3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย ‘GPAS 5 Steps’

3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย 'GPAS 5 Steps'

3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย ‘GPAS 5 Steps’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อเร็วๆนี้ ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี(รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา

ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต   เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

 “ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐ กล่าว

ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“ในหลวง”พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  “สมเด็จพระราชินี” 3 มิถุนายน 2569 ณ โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา  09.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณหญิงจันทนี  ธนรักษ์ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 3,087 คน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ สเต็กปลา ข้าวขาหมู  ข้าวหมกไก่ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวปั้นญี่ปุ่น ทาโกะยากิ นักเก็ตและมันฝรั่งทอด ไอศกรีมกะทิสด น้ำแข็งไส รวมถึงน้ำดื่ม และเครื่องดื่มสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีโภชนาการที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ตั้งอยู่บนถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2494 เดิมชื่อโรงเรียนรางน้ำ และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ว่า โรงเรียนศรีอยุธยา ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงรับโรงเรียนศรีอยุธยาไว้ในพระอุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 จากนั้น โรงเรียนได้ขอพระราชทานอัญเชิญอักษรพระนามย่อ “พร” ภายใต้พระมหามงกุฎ ประดิษฐานเหนืออักษรย่อนามโรงเรียน ศ.อ. เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียนมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับพระราชทานพระมหากรุณาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อ “อาคารธีรราชสุดา” 

ซึ่งเป็นอาคารเรียนพิเศษ  ชั้น ขนาด 20 ห้องเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาและพระกรุณาจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 

กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ โรงเรียน ฯ ยังได้น้อมนำ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า มาเป็นปณิธานของโรงเรียน ความว่า “เราจำต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ ยิ่งก้าวไปได้ไกลเพียงใดยิ่งดี เราต้องไม่ถอยหลังเลย เป็นอันขาด แม้แต่หยุดอยู่ที่ก็ไม่ได้ เพราะการหยุดก็เสมอด้วยการถอยหลัง” 

ปัจจุบัน โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ เปิดการเรียนการสอนแบบสหศึกษา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 6 มีนักเรียน จำนวน 2,901 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 186 คน โดยปี 2567 โรงเรียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับคัเลือกเป็นสถานศึกษา
ต้นแบบที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบทั้ง 4 ด้าน สู่การปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ผ่านการประเมินการประกันคุณภาพภายนอก (พ.ศ. 2568 – 2572) จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ได้รับการประเมินระบบดูแลช่วยเหลือ ระดับยอดเยี่ยม จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ได้รับการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข ระดับเพชร นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์โอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นศูนย์ภาษาจีนและศูนย์ภาษาญี่ปุ่น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อีกด้วย
 

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

สพฐ.คลอดมาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569 สั่งการทั้งส่วนกลาง -สพท.-สศศ.ถือปฏิบัติเคร่งครัด ห้ามมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2569 โดยกำหนดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 13 มิถุนายน  สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 14 มิถุนายน และประกาศผลการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริต ให้การคัดเลือกฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งไส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต สพฐ.จึงได้กำหนด “มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569”  และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด นอกจากนี้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. ยังมีหนังสือบันทึกข้อความห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ.ส่วนกลาง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด

“ มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ที่ให้ สพท. และ สศศ.ถือปฏิบัติ มีดังนี้ 1.ห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(ผอ.สศศ.) รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 2.ให้ ผอ.สพท. และ ผอ.สศศ.แจ้งคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจกหรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 3. สอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการคัดดีดลือก 4.กำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตและมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการคัดเลือก ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต ให้ ผอ.สพท. และ 

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงดาบตำรวจอดุลย์  อายุ 38 ปี ผบ.หมู่ (ป.) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถไปรับลูกชาย 2 คน หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูของโรงเรียนเสียชีวิต ส่วน ด.ต.อุดุลย์ ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้อยวัย 2 เดือนบาดเจ็บเล็กน้อย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปัตตานีเดือด! ประกบยิง ด.ต.สภ.ยะหริ่ง ภรรยาดับคาเบาะ-ลูกสาว 2 เดือนปลอดภัย)

