ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเรียนกายวิภาคสำหรับนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ต้องอาศัยการจดจำกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่านร่างสุนัขอาจารย์ใหญ่ แต่นิสิตมักพบปัญหาร่างอาจารย์ใหญ่ชำรุดเสียหายไปเรื่อยๆ เนื้อเยื่อแข็งตัวทำให้งอขยายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้คุณภาพร่างไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการขาดแคลนร่างสุนัขจริง ทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนการสอน

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เชื้อศิริ จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยนายภักดี สุถนอม นางจันทิมา อินทรปัญญา บุคลากรในภาควิชาฯ และนายกฤตยชญ์ เชื้อศิริ นิสิตคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดค้นผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เพื่อแก้ปัญหาในการเรียนกายวิภาค ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “7th International Exhibition, INVENTCOR 2026” ณ ประเทศโรมาเนีย มาได้ถึง 5 รางวัล ได้แก่ 1.INVENTCOR 2026 Gold Medal Award (INVENTCOR 2026) , 2.INVENTCOR 2026 Best Category Award (Veterinary Medicine – Category G) – certificate & trophy , 3.Special Award จาก World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA) – certificate & medal , 4.Special Award by Haller Pro Inventio Foundation, Poland – certificate & medal ประเทศโปแลนด์ และ 5.Special Award by National University of Science and Technology POLITEHNICA Bucharest, Romania – certificate only ประเทศโรมาเนีย

การที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลยอดเยี่ยมที่สุดในสาขา Best Category Award: Veterinary Medicine เป็นสิ่งยืนยันการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในสาขาสัตวแพทย์

ผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอนกายวิภาคในนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบบการทำงานเป็นแบบคู่ (Dual-Model) ประกอบด้วย หุ่นแบบ A (LED Topography) เป็นหุ่นสุนัขพันธุ์ชิวาวาขนาดเท่าตัวจริง ติดตั้งไฟ LED 43 จุด ตลอดตัวด้านซ้าย ผู้เรียนสามารถกดปุ่มชื่อกล้ามเนื้อภาษาอังกฤษเพื่อให้ไฟสว่างตามตำแหน่งจริง โดยแยกสีตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาอย่างชัดเจน สีแดงเป็นกลุ่มงอทั้งหมด 27 จุด สีดำเป็นกลุ่มเหยียดทั้งหมด 11 จุด และสีเขียวเป็นกลุ่มหุบหรือกางทั้งหมด 5 จุด พร้อมระบบเสียงบรรยาย MP3 เสมือนมีอาจารย์ช่วยสอนอยู่ข้างๆ , หุ่นแบบ B (Biomechanical Simulation) เป็นการจำลองกลไกการเคลื่อนที่อัตโนมัติของรยางค์ขาหน้าและขาหลังของสุนัขพันธุ์ไทย หุ่นสามารถจำลององศาการงอเหยียดได้แม่นยำตามหลักกายวิภาค เช่น ข้อศอกที่ 36-166 องศา และข้อเข่าที่ 41-162 องศา ช่วยให้นิสิตเห็นภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะสุนัขเคลื่อนไหวจริง ซึ่งร่างอาจารย์ใหญ่ทำไม่ได้

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา อธิบายว่า หุ่นแบบ A จำลองมาจากชิวาวาซึ่งเป็นสุนัขขนาดเล็กมีสรีระสวยงาม ชัดเจน เคลื่อนย้ายได้สะดวก ส่วนหุ่นขาหน้าและขาหลังแบบ B จำลองจากสุนัขพันธุ์ไทยแสดงการงอและเหยียดของข้อต่อต่าง ๆ ได้ตามองศามาตรฐานจริง ได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า รวมถึงส่วนขาหน้าที่แสดงการทำงานของหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ

“หุ่นถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2568 เราได้ทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ และนำมาใช้กับนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ปี 1 ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy 1) พบว่าคะแนนความรู้ของนิสิตหลังใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 93% ความพิเศษ คือ เรานำวัสดุเหลือใช้คือฝาขวดพลาสติกและโฟมมาใช้ในการสร้างหุ่น โดยมีตัวประสานคือเรซิน การประยุกต์ใช้ยางพาราเพื่อให้ข้อต่อต่าง ๆ ขยับงอเหยียดได้ และห่อหุ้มด้วยผ้าชนิดพิเศษเพื่อให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการลดการนำเข้าสื่อการสอนจากต่างประเทศ” ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวและว่า ปัจจุบันผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้นี้ยังได้รับความสนใจและผู้วิจัยมีแผนนำไปใช้อบรมตามศูนย์ฝึกสุนัขอีกด้วย ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เล่าว่า “อาจารย์พบปัญหาเวลาไปสอนการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพที่ศูนย์ฝึกสุนัขแล้วพบว่าปัญหาที่พบบ่อยมักเกิดจากเรื่องกล้ามเนื้อและข้อเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่สำคัญคือการที่สัตวแพทย์ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของสุนัขได้อย่างเข้าใจเวลาพบปัญหาได้เพราะมองไม่เห็นภาพร่วมกัน ส่วนใหญ่สุนัขมีปัญหาเรื่องการงอเหยียดได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับสุนัขมีความเจ็บปวด ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเกิดขึ้นตรงไหน แต่หุ่นสามารถบอกได้เลยว่าตรงไหนมีปัญหา อนาคตอาจารย์ได้รับเชิญให้นำหุ่นไปใช้กับกลุ่มสุนัขกู้ภัย (K9 USAR Thailand) เพื่อช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากการฝึกหนัก และการออกพื้นที่จริง เวลาครูฝึกนำไปบำบัดเสริมสร้างร่างกายจะได้ทำอย่างถูกต้องมากขึ้น

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีแผนพัฒนาหุ่นเพื่อการเรียนการสอนให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยร่วมกับบริษัทเอกชนภายนอก โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการบ่มเพาะในการเปิดเป็นบริษัทใช้ชื่อว่า CU Vet Best Model ซึ่งจะเป็น Spin-off ภายใต้การดูแลของ CU Vet Enterprise นอกจากหุ่นสุนัขแล้ว ยังเตรียมขยายผลสู่การสร้างหุ่นจำลองกล้ามเนื้อในแมวและหุ่นกู้ชีพแมวต่อไปในอนาคต

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน” อ.ทพ.ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ น.ส.ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่างๆสำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์) แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

และ EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง Facebook : Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  , Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR , YouTube : Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  , TikTok : Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  , Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตา ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 50 ปี ก็กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดแนวรุกเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวและดิจิทัล รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน จัดงานสัมมนาวิชาการ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8” ภายใต้หัวข้อ “ไทย–จีน พลวัตใหม่ของการค้าและการลงทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจด้านโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสองประเทศควรใช้เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมกันรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติควรติดตามและทำความเข้าใจทิศทางนโยบายของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนกำลังเร่งขยายการเปิดกว้างในภาคบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล การค้าสีเขียว (ESG) และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตล่วงหน้า เช่น อากาศยาน เทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ และเทคโนโลยี 6G พร้อมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทจีนได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

อีกทั้งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นี้ ยังเปิดโอกาสอย่างไร้ขีดจำกัดให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจีนกำลังกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ภายในปี 2027 โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ตลาดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกสินค้าคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) หรืองานกวางโจวแฟร์ โดยจีนพร้อมต้อนรับประเทศไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจนี้ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี

“ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติมิตร เห็นได้จากความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งระดับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระดับประชาชน การจัดสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และมองเห็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต” นายอรัญกล่าว

งานสัมมนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.)” ในการบ่มเพาะบุคลากรและเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ พร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมมิตรภาพ ขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“คุรุสภา” เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 2568 จำนวน 2,490 คน พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์เข้าเฝ้าฯ รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ตอบแบบสำรวจข้อมูลออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

31 พ.ค.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาร่วมกับมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 และยื่นแบบขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 2,490 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 30 คน คนละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ครูอาวุโส ประจำปี 2568 ทุกท่าน เข้าตอบแบบสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/confirmin68.php ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

“ครูอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะ อดทน และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้อุทิศชีวิตเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตของชาติ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของศิษย์และสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะปูชนียบุคคลของแผ่นดิน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส นับเป็นภารกิจสำคัญของคุรุสภาในการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าของวิชาชีพครู และตระหนักถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครูได้สร้างไว้แก่ประเทศชาติตลอดมา โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุ มีระยะเวลาปฏิบัติงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติการทำงานดี มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม ส่วนการพิจารณาเงินช่วยเหลือ จะคำนึงถึงฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ของมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คุรุสภา และมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ให้ทราบในโอกาสต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2280 4333

“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

"ทรัมป์" เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

31 พ.ค. 2569 12:22 น.

