ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

21 พ.ค. 2569 03:36 น.

ทรัมป์เผย เตรียมประกาศเรื่องการคว่ำบาตรคิวบาในเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาเตรียมประกาศเรื่องมาตรการคว่ำบาตรประเทศคิวบาในเร็วๆ นี้ โดยยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการบังคับใช้มาตรการเพิ่มเติม หรือมีความเปลี่ยนแปลงในมาตรการที่ใช้อยู่แล้วหรือไม่

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการแถลงประกาศเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรต่อคิวบา “ในไม่ช้านี้” หลังจากก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมเพิ่งประกาศเรื่องการฟ้องร้องนาย ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา เพื่อเอาผิดกรณีเครื่องบินอพยพถูกยิงตกเมื่อปี 2539

“ก็ต้องรอดูกันไป เราจะประกาศเรื่องนี้ในไม่ช้า” ทรัมป์กล่าวเมื่อถูกถามว่าเขาคาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ไปอีกนานแค่ไหน

ทั้งนี้ คิวบาเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2503 แล้ว และล่าสุดสหรัฐฯ ก็เพิ่งเริ่มการสกัดการขนส่งน้ำมันเข้าสู่คิวบา ส่งผลให้วิกฤตการณ์ด้านพลังงานของประเทศเกาะแห่งนี้เข้าสู่วิกฤตขั้นสุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนชาวคิวบาควรเตรียมใจรับมือกับ “การยกระดับ” ใด ๆ หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ จะไม่มีการยกระดับเกิดขึ้น ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องมี ดูสิ ประเทศนั้นกำลังล่มสลาย มันพังพินาศไปหมด และพวกเขาก็คล้ายกับสูญเสียการควบคุมไปแล้ว พวกเขาสูญเสียการควบคุมในคิวบาไปแล้วจริง ๆ”

ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชม ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องการสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร แห่งคิวบา พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ “กำลังใส่ใจเรื่องคิวบาอยู่ตลอดเวลา”

“นี่คือเรื่องใหญ่ — ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับผู้คน ไม่ใช่แค่ชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่มาจากคิวบาที่อยากจะกลับไปคิวบา และคนที่อยากไปพบเจอครอบครัวของพวกเขาในคิวบาด้วย”

เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนคิวบาของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์กล่าวว่า “เรามีคนของเราอยู่ที่นั่นจำนวนมาก” ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ CIA และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวเชื่อมโยงกับคิวบาด้วยเช่นกัน

“เรามีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องคิวบาอย่างมาก” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาเฝ้ารอช่วงเวลานี้มานานถึง 65 ปีแล้ว ดังนั้นเรามาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” ทรัมป์กล่าว

“ในระหว่างนี้ เราจำเป็นต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือให้พวกเขา พวกเขาไม่มีหนทางในการใช้ชีวิตเลย ไม่มีอาหาร ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีพลังงานใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่สิ่งที่พวกเขามีอย่างแน่นอนคือประชาชนที่ยอดเยี่ยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

21 พ.ค. 2569 02:17 น.

คิวบาตึงเครียด เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ เดินทางถึงแคริบเบียน

กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เดินทางถึงทะเลแคริบเบียนแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดกับคิวบา หลังสหรัฐฯ ประกาศฟ้องร้อง ราอูล คาสโตร

กองทัพสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 11 ของสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส นิมิตซ์” เดินทางถึงทะเลแคริบเบียนแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับประเทศคิวบา ที่ทวีความตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศเรื่องการฟ้องร้องอดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ระบุบน X ว่า “เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิตซ์, กองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 17 ที่ปฏิบัติการอยู่บนเรือ, เรือยูเอสเอส กริดลีย์ และเรือยูเอสเอ็นเอส พาตูเซนต์ คือสัญลักษณ์แห่งความพร้อมและการคงอยู่ ซึ่งมีพิสัยทำการและอานุภาพทำลายล้างที่ไม่มีใครเทียบได้ รวมถึงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์”

“เรือยูเอสเอส นิมิตซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการรบมาแล้วทั่วโลก โดยทำหน้าที่สร้างหลักประกันด้านความมั่นคงและปกป้องระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่องแคบไต้หวันไปจนถึงอ่าวอาหรับ”

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกันกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร แห่งคิวบา