ล่าสุด โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ Prasanwittayamulniti ไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ครูของโรงเรียน โดยแชร์โพสต์ของเพจ “PS MEDIA” ที่ระบุว่า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ต่อการจากไปของอาจารย์ผู้เป็นที่รักของนักเรียน

ขออัลลอฮ์ทรงเมตตา อภัยโทษ และประทานสวนสวรรค์อันสูงส่งแด่อาจารย์  (ฟาตีเมาะห์ ยาโงะ บุคลากรฝ่ายธุรการ โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ )

ขณะที่เพจ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” รายงานว่า “ยะรังรวมพลังละหมาดฮายัต ต้านความรุนแรง หลังเหตุสะเทือนขวัญคร่าชีวิตครูสาว” ประชาชนในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ คณะครู และนักเรียน โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ตำบลพงสตา ร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายผู้หญิงสวมฮิญาบ ลอบยิง ดาบตำรวจอดุลย์ หะยีสุหลง ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ นางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ซึ่งกำลังอุ้มลูกวัยแรกเกิด เสียชีวิตภายในรถ

ส่วนเพจ “ศธ.360 องศา” โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อวานนี้ ซึ่งสังคมได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกสะเทือนใจและเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณครูฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงศึกษาธิการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริเวณสถานศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันปกป้อง และไม่ควรให้เกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง โดยหลังจากนี้จะมีการกำชับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก 

หากมีความคืบหน้าประการใด กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

26 พ.ค. 2569

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุค AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “คนรุ่นใหม่” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 48 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำ สร้างอนาคต” เดินหน้ายกระดับเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศ หรือ Next-Gen Talent ตามเจตนารมณ์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต”

โครงการทุนการศึกษาเครือซีพี สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เชื่อมั่นว่า “การพัฒนาคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ” โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซีพีไม่ได้มองทุนการศึกษาเป็นเพียงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา แต่เป็น “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนคนเก่งและมีศักยภาพ ได้ค้นพบความสามารถของตนเอง ได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อโลกอนาคต ทั้งความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

นายภาคิน สังแก้ว หนึ่งในผู้รับสมัครทุน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี และกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า รู้จักโครงการทุนการศึกษาเครือซีพีจากคำแนะนำของอาจารย์และเพื่อนที่เคยได้รับทุนมาก่อน ซึ่งมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จริง สอดคล้องกับแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อที่ต้องการเติบโตเป็นแพทย์ที่ดี และใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสังคม โดยตั้งเป้าหมายเพียงการตั้งใจเรียนและนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ น.ส.ภูริชญา นิลวิสุทธิ์  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม “ทุนฯ เครือซีพี” มศว ผู้สมัครรับทุน เผยว่า รู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างมากที่มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนการศึกษาเครือซีพี ซึ่งทุนนี้จะนำไปสู่โอกาสสำคัญ ทั้งด้านการฝึกงานในบริษัทในเครือซีพีที่เป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทยและครอบคลุมหลายธุรกิจ การพัฒนาทักษะหลากหลายมิติ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

ด้าน น.ส.ธิดา แซ่ลี นักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้าร่วมการคัดเลือกว่า ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย เพราะกระบวนการคัดเลือกแต่ละรอบมีความเข้มข้นมาก หากได้รับทุนการศึกษานี้ นอกจากจะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ตัวเองแล้ว หากประสบความสำเร็จในชีวิตและมีโอกาสเป็นผู้นำในอนาคต จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการกระจายองค์ความรู้ ทุนการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารต่อไป

ขณะที่ บิดาของ น.ส.ธิดา กล่าวเสริมว่า ครอบครัวไม่ได้บังคับเส้นทางชีวิตของลูก และพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจอย่างเต็มที่ โดยการสมัครขอรับทุนครั้งนี้เกิดจากข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์ของครอบครัว จึงหวังให้ลูกได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น และมองว่าทุนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ลูกได้ใช้พัฒนาตนเอง เรียนรู้ในสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเยาวชนทุนซีพีจำนวนมากเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพในหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาคธุรกิจ วิชาการ เทคโนโลยี การแพทย์และงานพัฒนาสังคม โดยหลายคนได้นำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาชุมชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” ที่สามารถต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต “หนึ่งคน” ไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมและประเทศต่อไป

