก 4 คนแล้ว หลังจากช่วยรายแรกออกมาเมื่อวันศุกร์ แต่ยังตามหาผู้ประสบภัยที่เหลืออีก 2 คนไม่พบ

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 ทีมกู้ภัยสามารถช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่มีน้ำท่วมขังใน สปป.ลาว ออกมาได้อีก 4 คน หลังจากสามารถพาผู้รอดชีวิตคนแรกออกมาได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เหลือผู้ประสบภัยอีก 2 รายเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ยังหาไม่พบ แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานถึง 10 วันแล้วก็ตาม

นักดำน้ำกู้ภัยชาวมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้รอดชีวิตทั้ง 4 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ หลังจากทีมงานได้สูบน้ำออกจากโถงถ้ำ แต่เขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นหรือคาดเดาเกี่ยวกับอาการของผู้สูญหายอีก 2 คนที่ยังหาตัวไม่พบ

ทางด้านเพจเฟซบุ๊ก Thailand Rescue Diver ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในออกมาได้เพิ่มอีก 4 คน” เมื่อเวลาประมาณ 15.10 น. ของวันเสาร์ และเสริมว่า “ขณะนี้รวมช่วยเหลือออกมาได้แล้วทั้งหมด 5 คน และยังคงสูญหายอีก 2 คน”

ทั้งนี้ ชาวบ้าน 7 คน เข้าไปในถ้ำซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกลของแขวงไซสมบูน ทางตอนกลางของ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 พ.ค. แต่ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจนปิดกั้นทางออกของถ้ำ

ทีมกู้ภัยพบตัวผู้รอดชีวิต 5 คนแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยพวกเขาหลบภัยอยู่บริเวณช่องแคบๆ ห่างจากปากถ้ำประมาณ 300 เมตร

ตอนนี้ยังเหลือผู้สูญหายอีก 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังปิดปากถ้ำ ขณะที่ผู้รอดชีวิตเผยว่า ชายที่สูญหายทั้ง 2 คนได้เดินลึกเข้าไปในถ้ำมากกว่าจุดที่เขาอยู่ประมาณ 500 เมตร และตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

30 พ.ค. 2569 22:11 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปสู้รบในตะวันออกกลางอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง แต่ย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากสู้รบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งหากมีความจำเป็น และในตอนนี้พวกเขามีความพร้อมในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่าวันแรกที่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

“เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การจัดวางกำลังพลและเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้งหากจำเป็น” เฮกเซธกล่าวระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงแนวทางดังกล่าวมากกว่า

เฮกเซธกล่าวว่า เป้าหมายของประธานาธิบดีคือการทำให้มั่นใจว่าอิหร่านจะต้องไม่มีศักยภาพในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และ “เป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้เขายังระบุว่า ทางฝ่ายอิหร่านเอง “กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับเรา การเจรจาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และผมคิดว่าพวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ควรจะดำเนินไปในทิศทางใด”

“พวกเขาอยากจะพูดว่าพวกเขาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความจริงแล้วคือพวกเราต่างหาก” เฮกเซธกล่าวเสริม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายเฮกเซธกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังใช้ความอดทนเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตามที่จะทำร่วมกับอิหร่าน จะต้องสามารถรับประกันได้ว่าอิหร่านจะไม่สามารถจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองได้

“หากอิหร่านไม่ต้องการทำข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐฯ” เฮกเซธกล่าว พร้อมเสริมว่า คลังแสงอาวุธของสหรัฐฯ นั้นมีเพียงพอที่จะปิดงานได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

'ซาบีดา' เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รมว.วธ. “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานประเพณี “บุญสลากภัต วัดตากฟ้า” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.15 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดงาน “ประเพณีบุญสลากภัต วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่ 31 ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอตากฟ้า หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไฮไลต์สำคัญคือ ขบวนแห่สลากภัตสุดอลังการจำนวน 33 ขบวน ซึ่งนับเป็นขบวนแห่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นการร้อยรวมใจของชาวบ้านจากทุกตำบล นอกจากนี้ยังมีพิธีห่มผ้าพระมหาเจดีย์บูชาพระคุณพ่อ พิธีถวายสำรับสลากภัตแด่พระภิกษุสามเณร พิธีหล่อพระ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ การแสดงรำรอบพระมหาเจดีย์ รำสลากภัต รำสิริมังคลา การแสดงดีดไห และมหกรรมกลองยาว รวมถึงการสาธิตอาหารไทยพื้นถิ่นและตลาดสินค้าวัฒนธรรมชุมชน