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของคิวบามองว่าการตั้งข้อหาดังกล่าวเป็นเหมือนการปูทางไปสู่การแทรกแซงทางทหาร โดยอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ก็เคยถูกตั้งข้อหาในลักษณะเดียวกันนี้ ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะมีปฏิบัติการบุกจับกุมตัวเมื่อเดือนมกราคม ส่งผลให้นายมาดูโรถูกคุมตัวไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คิวบา “มีสิทธิ์อันชอบธรรมและเด็ดขาดในการปกป้องตนเองจากการโจมตีทางทหาร” และการโจมตีในลักษณะดังกล่าวจะ “นำไปสู่การนองเลือดที่สร้างผลกระทบจนมิอาจประเมินค่าได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

21 พ.ค. 2569 01:06 น.

สหรัฐฯ ยื่นฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบา

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบาแล้ว ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงเครื่องบินองค์กรผู้ลี้ภัย 2 ลำตกจนมีชาวอเมริกันเสียชีวิตเมื่อปี 2539

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา ในวันพุธที่ 20 พ.ค. 2569 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงเครื่องบินพลเรือนขององค์กรผู้ลี้ภัยชาวคิวบา-อเมริกัน 2 ลำตกเมื่อปี 2539 ซึ่งทำให้ชาวคิวบากับชาวอเมริกันเสียชีวิต 4 ศพ

ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า นายคาสโตร วัย 94 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำการปฏิวัติผู้ล่วงลับ ถูกตั้งข้อหาฐานสมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐฯ, การฆาตกรรม และการทำลายเครื่องบิน

นอกจากนี้ยังมีจำเลยรายอื่น ๆ ที่ถูกตั้งข้อหาในคำฟ้องฉบับนี้ด้วย ซึ่งได้รับการอนุมัติฟ้องจากคณะลูกขุนใหญ่เมื่อวันที่ 23 เมษายน

การประกาศตั้งข้อหาดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการแถลงข่าว ณ บริเวณหน้าอาคาร ฟรีดอม ทาวเวอร์ (Freedom Tower) ในเมืองไมอามี ซึ่งเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์สำหรับชาวคิวบา-อเมริกันที่อพยพออกจากประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้

ในระหว่างการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่รัฐยังได้ร่วมไว้อาลัยให้แก่ชาวคิวบา-อเมริกันทั้ง 4 ราย โดยเป็นพลเมืองสหรัฐฯ 3 ราย และผู้พำนักถาวรตามกฎหมายของสหรัฐฯ อีก 1 ราย ที่เสียชีวิตอยู่บนเครื่องบินพลเรือนที่ถูกกองทัพอากาศคิวบายิงตกเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2539 โดยในขณะนั้น นายคาสโตรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคิวบา

เครื่องบินพลเรือนดังกล่าวเป็นของกลุ่ม “Brothers to the Rescue” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2534 โดย โฮเซ บาซุลโต นักบินชาวคิวบา-อเมริกัน ร่วมกับผู้ลี้ภัยชาวคิวบาคนอื่น ๆ โดยองค์กรนี้จะออกปฏิบัติการทำภารกิจช่วยเหลือชาวคิวบาในน่านน้ำระหว่างคิวบากับรัฐฟลอริดา หลังจากที่คนเหล่านั้นพากันหลบหนีออกจากประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยแพที่ต่อขึ้นเองตามมีตามเกิด

ทว่าในระหว่างการทำภารกิจครั้งหนึ่ง เครื่องบิน 2 ลำของกลุ่มถูกเครื่องบินขับไล่ มิก-29 (MiG-29) ของคิวบายิงตกในน่านฟ้าสากล ขณะที่ทางฝั่งคิวบาได้ออกมาอ้างซ้ำหลายครั้งว่าเครื่องบินเหล่านั้นรุกล้ำน่านฟ้าของคิวบา

รายงานจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ขององค์การสหประชาชาติ และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา สรุปตรงกันว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 4 คน เสียชีวิตอันเป็นผลมาจากการกระทำโดยตรงของตัวแทนจากรัฐคิวบาในน่านฟ้าสากล และคิวบาลงมือโดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานในการสกัดกั้น