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทุนการศึกษาเครือซีพี จึงยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวข้ามข้อจำกัด พัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็น “Next-Generation Leaders” ที่พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Energy of Possibility : พลังดี ไม่มีดรอป” พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ 1.กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย และ 2.กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโตแบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

โดยจะเปิดรับสมัครข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 , Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยี พระจอมเกล้าลาดกระบัง (ด่านช้าง) ร่วมกับ สมาคมมัจฉานุ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรม “หลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษ การวิจัย และนวัตกรรม” (Short Course in Ultralight Pilot, Research and Innovation) รุ่นแรก หลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน (63 ชั่วโมง) มุ่งพัฒนาบุคลากรด้านการบินและนวัตกรรม เพื่อประยุกต์ใช้อากาศยานเบาพิเศษร่วมกับ AI, GIS และเทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับภาคเกษตรอัจฉริยะ งานสำรวจทางอากาศ ภารกิจอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และงานกู้ภัยทางน้ำในอนาคต

เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ กฎหมายการบิน หลักการบิน ระบบอากาศยาน อุตุนิยมวิทยาการบิน การวิเคราะห์ Flight Data การประยุกต์ใช้ AI เพื่อความปลอดภัยทางการบิน ตลอดจนฝึกบินจริง ณ สนามบินอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบใบอนุญาตนักบินอากาศยานเบาพิเศษ (UPL)

หลักสูตรได้รับความร่วมมือจากทีมครูการบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน นักวิจัย และกัปตันสายการบินพาณิชย์ชั้นนำของไทย เปิดรับสมัครผู้มีอายุ 17 ปีขึ้นไป วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ผ่านการตรวจสุขภาพ MEDICAL CLASS 4 รับจำนวนจำกัด 35 คน ค่าลงทะเบียน 180,000 บาท เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 11-31 พฤษภาคม 2569

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง  https://www.facebook.com/kmitlofficia     และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงประทานในสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนาที่มีต่อมหาวิทยาลัยและชาวจังหวัดมหาสารคาม

เมื่อเร็วๆนี้ ณ หอพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง) ได้ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงและเครื่องสักการะเพื่อสรงถวาย “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ซึ่งได้รับประทานจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธ) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยขบวนอัญเชิญน้ำสรงประทานฯ และเครื่องสักการะที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง พร้อมด้วยขบวนต้นดอกเงินปัจจัยร่วมทำบุญเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เคลื่อนขบวนจากหน้าอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ เข้าสู่หอพระพุทธกันทรวิชัยฯ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในชุดผ้าไทยโทนสีขาวและชุดพื้นเมือง สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันงดงาม

ในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธกันทรวิชัยฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2524 อีกทั้งได้บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) ผู้ทรงมีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย โดยได้รับเมตตาผ้าไตรจากพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) กรรมการมหาเถรสมาคม มอบให้เพื่อประกอบพิธีสำคัญในครั้งนี้

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า “พิธีสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยฯ เป็นวาระสำคัญประจำปีที่ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคามและพุทธศาสนิกชนจะได้ร่วมกันแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง นอกจากพิธีสงฆ์แล้ว ยังมีการประกอบพิธีบาสีสู่ขวัญพระเจ้าตามประเพณีโบราณแนวฮีตสิบสองครองสิบสี่ และการฟ้อนถวายสักการะสมโภชโดยผู้บริหารและนิสิต ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความศรัทธาและความสมัครสมานสามัคคีของชาว มมส ที่มีต่อการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป”

นอกจากนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ มหาวิทยาลัยยังจัดให้มีการออกโรงทานตลอดทั้งวัน และการแสดงหมอลำสมโภชจากวงหมอลำไพบูลย์ เสียงทอง เพื่อเฉลิมฉลองในวาระอันเป็นมงคลนี้ ท่ามกลางศรัทธาของประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

“รูบิโอ” เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ “วิธีอื่น” จัดการ

"รูบิโอ" เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ "วิธีอื่น" จัดการ

25 พ.ค. 2569 14:45 น.