งานประเพณีบุญสลากภัต ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ชาวอำเภอตากฟ้าสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 31 สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาต่อหลวงพ่อตากฟ้า ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

มัลลิกา เปิดแผนปฏิบัติการแก้น้ำท่วมท่วมโดย AI + เรดาร์ X-Band Radar เปลี่ยนจาก รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้ เป็น คาดการณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหมายเลข 14 ลงพื้นที่หน้าสถานีช่อง 9 อสมท ซอยทวีมิตร หลังเซ็นทรัล พระราม 9 ติดตามนโยบาย “เรด้าร์น้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าปลอดภัยทุกชีวิต 

โดยใช้ข้อมูลฝน น้ำ คลอง ถนน การจราจร และเครื่องสูบน้ำ เชื่อมเข้าระบบ AI กลางแบบ Real-Time ทั้งเมือง ใช้โมเดล “AI Flood Command Center Bangkok ที่รวมข้อมูล เรดาร์ CCTV เซ็นเซอร์ โดรน เครื่องสูบน้ำ การจราจร ประชาชนแจ้งเหตุบนจอเดียว AI จะสร้าง Bangkok Flood Map แบบ Real-Time จำทำให้เห็นทันทีว่า เขตใดกำลังเสี่ยง ถนนใดกำลังท่วมจุดใดต้องเร่งสูบน้ำ จุดใดต้องส่งเจ้าหน้าที่พื้นที่นำร่องระยะเร่งด่วน 12 เดือน เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตจตุจักรเขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตบางเขนเขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตบางนา เขตประเวศ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากและมีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง  

โดยมีเป้าหมาย รู้ก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมงรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาทีลดจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 50% ลดเวลาระบายน้ำหลังฝนหยุด 60%เชื่อม AI Traffic + AI Flood + AI CCTV เป็นระบบเดียว นี่คือแนวคิด “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายเรือธงของผู้ว่าฯ กทม.โดยใช้ AI เป็นสมองกลาง และ X-Band Radar เป็นดวงตาของเมืองในการเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง  

ขั้นที่ 1 ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์ AI ครอบคลุมกรุงเทพ หัวใจสำคัญคือ X-Band Radar

ขั้นที่ 2 ติดตั้ง AI Water Sensor ทั้งเมือง ติดตั้งเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุด จุดสำคัญ ปากท่อ คลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำสถานีสูบน้ำ ทางลอด ถนนเสี่ยงน้ำท่วมAI จะรู้ทันที Real-Time  ขั้นที่ 3 สร้าง Digital Twin กรุงเทพมหานคร AI จำลองกรุงเทพทั้งเมืองเป็นเมืองเสมือน

ขั้นที่ 4 AI คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก Flood Risk Score รู้ระดับ ปลอดภัย เฝ้าระวัง เสี่ยงสูง และวิกฤต จะรู้ล่วงหน้า 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง   

ขั้นที่ 5 ระบบสั่งการเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปัจจุบันหลายจุดยังใช้คนตัดสินใจ แต่ระบบใหม่ AI จะสั่งงานอัตโนมัติ เช่น เปิดเครื่องสูบน้ำ ปิดประตูน้ำเปิดประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ ก่อนน้ำท่วมจริง ทำให้ลดเวลาตัดสินใจได้อย่างมาก 

ขั้นที่ 6 AI ตรวจจับท่ออุดตันใช้ CCTV AI Drone AI และ Robot Inspection ตรวจจับขยะอุดท่อ ไขมันอุดตัน สิ่งกีดขวางคลอง พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ ก่อนเกิดน้ำท่วม

ขั้นที่ 7 ใช้ AI บริหารจราจรช่วงน้ำท่วมเชื่อมกับระบบ AI Traffic เมื่อ AI พบว่าถนนกำลังจะท่วม ระบบจะเปลี่ยนไฟจราจร ปรับเส้นทาง แจ้ง Google Mapsแจ้งรถเมล์ แจ้งรถฉุกเฉินทันที ทำให้รถไม่ติดซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม

ขั้นที่ 8 แจ้งเตือนประชาชนแบบเฉพาะพื้นที่ Line OA, Bangkok App, SMS, ป้ายอัจฉริยะ