“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมรับหน้าที่เปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เอง หลังทัพศิลปินนักร้องชื่อดังแห่ยกเลิกคิวขึ้นคอนเสิร์ตเปิดงาน โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง

ความคืบหน้าการจัดงานมหกรรมแห่งชาติ “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” (Great American State Fair) ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เป็นเวลา 16 วัน ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2026 ณ ลานเนชันนัล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ เมื่อกลุ่มศิลปินที่ได้รับการเปิดเผยรายชื่อไป พากันประกาศถอนตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ต้องการให้ผลงานของตนไปพัวพันกับประเด็นทางการเมืองหรือตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ศิลปินชื่อดังที่ประกาศขอถอนตัวด้วย ประกอบไปด้วย วงร็อกระดับตำนานอย่าง พอยซัน (Poison) นำโดย เบร็ต ไมเคิลส์ (Bret Michaels) นักร้องนำ, วงฟังก์ระดับตำนาน เดอะ คอมโมดอร์ส (The Commodores), มาร์ตินา แมกไบรด์ (Martina McBride) นักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง รวมถึงศิลปินฮิปฮอปอย่าง ยัง เอ็มซี (Young MC) และ มอร์ริส เดย์ (Morris Day)

เบร็ต ไมเคิลส์ แถลงว่า “สิ่งที่ถูกนำเสนอต่อเราในตอนแรกว่าเป็นงานฉลองของประเทศ ได้กลายสภาพเป็นสิ่งที่มีความแตกแยกทางการเมืองมากเกินกว่าที่ผมจะยอมรับได้” ขณะที่วง เดอะ คอมโมดอร์ส ระบุว่า “ดนตรีคือเสียงของเรา และเราเลือกที่จะไม่แสดงตัวฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง” เช่นเดียวกับ ยัง เอ็มซี ที่เปิดเผยว่าทีมงานไม่ได้แจ้งข้อมูลเรื่องการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในตอนแรก

อย่างไรก็ดี ยังมีศิลปินบางส่วนที่ยืนยันจะขึ้นแสดงต่อ เช่น แร็ปเปอร์ชื่อดัง โฟล ไรดา (Flo Rida) และ วานิลลา ไอซ์ (Vanilla Ice) โดย วานิลลา ไอซ์ ระบุว่า “นี่ไม่ใช่เวทีการเมือง แต่นี่คือการฉลองวันเกิดของอเมริกา” เช่นเดียวกับ แฟบ มอร์แวน (Fab Morvan) หนึ่งในสมาชิกเบื้องหน้าของวง มิลลิ วานิลลิ (Milli Vanilli) ยุค 90 ที่ยืนยันจะขึ้นแสดง 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล ทันที โดยตำหนิศิลปินที่ถอนตัวว่าเป็นพวก “ระดับสาม”  และระบุว่าพวกนั้นเกิดอาการตื่นตระหนกไปเอง

ทรัมป์ระบุว่า หากนักร้องพากันถอนตัวหมด คอนเสิร์ตก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยเขาได้สั่งการให้ตัวแทนประเมินความเป็นไปได้ในการจัดงานปราศรัยใหญ่ “AMERICA IS BACK Rally” ณ สถานที่และเวลาเดิมแทน พร้อมคุยโวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ตามความเห็นของคนจำนวนมาก ผมคือสิ่งดึงดูดใจอันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้ ผมสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากกว่า เอลวิส เพรสลีย์ ในยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดเสียอีก แถมผมทำได้โดยไม่ต้องใช้กีตาร์ด้วยซ้ำ”