ในเวลานั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีบิล คลินตัน และสภาคองเกรสออกมาประณามการกระทำของคิวบาอย่างรุนแรงในทันที ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและมาตรการอื่น ๆ รวมถึงการตัดสินลงโทษชายคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจของกลุ่ม Brothers to the Rescue ให้แก่ทางคิวบา

อย่างไรก็ดี แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 30 ปี เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สมัยใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และคิวบา บรรดาสมาชิกสภาชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้ลี้ภัย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่างเรียกร้องมาอย่างยาวนานให้มีการดำเนินคดีนายคาสโตรในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ในประเทศคิวบา ราอูล คาสโตร ยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูง แม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 และลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2564 ก็ตาม

โดยก่อนหน้าที่จะมีประกาศสั่งฟ้องในวันพุธนี้ ทางการคิวบาเพิ่งจะมีการประกาศจัดงานเฉลิมฉลองทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 95 ปีของคาสโตร ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 3 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

21 พ.ค. 2569 00:32 น.

WHO เตือน วัคซีนอีโบลาอาจใช้เวลา 9 เดือน ดับพุ่ง 139 ศพแล้ว

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า อาจต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนกว่าที่วัคซีนต้านเชื้อไวรัสอีโบลาจะใช้งานได้จริง ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อในดีอาร์คองโกยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ดร. วาซี มูรธี ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนา “วัคซีนต้นแบบ” ที่มีความเป็นไปได้ในการต่อต้านไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) จำนวน 2 ชนิด แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 9 เดือนกว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริง เนื่องจากยังไม่ผ่านการทดสอบทางคลินิก

คำพูดของ ดร.มูรธี เกิดขึ้นในขณะที่กำลังเกิดการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก และในยูกันดา โดย ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาแล้ว 600 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่เข้าข่ายต้องสงสัย 139 ราย

ดร.เกเบรเยซุสแถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ กรุงเจนีวา ว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาจำนวน 51 รายในดีอาร์คองโก และ 2 รายในยูกันดา เขาคาดด้วยว่า จำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อไวรัส

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา WHO ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) แต่ระบุว่ายังไม่ถึงระดับของการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)

ดร.เกเบรเยซุสกล่าวว่า หลังจากการประชุมเมื่อวันอังคาร คณะกรรมการฉุกเฉินขององค์กรด้านสาธารณสุขมีความเห็นพ้องต้องกันว่า สถานการณ์นี้ยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินของการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยความเสี่ยงของการระบาดในระดับโลกยังอยู่ใน “ระดับต่ำ” แต่ความเสี่ยงระบาดระดับภูมิภาคและประเทศ อยู่ใน “ระดับสูง”

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 51 รายในดีอาร์คองโกนั้น อยู่ในจังหวัด อิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาด และที่จังหวัดคิวูเหนือ ส่วนผู้ติดเชื้อ 2 รายในยูกันดาอยู่ที่กรุงกัมปาลา โดยทั้งคู่มีประวัติเดินทางมาจากดีอาร์คองโก และหนึ่งในนั้นเสียชีวิตแล้ว

“เราทราบดีว่าขนาดของการแพร่ระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้นใหญ่กว่านี้มาก” ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าว พร้อมระบุเสริมว่า มีบุคลากรทางการแพทย์รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นพิเศษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

20 พ.ค. 2569 23:12 น.

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิตคนร้าย ฆาตกรรมดาว TikTok

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิต ชายวัย 23 ปี ผู้ก่อเหตุฆาตกรรมดาว TikTok หญิงวัยรุ่นรายหนึ่งเมื่อปีก่อน หลังจากพยายามตามตื้อแต่ถูกปฏิเสธ

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 ศาลในประเทศปากีสถานพิพากษาให้นายอูมาร์ ฮายัต ต้องรับโทษประหารชีวิต ฐานก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.ซานา ยูซาฟ ดาว TikTok วัยเพียง 17 ปี ซึ่งเป็นคดีที่จุดชนวนให้เกิดกระแสความโกรธแค้นไปทั่วประเทศเมื่อปีก่อน

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 นายฮายัตบุกเข้าไปในบ้านของ น.ส.ยูซาฟ และยิงเธอจนเสียชีวิต หลังจากที่เธอปฏิเสธการตามตื้อของเขาหลายต่อหลายครั้ง