ขั้นที่ 9 AI Drone รับมือเหตุฉุกเฉิน โดรนบินอัตโนมัติ ตรวจระดับน้ำจุดอุดตัน ผู้ติดค้างสายไฟเสี่ยงอันตราย ส่งภาพเข้าศูนย์บัญชาการทันที ลดเวลาสำรวจจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที ขั้นที่ 10 ศูนย์บัญชาการน้ำกรุงเทพ AI-X BAND

นางมัลลิกา กล่าวว่า ดังนั้นการแจ้งเตือนสำคัญมาก และขณะเดียวกันการตรวจพิกัดตัวอย่างในวันนี้ก็จะเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถให้เห็นแผนปฏิบัติการว่าจะสามารถทำได้จริงอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราจะบรรลุเป้าหมายโดยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหวังผลได้ 

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามอำนาจเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่  ไทย…พร้อมรับมือหรือยัง โดยมีเนื้อหาว่า  “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ไทยพร้อมรับมืออย่างไร”

นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ…ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง

เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ “การเปลี่ยนระเบียบโลก”

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ

“อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง”

วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา

หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม

ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร” และ “ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง” ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์

สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง

สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม

สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ

ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน

ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะอ่านเกมไม่ออก

ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา

วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ

ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

ถึงผู้มีอำนาจ…จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน

ถึงข้าราชการ…จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม

ถึงภาคธุรกิจ…จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน

ถึงนักวิชาการ…จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย

ถึงนักเคลื่อนไหว…จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ

ถึงสื่อมวลชน…ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว

และถึงคนไทยทุกคน…จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน

โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่เป็นเวลาของการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่”

เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้

“มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“อนุชา”ควง”อภิสิทธิ์” นำทีม ปชป.ลงพื้นที่หนองจอก ชูดันกรุงเทพฯตะวันออก เป็น”ครัว กทม.” ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

31 พฤษภาคม 2569 หลังจากลงพื้นที่แต่เช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก หมายเลข 3 ลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

นายอนุชา เปิดเผยถึงการลงพื้นที่และวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า โซนกรุงเทพฯ ชั้นนอก โดยเฉพาะทางตะวันออก ยังมีการทำเกษตรกรรมอยู่มาก เช่น ที่หนองจอกมีการปลูกข้าวกันเยอะ ส่วนที่มีนบุรีมีการปลูกหญ้าขาย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ทำให้ผลตอบแทนยังไม่สูงเท่าที่ควร

พรรคประชาธิปัตย์จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ให้เป็น “เกษตรเพื่อครัวของคนกรุงเทพฯ” โดยจะเข้าไปแนะนำและส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ไทม์ (Thyme), ทารากอน (Tarragon) และ ผักไฮโดรโปนิกส์ โดยปรับรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่ระบบ “สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” (Smart Farming) ที่อาจมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) มาใช้เพื่อลดต้นทุน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า การผลักดันนโยบายนี้ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ให้ความรู้และหาตลาดรองรับ ผ่านกลไกของสำนักพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันดูแลโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ประกอบด้วย โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 2) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (คลองเตย) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หนองจอก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (บางรัก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (กาญจนสิงห์หาสน์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ม้วน บำรุงศิลป์) และโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร สังขะวัฒนะ)

โดยปกติแล้ว หลักสูตรของโรงเรียนฝึกอาชีพอาจจะยังไม่ค่อยเป็นไปตามกระแสโลกนัก (เช่น อาหารและเบเกอรี่, ช่างไฟฟ้า, ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ, เสริมสวย ฯลฯ) นโยบายใหม่จึงเตรียม บรรจุหลักสูตรการทำฟาร์มพืชเศรษฐกิจ เข้าไปเพิ่มเติม เพื่อสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่

นอกจากนี้ จะให้สำนักพัฒนาสังคมหรือสำนักงานเขต ทำหน้าที่หาตลาดและจับคู่ (Match-making) ให้กับเกษตรกร โดยส่งตรงผลผลิตพรีเมียมเหล่านี้ไปยังร้านอาหารระดับยอดนิยม ร้านที่ได้รับดาวมิชลิน (Michelin Guide) และร้านระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ซึ่งมีอยู่มากมายในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุชา เน้นย้ำว่า การลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดงในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคมี ส.ก.ที่คลุกคลีกับชุมชนมาหลายปี อย่าง นายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 3 หากได้รับความไว้วางใจ ทันทีที่เปิดสภาก็สามารถหยิบยกปัญหาและผลักดันนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้ทันที