ล่าสุดกลุ่ม “ฟรีดอม 250” (Freedom 250) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดตั้งขึ้นร่วมกันระหว่างทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐบาลเพื่อดูแลงานฉลองนี้ ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ทรัมป์จะเป็นผู้เดินทางมา “เปิดงานฉลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง” พร้อมออกแถลงการณ์ว่ามีสิ่งดีๆ มากมายในประเทศนี้ที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง และจะไม่ยอมให้เสียงรบกวนหรือความแตกแยกมาทำลายช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่

สำหรับงาน “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” ถูกออกแบบให้อย่างยิ่งใหญ่ พื้นที่จัดงานทอดยาวตั้งแต่สะพานหน้าอาคารรัฐสภาไปจนถึงอนุสาวรีย์วอชิงตัน ภายในงานจะมีทั้งเวทีคอนเสิร์ต ศาลาของรัฐต่างๆ นิทรรศการ และเครื่องเล่นสวนสนุกมากมาย

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังให้การสนับสนุนกิจกรรมฉลอง 250 ปีของการประกาศอิสรภาพอีกหลายงาน เช่น การจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ผสมผสาน (UFC) บนลานสนามหญ้าทางทิศใต้ของทำเนียบขาว, การแข่งขันรถสูตรหนึ่งกลางเมืองหลวงในเดือนสิงหาคม รวมถึงการเตรียมออกพาสปอร์ตรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ซึ่งจะพิมพ์ภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ภายในเล่มอีกด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา "ลัทธิเสนานิยมใหม่" สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

31 พ.ค. 2569 11:23 น.

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นปฏิเสธข้อกล่าวหาจากจีนที่ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังหวนคืนสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” ย้อนถามจีนที่มีหัวรบนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์เต็มคลังแสง กลับมาตราหน้าญี่ปุ่นที่ไม่มีอาวุธเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุมคาม พร้อมวิจารณ์จีนเร่งขยายศักยภาพทางทหารและงบประมาณด้านกลาโหมโดยขาดความโปร่งใส

ในการประชุมความมั่นคงแห่งเอเชีย “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้อย่างรุนแรงต่อข้อกล่าวหาจากรัฐบาลจีน โดยปฏิเสธว่าญี่ปุ่นไม่ได้กำลังก้าวเข้าสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” (Neo-Militarism) ตามที่ถูกโจมตี พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมาเรื่องการเพิ่มงบประมาณและขยายขีดความสามารถทางทหารในระดับสูงโดยขาดความโปร่งใส

นายโคอิซุมิกล่าว โดยไม่ได้ระบุชื่อจีนออกมาตรงๆ ว่า “ลองคิดดูสิครับ มีประเทศหนึ่งที่มีคลังแสงนิวเคลียร์ขนาดใหญ่และมีเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ แต่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธเหล่านั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทว่าญี่ปุ่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ลัทธิเสนานิยมใหม่’? สิ่งนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ และไม่มีอะไรที่ห่างไกลจากความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว” แต่เป็นที่เข้าใจกันดีว่าหมายถึงรัฐบาลจีนซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์หลายร้อยชุดและกำลังพัฒนาเทคโนโลยีทหารอย่างก้าวกระโดด

รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ย้ำว่า นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นยึดมั่นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอด และพยายามอย่างจริงใจในการรักษาและเสริมสร้างระเบียบสากลที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งข้อเท็จจริงในฐานะประเทศที่รักสันติภาพนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชียดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณเชิงรุกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า หากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ทางทหาร ส่งผลให้ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกตื่นตัวและ “ร่วมกันต่อต้านการกระทำอันประมาทเลินเล่อของลัทธิเสนานิยมใหม่ของญี่ปุ่น”

ภายใต้การนำของนายกฯ ทากาอิจิ ญี่ปุ่นได้เร่งปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงให้มีความตื่นตัวและเชิงรุกมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการสลัดภาพลักษณ์ของประเทศรักสันติภาพที่ดำเนินมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นายโคอิซุมิ ระบุว่า พฤติกรรมและการดำเนินกิจกรรมทางทหารในต่างประเทศของจีน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับญี่ปุ่นและประชาคมโลก ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึง “มุ่งมั่น” ที่จะสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างมั่นคงและอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยความโปร่งใสสูง ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบโดรน ตลอดจนการป้องกันทางไซเบอร์และอวกาศ รวมถึงการเปิดประตูกว้างเพื่อร่วมมือด้านอุปกรณ์ป้องกันประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเสริมสร้างการป้องปรามที่จับต้องได้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านการปฏิรูปกฎเกณฑ์การส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ยกลิกข้อจำกัดการขายอาวุธไปต่างประเทศ และเปิดทางให้ส่งออกเรือรบและขีปนาวุธได้

อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ยอมรับว่ารู้สึก “เสียใจ” ที่ไม่มีโอกาสได้พบและหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของจีนในเวทีนี้ เนื่องจากเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่นายตง จุน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง โดยส่งเพียงคณะผู้แทนระดับรองมาแทน

นายโคอิซุมิกล่าวทิ้งท้ายในการประชุมที่มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากกว่า 45 ประเทศเข้าร่วมว่า “แต่ถึงกระนั้น เรายังคงเปิดประตูต้อนรับการพูดคุยเสมอ ผมยังคงมุ่งมั่นที่จะสื่อสารกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงจีน เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก” 

ที่มา Reuters / AFP

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

31 พ.ค. 2569 10:48 น.

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

นาซาเผยอุกกาบาตซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกก่อนแตกตัวเหนือรัฐแมสซาชูเซตส์และรัฐนิวแฮมป์เชียร์ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องและแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ โดยมีพลังงานเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 300 ตัน

สำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า เกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเกิดการระเบิดแตกกระจายเหนือพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 พ.ค.) ส่งผลให้เกิดคลื่นกระแทกและเสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างตื่นตระหนก และพากันโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าแรงระเบิดนั้นรุนแรงจนทำให้บ้านเรือนสั่นไหว

เจนนิเฟอร์ ดูเรน รองหัวหน้าฝ่ายข่าวของนาซา แถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการณ์ลูกไฟ หรืออุกกาบาตที่มีความสว่างมากในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14:06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยวัตถุดังกล่าวพุ่งด้วยความเร็วสูงถึง 75,000 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะแตกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ ที่ระดับความสูงราว 64 กิโลเมตร เหนือพื้นที่รอยต่อระหว่างตอนตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐแมสซาชูเซตส์ และตอนตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวแฮมป์เชียร์

นาซาระบุว่า พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาในขณะที่อุกกาบาตแตกตัวนั้น มีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ถึง 300 ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ลูกไฟดวงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ฝนดาวตกใดๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยนาซายืนยันว่าเป็นวัตถุตามธรรมชาติจากอวกาศ ไม่ใช่เศษขยะอวกาศหรือดาวเทียมที่ร่วงตกลงมาแต่อย่างใด

ด้านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะได้รับรายงานจากประชาชนในพื้นที่ทางตะวันออกของรัฐ เกี่ยวกับเสียงระเบิดและการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ในวงกว้าง แต่เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินไปยังหน่วยงานตำรวจหรือดับเพลิงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ขณะเดียวกัน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้คือ “โซนิกบูม” (Sonic Boom) หรือคลื่นกระแทกความเร็วเหนือแสงจากวัตถุที่คาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” ซึ่งแตกต่างจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งใต้พื้นผิวโลก เนื่องจากคลื่นกระแทกจากโซนิกบูมจะเกิดขึ้นเป็นแนวเส้นตรงตามเส้นทางการเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศ และขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวรวมถึงไม่มีวัตถุใดๆ พุ่งชนพื้นโลกในครั้งนี้

ย้อนรอยอดีต เหตุการณ์ที่เชลยาบินสก์เหตุการณ์อุกกาบาตระเบิดในลักษณะนี้เคยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2013 ที่เมืองเชลยาบินสก์ ประเทศรัสเซีย โดยครั้งนั้นหินอวกาศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังได้ระเบิดกลางอากาศที่ความสูง 14 ไมล์เหนือพื้นดิน ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที ถึง 440,000 ตัน แรงอัดอากาศส่งผลให้หน้าต่างบ้านเรือนแตกกระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่า  518 ตารางกิโลเมตร และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกบาดมากกว่า 1,600 คน.

ที่มา NBC / Guardian

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

31 พ.ค. 2569 10:18 น.