นายฮายัตซึ่งปัจจุบันอายุ 23 ปี ยอมรับสารภาพในศาลเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยระบุว่าตนเองเกิดความคลั่งไคล้ในตัวยูซาฟอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านทางออนไลน์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นายไซเอด ยูซาฟ ฮัสซัน บิดาของยูซาฟ กล่าวว่า คำพิพากษาที่ศาลกรุงอิสลามาบัดตัดสินออกมานั้น ถือเป็น “บทเรียนสำหรับอาชญากรประเภทนี้ทุกคนในสังคม”

นอกจากนั้น ศาลยังสั่งให้นายฮายัตจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2.5 ล้านรูปี (ราว 292,000 บาท) ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

ทั้งนี้ สื่อปากีสถานรายงานว่า ในระหว่างการสอบสวน นายฮายัตเผยว่าเขาเดินทางมายังกรุงอิสลามาบัดไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุเพื่ออวยพรวันเกิดให้กับยูซาฟ และแม้ว่ายูซาฟจะปฏิเสธที่จะพบเขา แต่เขาก็ดั้นด้นไปจนถึงบ้านของเธอ จนกระทั่งทั้งสองมีปากเสียงกันและบานปลายไปสู่การฆาตกรรมในที่สุด

ก่อนเสียชีวิต ยูซาฟมีผู้ติดตามมากกว่าหนึ่งล้านคนบน TikTok และอีกกว่าห้าแสนคนบน Instagram เธอเป็นที่รักของแฟน ๆ จากคอนเทนต์ที่สนุกสนานและเบาสมอง ไม่ว่าจะเป็นการลองแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่น การลิปซิงค์เพลง หรือการใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อน

เหล่านักเคลื่อนไหวกล่าวว่า การฆาตกรรมยูซาฟเป็นหนึ่งในความรุนแรงต่อสตรีที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในปากีสถาน

ทว่า ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากร่วมแสดงความโกรธแค้นต่อการเสียชีวิตของยูซาฟ แต่ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบต่อการทำงานในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ของเธอด้วยเช่นกัน

นายอุซามา คิลจี ผู้อำนวยการกลุ่ม Bolo Bhi ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิทางดิจิทัล เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี เอาไว้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมาจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และบางส่วนได้ยกเหตุผลทางศาสนามาอ้าง

“พวกเขากำลังตั้งคำถามว่าทำไมเธอถึงลงคอนเทนต์พวกนี้ และถึงขั้นแนะนำให้ครอบครัวลบบัญชี Instagram และ TikTok ของเธอออก เพราะมองว่าบัญชีเหล่านั้นจะยิ่งเพิ่ม “บาป” ให้แก่ตัวเธอ” คิลจีกล่าว

ด้าน ฟาร์ซานา บารี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดัง แย้งว่า ปฏิกิริยาเหล่านั้นสะท้อนถึงแนวคิด “เกลียดชังผู้หญิง” และ “ระบอบชายเป็นใหญ่”

เธอกล่าวว่า ยูซาฟมี “สิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า บทสนทนาบนโลกออนไลน์นี้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น “พื้นที่ที่อันตรายและคุกคามอย่างยิ่งสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ที่เป็นผู้หญิง” ในปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

20 พ.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านขู่ขยายสงครามออกนอกตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ หวนโจมตี

กองทัพอิหร่านขู่ว่า หากสหรัฐฯ กลับมาโจมตีประเทศของพวกเขาอีกครั้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นจะขยายวงออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อ 20 พ.ค. 2569 อิหร่านออกมาขู่ว่า จะขยายวงสงครามออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง หากสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาเกือบจะสั่งเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

เป็นเวลา 6 สัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ทรัมป์สั่งระงับปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับอิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้ การเจรจากลับไม่มีความคืบหน้า

สัปดาห์นี้อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้แก่สหรัฐฯ ทว่ารายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังคงเป็นเงื่อนไขเดิมที่ทรัมป์เคยปฏิเสธไปแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ, การชดเชยความเสียหายจากสงคราม, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร, การปล่อยอายัดทรัพย์สิน และการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่

เมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวซ้ำว่าเขาเกือบจะสั่งการให้เปิดฉากทิ้งระเบิดระลอกใหม่ แต่ได้ระงับการตัดสินใจในนาทีสุดท้ายเพื่อให้เวลากับการทูตมากขึ้น