“รูบิโอ” เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ “วิธีอื่น” จัดการ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ยังเปิดโอกาสให้การเจรจากับอิหร่านเดินหน้าต่อ แต่หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สหรัฐฯ พร้อมใช้ “แนวทางอื่น” ขณะที่ความหวังต่อการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่แน่นอน

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ คาดหวังที่จะบรรลุข้อตกลงที่ดีกับอิหร่าน หรือมิฉะนั้นก็พร้อมที่จะจัดการกับอิหร่านด้วย “วิธีอื่น” ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯพยายามลดกระแสความคาดหวังที่ว่าสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน

นายรูบิโอระบุระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ว่า สหรัฐฯ จะให้โอกาสกระบวนการทางการทูตอย่างเต็มที่ก่อนที่จะเริ่มพิจารณา “ทางเลือกอื่น ๆ” ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณเตือนผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

รูบิโอกล่าวว่า “ตอนนี้มีข้อเสนอที่ค่อนข้างมั่นคงอยู่บนโต๊ะเจรจา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการเข้าสู่กระบวนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ที่แท้จริง สำคัญ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งเราหวังว่าจะทำมันได้สำเร็จ” 

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล โดยยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อเรือของอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะยังคงมีผลบังคับใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเต็มที่ จนกว่าข้อตกลงจะบรรลุผล ได้รับการรับรอง และลงนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมว่า “ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาและทำมันอย่างถูกต้อง”

แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะยังไม่มีแถลงการณ์ตอบรับอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวทาสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นฝ่ายขัดขวางข้อตกลงในบางประเด็น โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของรัฐบาลอิหร่านที่ต้องการให้ปล่อยอายัดเงินทุนในต่างประเทศ

ขณะที่ นายเอบราฮิม เรซาอี โฆษกรัฐสภาอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ในยามศึกสงครามกลยุทธ์ของอิหร่านคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” และในสมรภูมิทางการทูตก็คือ “การตอบโต้ด้วยการกระทำต่อการกระทำ” พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันหรือคำขู่ใด ๆ หากสหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงก็ต้องเจรจา แต่ถ้าสหรัฐฯ อยากเห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ก็จงข่มขู่ต่อไป

ข่าวความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงถึง 6% ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังขยับเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพมากขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงใน “บันทึกความเข้าใจ”  กรอบกว้าง ๆ ได้แล้ว เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นน่านน้ำยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลว ถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนจะเกิดความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ซับซ้อนหลายประการ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน, สงครามของอิสราเอลในเลบานอน กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงข้อเรียกร้องของอิหร่าน ที่ต้องการให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และปล่อยอายัดรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในธนาคารต่างประเทศ

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยโดยไม่ประสงค์ออกนามว่า ข้อตกลงในปัจจุบันระบุว่า อิหร่านได้ตกลง “ในหลักการ” ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยอมยุติการปิดล้อมทางทะเล และอิหร่านจะต้องกำจัดคลังยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงทั้งหมด โดยสหรัฐฯ เชื่อว่า อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน ได้ให้การรับรองกรอบข้อตกลงกว้าง ๆ นี้แล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า แผนขั้นแรกคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลก่อน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรการนิวเคลียร์นั้นจะต้องใช้เวลาเจรจาเพิ่ม โดยแหล่งข่าวอีกรายระบุว่า กรอบการทำงานที่เสนอมานี้จะให้เวลาผู้แทนเจรจาทั้งสองฝ่ายเป็นเวลา 60 วันในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

ในขณะที่แหล่งข่าววงในของฝั่งอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าวนักข่าวรอยเตอร์ว่า ในขั้นตอนต่อไป อาจมีการใช้สูตรที่ทำได้จริงเพื่อแก้ปัญหาคลังยูเรเนียมเข้มข้นสูง เช่น การทำให้ยูเรเนียมเจือจางลงภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ โดยอิหร่านยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ว่าตนกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ตอบโต้ผู้วิจารณ์แนวทางการเจรจาและการยอมประนีประนอมกับอิหร่านผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ถ้าผมทำข้อตกลงกับอิหร่าน มันจะเป็นข้อตกลงที่ดีและเหมาะสม… ดังนั้นอย่าไปฟังพวกขี้แพ้ ที่เอาแต่วิจารณ์ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความรู้เลย”