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

การเฉลิมฉลองชัยชนะของสโมสรปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลายเป็นเหตุวุ่นวายทั่วฝรั่งเศส หลังแฟนบอลจำนวนมากปะทะกับตำรวจ ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 400 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายราย ขณะที่ทรัพย์สินสาธารณะและร้านค้าหลายแห่งได้รับความเสียหายจำนวนมาก

เหตุจลาจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นในฝรั่งเศส หลังจากสโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG) ยอดทีมแห่งฝรั่งเศส สามารถคว้าชัยชนะเหนืออาร์เซนอลในการดวลจุดโทษ ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ส่งผลให้แฟนบอลราว 20,000 คน พากันหลั่งไหลมารวมตัวกันบนถนนสายสำคัญอย่างฌองเซลีเซ ในกรุงปารีสเพื่อฉลองความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลองกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงอย่างรวดเร็ว แฟนบอลกลุ่มฮาร์ดคอร์เริ่มจุดพลุไฟและพลุควัน บุกยึดและปิดกั้นถนนวงแหวนรอบเมืองจนการจราจรเป็นอัมพาต นอกจากนี้ยังมีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทุบกระจกและปล้นสะดมร้านค้า เผาทำลายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และทุบทำลายป้ายรถประจำทาง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชนที่กำลังคลุ้มคลั่ง

กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุทั่วประเทศได้ทั้งหมด 416 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นการจับกุมในกรุงปารีสสูงถึง 283 ราย ด้านนายโลรองต์ นูเญซ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนี้ 7 นาย พร้อมประณามพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

รายงานระบุว่า การปะทะส่งผลให้รถยนต์เสียหาย 6 คัน ร้านค้าถูกทำลาย 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงร้านเบเกอรี่และร้านอาหารใกล้กับสนามพาร์ก เดส์ แพร็งซ์  ซึ่งเป็นรังเหย้าของ PSG โดยบริเวณหน้าสนามมีแฟนบอลรวมตัวกันกว่า 5,000 คน และมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ราว 150 คนพยายามพังประตูรั้วเพื่อบุกเข้าไปด้านใน พร้อมทั้งขว้างปาขวดสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ และพยายามนำจักรยานเช่ามาทำเป็นสิ่งกีดขวาง

เพื่อป้องกันเหตุร้ายแรง ทางการฝรั่งเศสได้สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 22,000 นายทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 8,000 นายในกรุงปารีส พร้อมทั้งสั่งระงับให้บริการรถราง รถไฟใต้ดินหลายสถานี และรถประจำทางในบางพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคืนที่ปารีสมีกิจกรรมหนาแน่น ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ของ อายา นากามูระ ที่สนามสตาดเดอฟร็องซ์ คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ “แดมโซ”  รวมถึงการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพน

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลว่าจะซ้ำรอยปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งในการคว้าแชมป์สมัยแรกของ PSG ครั้งนั้น เหตุจลาจลได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ทำให้ในปีนี้ร้านค้าจำนวนมากบนถนนฌองเซลีเซ ต้องนำแผ่นไม้มาตีปิดกระจกหน้าร้านล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที โดยนางมารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือดว่า “มีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ชัยชนะของสโมสรฟุตบอลจะกลายเป็นจลาจล และมีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทุกคนรู้สึกว่าต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านในคืนแห่งชัยชนะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความรุนแรง”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ทางสโมสร PSG ยังคงมีกำหนดการจัดขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ในช่วงบ่ายวันนี้ (31 พ.ค.) บริเวณลานชองส์ เดอ มาร์ส หน้าหอไอเฟล ซึ่งคาดว่าจะมีแฟนบอลมาร่วมงานกว่า 100,000 คน ก่อนที่คณะนักเตะและทีมงานจะเข้าพบประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ที่พระราชวังเซลีเซ ต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก "น่ากังวลอย่างยิ่ง" ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

31 พ.ค. 2569 09:49 น.