“ในวันนี้ ผมอยู่ห่างจากการตัดสินใจสั่งการเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

ที่ผ่านมาอิหร่านได้ข่มขู่ซ้ำหลายครั้งว่าจะตอบโต้การโจมตีครั้งใหม่ ด้วยการโจมตีประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และในวันพุธนี้ อิหร่านได้ส่งสัญญาณเป็นนัยว่าอาจจะโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่านั้นด้วย

“หากมีการรุกรานอิหร่านซ้ำอีก สงครามในภูมิภาคที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้จะขยายออกไปเกินกว่าภูมิภาคนี้” กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สาเหตุเกิดจากน้ำขัง! ‘ประธานโสภณ’ นำทีมตรวจรัฐสภา แจงภาพน้ำขัง-ขยะลอย เป็นขั้นตอนการทำความสะอาด หลังฝนตกหนัก

สาเหตุเกิดจากน้ำขัง! 'ประธานโสภณ' นำทีมตรวจรัฐสภา แจงภาพน้ำขัง-ขยะลอย เป็นขั้นตอนการทำความสะอาด หลังฝนตกหนัก

สาเหตุเกิดจากน้ำขัง! ‘ประธานโสภณ’ นำทีมตรวจรัฐสภา แจงภาพน้ำขัง-ขยะลอย เป็นขั้นตอนการทำความสะอาด หลังฝนตกหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

21 พ.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ห้องเก็บขยะ ชั้น B1 อาคารรัฐสภา หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักทำให้มีน้ำขัง และมีขยะลอยขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว จนมีภาพเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ 

นายโสภณ ได้สอบถามหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ของรัฐสภา และได้รับรายงานว่า ภาพน้ำจำนวนมากไม่ได้เกิดจากน้ำท่วมภายในอาคารแต่อย่างใด แต่เป็นขั้นตอนการทำความสะอาดของเจ้าหน้าที่ที่กำลังรวบรวมน้ำและเก็บขยะ ซึ่งตรงกับช่วงที่สื่อมวลชนมาเห็น จึงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ได้ทำความสะอาดเพิ่มเติมจนพื้นที่กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ประธานรัฐสภากล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และเพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร และทำไมจึงเกิดภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากเมื่อคืนที่ผ่านมีฝนตกหนัก น้ำฝนไหลลงมารวมในพื้นที่ราบ เกิดทำให้ระบายไม่ทัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่แก้ไขเรื่องขยะอุดตันและตรวจสอบท่อระบายน้ำให้เหมาะสม เพื่อรองรับน้ำฝน

รัฐบาลเอาจริงปราบคอร์รัปชัน! เตือนกล่าวหาหน่วยงานรัฐต้องมีหลักฐาน กังขาผู้นำองค์กรต้านโกงหลังเคยพัวพันคดีเลี่ยงภาษี

รัฐบาลเอาจริงปราบคอร์รัปชัน! เตือนกล่าวหาหน่วยงานรัฐต้องมีหลักฐาน กังขาผู้นำองค์กรต้านโกงหลังเคยพัวพันคดีเลี่ยงภาษี

รัฐบาลเอาจริงปราบคอร์รัปชัน! เตือนกล่าวหาหน่วยงานรัฐต้องมีหลักฐาน กังขาผู้นำองค์กรต้านโกงหลังเคยพัวพันคดีเลี่ยงภาษี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

นายกฯ พร้อมจับมือทุกฝ่ายเดินหน้าปราบทุจริต เตือนการเปิดข้อมูลแบบ “หว่านแห” อาจสร้างความเสียหายต่อหน่วยงาน -เครดิตประเทศ แคลงใจความน่าเชื่อถือของบางองค์กร เหตุ ผู้ผู้นำเคยถูกครหาเลี่ยงภาษี จี้แจงเพื่อสังคมเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 พ.คที่ผ่านมา หลังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)เปิดเผยผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ และนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันพร้อมสนับสนุนการปราบทุจริตทุกขั้นตอนในทุกหน่วยงานหากเกิดขึ้นจริง และต่อมานายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทยระบุถึงการจะทำผลสำรวจดังกล่าวว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์ และOECD (โออีซีดี) เป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเพื่อเอาผิดใครนั้น เเปลว่าสอบถามความเห็นจากผู้ตอบเเบบสอบถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าหน่วยงานนั้นๆมีการทุจริต บวกกับข้อมูลล่าสุดของกกร. เเละมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุผลสำรวจว่า 26 หน่วยงานภาครัฐเรียกรับผลประโยชน์เเละยืนยันมีหลักฐานกับบางหน่วยงานนั้น เเหล่งข่าวระบุว่า ตามขั้นตอนกฎหมายหากพบการกระทำผิดของบุคลากรภาครัฐ สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้ การปราบปรามทุจริตได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนกฎหมายเเม้บางกรณีล่าช้า เเต่ยังถือว่าอยู่ในอายุความของกฎหมาย