ทั้งนี้ สงครามการทิ้งระเบิดถล่มอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้คร่าชีวิตผู้คนในอิหร่านไปแล้วหลายพันคนก่อนจะมีการระงับชั่วคราวในเดือนเมษายน ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าสังหารผู้คนและทำให้ประชาชนหลายแสนคนในเลบานอนต้องไร้ที่อยู่อาศัยจากการบุกโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่วนการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอลและประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบรายเช่นกัน.

ที่มา Reuters

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

25 พ.ค. 2569 14:04 น.

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

เกิดเหตุชายพ่นสารเคมีไม่ทราบชนิดภายในศูนย์การค้าหรูย่านกินซ่า กรุงโตเกียว ส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บราว 20 คน เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่และส่งทีมชุดป้องกันสารอันตรายเข้าตรวจสอบ ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาสาเหตุ

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นที่ศูนย์การค้าหรูใจกลางย่านกินซ่า แหล่งท่องเที่ยวและช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากมีชายคนหนึ่งก่อเหตุฉีดพ่นสารเคมีไม่ทราบชนิดภายในอาคาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย

นายยูสุเกะ โคอิเดะ  โฆษกสำนักงานตำรวจโตเกียว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ผู้ก่อเหตุได้ฉีดพ่นสารเคมีบางอย่างบริเวณหน้าตู้เอทีเอ็มซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุว่ามี “กลิ่นผิดปกติ” รุนแรง และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุประมาณ 20 คน

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมถนนบริเวณหน้าศูนย์การค้าดังกล่าวทันที โดยมีรถดับเพลิงหลายสิบคันจอดเรียงรายตลอดแนวถนน อย่างไรก็ตาม นักช้อปยังคงสามารถเดินทางเข้าออกอาคารผ่านทางประตูข้างได้ตามปกติ

ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายถูกนำตัวขึ้นเปลหามส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและผู้เชี่ยวชาญในชุดป้องกันสารเคมีและวัตถุอันตราย ได้ลำเลียงประชาชนที่อยู่ในห้างเข้าไปยังรถบรรทุกตรวจวิเคราะห์พิเศษเพื่อตรวจร่างกายในเบื้องต้น ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่มีอาการเพียงเล็กน้อย

หญิงชราวัย 70 ปีรายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่เธอเดินเข้าไปใกล้บริเวณตู้เอทีเอ็ม เธอเริ่มรู้สึก “แสบคอและเจ็บคอ” อย่างรุนแรง “ตอนที่ฉันไปถึง บรรยากาศเริ่มโกลาหลแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเกิดไฟไหม้เล็กๆ หรืออะไรทำนองนั้น แต่พอฉันก้าวเข้าไปในโซนตู้ ATM คอของฉันก็เริ่มรู้สึกแสบๆ คันๆ และเริ่มชาไปหมด” 

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดเหตุไล่แทงและเหตุกราดยิงบ่อยครั้งขึ้น รวมถึงคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ เมื่อปี 2022

นอกจากนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายไล่แทงคนที่โรงงานแห่งหนึ่งทางตอนกลางของญี่ปุ่น ซึ่งในครั้งนั้นคนร้ายก็ได้ฉีดพ่นของเหลวปริศนาใส่เหยื่อจนมีผู้บาดเจ็บไป 14 รายเช่นกัน

เหตุการณ์ฉีดพ่นสารเคมีครั้งล่าสุดนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพจำอันโหดร้ายของชาวญี่ปุ่นต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ปี 1995 เมื่อสมาชิกลัทธิวันสิ้นโลก “โอมชินริเกียว” ลักลอบปล่อย “แก๊สซาริน” ซึ่งเป็นแก๊สพิษทำลายระบบประสาท บนรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียวในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย และมีผู้ล้มป่วยรุนแรงมากกว่า 5,800 คน

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นและหน่วยดับเพลิงกำลังเร่งตรวจสอบชนิดของสารเคมีดังกล่าว และเร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายรวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน.

ที่มา AFP