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน เตือนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กำลังเข้าขั้นวิกฤตและน่ากังวลอย่างยิ่ง หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 1,000 รายภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ด้าน ผอ.องค์การอนามัยโลกลงพื้นที่สั่งการด้วยตัวเอง

ดร. อลัน กอนซาเลซ รองผู้อำนวยการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) แถลงว่า หลังจากรัฐบาลดีอาร์คองโกประกาศพื้นที่การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศได้เพียงสองสัปดาห์ สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงจนน่ากังวลขั้นสุด โดยชี้ว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนที่การระบาดของอีโบลาจะพบผู้ป่วยจำนวนมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” พร้อมยอมรับว่าทีมแพทย์ในพื้นที่ยังไม่สามารถรับมือได้ทันความเร็วในการแพร่กระจายของโรค และปัจจุบันยังไม่มีใครทราบขนาดความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ยังมีตัวอย่างสิ่งส่งตรวจอีกหลายร้อยเคสที่ยังไม่ได้รับการตรวจวิเคราะห์

ปัจจุบัน ดีอาร์คองโกมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาแล้วมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 246 ราย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันผลแล้ว 9 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกำลังประสบอุปสรรคสำคัญจากการปิดพรมแดน ปิดสนามบิน รวมถึงเหตุความขัดแย้งและการสู้รบภายในประเทศ

ด้าน ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เดินทางเยือนเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือด้านการควบคุมโรค โดย ดร. เทดรอส ได้เรียกร้องให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโรคร้าย เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาดีที่สุด พร้อมทั้งออกคำเตือนเรื่องความเสี่ยงจากพิธีกรรมการฝังศพ

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าการไว้อาลัยและให้เกียรติผู้ล่วงลับในพิธีศพมีความสำคัญเพียงใด แต่ในเวลานี้มันอันตรายมาก การสัมผัสร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่เรากำลังโศกเศร้า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียใครไปมากกว่านี้ และหยุดวงจรแห่งความสูญเสียให้ได้”

วิถีชีวิตและการเฝ้าระวังในพื้นที่บรรยากาศในเมืองบูเนีย ประชาชนยังคงใช้ชีวิตและทำการค้าขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม ที่สนามบินประจำเมืองได้มีการตั้งจุดล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านสาธารณสุขผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาราชการ และภาษาท้องถิ่น

นอกจากนี้ ดร. เทดรอส ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติในเมืองบูเนีย ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อและแจ้งผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์แยกกักโรคและรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที จากเดิมที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงคินชาซา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร จนทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ

ทางการสาธารณสุขของบราซิลเปิดเผยว่า กำลังเร่งตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในรัฐเซาเปาลู โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 37 ปี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกแยกกักตัวในสถาบันโรคติดต่อเพื่อความปลอดภัยแล้ว

สำหรับการระบาดในครั้งนี้ เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากที่ชื่อว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลในการป้องกัน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะแพร่เชื้อในสัตว์ โดยมีค้างคาวแม่ไก่เป็นพาหะหลัก แต่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้จากการรับประทานหรือสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ และระบาดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และเหงื่อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เข็มฉีดยา ที่นอน หรือเสื้อผ้าของผู้ป่วย.

ที่มา BBC

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

31 พ.ค. 2569 06:35 น.

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนานของฮอลลีวูด ผู้ได้รับรางวัลออสการ์จากผลงานในภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาพแรก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 80 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ค. 2569 ว่า มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ และเป็นอดีตภรรยาของ จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เสียชีวิตแล้วในวัย 80 ปี หลังจากต่อสู้กับมะเร็งมานาน

มาร์เซีย ซึ่งแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ผู้สร้าง Star Wars ในช่วงระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์สามภาคแรก ได้รับการยกย่องว่าเป็นพลังสร้างสรรค์อันเป็นหัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จในยุคแรกเริ่มของมหากาพย์อวกาศนี้ โดยเธอเป็นผู้เติมเต็มมิติทางอารมณ์และความชัดเจนในการดำเนินเรื่องให้แก่ภาพยนตร์ชุดดั้งเดิม

ครอบครัวของเธอเปิดเผยว่า เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายที่บ้านพักของเธอในเมืองแรนโช มิราจ (Rancho Mirage) รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยมีบุคคลอันเป็นที่รักอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้าย