เเหล่งข่าวยังมองว่า บทบาทขององค์กรภาคเอกชนทั้งคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น หรือ กกร.มีเจตนาดีในการต้านทุจริต เเต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บางครั้งพบว่าข้อมูลที่มีการเปิดเผยนั้นยังค่อนข้างเลื่อนลอย มีการชี้เเจงว่าเป็นเพียงการสอบถามประชาชน/ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนหรือเป็นเบาะเเสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการได้

ช่วงก่อนการเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุด มีข้อมูล”ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท” เป็นตัวเลขจากการประเมินของคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.ซึ่งมีการให้ข้อมูลว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น มีการจ่ายเงินสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. และเขตพื้นที่แข่งขันดุเดือดนั้น เเต่ก็พบว่าเป็นเพียงสอบถามข้อมูลของประชาชนที่ขาดหลักฐาน ซึ่งเมื่อเทียบกับการเปิดเผยว่ากรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานเรียกรับผลประโยชน์มากที่สุดนั้น หากคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.มีเจตนาดีควรชี้ไปเลยว่า การทุจริตเกิดขึ้นที่ใด เมื่อใด มูลเหตุเเละหลักฐานคืออะไร ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ไปดำเนินการได้ทันที เเต่การให้ข้อมูลเเบบหว่านเเห/เลื่อนลอยลักษณะนี้อาจจะไม่ยุติธรรมกับหน่วยงานที่โดนพาดพิง

ทั้งนี้ แหล่งข่าวยังเห็นว่าควรต้องพิจารณาบทบาทของคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.ควบคู่ไปด้วย เพราะการให้ข้อมูลทุจริตภาครัฐนั้น หากข้อมูลคลาด เลื่อนลอย ขาดหลักฐาน เครดิตประเทศจะเสียหายเเละเครดิตผู้ให้ข้อมูลย่อมขาดความน่าเชื่อถือเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาบุคลากรบางคนของคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.นั้นมีข้อเคลือบเเคลงเช่นกรณี ปี2565 ศาลฎีกาภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาชั้นฎีกา ให้บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทยจำกัดแพ้คดีพิพาทการจัดเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส (Prius) 1.16 หมื่นล้านบาทซึ่งก่อนหน้านั้นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ออกคำชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวพาดพิงนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะประธานกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่าจ่ายสินบนเพื่อให้ชนะคดีภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นพรีอุส เเละนายประมนต์ออกจากตำเเหน่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสิน รวมถึงก่อนที่ข้อขัดแย้งจะดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เเม้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวเเละได้สรุปผลการตรวจสอบ และระบุว่าไม่พบเส้นทางการเงินหรือหลักฐานการทุจริตจากบริษัทโตโยต้าฯไปถึงผู้พิพากษา

“ตามคำพิพากษาของศาลที่บริษัทโตโยต้าฯเลี่ยงภาษีดังกล่าว เเละเหตุเกิดช่วงที่นายประมนต์ทำหน้าที่ในบริษัทโตโยต้าฯนั้น ทำให้บางฝ่ายในรัฐบาลเคลือบเเคลงบทบาทของมูลนิธิฯ คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.เพราะตอนนี้นายประมนต์ก็ยังเป็นประธานมูลนิธิฯที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.เป็นคณะทำงานส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯที่ออกมาเคลื่อนไหวต้านทุจริตเป็นระยะ แต่การหลีกเลี่ยงภาษีกรณีข้างต้นก็ยังเกิดขึ้นได้ตรงนี้ หากคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.ตั้งใจปราบทุจริตจริง การเลี่ยงภาษีดังกล่าวก็ควรติดตามเเละชี้เเจงให้กระจ่างเครดิตของคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น และ กกร.จะดีขึ้น“ แหล่งข่าวกล่าว

ทะลุจักรวาล! ‘พี่เต้’ส่ง’ภาสพงศ์’ ชิงผู้ว่าฯกทม. ชูรถบินได้-คลองแสนแสบดื่มได้

ทะลุจักรวาล! 'พี่เต้'ส่ง'ภาสพงศ์' ชิงผู้ว่าฯกทม. ชูรถบินได้-คลองแสนแสบดื่มได้

ทะลุจักรวาล! ‘พี่เต้’ส่ง’ภาสพงศ์’ ชิงผู้ว่าฯกทม. ชูรถบินได้-คลองแสนแสบดื่มได้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ พระราม 7” ในฐานะประธานที่ปรึกษากลุ่ม “กรุงเทพบินได้” ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ เป็นว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดตัวทีมผู้บริหารกลุ่ม ‘กรุงเทพบินได้’ ประกอบด้วย

  • นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ – ประธานปรึกษา ผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.
  • นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ – ผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.
  • พลโท อัศวิน รัชชานนท์ – ผู้สมัคร รอง ผู้ว่า กทม. ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง
  • นางสาวภคอร จันทรคณา – ผู้สมัคร รองผู้ว่า กทม. ฝ่าย สังคม เมืองอัจฉริยะ และนวัตกรรม
  • นายวิวัฒน์ เจริญพาณิชย์ศิริ – ผู้สมัคร รองผู้ว่า กทม. ฝ่ายด้านการคลัง การเงิน และกิจการทั่วไป

โดยเลือกสถานที่เปิดตัวคือท่าเรือคลองแสนแสบ เพื่อให้สอดคล้องกับหนึ่งในนโยบายหลักของกลุ่ม

นายมงคลกิตติ์ ระบุถึงสาเหตุที่ตนเองไม่ได้ลงสนามเลือกตั้งเอง เป็นเพราะติดข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ จึงตัดสินใจเลือกนายภาสพงศ์ ซึ่งเป็นอดีตบุตรชายนักการทูตมารับหน้าที่แทน เนื่องจากมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แตกต่างจากอดีตนักการเมืองคนอื่นๆ ที่เคยเข้ามาเจรจากันก่อนหน้านี้ ที่ยังมีแนวทางพึ่งพาระบบซื้อเสียง หรือบางคนก็รับไม่ได้กับไอเดียนโยบายที่ก้าวล้ำเกินไป พร้อมกล่าวถึงเบื้องหลังการคัดเลือกตัวผู้สมัครไว้ว่า

“มีอดีตนักการเมืองและผู้ที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. หลายรายเข้ามาพูดคุย ทั้งอดีต สส. ที่ไม่ต้องการออกหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 อีก 2-3 คน แต่ไม่สามารถตกลงแนวทางร่วมกันได้ เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่านโยบายบางเรื่องเป็นแนวคิดใหม่ที่ยากจะยอมรับ”

เปิดเมกะโปรเจกต์และนโยบายสุดล้ำของกลุ่ม “กรุงเทพบินได้”

  • คลองแสนแสบดื่มได้: มีเป้าหมายบำบัดน้ำเสียตลอดสาย 47.5 กิโลเมตรให้ประชาชนตักขึ้นมาดื่มได้ภายใน 6 เดือน
  • เทคโนโลยีการบำบัดน้ำ: จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทั้งระบบ Ultrafiltration, ระบบกรอง RO และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV หรือคลอรีน
  • แผนระยะสั้นคลองแสนแสบ: หากได้รับโอกาส ในเดือนแรกจะเริ่มกรองน้ำระยะ 2 กิโลเมตรให้ดื่มได้ทันที
  • ปรับปรุงการสัญจรทางน้ำ: จะเปลี่ยนเรือโดยสารในคลองให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด
  • การคมนาคมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต: ตั้งเป้านำเข้ารถบินได้จากประเทศจีนปีละ 1,000 คัน โดยใช้งบประมาณของ กทม. และเอกชนร่วมลงทุนฝ่ายละ 500 ล้านบาท
  • พาท่องอวกาศ: มีแผนส่งคนกรุงเทพฯ ขึ้นไปท่องอวกาศในระยะ 90-100 กิโลเมตรจากผิวโลก โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน 80%
  • โคลนนิ่งไดโนเสาร์: เตรียมจัดตั้ง “สำนักสัตว์ดึกดำบรรพ์” เพื่อส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยไปร่วมวิจัยกับต่างประเทศในการตัดต่อพันธุกรรมและสร้างสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่คล้ายไดโนเสาร์ขึ้นมา เพื่อปั้นเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
  • ฮุบทีมฟุตบอลระดับโลก: มีแผนจะซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ในสัดส่วน 51% เพื่อให้เป็นของคนไทย
  • สวัสดิการและสาธารณสุข: ผลักดันให้โรงพยาบาลสังกัด กทม. มีบริการด้านศัลยกรรมความงามและสุขภาพในราคาถูก เพื่อให้คนกรุงเทพฯ “สวยฟิต หล่อยาว”
  • ส่งเสริมการมีบุตร: ชูนโยบายให้คน กทม. เจียดเวลาวันละ 1 ชั่วโมง 40 นาที เพื่อผลิตบุตร หวังเพิ่มประชากรปีละ 1 แสนคน แก้ปัญหาโรงเรียนร้างและขาดแคลนแรงงาน
  • ลดค่าครองชีพและสวัสดิการ: จะร่วมกับประชาชนเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมันดิบเพื่อลดค่าน้ำมัน พร้อมตั้งโรงทาน 50 เขต และอัดฉีดเงินให้ทหารผ่านศึกเดือนละ 3,000 บาท
  • โบนัสคนรักสุขภาพ: เตรียมเพิ่มโบนัส 10% ให้ข้าราชการและพนักงาน กทม. โดยมีเงื่อนไขว่าต้องรักษาสุขภาพให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ค่า BMI, ขนาดรอบเอว และค่าไขมันเลว (LDL)

ทางด้าน นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ว่าที่ผู้สมัครฯ ซึ่งเป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปัจจุบันเป็นนักลงทุนอิสระ ได้ระบุว่า หากได้รับความไว้วางใจ จะเร่งผลักดันการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม นำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารเมือง ลดปัญหาจราจร เพิ่มพื้นที่สีเขียว และยกระดับความปลอดภัยให้คนกรุงเทพฯ

ท้ายที่สุด นายมงคลกิตติ์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการแข่งขันกับแชมป์เก่าอย่างมั่นใจว่า “แม้นายชัชชาติจะมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง แต่เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ในยุคนี้อยากลองของใหม่ และหากกลุ่มกรุงเทพบินได้ชนะการเลือกตั้ง รับรองได้ว่ากรุงเทพมหานครจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ฮือฮา!ที่ปรึกษา ปธ.กมธ.งบฯ ยุคไอซ์ ดึงตัวตึง อ.วีระ-วิโรจน์-เพจดัง ร่วมทีม

ฮือฮา!ที่ปรึกษา ปธ.กมธ.งบฯ ยุคไอซ์ ดึงตัวตึง อ.วีระ-วิโรจน์-เพจดัง ร่วมทีม

ฮือฮา!ที่ปรึกษา ปธ.กมธ.งบฯ ยุคไอซ์ ดึงตัวตึง อ.วีระ-วิโรจน์-เพจดัง ร่วมทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

21 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกรรมาธิการฯ นั้น ล่าสุดได้พิจารณาและเห็นชอบรายชื่อ “ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการฯ” ประกอบด้วย

1. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

2. เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายองค์กรและการบริหารจัดการ และทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ

3. รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค (ACT ai) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมขับเคลื่อน ACT ai (เครื่องมือสแกนสัมปทานและตรวจสอบการทุจริต) ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

4. สุภอรรถ โบสุวรรณ (MD HAND) กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (HAND Social Enterprise)

5. ธนิสรา เรืองเดช (WeVis) ผู้ร่วมก่อตั้ง WeVis แพลตฟอร์มเทคโนโลยีภาคประชาชน (Civic Tech)

6. เพจ ต้องแฉ (MUST SHARE)

7. เพจ เครือข่ายชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย

8. กัปตันคนเนิร์ด คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายวิเคราะห์ข้อมูล (Data) และประเด็นสังคม

9. วีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนอาวุโส นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า)