“มาร์เซียคือพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่” ครอบครัวของเธอกล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (29 พ.ค.) “เธอคือผู้บุกเบิกที่แท้จริงสำหรับผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ และเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เธอช่วยสร้างคำนิยามใหม่ให้แก่ศิลปะแห่งการตัดต่อภาพยนตร์”

มาร์เซียคว้ารางวัลออสการ์ สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ Star Wars ปี 2520 ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อภาคเป็น A New Hope โดยได้รับรางวัลร่วมกับนักตัดต่ออีก 2 ท่านคือ ริชาร์ด ชิว (Richard Chew) และ พอล เฮิร์ช (Paul Hirsch)

แม้ว่าผลงานของเธอส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเบื้องหลัง แต่บทบาทในการหล่อหลอมหัวใจทางอารมณ์และโครงสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายทศวรรษต่อมานับตั้งแต่ภาพยนตร์ออกฉาย

จอร์จ ลูคัส เคยยกเครดิตให้เธอว่าเป็นผู้ที่ช่วยร้อยเรียงและจัดระเบียบฟุตเทจจำนวนมหาศาลที่ถ่ายทำสำหรับฉากต่อสู้ครั้งสำคัญที่ดาวมรณะ (Death Star) ให้มีความเข้าใจง่ายขึ้น

“มันซับซ้อนมาก และเรามีฟุตเทจบทสนทนาความยาวกว่า 40,000 ฟุตที่เป็นเสียงนักบินพูดสิ่งนั้นสิ่งนี้” เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ไม่นานหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย “ไม่เคยมีใครพยายามถักทอเรื่องราวที่เป็นพล็อตหลักเข้าไปในฉากต่อสู้ทางอากาศจริงๆ มาก่อน และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำกันอยู่”

ทั้งนี้ มาร์เซีย ลูคัส มีชื่อเกิดว่า มาร์เซีย กริฟฟิน เกิดที่เมืองโมเดสโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2488 เธอเริ่มต้นอาชีพในวงการด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังฟิล์มภาพยนตร์ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

หลังจากแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ในปี 2512 เธอได้ร่วมงานในภาพยนตร์ยุคแรกๆ ของเขาหลายเรื่อง รวมถึง THX 1138 และ American Graffiti ซึ่งผลงานเรื่องหลังนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยเช่นกัน

เธอยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามหลายเรื่องในช่วงทศวรรษ 70 รวมถึง Alice Doesn’t Live Here Anymore, Taxi Driver และ New York, New York

ต่อมา มาร์เซีย ลูคัส ได้กลับมาร่วมงานในแฟรนไชส์ Star Wars อีกครั้ง โดยทำหน้าที่ตัดต่อในภาค The Empire Strikes Back ปี 2523 และ Return of the Jedi ปี 2526

เธอและจอร์จ ลูคัส รับอุปการะลูกสาวบุญธรรม 1 คน ชื่อว่า อแมนดา ในปี 2524 ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าร้างกันในปี 2526 หลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานาน 14 ปี จากนั้นเธอได้แต่งงานใหม่กับ ทอม โรดริเกส ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่สกายวอล์กเกอร์ แรนช์ และมีบุตรสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนชื่อ เอมี

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางลูคัสฟิล์มได้ร่วมไว้อาลัยโดยระบุว่า ทางบริษัท “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ที่ได้รับทราบข่าวการจากไปของเธอ และ “ขอร่วมกับชุมชนผู้สร้างภาพยนตร์ทั่วโลกในการไว้อาลัยต่อความสูญเสียของ มาร์เซีย ลูคัส ในครั้งนี้”

ในขณะเดียวกัน มาร์ก ฮามิลล์ ผู้รับบท ลุค สกายวอล์กเกอร์ ตัวละครเอกของเรื่อง Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ โพสต์ข้อความว่า เขาและมารีลู ภรรยาของเขา “เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียเพื่อนที่คบหากันมาตลอดชีวิต”

เขาเขียนเสริมว่า “เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนที่นิสัยดีอย่างแท้จริง ทั้งฉลาด ขี้เล่น และอยู่ด้วยแล้วสนุกมาก โชคดีที่ความทรงจำเกี่ยวกับเธอยังคงอยู่ และพวกเราจะไม่มีวันหยุดคิดถึงเธอเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc